พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม : กรณีศึกษาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย) | วิชาการ.คอม


พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม : กรณีศึกษาพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย)

การศึกษาเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีปฏิบัติและแนวทางการส่งเสริมพระพุทธศาสนาของ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย (โดยสังเขป) นี้เป็นการศึกษาเฉพาะกิจเพื่ออธิบายการทำงานของท่านในมิติของ "พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม" (Engage Buddhism)

ผู้เขียน ศรัณย์ เลิศรักษ์มงคล ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด
สารบัญ

          
หน้าที่ 1 ความนำ
หน้าที่ 2 ประวัติของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย)
หน้าที่ 3 พบอาจารย์เป็นครั้งแรก
หน้าที่ 4 เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์และการสร้างวัดพระธรรมกาย
หน้าที่ 5 การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย
หน้าที่ 6 เผชิญกับอุปสรรคและการถูกโจมตี
หน้าที่ 7 โครงการที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ส่งเสริมให้วัดพระธรรมกายดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
หน้าที่ 8 การตระหนักรู้ในปรากฏการณ์ซึ่งเป็นความทุกข์ของสังคม
หน้าที่ 9 การทำตนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับโลก (หรือเข้าไปแก้ปัญหาทางสังคมนั้นๆ)
หน้าที่ 10 การลงมือกระทำ (หรือการปฏิบัติการรับใช้สังคมเพื่อให้เกิดการพัฒนา)
หน้าที่ 11 บรรณานุกรม

ประวัติของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมมฺชโย)

ประวัติของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย)

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย)[1] ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗ ที่บ้านคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีโยมบิดาชื่อ จรรยง สุทธิผล  โยมมารดาชื่อ จุรี สุทธิผล บรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๑๒ ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยมีพระเทพวรเวที (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ) เป็นพระอุปัชฌาย์   เมื่อวัยเด็กท่านมีความคิดและความสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม การฝึกสมาธิ และการศึกษาธรรมะมาโดยตลอดเพราะเห็นว่า “ชีวิตในการครองเรือนเป็นชีวิตที่สุขน้อย ทุกข์มาก ไม่มีอิสระ” ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ท่านต้องโยกย้ายที่อยู่ และ มีปัญหาในครอบครัวตั้งแต่เยาว์วัยเรื่อยมา[2]  อย่างไรก็ตามจากการที่ท่านมีความสนใจการปฏิบัติธรรมและ การศึกษาธรรมะดังกล่าวได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ท่านได้มาพบกับการปฏิบัติธรรมตามแนววิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ในเวลาต่อมา

                ด้วยความที่ท่านมีอุปนิสัยรักการใฝ่หาความรู้และสนใจในเรื่องการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง แม้ว่าจะประสบกับความยากลำบากในการดำเนินชีวิตเพียงใดก็ตามแต่ท่านก็พยายามเสาะแสวงหาความรู้ในเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา โดยได้เล่าไว้ในหนังสือ “ เดินไปสู่ความสุข” (หนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อรวบรวมสาธุชนที่ศรัทธาในการปฏิบัติธรรมตามแนววิชชาธรรมกายให้มาร่วมกันสร้างวัดพระธรรมกายขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๓) ความตอนหนึ่งว่า

“ สนามหลวงเป็นสถานที่ที่อาตมาชอบมากและมักไปบ่อยๆ เดินจากบ้านวัดเลียบด้วยรองเท้าคู่เก่าๆ เสื้อยืดคอกลม กางเกงขาสั้น เงินติดกระเป๋าแค่ดื่มโอเลี้ยงได้แก้วเดียว ไม่มีปัญญาที่จะซื้อหนังสือ แต่ความกระหายอยากรู้อยากเห็นในทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้อดทนเดินมา ยืนอ่านหนังสือตามแผงขายหนังสือข้างคลองหลอด อ่านจนกระทั่งเจ้าของร้านมองหน้า ก็วางเสียที ไปยืนอ่านอีกร้านถัดไป ซึ่งเป็นหนังสือชนิดเดียวกัน พอเจ้าของมองหน้าก็วางอีก วนเวียนอย่างนี้ ตั้งแต่แผงแรก พอมาถึงแผงสุดท้ายก็พอดีจบเล่ม ทำอย่างนี้เป็นปีแม้กระทั่งหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานที่มีแต่คนอายุมากเท่านั้นหยิบอ่าน  แต่อาตมาอ่านอย่างใจจดจ่อและทบทวนหลายเที่ยว ยิ่งอ่านยิ่งคล้อยตามเห็นกองทุกข์ทางโลก....”

 

                ในช่วงวัยรุ่น ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย[3] นั้นท่านพยายามแสวงหา “คำตอบที่แท้จริง” ของชีวิตเรื่อยมา สิ่งที่เป็นคำถามอยู่ในใจนั้นมีมากมาย เป็นต้นว่า มนุษย์เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน เพราะเหตุใดจึงมีคำกล่าวว่าเรามีกรรมเป็นของตัวเอง บาป-บุญมีจริงหรือไม่ เป็นต้น การที่ท่านมีปรกติคำนึงถึงคำถามในลักษณะนี้อยู่ตลอดเวลานั้นได้ทำให้ท่านกลายเป็นวัยรุ่นที่ต่างไปจากเพื่อนในวัยเดียวกัน ในช่วงวันหยุดแทนที่ท่านจะให้เวลากับกิจกรรมตามที่วัยรุ่นทั่วไปสนใจแต่กลับหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาค้นคว้าเรื่องประวัติบุคคลสำคัญของโลก อัตชีวประวัติของผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งพยายามหาความรู้จากหนังสือธรรมะ การฝึกสมาธิหนังสือประเภทอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะค้นหาคำตอบที่ติดค้างอยู่ในใจให้กระจ่างแจ้ง

                เมื่อเริ่มฝึกปฏิบัติธรรมนั้นท่านได้ทดลองมาหลายวิธีด้วยกัน หนึ่งในนั้นได้แก่การเรียนกรรมฐานตามแบบวิธีของวัดมหาธาตุฯ ซึ่งท่านกล่าวไว้ว่า  “ เป็นวิธีที่มีประโยชน์ต่อท่านมากเพราะทำให้ท่านรู้จักปรารภความเพียรและมีสติในการพิจารณากองทุกข์”  ต่อจากนั้นท่านจึงได้ศึกษาแนวการปฏิบัติธรรมของคณาจารย์ท่านอื่นๆอีก เช่น หลวงพ่อลี วัดอโศการาม พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หากต่อมาได้ลองปฏิบัติธรรมตามแบบอานาปาณสติก่อนจะได้มาศึกษาวิธีการปฏิบัติธรรมตามรอยหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ในภายหลัง

                การเดินทางเพื่อตามหาอาจารย์ที่จะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับความจริงของชีวิตยังดำเนินต่อไป จนกระทั่งได้มีโอกาสศึกษาประวัติและปฏิปทาของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เมื่ออายุราว ๑๘ ปี ขณะนั้นท่านเพิ่งสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้ หลังจากนั้นเมื่อมีโอกาสได้ศึกษาแนวคิด ปฏิปทาและวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญแล้วรู้สึกประทับใจจนเกิดความรู้สึกว่า “ หากเห็นธรรมเมื่อไร จะดำเนินรอยตามหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกประการ” 

[1] พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย) ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระสุธรรมญาณเถร”เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ “ พระราชภาวนาวิสุทธิ์” เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙  มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อธิมุตธรรมวรากร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

 

[2] ดูในหนังสือ “ เดินไปสู่ความสุข” ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๓) หน้า ๒๕

[3] พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์  ธมมฺชโย) เคยศึกษาในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๖  ต่อมาได้สอบเข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา