ทางออก"บิลค่าไฟฟ้า"แพง..ทำอย่างไรไม่ต้องจ่ายเงิน
วันที่ 18/01/2555 เวลา 14:08:34 ดู 2,367 ครั้ง
ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหลายคนกลับเข้าบ้านหลังน้ำลดแล้วเกิดอาการมึนว่า เหตุใดบิล"ค่าไฟฟ้า"ที่ได้รับช่วงเดือนตุลาคม -พฤศจิกายน 2554 กลับมีตัวเลขสูงมากทั้งที่เจ้าของบ้านหนีน้ำไปอยู่ที่อื่น และปิดบ้านทิ้งไว้กว่า 2 เดือน
ขณะที่อีกบ้านปกติเคยเสียค่าไฟฟ้าประมาณ 400 บาท แต่ปรากฎว่า ช่วงน้ำท่วมตัวเองก็ไม่อยู่บ้าน แต่บิลค่าไฟที่มาเรียกเก็บย้อนหลังช่วงเดือนธันวาคมกลับพุ่งขึ้นไปสูงถึง 1,400 บาท หลายคนที่ประสบปัญหาบางคนไม่ได้สนใจ และยอมจ่ายเงินไป เพื่อตัดปัญหา เพราะเบื่อการไปติดต่อหน่วยงานราชการเสียเวลา ต้องลางานกันเป็นวัน ขณะที่บางคนยอมไม่ได้ และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ต่อกรณีดังกล่าวนายประเทศ ศรีชมภู ผู้อำนวยการ ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.) กล่าวว่า มีหลายคนสงสัยว่า เหตุใดไม่ได้ใช้ไฟ แต่มีบิลเรียกเก็บค่าไฟฟ้าเข้ามา ทางสกพ.ได้รับการชี้แจงจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ขั้นตอนการดำเนินการจดหน่วยการใช้ไฟจะทำคร่อมในลักษณะ 2 เดือน คือ จดหน่วยครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมก่อนน้ำท่วม และไปจดอีกครั้งเดือนธันวาคมที่น้ำลดแล้ว ดังน้้น ระยะเวลาของรอบตัวเลขจริง ๆ เป็นรอบ 60 วัน ทางการไฟฟ้าฯมาพิจารณาแบ่งหน่วยการใช้ไฟออกเป็น 2 เดือน คือ รอบเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และรอบเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ทั้งนี้ การไฟฟ้ามองในเรื่องของประโยชน์ของผู้ใช้ไฟเป็นหลัก โดยมองว่า หากเก็บรอบเดียว 60 วันอาจถูกคิดค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้า
ปัญหาเรื่องนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าร้องเรียนเข้ามาว่า อยากให้มีการเรียกเก็บในอัตราการใช้ไฟฟ้าตามจริง ทางสกพ.จึงมีการพิจารณาออกหลักเกณฑ์ว่า ประชาชนสามารถไปร้องเรียนต่อการไฟฟ้าในพื้นที่ให้มีการตรวจสอบ และออกบิลเรียกเก็บในอัตราตามจริงได้
อีกประเด็นหนึ่งมีเสียงสะท้อนเข้ามาเช่นเดียวกัน คือ การถูกเรียกเก็บค่าไฟสูงในช่วงที่ถูกน้ำท่วม ทั้งทีได้ออกจากบ้านมาแล้ว และไม่ได้มีการใช้ไฟฟ้า จากการตรวจสอบพบว่า อาจจะมีปัญหาในเรื่องกระแสไฟฟ้ารั่ว ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ซึ่งตรงนี้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าแจ้งให้การไฟฟ้ามาทำการตรวจสอบมีกรณีเกิดไฟฟ้ารั่วในพื้นที่บ้านหรือไม่ เพื่อให้มีการเก็บค่าใช้ไฟฟ้าที่เป็นธรรม ประชาชนอาจไม่ต้องรับภาระเรื่องไฟฟ้ารั่วในช่วงที่เกิดอุทกภัย อันนี้เป็น 2 กรณีตัวอย่างที่ได้รับการร้องเรียนเข้ามาจากทั้งกฟน. และกฟภ.
สำหรับกรณีที่หลายคนเป็นห่วงปี 2555 น้ำจะท่วมอีกนั้น ทุกหน่วยงานได้มีการเตรียมการรับอุทกภัยไว้แล้ว โดยรัฐบาลมีการเตรียมรองรับทั้งระบบ ในส่วนของการให้บริการไฟฟ้าของประชาชน มีการซ้กซ้อมการปฏิบัติ เช่น ช่วงปีที่ผ่านมากฟภ.มีหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปยกมิเตอร์ให้ 1 แสนตัวใน 30 จังหวัดที่เกิดอุทกภัย การยกมิเตอร์ออกถือเป็นจุดที่สำคัญมาก ๆ ถ้าหากน้ำท่วมถึงในส่วนของมิเตอร์ไฟจะเกิดกรณีไฟรั่ว
นอกจากนั้น ทางกฟน.จะมีการสับไฟในจุดย่อย ซึ่งไม่กระทบไปถึงวงกว้าง เช่น พื้นที่ใดมีน้ำท่วมที่จะเป็นอันตรายต่อประชาชน กฟน.จะมีการสับไฟในจุดย่อยลง ซึ่งการไฟฟ้าแต่ละแห่งจะมีมาตรกรต่าง ๆ ในการที่จะเตรียมรับมือหากเกิดกรณีภัยพิบัติเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การจัดทำเครื่องมือ ความพร้อมบุคลากรในการตัดกระแสไฟฟ้าป้องกันปัญหาไฟฟ้ารั่ว รวมถึงการให้บริการไฟชั่วคราว เช่น โรงพยาบาลฉุกเฉิน พื้นที่อพยพ เป็นต้น
นายประเทศกล่าวต่อไปว่า นอกจากในเรื่องงานบริการ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของการไฟฟ้าต่าง ๆ หน้าที่หลักของสกพ. คือ การกำกับดูแลในเรื่องความมั่นคงในระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าของตัวโรงไฟฟ้าย่อย โรงไฟฟ้าใหญ่ที่อาจจะมีน้ำท่วมถึง จะมีการบริหารจัดการให้มีระบบอื่นเข้ามาทดแทนอย่างไร ที่ผ่านมามีโรงไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมถึง เช่น ที่โรงไฟฟ้าโรจนะ จะต้องมีการบริหารจัดการไม่ให้ถูกไฟดับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก