ไทยปลุกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ "รัฐ-เอกชน-นักวิชาการ" หนุนลงทุน
วันที่ 19/07/2555 เวลา 11:24:54 ดู 1,449 ครั้ง

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายในปีนี้จะต้องปรับแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติจาก PDP 2010 (Power Development Plan : PDP) เป็น PDP 2012 วางอนาคตสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยยังคงต้องบรรจุการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ในแผนดังกล่าว เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีความจำเป็นจะต้องเตรียมเผื่อไว้ โดยยังมีเวลาทำความเข้าใจกับสาธารณะควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวด
ด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง การเลือกทำเลก่อสร้างโรงไฟฟ้า และอื่น ๆ สร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงที่สุด
รวมถึงได้หันกลับมาทบทวนลดโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลง จากครั้งแรกกำหนดไว้ 4 โรง กำลังการผลิตโรงละ 1,000 เมกะวัตต์

รวมทั้งหมด 4,000 เมกะวัตต์ แผนฉบับปรับปรุงรอบ 3 เมื่อเดือนมิถุนายน 2555 ลดลงเหลือ 2 โรง รวม 2,000 เมกะวัตต์ แนวโน้มเมื่อปรับปรุงรอบใหม่ภายในปีนี้ก็จะยังคงไว้ 2 โรง
แนวทางการดำเนินงาน และตามสมมติฐานการจัดทำแผนฉบับปรับปรุงรอบ 3 เพื่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ กรณีการจัดหาไฟฟ้าจากโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ ได้ลดสัดส่วนลงจากเดิม 10% เหลือ 5% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าออกไปอีก 3 ปี จากปี 2566 เป็น 2569 เพื่อขยายเวลาเตรียมตัว
ด้านความปลอดภัย และสร้างการยอมรับจากประชาชน
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวถึงทางเลือกการลงทุนนำพลังงานนิวเคลียร์มาผลิตไฟฟ้าของไทยในอนาคตยังมีความจำเป็นอยู่อย่างมาก จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง
มาตลอดในแต่ละปี ทางบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีความจำเป็นต้องหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากบางแหล่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของ กฟผ.เองสูงตามไปด้วยจากต้องหาเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทน จนต้องแบกภาระค่าเชื้อเพลิงสูงขึ้นทุกปี ในที่สุดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft)
ปัญหาระบบการผลิตไฟฟ้าในไทยไม่ใช่ "ราคา" เพียงอย่างเดียว เรื่อง "ความมั่นคง" ในการผลิตไฟฟ้าสำคัญมาก เพราะไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตเกินกว่า 70% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ส่วนพลังงานอื่นๆ ก็เหลือน้อยเต็มทนและถูกต่อต้านเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า และโดยเฉพาะถ่านหินถูกปฏิเสธมาตลอด
จากผลการศึกษาของ กฟผ.กรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ จะมีต้นทุนค่าไฟฟ้า 2.08 บาท/หน่วย เมื่อพิจารณาโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงต่อหน่วยความร้อน (บาทต่อล้านบีทียู) เปรียบเทียบแล้ว นิวเคลียร์ถูกที่สุดกว่าพลังงานชนิดอื่น ได้แก่ ถ่านหิน อยู่ที่ 2.12 บาท/หน่วย โรงไฟฟ้าพลังความร้อนอยู่ที่ 2.29 บาท/หน่วย
ส่วนประเทศในแถบเอเชียที่ได้รับการยอมรับในฐานะเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มี เกาหลีใต้ ผลิตได้ถึง 27.8% ญี่ปุ่นทำได้ 37% และค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั่วโลกอยู่ที่ 14.8%
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกว่า 40 กลุ่ม มุ่งให้ความสนใจนโยบายการจัดหาพลังงานในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจะมีความต้องการการใช้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นต้องนำพลังงานหมุนเวียนมาช่วยเสริม ส่วนราคาพลังงานทดแทนเดิมที่ราคาสูง เพราะผลิตน้อยและเทคโนโลยีที่ผลิตยังไม่พัฒนา ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า การผลิตก็สูงขึ้น ส่วนในไทยต้องช่วยกันเร่งส่งเสริมการผลิตแก๊สชีวมวลและชีวภาพ เพราะราคาไม่แพงมาก และมีวัตถุดิบในประเทศปริมาณมาก
นายตุลสิ ตานติ (Tulsi Tanti) ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซูสลอน เอเนอร์จี้ (Suzlon Energy) จำกัด จากประเทศอินเดีย กล่าวว่า ในฐานะผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนจากกังหันลมรายใหญ่ ต้องการนโยบายระยะยาวที่แน่นอนนั้นเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานลมที่จะนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึงในไทยมีผู้สนใจลงทุน เพียงแต่รัฐบาลควรจะให้การสนับสนุนมากกว่านี้ เพราะการนำเทคโนโลยีใบพัดขนาดใหญ่ขึ้น ตั้งเสาสูงขึ้น แล้วจะทำให้ต้นทุนสูงตามไปด้วย
"การผลิตพลังงานทดแทนยังต้องชั่งน้ำหนัก เพราะทำได้ไม่ต่อเนื่องเหมือนพลังงานจากฟอสซิล จะคำนวณต้นทุนที่ลดลงแล้วให้อินเซนทีฟลดลงคงจะไม่ได้ ต้องคำนึงถึงกำลังที่ผลิตจากปัจจัยเรื่อง Plant Factor เช่น ฟาร์มลมจะให้พลังงานประมาณ 10% ของทั้งหมด เพราะกำลังลมไม่สม่ำเสมอ ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ให้พลังงาน 20% เพราะผลิตได้แต่ตอนกลางวัน ต่างจากโรงไฟฟ้าดั้งเดิมให้พลังงานตามกำลังผลิตอย่างน้อย 90-95% และเดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมง เท่ากับต้องผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 5 เท่า ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำไปหารือต่อสาธารณชนมากขึ้น เมื่อไทยต้องการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ก็ต้องมีควบคู่กันทั้งพลังงานทดแทนและพลังงานโรงพื้นฐาน
นายตุลสิกล่าวว่า ส่วนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยต่อไปคงต้องนำขึ้นมาใช้ เพื่อต่ออายุพลังงานได้อีกราว 25 ปี แต่สิ่งที่ไทยควรจะคำนึงถึงคือราคาไฟฟ้า และพลังงาน ในอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ยังมีความจำเป็น แม้วันนี้จะยากเพราะกระแสสังคมไม่เห็นด้วย แต่ถ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วในระยะยาวก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ได้ โดยทั้งภาครัฐและผู้รับผิดชอบการลงทุนจะต้องตอบคำถามเรื่องจะจัดการเรื่องความปลอดภัยอย่างไร พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของวิศวกรก่อสร้างด้วย
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ผู้ริเริ่มเสนอโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นขณะเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันว่า ถึงอย่างไรไทยก็ยังต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมถึงต้องพิจารณาทางเลือกทั้งหมดรวมเข้าด้วยอย่างพลังงานทดแทน เพราะในระยะยาวอาศัยจากเพียงแหล่งเดียวไม่ได้ ส่วนกรณีเกิดแผ่นดินไหว
ในทะเลส่งผลให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฟูกูชิมา ญี่ปุ่น หรือเหตุการณ์เชอร์โนบิล ในยูเครน จะทำให้คนทั่วโลกเกิดความหวาดกลัว แต่เหตุใดในเกาหลีใต้ เวียดนาม ยังเลือกเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้เต็มรูปแบบ
ขอขอบคุณข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ