ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 29 พ.ย. 2547 (17:55) รอคุณนทีมาตอบนะคะ
ขอเล่าเรื่องต่อค่ะ
พระพลานามัยที่ทรุดโทรมลงเรื้อรังทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ แปรพระราชฐานไปประทับในระยะยาวที่ศรีราชา พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปเยี่ยม ๓ ครั้งคือคราวเสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายู เสด็จประพาสชวา และอีกครั้งหนึ่งในปี๒๔๔๕
ผู้ที่มาอยู่เป็นเพื่อนสมเด็จฯ ก็คือพระราชธิดา สมเด็จเจ้าฟ้าวไลอลงกรณ์ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงขอไปเป็นพระราชธิดา บัดนี้ก็เสด็จกลับมาทรงอยู่กับสมเด็จแม่ และมีพระอนุชาของสมเด็จคือกรมพระสวัสดิวัดน์ฯ ทรงอยู่เป็นพระอภิบาลด้วยอีกพระองค์หนึ่ง
สมเด็จฯประทับอยู่ที่ศรีราชาถึง ๓ ปีเศษ จนพระพลานามัยค่อยดีขึ้น ทรงสร้างสถานพยาบาล ต่อมาก็พระราชทานที่ดิน อาคารและพระตำหนักให้เป็นโรงพยาบาล พร้อมทั้งเงินค่าใช้จ่ายอีกด้วย
เมื่อพระพลานามัยดีขึ้น ก็เสด็จกลับกรุงเทพ
พระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชวังแห่งใหม่คือพระราชวังสวนดุสิต แบ่งที่ดินพระราชทานพระมเหสี เจ้าจอมและพระเจ้าลูกเธอเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนเรียกว่า "สวน" มีคลองระบายน้ำและถนน พระราชทานชื่อตามชื่อเครื่องลายครามซึ่งนิยมกันในตอนนั้น ตำหนักที่สมเด็จฯประทับอยู่ ชื่อว่า สวนหงส์
ในสมัยนั้น ผู้น้อยไม่บังอาจเรียกผู้ใหญ่ด้วยชื่อตรงๆ ถือว่าเป็นการไม่เคารพ ในวังหลวงมีเจ้านายสตรีชั้นสมเด็จอยู่หลายพระองค์ เพื่อให้รู้กันว่าหมายถึงพระองค์ไหน ชาววังก็จะเอ่ยถึงพระนามเรียกแตกต่างกันไป
อย่างสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ ชาววังเรียกว่า "สมเด็จพระตำหนัก"
ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อก่อนเรียกว่า "สมเด็จที่บน" ต่อมาเมื่อสำเร็จราชการก็เรียกกันว่า "สมเด็จรีเยนต์"
ชาววังมีเรื่องสนุกตามพระราชนิยมกันมากมาย เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวเสด็จยุโรป สมเด็จรีเยนต์โปรดทรงจักรยาน เจ้านายและสาวชาววังก็หัดขี่จักรยานกันเป็นทิวแถว ต่อมาเมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับมาแล้ว เกิดความนิยมเล่นตลับงาที่ใช้ใส่ขี้ผึ้งสีปาก ชาววังก็พากันเล่นตามอีก เป็นที่สนุกสนาน
เล่นที่นี้หมายถึงสะสม ทำให้เกิดไอเดียออกแบบตลับงาแบบต่างๆ ตั้งแต่ใบใหญ่เรียงลำดับลงไปจนใบเล็กจิ๋ว ขัดจนขึ้นลายงดงาม แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯขอถวายชื่อคล้องจองกันเป็นชุด
สมเด็จพระตำหนัก ฯมีพระอัธยาศัยสงบสุภาพ ไม่โปรดที่จะขัดผู้ใด สิ่งใดอนุโลมได้ก็ทรงอนุโลม เรื่องตลับงาก็ทรงมีบ้าง แต่ก็ทรงมีความสนพระทัยกิจกรรมบางอย่างเป็นส่วนพระองค์ คือการทอผ้า ตั้งแต่ยังทรงอยู่ที่ศรีราชา
บรรดาเจ้านายสตรีและนางข้าหลวงในตำหนักพากันทอผ้าเป็น ถึงขั้นทอจำหน่ายในวังได้ สนพระทัยถึงกับสั่งหูกทอผ้าจากญี่ปุ่นเข้ามาใช้ทอ
ผ้าทอของสมเด็จฯมีตั้งแต่ผ้าแบบง่ายๆอย่างผ้าพื้น(หมายถึงผ้านุ่งไม่มีลาย) ไปจนผ้าทอชนิดยากๆ อย่างผ้ายกดอกไหม และผ้าโหมด(คือผ้าทอสอดเส้นทองในเนื้อผ้า
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจส่วนพระองค์ ที่ไปได้ดีอีกมาก เช่นตั้งโรงสีข้าว ซื้อขายรับจำนองที่นา มีผู้จัดการผลประโยชน์คือคุณหญิงเอี่ยมภรรยาเจ้าพระยาอภัยราชา ทรงเป็นเจ้านายสตรีที่มั่งมีพระองค์หนึ่ง
เวลาก็ผ่านไปอย่างสงบเป็นเวลาหลายปี ไม่มีเหตุการณ์บ้านเมืองชวนให้อกสั่นขวัญหายอย่างตอนร.ศ. ๑๑๒ อีก
สมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯ คือเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธเสด็จกลับจากศึกษาที่อังกฤษ ทรงปฏิบัติราชการ เป็นผู้แทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย พระสุขภาพก็ดี แม้ว่าเคยผ่าตัดมาหนหนึ่งที่อังกฤษ แต่ว่ายังมิได้คิดเรื่องอภิเษกสมรสกับเจ้านายสตรีองค์ไหนจนแล้วจนรอด
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมเด็จพระบรมราชินีฯ ทรงกังวลอยู่ไม่มากก็น้อย ทรงเห็นว่าพระราชโอรสมีพระชนม์มากพอแล้ว ถึงกับทรงเลือกเจ้านายสตรีที่เหมาะสมให้ แต่ก็ไม่เป็นผล
หนึ่งในเจ้านายสตรีที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมคือ สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองฯ พระราชธิดาที่ประสูติจากพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินินาฏ แต่สมเด็จพระบรมโอรสาฯ ก็ทรงยืนกรานปฏิเสธว่า "ไม่ขอเอาน้องเป็นเมียเป็นอันขาด"
ทีนี้มาพูดเรื่องการสืบสันตติวงศ์
เคยอ่านพบในเน็ตว่าสมเด็จพระบรมราชินีฯทรงทูลขอพระเจ้าอยู่หัวว่า ลำดับการสืบราชบัลลังก์นั้น ขอให้ลำดับพระราชโอรสที่ประสูติจากพระองค์ไปจนหมดสายก่อน แล้วค่อยไปเริ่มที่สายของสมเด็จพระมเหสีพระองค์อื่น
แทนที่จะลำดับตามพระชนม์มากน้อยของบรรดาเจ้าฟ้าชาย (โดยไม่เลือกว่าประสูติจากพระราชมารดาพระองค์ไหน) อย่างเมื่อก่อน
ถ้าหากว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบตามนี้ ลำดับการสืบ ก็จะผิดไปจากเดิม กลายเป็นตามลำดับดังนี้
๑ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
๒ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
๓ สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
๔ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย
๕ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา
ทั้ง ๕ พระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมราชินีฯ
เมื่อมาถึงที่สุดของสายสมเด็จพระบรมราชินีฯแล้ว ก็ยังมีเจ้าฟ้าในอีก ๒ สาย คือ
สายสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เหลือเพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช
กรมขุนสงขลานครินทร
สายสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี เหลือเพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
ทั้งสองพระองค์นี้ ถ้าลำดับตามพระยศของสมเด็จพระราชชนนี ตั้งแต่ต้นรัชกาล สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาเคยมีพระยศสูงกว่าสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี แต่ถ้าลำดับตามพระชนม์ของเจ้าฟ้า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ มีพระชนม์สูงกว่าสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลาฯ
ดิฉันก็ยังหาหลักฐานเรื่องทูลขอไม่พบ ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่ถ้าเทียบกับหลักฐานจากที่อื่น ก็ยังแย้งๆกันอยู่
สิ่งที่จริงคือมีการสถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารขึ้นในรัชกาลที่ ๕ แทนตำแหน่งวังหน้า ก็มีเพียง ๒ พระองค์คือเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา หรือพระบรมราชโองการใดๆ ในรัชกาลที่ ๕ ที่มีวี่แววให้เห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวจะโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเจ้าฟ้าในสายของสมเด็จพระบรมราชินีฯ ให้อยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์ต่อจากเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
เรื่องนี้ก็เลยน่าสงสัยว่าจริงหรือไม่ หรืออย่างน้อยถ้าสมเด็จพระบรมราชินีฯทูลขอจริง พระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงเอื้ออำนวยตามนั้น เพราะในตอนปลายรัชกาลที่ ๕ พระเจ้าอยู่หัวทรงเมตตาสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์เป็นอย่างมาก ถึงกับทรงเรียกว่า "เจ้าฟ้าองค์ที่ ๒" คือรองจากสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ผู้เป็น" เจ้าฟ้าองค์ที่ ๑"
ก็อาจจะพอมองเห็นว่า ยังทรงยึดลำดับอาวุโสมากน้อยของพระราชโอรส มากกว่ายึดฐานะของพระมเหสี
อย่างไรก็ตาม ในรัชกาลที่ ๕ ปัญหานี้ก็ไม่ใช่เรื่องร้อนใจอะไรนัก
หากว่าเหตุการณ์เป็นไปเหมือนรัชกาลก่อนๆ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯย่อมจะอภิเษกในวันใดวันหนึ่ง แล้วก็คงจะมีพระราชโอรสหลายพระองค์ และมีพระองค์ใหญ่เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯสืบราชบัลลังค์ต่อไป ส่วนสมเด็จพระอนุชาหลายพระองค์นั้น พระองค์ใดจะอยู่ในลำดับใดก็ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะก็จะทรงอยู่ห่างราชบัลลังก์ออกมาอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็กลายเป็นปัญหาขึ้นมาจนได้ เพราะเมื่อสิ้นรัชกาลรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ขึ้นครองราชย์ พระชนม์ได้ ๓๐ พรรษาแล้วก็ยังทรงเป็นโสด มิได้ถูกพระราชหฤทัยในสตรีใดไม่ว่าเจ้านายหรือสตรีสามัญ
เมื่อเปลี่ยนแผ่นดิน สมเด็จพระบรมราชินีฯ ก็ทรงเปลี่ยนฐานะเป็น "สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี" ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ ทรงเป็น "สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี" ชาววังออกพระนามว่า "สมเด็จพระมาตุจฉา" ตลอดรัชกาลที่ ๖
พระราชโอรสที่ทรงเหลืออยู่เพียงพระองค์เดียวคือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลาฯ เสด็จไปศึกษาต่อ ที่ต่างประเทศ ได้เสด็จกลับมาสยามเพื่อร่วมงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในตอนนั้นพระชนม์ได้ ๑๘ พรรษา
แม่ลูกได้พบกันเพียง ๔ เดือนก็ต้องจากกันอีก เพราะพระราชโอรสจะต้องเสด็จกลับไปศึกษาต่อ สมเด็จพระมาตุจฉา ก็ทรงข่มความรักความอาลัยไว้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยธรรมะที่ทรงปฏิบัติต่อเนื่องกันมาหลายปี
เรื่องพระราชกฤษฎีการการสืบราชสันตติวงศ์ในรัชกาลที่ 6 จะนำมาเล่าให้ฟัง ตอนนี้ขอหยุดดื่มน้ำแก้คอแห้งก่อนค่ะ ขอเชิญคุยตามสบาย
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง