ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทั้ง 13 ทักษะ

โพสต์เมื่อ: 16:12 วันที่ 26 ก.ค. 2544         ชมแล้ว: 277,355 ตอบแล้ว: 114
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในหัวข้อการคำนวณ จะมีกิจกรรมใดบ้างที่ใช้ฝึกทักษะนี้


วิทยา creative2000@thaimail.com(202.183.165.62)

จำนวน 95 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 14 ก.ค. 2544 (19:34)
13 เลยหรือครับ มีอะไรบ้างละเนี่ย ใครกำหนดครับว่า 13 แล้วยังไงต่อครับ

สุรัชน์
ร่วมแบ่งปัน702 ครั้ง - ดาว 158 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 15 ก.ค. 2544 (15:32)
13 เลขไม่สวยนะ

curious (IP:202.28.27.37)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 ก.ค. 2544 (16:12)
ไม่ใช่มี 4 หรือครับ


1. สังเกต


2. ตั้งสมมุติฐาน


3. ทดลอง


4. สรุปผล

?? (IP:131.111.8.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 27 มิ.ย. 2547 (12:34)
1.ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร

การกำหนดตัวแปร เป็นการชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องการควบคุม

ในสมมติฐานหนึ่ง ๆ การควบคุมตัวแปร เป็นการควบคุมสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้น ถ้าหากไม่ควบคุม ให้เหมือนๆ กัน ก็จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน

ตัวแปรต้น คือ สิ่งที่เราต้องจัดให้แตกต่างกัน ซึ่งเป็นต้นเหตุ ทำให้เกิดผล ซึ่งเราคาดหวังว่าจะแตกต่างกัน ตัว

แปรตาม คือ สิ่งที่เราต้องติดตามดู ซึ่งเป็นผลจากการจัดสถานการณ์บางอย่าง ให้แตกต่างกัน

ตัวแปรควบคุม คือ สิ่งที่เราต้องควบคุมจัดให้เหมือนกันเพื่อให้แน่ใจว่า ผลการทดลอง เกิดจากตัวแปรต้นเท่านั้น



2.ทักษะการคำนวณ คือ การนับจำนวนของวัตถุและการนำตัวเลขแสดงจำนวนที่นับได้ มาคิดคำนวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลี่ย



3.ทักษะการจัดทำและสื่อความหมายข้อมูล เป็นการนำผลการสังเกต การวัด การทดลองจากแหล่งต่าง ๆ โดยการหาความถี่ เรียงลำดับ จัดแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมาย ของข้อมูลดียิ่งขึ้น โดยอาจเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ วงจร กราฟ สมการ และการเขียนบรรยาย



4.ทักษะการจำแนกประเภท คือ การแบ่งพวก หรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ โดยใช้เกณฑ์ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง



5.ทักษะการตั้งสมมติฐาน คือ การคิดหาคำตอบล่วงหน้า ก่อนจะทำการทดสองโดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิม เป็นพื้นฐานคำตอบที่คิดล่วงหน้าซึ่งยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือ ทฤษฎีมาก่อน สมมติฐาน หรือคำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้า มักกล่าวไว้เป็นข้อความ ที่บอก ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้น กับตัวแปรตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจถูก หรือผิดก็ได้ ซึ่งจะทราบภายหลัง การทดลอง หาคำตอบเพื่อสนับสนุน หรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้



6.ทักษะการตีความหมายข้อมูล และลงข้อสรุป การตีความหมายข้อมูล คือ การแปรความหมาย หรือ การบรรยาย ลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ การลงข้อสรุป คือ การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด



7.ทักษะการทดลอง มี 3 ประเภท คือ การทดลองแบบแบ่งกลุ่ม เปรียบเทียบ ไม่มีกลุ่ม เปรียบเทียบและลองผิดลองถูก การทดลองเป็นกระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบ หรือการทดสอบ สมมติฐานที่ตั้งไว้ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การออกแบบการทดลอง การปฏิบัติการทดลองและการบันทึกผลการทดลอง



8.ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ คือ การกำหนดความหมายและขอบเขตของสิ่งต่าง ๆ (ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องทดลอง) ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดไว้



9.ทักษะการพยากรณ์ คือ การสรุปคำตอบล่วงหน้า ก่อนการทดลองโดยอาศัยประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลักการ กฎ หรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น มาช่วยในการสรุป การพยากรณ์มีสองทาง คือ การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่และ การพยากรณ์นอกขอบเขตข้อมูลที่มีอยู่



10.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล คือ การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากากรสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย



11.ทักษะการวัด คือ การเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง โดยมีหน่วยกำกับเสมอ



12.ทักษะการสังเกต คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัส อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เพื่อหาข้อมูล หรือรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ โดยไม่เพิ่มความคิดเห็น ส่วนตัวลงไป



13.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติ และมิติกับเวลา วัตถุต่าง ๆ ในโลกนี้ จะทรงตัวอยู่ได้ ล้วนแต่ครองที่ที่ว่าง การครอง ที่ของวัตถุในที่ว่างนั้น โดยทั่วไปแล้วจะมี 2 มิติ ได้แก่ มิติยาว มิติกว้าง และมิติสูงหรือหนา



ที่มา : http://school.bed.go.th/elp/skill/defalt.htm
amang (IP:202.28.96.188,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 1 ก.ค. 2547 (20:04)
เดี๋ยวเราก้อจะได้ไปแข่งทักษะวิทแล้ว
แตง (IP:203.113.57.100,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 ก.ค. 2547 (00:44)
แข่งวันที่7ที่นวมินบดินป่ะตัวเอง
ไปด้วย (IP:203.150.193.202,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ก.ย. 2548 (11:12)
ชอบวิท
ออย (IP:203.188.51.92,10.1.1.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 25 ก.ย. 2548 (15:07)
ช่วยหาคำตอบให้หน่อยนะค่ะ
บัว (IP:203.118.113.235,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 25 ก.ย. 2548 (21:27)
1. สังเกต

2. ตั้งสมมุติฐาน

3. ทดลอง

4. สรุปผล



เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก็คือทักษะที่ใช้เมื่อทำการทดลองนั่นเองครับ
[-Constantine-]
ร่วมแบ่งปัน392 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 25 ก.ย. 2548 (21:30)
ส่วน 13 ทักษะที่ว่านั้น ผมว่าน่าจะเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับวิทยาศาสตร์โดยรวมๆนะครับ ไม่ใช่เฉพาะแค่การทดลอง
[-Constantine-]
ร่วมแบ่งปัน392 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 14 ต.ค. 2548 (17:31)
เด๋วผมก็ต้องไปแข่งทักษะวิทย์ฯรอบสุดท้ายแล้ว ที่โคราชอ่ะ
เด็กเก่งวิทย์คับ
ร่วมแบ่งปัน37 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 พ.ย. 2548 (15:57)
ชอบวิทแต่ไม่เก่งอ่ะทำไง
กวาง 204 สาธิต (IP:61.19.72.46,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 7 พ.ย. 2548 (15:59)
ชอบเรียนวิทโดยเฉพราะเรื่องดาราศาสตร์
BATGIRL STP. 204 (IP:61.19.72.46,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 22 ธ.ค. 2548 (22:12)
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในหัวข้อการสังเกต จะมีกิจกรรมใดบ้างที่ใช้ฝึกทักษะนี้
paew2505pratomchat@thaimail.co (IP:203.151.140.117,203.113.55.198,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 26 ธ.ค. 2548 (09:50)
อยากได้ข้อสอบที่ใช้วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากๆ เลย หาซื้อไม่มี ขอบคุณมากๆ
cru-manee@hotmail.com (IP:203.188.47.34,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 9 ม.ค. 2549 (20:59)
13 วิธีมีอะไรบ้างคะ บอกหน่อยเดี้ยวนี้ด้วย
sagy@thaimil.com (IP:203.113.61.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 20 ม.ค. 2549 (14:01)
ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยพิมพ์ข้อความของ 13 ทักษะ ว่ามีอะไรบ้าง

เกี้ยวค่ะ 3/9
คนตัว G (IP:203.113.55.207,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 22 ม.ค. 2549 (14:22)
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์



สมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science-AAAS) ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ทั้งสิ้น 13 ทักษะ โดยจัดแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ

1) ทักษะพื้นฐาน หรือทักษะเบื้องต้น (Basic Science Process Skill) ประกอบด้วย 8 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 1-8

2) ทักษะขั้นบูรณาการ หรือ ทักษะเชิงซ้อน (Intergrated Science Process Skill) ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 9-13

ในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละทักษะ สรุปได้ดังนี้

1. ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ โดยไม่ลงความเห็นของผู้สังเกต

2.ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม และความสามารถในการอ่านค่าที่ได้จากการวัดได้ถูกต้องรวดเร็วและใกล้เคียงกับความจริงพร้อมทั้งมีหน่วยกำกับเสมอ

3. ทักษะการคำนวณ (Using numbers) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร หรือจัดกระทำกับตัวเลขที่แสดงค่าปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งได้จากการสังเกต การวัด การทดลองโดยตรง หรือจากแหล่งอื่น ตัวเลขที่คำนวณนั้นต้องแสดงค่าปริมาณในหน่วยเดียวกัน ตัวเลขใหม่ที่ได้จากการคำนวณจะช่วยให้สื่อความหมายได้ตรงตามที่ต้องการและชัดเจนยิ่งขึ้น

4. ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถในการจัดจำแนกหรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยมีเกณฑ์ในการจัดจำแนก เกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยจัดสิ่งที่มีสมบัติบางประการร่วมกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา (Space/space Relationship and Space/Time Relationship) สเปส (Space) ของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างบริเวณที่วัตถุนั้นครอบครองอยู่ ซึ่งจะมีรูปร่างและลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไป สเปสของัตถุจะมี 3 มิติ (Dimensions) ได้แก่ ความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความหนาของวัตถุทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา หมายถึง ความสามารถในการระบุความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่อไปนี้ คือ 1) ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติ กับ 3 มิติ 2) สิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงากับภาพที่ปรากฏจะเป็นซ้ายขวาของกันและกันอย่างไร 3) ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง 4) การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลา หรือสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปกับเวลา

6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing data and communication) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่นมาจัดกระทำใหม่โดยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดเรียงลำดับ การแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจมากขึ้น อาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ กราฟ สมการ เป็นต้น

7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง ความสามารถในการอธิบายข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลที่มีอยู่อาจได้มาจากการสังเกต การวัด การทดลอง คำอธิบายนั้นได้มาจากความรู้หรือประสบการณ์เดิมของ ผู้สังเกตที่พยายามโยงบางส่วนที่เป็นความรู้หรือประสบการณ์เดิมให้มาสัมพันธ์กับข้อมูลที่ตนเองมีอยู่

8. ทักษะการพยากรณ์ (Prediction) หมายถึง ความสามารถในการทำนายหรือคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือความรู้ที่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีในเรื่องนั้นมาช่วยในการทำนาย การทำนายอาจทำได้ภายในขอบเขตข้อมูล (Interpolating) และภายนอกขอบเขตข้อมูล (Extrapolating)

9. ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating hypothesis) หมายถึง ความสามารถในการให้คำอธิบายซึ่งเป็นคำตอบล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเป็นจริงในเรื่องนั้นๆ ต่อไป สมมุติฐานเป็นข้อความที่แสดงการคาดคะเน ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายของสิ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบโดยการสังเกตได้ หรืออาจเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ที่คาดคะเนว่าจะเกิดขึ้นระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ข้อความของสมมุติฐานนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยการสังเกตความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน การคาดคะเนคำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน ข้อความของสมมุติฐานต้องสามารถทำการตรวจสอบโดยการทดลองและแก้ไขเมื่อมีความรู้ใหม่ได้

10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining operationally) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำ หรือตัวแปรต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตและวัดได้ คำนิยามเชิงปฏิบัติการ เป็นความหมายของคำศัพท์เฉพาะ เป็นภาษาง่ายๆ ชัดเจน ไม่กำกวม ระบุสิ่งที่สังเกตได้ และระบุการกระทำซึ่งอาจเป็น การวัด การทดสอบ การทดลองไว้ด้วย

11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and controlling variables) หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมุติฐานหนึ่ง การควบคุมตัวแปรนั้นเป็นการควบคุมสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนกัน

12. ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบหรือทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ

12.1 การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดและควบคุมตัวแปร และวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ในการทดลอง

12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริงๆ

12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งอาจเป็นผลของการสังเกต การวัด และอื่นๆ

13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (Interpretting data and conclusion) หมายถึง ความสามารถในการบอกความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อความหมายแล้ว ซึ่งอาจอยู่ในรูปตาราง กราฟ แผนภูมิหรือรูปภาพต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการบอกความหมายข้อมูลในเชิงสถิติด้วย และสามารถลงข้อสรุปโดยการเอาความหมายของข้อมูลที่ได้ทั้งหมด สรุปให้เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการศึกษาภายในขอบเขตของการทดลองนั้นๆ

เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitudes) เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้น เป็นเสมือนตัวกำกับความคิด การกระทำ การตัดสินใจในการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์

ลักษณะของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1. เจตคติที่เกิดจากการใช้ความรู้

1.1 กฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์

1.2 การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยถือผลที่เกิดจากการสังเกต ทดลอง ตามที่เกิดจริง โดยอาศัยข้อมูลองค์ประกอบที่เหมาะสม

2. เจตคติที่เกิดจากความรู้สึก

2.1 กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์มุ่งที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ คุณค่าสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างทฤษฎี

2.2 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะมีมากขึ้นถ้าได้รับการสนับสนุนจากบุคคล

2.3 การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือการทำงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีคุณค่า

คุณลักษณะของบุคคลที่มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ดังนี้

1. มีเหตุผล

2. มีความอยากรู้อยากเห็น

3. มีใจกว้าง

4. มีความซื่อสัตย์และมีใจเป็นกลาง

5. มีความเพียรพยายาม

6. มีความละเอียดรอบคอบ



3. ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การสื่อสารคมนาคม การเกษตร การศึกษา การอุตสาหกรรม การเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ สรุปได้ดังนี้

1. วิทยาศาสตร์ช่วยให้มีความสามารถในสังคม ในสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้มีความสามารถ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม

2. วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต

3. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ การได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อนามัย อาหาร การดำรงชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง

4. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ 5. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจ

6. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์

7. วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การที่เราจะอยู่ได้อย่างทันโลกและทันเหตุการณ์ จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ อยู่เสมอ เพราะวิทยาศาสตร์มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพที่ดีแก่ชีวิต

อ.สุวัฒน์ ทับทิมเจือ

อใฟสิกส์ สาธิตอยุธยา
สุวัฒน์ ทับทิมเจือ (IP:58.147.104.4,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 19 ก.พ. 2549 (10:14)
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลของ13ทักษะ

เยี่ยมจิงๆ



แล้วก็...



คนที่บอกว่ามีแค่4ทักษะเองน่ะ



เด็กประถมหรือไงคับ
555ฮิๆๆ (IP:203.113.32.13,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 19 ก.พ. 2549 (10:16)
ผมล้อเล่นคับ



ความรุ้เรียนรู้ได้เสมอคับ อิอิ

อย่าโกรธกานน้า



บายย
555ฮิๆๆ (IP:203.113.32.13,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 20 เม.ย. 2549 (16:30)
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

1.การสังเกต

2.การวัด

3.การพยากรณ์

4.การตัวเลข

5.การทดลอง

6.การตั้งสมมติฐาน

7.การจำแนกประเภท

8.การลงความเห็นจากข้อมูล

9.การกำหนดและควบคุมตัวแปร

10.การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติ

11.การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป

12.การจัดกระทำและการศื่อความหมายข้อมูล

13.การหาความสำพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา
.............. (IP:210.86.220.98,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 28 พ.ค. 2549 (17:36)
ขอบคุณที่บอกแต่ว่ามันเป็นของจริงป่าว

ใครที่มาลงแบบนี้ขอให้เป็นของจริงอย่าโกหกกันเลยนะคะ

คุณครูสั่งให่มาหา
คนน่ารัก (IP:203.150.64.254,203.150.85.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 30 พ.ค. 2549 (10:55)
เด็กดี
อาร์ต (IP:203.149.12.37,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 12 มิ.ย. 2549 (19:45)
ทัษะทั้งสิบสามดีมากเลย
ty (IP:203.113.62.4,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 13 มิ.ย. 2549 (13:04)
ดีค่ะ
ด.ญ.รติกาล (IP:203.188.62.142,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 13 มิ.ย. 2549 (13:06)
ดีครับ
พีรพล (IP:203.188.62.142,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 13 มิ.ย. 2549 (19:03)
มี13ทักษะค่ะ



ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

1.การสังเกต

2.การวัด

3.การพยากรณ์

4.การตัวเลข

5.การทดลอง

6.การตั้งสมมติฐาน

7.การจำแนกประเภท

8.การลงความเห็นจากข้อมูล

9.การกำหนดและควบคุมตัวแปร

10.การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติ

11.การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป

12.การจัดกระทำและการศื่อความหมายข้อมูล

13.การหาความสำพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา
คนดี (IP:202.29.14.241,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 15 มิ.ย. 2549 (22:38)
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ"การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต"อย่างไร และประโยชน์ของวิทยาศาสตร์รวมทั้งผลกระทบทางวิทยาศาสตร์

ขอบคุณมากๆครับ
tukta_jeng@hotmail.com (IP:203.188.48.32,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 29 มิ.ย. 2549 (16:45)
ให้ยกตัวอย่างทักษะ 13 ทักษะให้ละเอียด อ่านศีกษาด้วยตนเองเข้าใจได้ และรูแบบทักษะที่นำไปใช้ฝึกนักเรียนวิทยาศาสตร์
สุกิจ เมืองงาม (IP:203.113.57.68,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 1 ก.ค. 2549 (18:06)
ชอบไมค์นะ
1/1 (IP:203.172.72.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 5 ก.ค. 2549 (08:28)
Thank
mayny.15@yahoo.com (IP:203.149.12.234,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 5 ก.ค. 2549 (17:48)
อยากจัง ช่วยสอนหน่อยสิ ขอบคุณ
ไม่ค่อยเข้าใจ (IP:203.146.109.97,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 5 ก.ค. 2549 (17:50)
อ๋อ เราเข้าใจ
เก่ง วิทย์ (IP:203.146.109.97,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 21 ก.ค. 2549 (10:01)
ชอบวิทคะ
โบ (IP:203.188.17.206,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 21 ก.ค. 2549 (10:02)
ผมจะไปสอบ ทำไงดี
ืnew_megig@hotmail.com (IP:203.188.17.206,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 23 ก.ค. 2549 (08:21)
สเปสกับสเปส สเปสกับเวลาคืออะไรคะ
น หนู (IP:58.136.212.80,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 23 ก.ค. 2549 (09:27)
หา แบบฝึกหัดได้จากที่ไหนคะ
น หนู (IP:58.136.212.80,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 26 ก.ค. 2549 (21:32)
เราจะหาแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ดีๆได้จากที่ไหนบ้างหรอค่ะ
satung_sut@hotmail.com (IP:203.113.51.104,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 1 ส.ค. 2549 (17:24)
ขอบคุณมากนะครับกำลังหาข้อมูลอยู่พอดีเลย
ขอบคุณครับ (IP:203.188.3.165,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 21 ส.ค. 2549 (13:59)
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูล
นำหวาน (IP:202.129.33.171,192.168.41.18, 202.29.52.66,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 21 ส.ค. 2549 (14:03)
เยี่ยมมากเลยค่ะสำหรับข้อมูล
มะนาว (IP:202.129.33.171,192.168.41.18, 202.29.52.66,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 26 ส.ค. 2549 (15:05)
มีตัวอย่างการทดลองรึเปล่าคะ ถ้ามีขอหน่อย
pruk_pccst@hotmail.com (IP:203.155.172.77,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 26 ส.ค. 2549 (16:42)
ช่ายแล้วทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มี 13ทักษะค่ะ

ไปอ่านคห.ที่ 4 จ้า เยี่ยมมากๆ
viva
ร่วมแบ่งปัน77 ครั้ง - ดาว 145 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 28 ส.ค. 2549 (18:48)
ผมขอบวิทคับ
aomplay123456@thaimail.com (IP:58.136.203.43,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 28 ส.ค. 2549 (19:01)
ขอโทษทีพิมพ์ IDผิดทีจริงต้องเป็น playboy
aomplayboy123456@thaimail.com (IP:58.136.203.43,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 28 ส.ค. 2549 (19:04)
หนูชอบวิทคะ....ทราย
naruk.ni@hotmail.com (IP:58.136.203.43,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 28 ส.ค. 2549 (19:08)
สเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาคือไรคะ....ทราย
naruk.ni@hotmail.com (IP:58.136.203.43,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 28 ส.ค. 2549 (19:10)
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ"การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต"อย่างไร และประโยชน์ของวิทยาศาสตร์รวมทั้งผลกระทบทางวิทยาศาสตร์

ขอบคุณมากๆคะ
naruk.ni@hotmail.com (IP:58.136.203.43,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 11 ก.ย. 2549 (17:46)
มีภาพการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสและสเปสกับเวลาหรือเปล่า
nun6432@hotmail.com (IP:124.121.121.119,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 12 ก.ย. 2549 (19:53)
ดีค่ะ
007 (IP:125.25.40.81,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 16 ก.ย. 2549 (14:33)
การเรียนวิทย์สามารถให้ข้อคิดได้หลายอย่างเลย
nighsofear@hotmail.com (IP:125.25.15.59,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 16 ก.ย. 2549 (19:39)
จะสอบเเล้วทำยังไงดี
panrat_mint@hotmail.com (IP:125.25.148.190,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 22 ก.ย. 2549 (12:14)
อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับ สเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา ให้มันเข้าใจมากกว่านี้ หน่อยนะคะ
nighsofear@HOTMAIL.COM (IP:202.143.132.180,192.168.1.56,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 25 ก.ย. 2549 (21:39)
อยากให้ใช้คำอธิบายที่เข้าใจง่ายในระดับป.6หน่อยครับ
คนใกล้สอบ (IP:125.25.52.29,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 28 ก.ย. 2549 (13:15)
T-Tดีจางเยย
hotmail.com (IP:203.114.113.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 5 ต.ค. 2549 (17:01)
เรื่องสเปสกับสเปสนะครับ คืองี้ สเปสหมายถึงพื้นที่ที่วัตถุนั้นครอบครองอยู่การมองความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส

เปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนการมองความสัมพันธ์ของรูปภาพสองมิติ,สามมิติ

ว่าเมื่อมองจากอีกมุมหนึ่งจะเป็นอย่างไร หรือการมองภาพสามมิติในแต่ละระนาบ

อะไรทำนองนี้

เรื่องสเปสกับเวลาก็คือการมองวัตถุเทียบกับเวลา เช่น เมื่อเวลา...วัตถุอยู่ที่นี่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป... วัตถุไปอยู่ตรงไหน

อะไรทำนองนี้นะ

ปล.ผมก็ไม่ได้เก่งไรหรอกนะเป็นนิสิตเกษตร ปี4 อ่ะ แล้วพอดีเรียนเรื่องพวกนี้บ่อยๆ

ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ผมรู้น่าจะเป็นประโยชน์บ้าง

fullbackup@hotmail.com อีเมลล์ผมนะคุยได้ไม่กัด
Sct. Kaset (IP:158.108.130.122,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 6 ต.ค. 2549 (17:06)
อยากได้ความหมายของทักษะ ค่ะ

ใครรู้บ้างกรุณาบอกหน่อยนะคะจะเป็นประโยชน์แก่ดิฉันอย่างมากเลยค่ะ
winthachai_7@hotmail.com (IP:61.19.158.118,61.19.158.118,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 6 ต.ค. 2549 (17:37)
ทักษะก็คือความสามารถในด้านต่างแหละครับ เช่น

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการใช้กระบวนการต่าง ๆ

ได้อย่างคล่องแคล่ว ถูกต้อง และแม่นยำ(วรรณทิพา,2540)
Sct. Kaset (IP:158.108.133.13,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 17 ต.ค. 2549 (15:11)
สาระ...............................................
ปา (IP:221.128.75.178,192.168.200.236,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 26 ต.ค. 2549 (09:58)
สวัสดีคับ ขอบคุณมากสำหรับข้อมูล
chalawmvut_wim@hotmail.com (IP:125.24.154.74,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 26 ต.ค. 2549 (10:10)
หวาดดีคะ ทักษะกระบวนการนี้เยิ่ยมจริงๆคะ......
dekdk_an@hotmail.com (IP:125.24.156.214,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 27 ต.ค. 2549 (15:33)
ดีมากค่ะ
jantrasorn_yor@chaiyo.com (IP:202.143.135.245,202.143.135.245,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 3 พ.ย. 2549 (17:54)
มี13ทักษะค่ะ



ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

1.การสังเกต

2.การวัด

3.การพยากรณ์

4.การตัวเลข

5.การทดลอง

6.การตั้งสมมติฐาน

7.การจำแนกประเภท

8.การลงความเห็นจากข้อมูล

9.การกำหนดและควบคุมตัวแปร

10.การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติ

11.การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป

12.การจัดกระทำและการศื่อความหมายข้อมูล

13.การหาความสำพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา
123 (IP:203.118.93.63,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 5 พ.ย. 2549 (17:39)
ช่วยบอกความหมายของทักษะพื้นฐานทีครับ ถ้าไม่มีตอบด้วย
คนเดือดร้อน วอนโดนด่า (IP:124.157.169.201,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 8 พ.ย. 2549 (15:26)
กำลังหาอยู่พอดีเลยค่ะ ขอบคุณมากๆเลยนะค่ะสำหรับทักษะทั้ง13
เด็กปฐมวัย (IP:125.24.153.255,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 9 พ.ย. 2549 (17:49)
ส่งถามไปเป็นชาติ ไม่ได้คำตอบสักที แต่ก็ขอบคุณสำหรับข้อความเบื้องต้นมากนะครับ เปิดหนังสือหาเสริมเอาละ ยิ้ม
คนเดือดร้อน วอนโดนด่า (IP:222.123.113.103,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 13 พ.ย. 2549 (17:19)
ความหมายของคำว่า "ทักษะ" ที่แท้จริง ต้องมีลักษณะ 3 ประการ คือ

ถูกต้อง

คล่องแคล่ว

และมีประสิทธิภาพ

ยกตัวอย่างเช่นการขับรถยนต์

ทำได้ ถูกต้อง คือ รู้ว่าจะต้องทำไรก่อนหลัง เช่นไขกุญแจ สตาร์ทเครื่องแล้วจึงเหยียบคลัทช์ แล้วเข้าเกียร์ฯลฯ

ทำได้ คล่องแคล่ว คือนอกจากรู้ขั้นตอนแล้วต้องลงมือกระทำได้อย่างฉับไวไม่สะดุดกึกกักหรือดับ

ทำได้อย่าง มีประสิทธิภาพ หมายถึงสามารถขับรถออกไปในถนนต่างๆในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างปลอดภัย ไม่เฉี่ยวชน ไม่ผิดกฏจราจร



เป็นไงครับ พอรู้เรื่องไหม



นี่ก็เป็นตัวอย่างของการให้คำนิยามเชิงปฏิบัติการอย่างหนึ่งครับ



วันนี้บ๊ายบายครับ
suwattub@hotmail.com (IP:202.29.62.202,172.20.10.59,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 13 พ.ย. 2549 (17:31)
ทักษะพื้นฐาน หมายถึงทักษะที่จำเป็นสำหรับการศึกษาวิทยาศาสตร์หรือการศึกษาใดๆ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน สรุปว่า ทุกคนพึงจะมี ไม่เฉพาะนักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์เท่านั้น เป็นทักษะเดี่ยวๆ ที่ยังไม่ผสมผสานหรือบูรณาการกับทักษะอื่น มี 8 ทักษะ คือ

สังเกต วัด คำนวณ จำแนกประเภท สเปส/สเปส&สเปส/เวลา จัดกระทำและสื่อความหมาย ลงความคิดเห็น และ พยากรณ์

ส่วนอีก 5 ทักษะจะเอาทักษะพื้นฐานเหล่านี้มาผสมผสานหรือบูรณาการเข้าด้วยกัน คือ ทักษะการตั้งสมมุติฐาน กำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ กำหนดและควบคุมตัวแปร ทดลอง ตีความหมายและลงข้อสรุป ครับ

ตัวอย่างทักษะการตั้งสมมุติฐานจะได้จากการนำทักษะพื้นฐานคือ สังเกต ลงความคิดเห็น และพยากรณ์ อย่างน้อย 3 ทักษะนี้มาบูรณาการกัน ครับผม...



สุวัฒน์ ทับทิมเจือ

อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
suwattub@hotmail.com (IP:202.29.62.202,172.20.10.59,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 15 พ.ย. 2549 (20:25)
ผมมีเพลงทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผมแต่งเองเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วครับ แต่งเพื่อใช้อบรมครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ และใช้สอนนักศึกษาเอกวิทยาศาสตร์

เครื่องหมาย / คือการเคาะจังหวะ 1 ครั้ง ถ้า/ / ก็เคาะ2ครั้งนะครับ คุณผู้ชมสามารถใส่ทำนองเอาเองได้สบายๆ ดังนี้ครับ



ทักษะ/ 13 /ทักษะ/ จงจำ/ไว้นะ/ ทักษะการ/สังเกต/ /[tex]วัด คำนวณ/ จำแนก/ประเภท/ /(ซ้ำ)[/tex] อีกทั้ง/สเปส/ จัดกระทำ/และสื่อความหมาย/ /

ลงความเห็น/และพ/ยากรณ์/ จะให้/แน่นอน/ต้องจำ/ให้ได้/ / [tex]ว่า8/ทักษะ/นี้ไซร้/ /(ซ้ำ)[/tex] พวกเรา/นั้นใช้/เป็นทักษะ/พื้นฐาน/ /

อีก 5 อัน/เป็นขั้น/ผสมผสาน/ คือตั้ง/สมมุติฐาน/ กำหนดนิยาม/เชิงปฏิบัติการ/ / [tex]กำหนด/และควบคุม/ตัวแปร/ /(ซ้ำ)[/tex] และที่/แน่ๆ/คือการ/ทดลอง/ /

ทักษะ/การตี/ความหมาย/และลงข้อ/สรุปไซร้/ จำให้ได้/นะพี่น้อง/ / [tex]13ทักษะ/ครบตาม/ครรลอง/ /(ซ้ำ) [/tex]หากใช้/จนคล่อง/จะร้องว่าดี/จริงๆ/ /



เอาไปใช้ได้ทุกท่านนะครับ แต่ขอสงวนสิทธิ์หน่อยนะครับ เวลาใช้ก็อ้างชื่อผมหน่อยนะครับท่าน



สุวัฒน์ ทับทิมเจือ

คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
suwattub@hotmail.com (IP:58.147.110.119,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 19 ธ.ค. 2549 (18:43)
อยากให้หาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ให้หน่อยอ่ะครับ
kkos (IP:124.121.110.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 16 พ.ค. 2550 (20:45)
kkop tro@thaimail.com การจัดทำและสืบความหมายของข้อมูล เช่นอะไร
trek
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 24 พ.ค. 2550 (19:49)
ดีครับ คุณครูให้มาหาพอดี
เด็กวิทย์จ.ภ.จอมบ้าเกมส์
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 28 ก.ย. 2550 (17:54)
ความเห็นที่ 83 ดีมากเลยค่ะ
Bowpp
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 3 ต.ค. 2550 (14:50)
เยี่ยมเลยครับ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 21 ธ.ค. 2550 (02:27)
อยากได้ความหมายหรือรายละเอียด(โดยละเอียดน่ะค่ะ)ของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทั้ง 13 ทักษะอะค่ะ ใครพอจามีข้อมูลหรือเวบที่เกี่ยวข้องบ้างค่ะ พอดีกำลังทำรายงายเรื่องนี้อะค่ะ
edu_buu
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 23 ม.ค. 2551 (10:47)
ความคิดนี้เป็นสูตรทางการวิทยาศตร์ดีมาก
panzer00005
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 120 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 3 มี.ค. 2551 (14:00)

มีเรื่องตัวแปรต้น  ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม  เพิ่มด้วยมั้ยคะ


napussorn
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 130 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 2 มิ.ย. 2551 (20:50)
95368


ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science-AAAS) ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ทั้งสิ้น 13 ทักษะ โดยจัดแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ
1) ทักษะพื้นฐาน หรือทักษะเบื้องต้น (Basic Science Process Skill) ประกอบด้วย 8 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 1-8
2) ทักษะขั้นบูรณาการ หรือ ทักษะเชิงซ้อน (Intergrated Science Process Skill) ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 9-13
ในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละทักษะ สรุปได้ดังนี้
1. ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ โดยไม่ลงความเห็นของผู้สังเกต
2.ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม และความสามารถในการอ่านค่าที่ได้จากการวัดได้ถูกต้องรวดเร็วและใกล้เคียงกับความจริงพร้อมทั้งมีหน่วยกำกับเสมอ
3. ทักษะการคำนวณ (Using numbers) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร หรือจัดกระทำกับตัวเลขที่แสดงค่าปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งได้จากการสังเกต การวัด การทดลองโดยตรง หรือจากแหล่งอื่น ตัวเลขที่คำนวณนั้นต้องแสดงค่าปริมาณในหน่วยเดียวกัน ตัวเลขใหม่ที่ได้จากการคำนวณจะช่วยให้สื่อความหมายได้ตรงตามที่ต้องการและชัดเจนยิ่งขึ้น
4. ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถในการจัดจำแนกหรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยมีเกณฑ์ในการจัดจำแนก เกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยจัดสิ่งที่มีสมบัติบางประการร่วมกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา (Space/space Relationship and Space/Time Relationship) สเปส (Space) ของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างบริเวณที่วัตถุนั้นครอบครองอยู่ ซึ่งจะมีรูปร่างและลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไป สเปสของัตถุจะมี 3 มิติ (Dimensions) ได้แก่ ความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความหนาของวัตถุทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา หมายถึง ความสามารถในการระบุความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่อไปนี้ คือ 1) ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติ กับ 3 มิติ 2) สิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงากับภาพที่ปรากฏจะเป็นซ้ายขวาของกันและกันอย่างไร 3) ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง 4) การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลา หรือสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปกับเวลา
6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing data and communication) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่นมาจัดกระทำใหม่โดยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดเรียงลำดับ การแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจมากขึ้น อาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ กราฟ สมการ เป็นต้น
7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง ความสามารถในการอธิบายข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลที่มีอยู่อาจได้มาจากการสังเกต การวัด การทดลอง คำอธิบายนั้นได้มาจากความรู้หรือประสบการณ์เดิมของ ผู้สังเกตที่พยายามโยงบางส่วนที่เป็นความรู้หรือประสบการณ์เดิมให้มาสัมพันธ์กับข้อมูลที่ตนเองมีอยู่
8. ทักษะการพยากรณ์ (Prediction) หมายถึง ความสามารถในการทำนายหรือคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือความรู้ที่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีในเรื่องนั้นมาช่วยในการทำนาย การทำนายอาจทำได้ภายในขอบเขตข้อมูล (Interpolating) และภายนอกขอบเขตข้อมูล (Extrapolating)
9. ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating hypothesis) หมายถึง ความสามารถในการให้คำอธิบายซึ่งเป็นคำตอบล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเป็นจริงในเรื่องนั้นๆ ต่อไป สมมุติฐานเป็นข้อความที่แสดงการคาดคะเน ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายของสิ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบโดยการสังเกตได้ หรืออาจเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ที่คาดคะเนว่าจะเกิดขึ้นระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ข้อความของสมมุติฐานนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยการสังเกตความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน การคาดคะเนคำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน ข้อความของสมมุติฐานต้องสามารถทำการตรวจสอบโดยการทดลองและแก้ไขเมื่อมีความรู้ใหม่ได้
10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining operationally) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำ หรือตัวแปรต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตและวัดได้ คำนิยามเชิงปฏิบัติการ เป็นความหมายของคำศัพท์เฉพาะ เป็นภาษาง่ายๆ ชัดเจน ไม่กำกวม ระบุสิ่งที่สังเกตได้ และระบุการกระทำซึ่งอาจเป็น การวัด การทดสอบ การทดลองไว้ด้วย
11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and controlling variables) หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมุติฐานหนึ่ง การควบคุมตัวแปรนั้นเป็นการควบคุมสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนกัน
12. ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบหรือทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ
12.1 การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดและควบคุมตัวแปร และวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ในการทดลอง
12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริงๆ
12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งอาจเป็นผลของการสังเกต การวัด และอื่นๆ
13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (Interpretting data and conclusion) หมายถึง ความสามารถในการบอกความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อความหมายแล้ว ซึ่งอาจอยู่ในรูปตาราง กราฟ แผนภูมิหรือรูปภาพต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการบอกความหมายข้อมูลในเชิงสถิติด้วย และสามารถลงข้อสรุปโดยการเอาความหมายของข้อมูลที่ได้ทั้งหมด สรุปให้เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการศึกษาภายในขอบเขตของการทดลองนั้นๆ
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitudes) เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้น เป็นเสมือนตัวกำกับความคิด การกระทำ การตัดสินใจในการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์
ลักษณะของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. เจตคติที่เกิดจากการใช้ความรู้
1.1 กฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์
1.2 การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยถือผลที่เกิดจากการสังเกต ทดลอง ตามที่เกิดจริง โดยอาศัยข้อมูลองค์ประกอบที่เหมาะสม
2. เจตคติที่เกิดจากความรู้สึก
2.1 กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์มุ่งที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ คุณค่าสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างทฤษฎี
2.2 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะมีมากขึ้นถ้าได้รับการสนับสนุนจากบุคคล
2.3 การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือการทำงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีคุณค่า
คุณลักษณะของบุคคลที่มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ดังนี้
1. มีเหตุผล
2. มีความอยากรู้อยากเห็น
3. มีใจกว้าง
4. มีความซื่อสัตย์และมีใจเป็นกลาง
5. มีความเพียรพยายาม
6. มีความละเอียดรอบคอบ

3. ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การสื่อสารคมนาคม การเกษตร การศึกษา การอุตสาหกรรม การเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ สรุปได้ดังนี้
1. วิทยาศาสตร์ช่วยให้มีความสามารถในสังคม ในสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้มีความสามารถ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม
2. วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
3. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ การได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อนามัย อาหาร การดำรงชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง
4. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ 5. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจ
6. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์
7. วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การที่เราจะอยู่ได้อย่างทันโลกและทันเหตุการณ์ จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ อยู่เสมอ เพราะวิทยาศาสตร์มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพที่ดีแก่ชีวิต
อ.สุวัฒน์ ทับทิมเจือ
อใฟสิกส์ สาธิตอยุธยา



ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science-AAAS) ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ทั้งสิ้น 13 ทักษะ โดยจัดแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ
1) ทักษะพื้นฐาน หรือทักษะเบื้องต้น (Basic Science Process Skill) ประกอบด้วย 8 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 1-8
2) ทักษะขั้นบูรณาการ หรือ ทักษะเชิงซ้อน (Intergrated Science Process Skill) ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 9-13
ในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละทักษะ สรุปได้ดังนี้
1. ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ โดยไม่ลงความเห็นของผู้สังเกต
2.ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม และความสามารถในการอ่านค่าที่ได้จากการวัดได้ถูกต้องรวดเร็วและใกล้เคียงกับความจริงพร้อมทั้งมีหน่วยกำกับเสมอ
3. ทักษะการคำนวณ (Using numbers) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร หรือจัดกระทำกับตัวเลขที่แสดงค่าปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งได้จากการสังเกต การวัด การทดลองโดยตรง หรือจากแหล่งอื่น ตัวเลขที่คำนวณนั้นต้องแสดงค่าปริมาณในหน่วยเดียวกัน ตัวเลขใหม่ที่ได้จากการคำนวณจะช่วยให้สื่อความหมายได้ตรงตามที่ต้องการและชัดเจนยิ่งขึ้น
4. ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถในการจัดจำแนกหรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยมีเกณฑ์ในการจัดจำแนก เกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยจัดสิ่งที่มีสมบัติบางประการร่วมกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา (Space/space Relationship and Space/Time Relationship) สเปส (Space) ของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างบริเวณที่วัตถุนั้นครอบครองอยู่ ซึ่งจะมีรูปร่างและลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไป สเปสของัตถุจะมี 3 มิติ (Dimensions) ได้แก่ ความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความหนาของวัตถุทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา หมายถึง ความสามารถในการระบุความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่อไปนี้ คือ 1) ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติ กับ 3 มิติ 2) สิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงากับภาพที่ปรากฏจะเป็นซ้ายขวาของกันและกันอย่างไร 3) ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง 4) การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลา หรือสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปกับเวลา
6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing data and communication) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่นมาจัดกระทำใหม่โดยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดเรียงลำดับ การแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจมากขึ้น อาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ กราฟ สมการ เป็นต้น
7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง ความสามารถในการอธิบายข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลที่มีอยู่อาจได้มาจากการสังเกต การวัด การทดลอง คำอธิบายนั้นได้มาจากความรู้หรือประสบการณ์เดิมของ ผู้สังเกตที่พยายามโยงบางส่วนที่เป็นความรู้หรือประสบการณ์เดิมให้มาสัมพันธ์กับข้อมูลที่ตนเองมีอยู่
8. ทักษะการพยากรณ์ (Prediction) หมายถึง ความสามารถในการทำนายหรือคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือความรู้ที่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีในเรื่องนั้นมาช่วยในการทำนาย การทำนายอาจทำได้ภายในขอบเขตข้อมูล (Interpolating) และภายนอกขอบเขตข้อมูล (Extrapolating)
9. ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating hypothesis) หมายถึง ความสามารถในการให้คำอธิบายซึ่งเป็นคำตอบล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเป็นจริงในเรื่องนั้นๆ ต่อไป สมมุติฐานเป็นข้อความที่แสดงการคาดคะเน ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายของสิ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบโดยการสังเกตได้ หรืออาจเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ที่คาดคะเนว่าจะเกิดขึ้นระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ข้อความของสมมุติฐานนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยการสังเกตความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน การคาดคะเนคำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน ข้อความของสมมุติฐานต้องสามารถทำการตรวจสอบโดยการทดลองและแก้ไขเมื่อมีความรู้ใหม่ได้
10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining operationally) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำ หรือตัวแปรต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตและวัดได้ คำนิยามเชิงปฏิบัติการ เป็นความหมายของคำศัพท์เฉพาะ เป็นภาษาง่ายๆ ชัดเจน ไม่กำกวม ระบุสิ่งที่สังเกตได้ และระบุการกระทำซึ่งอาจเป็น การวัด การทดสอบ การทดลองไว้ด้วย
11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and controlling variables) หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมุติฐานหนึ่ง การควบคุมตัวแปรนั้นเป็นการควบคุมสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนกัน
12. ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบหรือทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ
12.1 การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดและควบคุมตัวแปร และวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ในการทดลอง
12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริงๆ
12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งอาจเป็นผลของการสังเกต การวัด และอื่นๆ
13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (Interpretting data and conclusion) หมายถึง ความสามารถในการบอกความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อความหมายแล้ว ซึ่งอาจอยู่ในรูปตาราง กราฟ แผนภูมิหรือรูปภาพต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการบอกความหมายข้อมูลในเชิงสถิติด้วย และสามารถลงข้อสรุปโดยการเอาความหมายของข้อมูลที่ได้ทั้งหมด สรุปให้เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการศึกษาภายในขอบเขตของการทดลองนั้นๆ
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitudes) เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้น เป็นเสมือนตัวกำกับความคิด การกระทำ การตัดสินใจในการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์
ลักษณะของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. เจตคติที่เกิดจากการใช้ความรู้
1.1 กฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์
1.2 การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยถือผลที่เกิดจากการสังเกต ทดลอง ตามที่เกิดจริง โดยอาศัยข้อมูลองค์ประกอบที่เหมาะสม
2. เจตคติที่เกิดจากความรู้สึก
2.1 กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์มุ่งที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ คุณค่าสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างทฤษฎี
2.2 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะมีมากขึ้นถ้าได้รับการสนับสนุนจากบุคคล
2.3 การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือการทำงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีคุณค่า
คุณลักษณะของบุคคลที่มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ดังนี้
1. มีเหตุผล
2. มีความอยากรู้อยากเห็น
3. มีใจกว้าง
4. มีความซื่อสัตย์และมีใจเป็นกลาง
5. มีความเพียรพยายาม
6. มีความละเอียดรอบคอบ

3. ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การสื่อสารคมนาคม การเกษตร การศึกษา การอุตสาหกรรม การเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ สรุปได้ดังนี้
1. วิทยาศาสตร์ช่วยให้มีความสามารถในสังคม ในสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้มีความสามารถ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม
2. วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
3. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ การได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อนามัย อาหาร การดำรงชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง
4. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ 5. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจ
6. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์
7. วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การที่เราจะอยู่ได้อย่างทันโลกและทันเหตุการณ์ จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ อยู่เสมอ เพราะวิทยาศาสตร์มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพที่ดีแก่ชีวิต
อ.สุวัฒน์ ทับทิมเจือ
อใฟสิกส์ สาธิตอยุธยา

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science-AAAS) ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ทั้งสิ้น 13 ทักษะ โดยจัดแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ
1) ทักษะพื้นฐาน หรือทักษะเบื้องต้น (Basic Science Process Skill) ประกอบด้วย 8 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 1-8
2) ทักษะขั้นบูรณาการ หรือ ทักษะเชิงซ้อน (Intergrated Science Process Skill) ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 9-13
ในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละทักษะ สรุปได้ดังนี้
1. ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ โดยไม่ลงความเห็นของผู้สังเกต
2.ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม และความสามารถในการอ่านค่าที่ได้จากการวัดได้ถูกต้องรวดเร็วและใกล้เคียงกับความจริงพร้อมทั้งมีหน่วยกำกับเสมอ
3. ทักษะการคำนวณ (Using numbers) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร หรือจัดกระทำกับตัวเลขที่แสดงค่าปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งได้จากการสังเกต การวัด การทดลองโดยตรง หรือจากแหล่งอื่น ตัวเลขที่คำนวณนั้นต้องแสดงค่าปริมาณในหน่วยเดียวกัน ตัวเลขใหม่ที่ได้จากการคำนวณจะช่วยให้สื่อความหมายได้ตรงตามที่ต้องการและชัดเจนยิ่งขึ้น
4. ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถในการจัดจำแนกหรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยมีเกณฑ์ในการจัดจำแนก เกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยจัดสิ่งที่มีสมบัติบางประการร่วมกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา (Space/space Relationship and Space/Time Relationship) สเปส (Space) ของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างบริเวณที่วัตถุนั้นครอบครองอยู่ ซึ่งจะมีรูปร่างและลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไป สเปสของัตถุจะมี 3 มิติ (Dimensions) ได้แก่ ความกว้าง ความยาว ความสูงหรือความหนาของวัตถุทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา หมายถึง ความสามารถในการระบุความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่อไปนี้ คือ 1) ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติ กับ 3 มิติ 2) สิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงากับภาพที่ปรากฏจะเป็นซ้ายขวาของกันและกันอย่างไร 3) ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง 4) การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลา หรือสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปกับเวลา
6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organizing data and communication) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่นมาจัดกระทำใหม่โดยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดเรียงลำดับ การแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจมากขึ้น อาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ กราฟ สมการ เป็นต้น
7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง ความสามารถในการอธิบายข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลที่มีอยู่อาจได้มาจากการสังเกต การวัด การทดลอง คำอธิบายนั้นได้มาจากความรู้หรือประสบการณ์เดิมของ ผู้สังเกตที่พยายามโยงบางส่วนที่เป็นความรู้หรือประสบการณ์เดิมให้มาสัมพันธ์กับข้อมูลที่ตนเองมีอยู่
8. ทักษะการพยากรณ์ (Prediction) หมายถึง ความสามารถในการทำนายหรือคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือความรู้ที่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีในเรื่องนั้นมาช่วยในการทำนาย การทำนายอาจทำได้ภายในขอบเขตข้อมูล (Interpolating) และภายนอกขอบเขตข้อมูล (Extrapolating)
9. ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating hypothesis) หมายถึง ความสามารถในการให้คำอธิบายซึ่งเป็นคำตอบล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเป็นจริงในเรื่องนั้นๆ ต่อไป สมมุติฐานเป็นข้อความที่แสดงการคาดคะเน ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายของสิ่งที่ไม่สามารถตรวจสอบโดยการสังเกตได้ หรืออาจเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ที่คาดคะเนว่าจะเกิดขึ้นระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม ข้อความของสมมุติฐานนี้สร้างขึ้นโดยอาศัยการสังเกตความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน การคาดคะเนคำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน ข้อความของสมมุติฐานต้องสามารถทำการตรวจสอบโดยการทดลองและแก้ไขเมื่อมีความรู้ใหม่ได้
10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining operationally) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำ หรือตัวแปรต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตและวัดได้ คำนิยามเชิงปฏิบัติการ เป็นความหมายของคำศัพท์เฉพาะ เป็นภาษาง่ายๆ ชัดเจน ไม่กำกวม ระบุสิ่งที่สังเกตได้ และระบุการกระทำซึ่งอาจเป็น การวัด การทดสอบ การทดลองไว้ด้วย
11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and controlling variables) หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมุติฐานหนึ่ง การควบคุมตัวแปรนั้นเป็นการควบคุมสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนกัน
12. ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบหรือทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ
12.1 การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดวิธีดำเนินการทดลองซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดและควบคุมตัวแปร และวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ในการทดลอง
12.2 การปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริงๆ
12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งอาจเป็นผลของการสังเกต การวัด และอื่นๆ
13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป (Interpretting data and conclusion) หมายถึง ความสามารถในการบอกความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อความหมายแล้ว ซึ่งอาจอยู่ในรูปตาราง กราฟ แผนภูมิหรือรูปภาพต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการบอกความหมายข้อมูลในเชิงสถิติด้วย และสามารถลงข้อสรุปโดยการเอาความหมายของข้อมูลที่ได้ทั้งหมด สรุปให้เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการศึกษาภายในขอบเขตของการทดลองนั้นๆ
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Attitudes) เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้น เป็นเสมือนตัวกำกับความคิด การกระทำ การตัดสินใจในการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์
ลักษณะของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. เจตคติที่เกิดจากการใช้ความรู้
1.1 กฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์
1.2 การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยถือผลที่เกิดจากการสังเกต ทดลอง ตามที่เกิดจริง โดยอาศัยข้อมูลองค์ประกอบที่เหมาะสม
2. เจตคติที่เกิดจากความรู้สึก
2.1 กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์มุ่งที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ คุณค่าสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างทฤษฎี
2.2 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะมีมากขึ้นถ้าได้รับการสนับสนุนจากบุคคล
2.3 การเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือการทำงานที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีคุณค่า
คุณลักษณะของบุคคลที่มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ดังนี้
1. มีเหตุผล
2. มีความอยากรู้อยากเห็น
3. มีใจกว้าง
4. มีความซื่อสัตย์และมีใจเป็นกลาง
5. มีความเพียรพยายาม
6. มีความละเอียดรอบคอบ

3. ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การสื่อสารคมนาคม การเกษตร การศึกษา การอุตสาหกรรม การเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ สรุปได้ดังนี้
1. วิทยาศาสตร์ช่วยให้มีความสามารถในสังคม ในสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้มีความสามารถ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม
2. วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
3. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ การได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อนามัย อาหาร การดำรงชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง
4. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ 5. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจ
6. วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์
7. วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน การที่เราจะอยู่ได้อย่างทันโลกและทันเหตุการณ์ จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ อยู่เสมอ เพราะวิทยาศาสตร์มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณภาพที่ดีแก่ชีวิต
อ.สุวัฒน์ ทับทิมเจือ
อใฟสิกส์ สาธิตอยุธยา

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สมาคมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science-AAAS) ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ทั้งสิ้น 13 ทักษะ โดยจัดแบ่งออกเป็น 2 หมวด คือ
1) ทักษะพื้นฐาน หรือทักษะเบื้องต้น (Basic Science Process Skill) ประกอบด้วย 8 ทักษะ ได้แก่ ทักษะที่ 1-8
2) ทักษะขั้นบูรณาการ หรือ ทักษะเชิงซ้อน (Intergrated Science Process Skill) ประกอบด้วย 5 ทั

นิดน้อย
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 21 ส.ค. 2551 (20:04)
งงไปหมดแล้วเฟ้ย
got122
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 1 ก.ย. 2551 (19:51)
108448
ขอบคุณค่ะ
wasita_tew
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 17 ก.ค. 2552 (11:47)

ทำรายงานได้แล้วขอบคุณค่ะ


wassarung
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 4 ก.ย. 2552 (10:19)

ชอบเว็บนี้มากเลยคะ


บอสกะบูม
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 27 พ.ค. 2553 (19:44)
สุดยอดค่ะ
pair732@mail.com (IP:180.180.160.255)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 18 ส.ค. 2553 (17:18)
ชอบ นุติ 1/4
www.plelovegus@hotmail.com (IP:125.26.112.215)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 21 ต.ค. 2553 (16:18)
ทำรายงานส่งอาจารย์ยังไม่ใด้เลยครับ
flookplay@hotmail.com (IP:203.172.199.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 1 พ.ย. 2553 (14:34)
เราก็ได้ไป
เเข่ง
akkapol2010@hotmail.com (IP:182.93.200.44)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 4 ธ.ค. 2553 (22:57)
รู้เรื่อง
นับตังค์ (IP:118.174.98.155)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 31 ม.ค. 2554 (15:19)
ชอบเนื้อหาครอบคลุมดี
gto1822@hotmail.com (IP:182.93.139.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 16 มี.ค. 2554 (18:18)
thanks ครับ
พอดีเลย ครูสั่งงานมาพอดี
Beer the NeRd (IP:115.67.40.119)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 23 พ.ค. 2554 (18:16)
ช่วยบอก4ข้อแต่เป็น
อธิบายไห้หน่อยครับ
soft.tc@msn.com (IP:125.27.194.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 29 พ.ค. 2554 (22:06)
ขอบคุณมากกับ 13 ทักษะนะ
ช่วยได้มากเลย
me/เกือบไม่ทำงานละ
bcc33171@hotmail.com (IP:101.108.87.225)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 17 ส.ค. 2554 (19:57)
มีแบบว่า กิจกรรม 13 ทักษะแบบนี้นะครับ แล้วใช้ทักษะ13ทักษะต่อกิจกรรมเดียวเลย แบบนี้มีไหมครับ
ิีbuild_cd@hotmail.com (IP:182.52.40.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 18 ส.ค. 2554 (08:30)
ไม่มีหรอกครับ กิจกรรมเดียวครบทั้งสิบสามทักษะ แต่ทั้งสิบสามทักษะจำเป็นสำหรับนักวิทยาศาสตร์ เพราะว่าทั้งหมดอยู่ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแยกเป็นหลายขั้นตอน แต่ในชีวิตการทำงานทางวิทยาศาสตร์คุณต้องใช้ทักษะครบทั้งสิบสามทักษะแน่นอน
tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 11 ก.ย. 2554 (20:37)
อ้าก จะบ้าตายต้องท่องทักษะ 13 ทักษะ จะบ้าตาย
เด็กป.5 (IP:223.204.136.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 1 มี.ค. 2555 (18:05)
เก่งมาก
nfjlkagvb (IP:110.49.233.243)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม