การจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน

โพสต์เมื่อ: 08:57 วันที่ 28 ต.ค. 2550         ชมแล้ว: 5,354 ตอบแล้ว: 15
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ข้าพเจ้านางจิราพร นุ่มฤทธิ์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
วิชาเอกปฐมวัยศึกษา รหัสประจำตัวนักศึกษา 2482100324 วันที่ 28 ตุลาคม 2550 เวลา 8.26 น.
ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่อไปนี้

การจัดการเรียนการสอนเพื่อเสนอความแตกต่างของผู้เรียน

การจัดการศึกษาในปัจจุบันของประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการเรียนรู้เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน ดังจะเห็นได้จาก หมวด 4 มาตรา 22 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ อีกทั่งในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้ให้สถานศึกษาจัดหลักสูตร สาระเพิ่มเติมเป็นหน่วยการเรียนรู้ รายวิชาใหม่ ๆ รายวิชาที่มีความเข้มขึ้น อย่างหลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ และความแตกต่างระหว่างบุคคล
การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย ได้กล่าวไว้ในหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ข้อ 2 ว่ายึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในระดับปฐมวัย นับว่าสำคัญยิ่งเป็นการจัดการศึกษาระดับแรกเพื่อวางรากฐานชีวิตของเด็กให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ มีพัฒนาการสมวัยอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และปัญญา เพื่อเป็นการเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมในการเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ความแตกต่างของผู้เรียนในทุกมิติ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ครูปฐมวัยต้องศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลในการนำไปวางแผนการจัดประสบการณ์
ในการปฏิรูปการศึกษาที่ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด แนวคิดในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาพหุปัญญา (Multiple Intelligence) ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อแนวคิดของนักการศึกษา ครูผู้สอนทุกระดับรวมทั้งครูปฐมวัย ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์รวมของผู้เรียน อันหมายถึง การพัฒนาผู้เรียนทั้งสองด้านซ้ายและด้านขวา (สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ 2544 : 1)

ทฤษฎีพหุปัญญาคืออะไร
ทฤษฎีพหุปัญญา เป็นการจำแนกความฉลาดหรือเชาว์ปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 7 ด้าน โดยนักจิตวิทยาซึ่งพยายามที่จะใช้ข้อค้นพบ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการยอมรับความแตกต่างนี้ และหาแนวทางส่งเสริมความฉลาดหรือเชาว์ปัญญาซึ่งเชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้สูงขึ้นได้อีก และในตัวของแต่ละบุคคลอาจมีความฉลาดหรือเชาว์ปัญญามากกว่าหนึ่งด้าน
ความเขาใจและการยอมรับในความแตกต่างของผู้เรียน โดยอาศัยการจำแนกตามทฤษฎีพหุปัญญา จะทำให้ครูพยายามหารูปแบบ วิธีการสอนที่เหมาะกับปัญญาและความถนัดของผู้เรียน และขณะเดียวกันในรูปแบบ วิธีการสอนที่เหมาะกับปัญญาและความถนัดของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนค้นพบและแสดงออกถึงศักยภาพ ความสามารถ ความถนัดด้านอื่น ๆ ได้อีก และยังสามารถพัฒนาปัญญา ความถนัดด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะเพื่อความเป็นเลิศได้อีกด้วย

ทฤษฏีและหลักการที่เกี่ยวข้อง
เมื่อปี พ.ศ. 2526 เฮาวาร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ประกาศว่าโลกของเราตีความหมายของความฉลาด หรือ เชาว์ปัญญา หรือสติปัญญาแคบไป ซึ่งเขาได้เสนอในหนังสือชื่อ “ขอบเขตของจิต” (Frames of Mind) ว่าความฉลาดหรือเชาว์ปัญญาของมนุษย์ มีอย่างน้อย 7 ด้าน ประกอบด้วย ปัญญาด้านภาษา ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ปัญญาด้านมิติ ปัญญาด้านร่างกาย และการเคลื่อนไหว ปัญญาทางด้านดนตรี ปัญญาทางด้านมนุษย์สัมพันธ์ และปัญญาทางด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง และเรียกทฤษฎีของเขาว่า “ทฤษฎีพหุปัญญา” (Theory of Multiple Intelligence – M.I.) โดยเขาพบว่าสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาจะส่งผลต่อปัญญาและความสามารถในด้านต่าง ๆ (อารี สัณหฉวี 2543 : 1 – 4)
เพื่อให้ครูปฐมวัยได้เข้าใจในการศึกษา วิเคราะห์พหุปัญญาในเด็กปฐมวัยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ (2546 : 6 – 8) ได้จำแนกลักษณะความสามารถความถนัดไว้ 8 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพหุปัญญา และจะช่วยให้ครูปฐมวัยเห็นถึงความแตกต่างของผู้เรียน เพื่อพัฒนาวิธีการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก ดังนี้
1. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านภาษา (Linguistic Intelligence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการจดจำข้อมูล การเขียน การพูดสื่อสาร การถ่ายทอดใจความด้านภาษา อ่านจับใจความได้ดี จะสามารถใช้ภาษาอย่างสละสลวย พวกเขาจะชอบอ่าน เขียน ฟัง เล่าเรื่อง จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียน และมองเห็น
2. ผู้ที่มีความสามารถความถนัดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical and Mathematical Intelligence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการเข้าใจหลักเหตุผล การใช้ตัวเลข การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล การใช้ตรรกะศาสตร์ในการแก้ปัญหา พวกเขาจะชอบการทดลอง ค้นหาคำตอบ ทำงานกับตัวเลข ตั้งคำถาม ศึกษารูปแบบและความสัมพันธ์ จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการจัดหมวดหมู่ จำแนกประเภท การค้นหาคำตอบทางด้านรูปแบบและความสัมพันธ์
3. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) เด็กลักษณะนี้มีความสามารถในการวาดภาพ การออกแบบ การใช้สี การสร้างรูปสามมิติ การทำแผนที่ แผนฟัง การทำแผนภูมิ เข้าใจภาพหลายมิติ พวกเขาจะเรียนรู้ได้ดีและชอบที่จะวาด สร้าง และออกแบบสิ่งต่าง ๆ
4. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านดนตรี (Musical Intellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรี การฟังเพลง การร้องเพลง การแต่งเพลง การจำแนก แยกแยะเสียงดนตรี การเข้าใจความหมายเพลง และดนตรี พวกเขาจะเรียนรู้ได้ดีและชอบที่จะร้องเพลง ฟังเพลง เล่นดนตรี และตอบสนองต่อเสียงดนตรี
5. ผู้มีความสามารถความถนัดร่างกายและการเคลื่อนไหว (Body Kinesthetic Intellingence) เด็กในลักษณะนี้จะมีความสามารถในการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวในการทำกิจกรรม เช่น การเล่นกีฬา กิจกรรมพลศึกษา การเต้น การฟ้อน การรำ การแสดง รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้มือในการทำงาน พวกเขาชอบที่จะเคลื่อนไหว สัมผัสสิ่งต่าง ๆ พูดและใช้ภาษาทางกาย จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการได้สัมผัสจับต้องการเคลื่อนไหวมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ
6. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal lntellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการของผู้อื่น การเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า การแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง สามารถสื่อสารระงับข้อพิพาทได้ดี การร่วมทีม การนำกลุ่ม การให้คำปรึกษาแก่ผู้อื่น พวกเขาชอบที่จะมีเพื่อนมาก ชอบพูดกับผู้คน คบหามิตรสหาย จะเรียนรู้ได้ดีผ่านการทำงานร่วมกับผู้อื่นการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คน
7. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถที่จะทำอะไรด้วยตนเอง เข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง พวกเขาชอบที่จะใช้ความคิดลุ่มลึกเกี่ยวกับศาสนาปรัชญามากกว่าการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ชอบทำงานคนเดียว จะสนใจติดตามสิ่งที่ตนสนใจเป็นพิเศษ เรียนรู้ได้ดีผ่านการทำงานเพียงลำพัง โดยการเรียนรู้ด้วยตนเอง
8. ผู้มีความสามารถความถนัดด้านความเข้าใจในธรรมชาติ (Naturalistic Intellingence) เด็กลักษณะนี้จะมีความสามารถที่จะค้นพบความสัมพันธ์ของสัตว์ พืช เข้าใจวงจรชีวิตและความสัมพันธ์ของคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ พวกเขาจะชอบและเรียนรู้ได้ดี ผ่านการสัมผัส มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
ทฤษฎีพหุปัญญา เป็นแนวคิดที่ครูปฐมวัยควรศึกษาและนำไปศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล อันจะนำไปสู่การวางแผนการจัดประสบการณ์ด้วยวิธีการ / รูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุล โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นเรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ ซึ่งจากการที่มีผู้ศึกษาวิจัยเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้รูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่ามีความสามารถทางพหุปัญญาทุกด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (สันติศักดิ์ ผาผาย 2546) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาที่ได้รับการจัดประสบการณ์ปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้ มีความสามารถทางพหุปัญญาสูงขึ้นทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ขวัญจิรา ภูสังข์ 2547) และจากการศึกษางานวิจัยความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมการละเล่นไทยกลางแจ้ง ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถทาง
พหุปัญญาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นไทยกลางแจ้งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (วิลินดา พงศ์ธราธิก 2547)
การพัฒนาพหุปัญญาในเด็กปฐมวัย ครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ และแตกต่างจากครูแบบเดิมมาก กล่าวคือ ในห้องเรียนของพหุครูพหุปัญญา ครูจะเปลี่ยนการสอนต่อเนื่อง จากภาษาไปมิติสัมพันธ์ ศิลปะ ดนตรีเรื่อยไป ครูมักจะเอาวิธีของปัญญาทั้งเจ็ดรวมเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ (อารี สัณหฉวี 2543 : 49) จะไม่จัดประสบการณ์เป็นรายวิชา แต่ผู้สอนต้องจัดประสบการณ์ที่พยายามพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในทุก ๆ ด้านที่เป็นองค์รวม โดยที่มีการจำแนกความสามารถของคนไว้หลายลักษณะ และมีการเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ในระดับปฐมวัยเป็นการจัดกิจกรรมบูรณาการต่อเนื่อง เพราะจะทำให้นักเรียนได้เชื่อมโยงทักษะต่าง ๆ และกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงความรู้ที่ได้เรียนรู้ในกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง ทั้งในเรื่องความรู้ การนำไปปฏิบัติ และการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ 2544 : 5) และครูหรือผู้สอนจะต้องสังเกตศักยภาพ ความสามารถ และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อที่จะได้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวิธีการเรียนของผู้เรียน ส่วนการประเมินผลความสามารถหรือความฉลาดของเด็ก ครูจำเป็นต้องประเมินในบริบทและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ (นภเนตร ธรรมวร 2545 : 32)
ในทรรศนะของผู้เขียน การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา ไม่ใช่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดเพียงวิธีการเดียว ในการจัดประสบการณ์เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียนระดับปฐมวัย แต่เป็นแนวคิด ทฤษฎีที่สอดคล้องกับหลักการ แนวคิด ในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยวัย พุทธศักราช 2546 ทั้งนี้ครูปฐมวัยควรศึกษาแนวคิด ทฤษฎี รูปแบบ วิธีการสอนอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจบัน และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่จะสนับสนุนให้การพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียนในระดับปฐมวัย บรรลุตามหลักการ และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


บรรณานุกรม
กรมวิชาการ (2544) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กรุงเทพมหานคร
โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสุดภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
กรมวิชาการ (2546) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 กรุงเทพมหานคร
โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
ขวัญจิรา ภูสังข์ (2547 “การศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาที่ได้รับการจัดประสบการณ์
ปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารตามรูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้” ปริญญานิพนธ์
การศึกษามหาบัณฑิต (การศึกษาปฐมวัย) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครทรวิโรฒ
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2544) กิจกรรมพัฒนาพหุปัญญาระดับปฐมวัย
กรุงเทพนมหานคร บริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด
นภเนตร ธรรมบวร (2545) การพัฒนากระบวนการคิดในเด็กปฐมวัย กรุงเทพมหานคร
โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิลินดา พงศ์ราธิก (2547) “ความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม
การละเล่นไทยกลางแจ้ง” ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต (การศึกษาปฐมวัย)
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครทรวิโรฒ
สันติศักดิ์ ผาผาย (2546) “การศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม
โดยใช้รูปแบบพหุปัญญาเพื่อการเรียนรู้” ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต
(การศึกษาปฐมวัย) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครทรวิโรฒ
อารี สัณหฉวี (2543) พหุปัญญาในห้องเรียน : วิธีการสอนเพื่อพัฒนาหลายด้าน
กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์การศาสนา กรมการศาสนา


นางจิราพร นุ่มฤทธิ์(117.47.49.60)

จำนวน 14 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 ต.ค. 2550 (00:07)
การจัดการเรียนรู้เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน มีองค์ประกอบสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้

1. ผู้เรียน มีความสามารถและศักยภาพ การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ครูควรต้องวิเคราะห์ก่อนจัดการเรียนรู้ คือ สภาพของผู้เรียนที่สอนเป็นอย่างไร ซึ่งครูควรจัดทำเป็นข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยจัดทำเป็นข้อมูลนักเรียนรายบุคคลและมีการสรุปภาพรวมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละคน ข้อมูลสำคัญที่ต้องวิเคราะห์ เช่น วัน เดือน ปี เกิด วุฒิภาวะและความพร้อมในการเรียน อายุ เพศ ความสามารถและประสบการณ์ สภาพร่างกายปกติหรือบกพร่องประการใดบ้าง ความถนัด ความสนใจ ความสามารถพิเศษ พฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่อการเรียนรู้ สภาพครอบครัวหรือปัญหาในการดำรงชีวิต โรคประจำตัว ฯลฯ

2. บทเรียน เรื่องที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ย่อมมีความแตกต่างกันตามเนื้อหาและกิจกรรมที่จัดขึ้น ซึ่งตามธรรมชาติของการจัดการเรียนรู้ “บทเรียน” อาจจัดได้ใน 2 ลักษณะ คือ

- บทเรียนที่เกิดจากความสนใจของนักเรียนหรือเรียกว่า บทเรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child – center)

- บทเรียนที่เกิดจากหลักสูตรหรือสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ มีลักษณะเป็นบทเรียนที่ยึดเนื้อหาวิชาเป็นหลัก (Subject matter – center) ในการพิจารณาบทเรียนที่จะสอน จำเป็นต้องวิเคราะห์ความยากง่ายของบทเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนด้วย

3. วิธีเรียน (Method) วิธีเรียนมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอนของครู จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพผู้เรียนและบทเรียนที่กำหนดไว้ด้วย ในขั้นตอนนี้คือกระบวนการถ่ายทอดความรู้จึงนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ ครูที่เตรียมการสอนดี จึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างสมดุลเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ขั้นตอนนี้ครูจำเป็นต้องใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ หลักการทางจิตวิทยา เช่น การเสริมแรง การฝึกฝน การถ่ายโยงความรู้ ผสมผสานกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นขั้นตอนเชิงระบบ

จากแนวคิดการจัดการเรียนรู้ข้างต้น กล่าวได้ว่าการเรียนรู้ของผู้เรียนจะมีคุณภาพเพียงใด ย่อมขึ้นกับความสัมพันธ์และประสิทธิภาพขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการ รวมทั้งนำหลักการและทฤษฎีทางจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนการเรียนรู้ หลักการและทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น

1. ความแตกต่างของบุคคล โดยทั่วไปนักจิตวิทยาได้จำแนกความแตกต่างระหว่างบุคคลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

- ความแตกต่างระหว่างบุคคล หมายถึง ความแตกต่างทางลักษณะและคุณสมบัติระหว่างบุคคล เช่น ความแตกต่างทางเชาว์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

- ความแตกต่างภายในตัวบุคคล หมายถึง ความแตกต่างที่อยู่ภายในตัวของแต่ละบุคคล เช่น ผู้เรียนบางคนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงแต่มีความสามารถทางศิลปะ หรือกีฬาต่ำ เป็นต้น

การจัดการเรียนการสอนของครูที่คำนึงถึงหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล จะทำให้ผลการสอนประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง และสามารถพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพ ครูผู้สอนจึงต้องจัดทำข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยมีความเชื่อว่า...นักเรียนทุกคนมีคุณค่าและมีความสามารถแตกต่างกัน การรู้จักนักเรียนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากเท่านั้น
thisanita
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 30 ต.ค. 2550 (00:13)
ความเห็นเพิ่มเติมของฐิษนิตา บ้างวิจิตร 2482101199 หลักสูตรและการสอน (ภาษาไทย) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน มีองค์ประกอบสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้

1. ผู้เรียน มีความสามารถและศักยภาพ การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ครูควรต้องวิเคราะห์ก่อนจัดการเรียนรู้ คือ สภาพของผู้เรียนที่สอนเป็นอย่างไร ซึ่งครูควรจัดทำเป็นข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยจัดทำเป็นข้อมูลนักเรียนรายบุคคลและมีการสรุปภาพรวมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละคน ข้อมูลสำคัญที่ต้องวิเคราะห์ เช่น วัน เดือน ปี เกิด วุฒิภาวะและความพร้อมในการเรียน อายุ เพศ ความสามารถและประสบการณ์ สภาพร่างกายปกติหรือบกพร่องประการใดบ้าง ความถนัด ความสนใจ ความสามารถพิเศษ พฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่อการเรียนรู้ สภาพครอบครัวหรือปัญหาในการดำรงชีวิต โรคประจำตัว ฯลฯ

2. บทเรียน เรื่องที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ย่อมมีความแตกต่างกันตามเนื้อหาและกิจกรรมที่จัดขึ้น ซึ่งตามธรรมชาติของการจัดการเรียนรู้ “บทเรียน” อาจจัดได้ใน 2 ลักษณะ คือ

- บทเรียนที่เกิดจากความสนใจของนักเรียนหรือเรียกว่า บทเรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child – center)

- บทเรียนที่เกิดจากหลักสูตรหรือสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ มีลักษณะเป็นบทเรียนที่ยึดเนื้อหาวิชาเป็นหลัก (Subject matter – center) ในการพิจารณาบทเรียนที่จะสอน จำเป็นต้องวิเคราะห์ความยากง่ายของบทเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียนด้วย

3. วิธีเรียน (Method) วิธีเรียนมีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอนของครู จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพผู้เรียนและบทเรียนที่กำหนดไว้ด้วย ในขั้นตอนนี้คือกระบวนการถ่ายทอดความรู้จึงนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ ครูที่เตรียมการสอนดี จึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างสมดุลเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ขั้นตอนนี้ครูจำเป็นต้องใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ หลักการทางจิตวิทยา เช่น การเสริมแรง การฝึกฝน การถ่ายโยงความรู้ ผสมผสานกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นขั้นตอนเชิงระบบ

จากแนวคิดการจัดการเรียนรู้ข้างต้น กล่าวได้ว่าการเรียนรู้ของผู้เรียนจะมีคุณภาพเพียงใด ย่อมขึ้นกับความสัมพันธ์และประสิทธิภาพขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการ รวมทั้งนำหลักการและทฤษฎีทางจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนการเรียนรู้ หลักการและทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น

1. ความแตกต่างของบุคคล โดยทั่วไปนักจิตวิทยาได้จำแนกความแตกต่างระหว่างบุคคลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

- ความแตกต่างระหว่างบุคคล หมายถึง ความแตกต่างทางลักษณะและคุณสมบัติระหว่างบุคคล เช่น ความแตกต่างทางเชาว์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

- ความแตกต่างภายในตัวบุคคล หมายถึง ความแตกต่างที่อยู่ภายในตัวของแต่ละบุคคล เช่น ผู้เรียนบางคนมีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงแต่มีความสามารถทางศิลปะ หรือกีฬาต่ำ เป็นต้น

การจัดการเรียนการสอนของครูที่คำนึงถึงหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล จะทำให้ผลการสอนประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง และสามารถพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพ ครูผู้สอนจึงต้องจัดทำข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยมีความเชื่อว่า...นักเรียนทุกคนมีคุณค่าและมีความสามารถแตกต่างกัน การรู้จักนักเรียนได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากเท่านั้น
thisanita
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 30 ต.ค. 2550 (10:15)
บุคคลย่อมมีศักยภาพการเรียนรู้ ตามคุณภาพจิตของคนๆนั้น รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ปัจจัยภายนอกต่างๆ รวมทั้งบุคคลอื่นที่เป็นกัลยาณมิตร



หากผู้สอนรู้จักสังเกต ดูจิตใจของเราเอง ก็ย่อมจะเข้าใจจิตใจของเด็กได้



กุศลจิต อกุศลจิต ที่มีในตัวผู้ใหญ่ หรือผู้สอน



ก็ไม่ได้ต่างจาก กุศลจิต อกุศลจิต ที่มีในตัวเด็ก หรือผู้เรียน



หากเราสังเกตดูเด็ก ด้วยความรัก ความมีเมตตา เราก็จะเห็นภาพของตัวเราเองในสมัยที่เราเป็นเด็กๆ



เมื่อผู้สอนเข้าใจตัวเอง เข้าใจตัวเด็ก ... การเป็นกัลยาณมิตรต่อกันก็จะเกิดขึ้น



สติ ปัญญา ความรู้ต่างๆ ก็รวมอยู่ตรงนี้ทั้งหมด ... อย่างถูกต้อง แก้ปัญหาได้ และไกลจากทุกข์ ไกลจากความไม่สบายใจต่างๆได้อย่างแท้จริง
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 2 พ.ย. 2550 (11:08)
1. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน และการนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน



ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism)



วีก็อทสกี้ (Vygotsky) นักจิตวิทยาชาวรัสเซีย ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาในสมัยเดียวกับเพียเจต์ (Piaget) โดยวีก็อทสกี้ ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและสังคมมาก เขาอธิบายว่า มนุษย์ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนอกจากสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติแล้วก็ยังมีสิ่งแวดล้อมทางสังคมซึ่งก็คือวัฒนธรรมที่แต่ละสังคมสร้างขึ้น ดังนั้นสถาบันสังคมต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัวจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของแต่ละบุคคล นอกจากนั้น ภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญของการคิดและการพัฒนาเชาว์ปัญญาขั้นสูง พัฒนาการทางภาษาและทางความคิดของเด็กเริ่มด้วยการพัฒนาที่แยกจากกัน แต่เมื่ออายุมากขึ้น พัฒนาการทั้ง 2 ด้านจะเป็นไปร่วมกัน

การนำทฤษฎีการสร้างความรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน สามารถทำได้หลายประการดังนี้

1. ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ ผลของการเรียนรู้จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการสร้างความรู้ (process of knowledge construction) และการตระหนักรู้ในกระบวนการนั้น (reflexive awareness of that process) เป้าหมายการเรียนรู้จะต้องมาจากการปฏิบัติงานจริง (authentic tasks) ครูจะต้องเป็นตัวอย่างและฝึกฝนกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเห็น ผู้เรียนจะต้องฝึกฝนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง

2. เป้าหมายของการสอนจะเปลี่ยนจากการถ่ายทอดให้ผู้เรียนได้รับสาระความรู้ที่แน่นอนตายตัว ไปสู่การสาธิตกระบวนการแปลและสร้างความหมายที่หลากหลาย การเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ จะต้องให้มีประสิทธิภาพถึงขั้นทำได้และแก้ปัญหาจริงได้

3. ในการเรียนการสอน ผู้เรียนจะเป็นผู้มีบทบาทในการเรียนรู้อย่างตื่นตัว (active) ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้จัดกระทำกับข้อมูลหรือประสบการณ์ต่าง ๆ และจะต้องสร้างความหมายให้กับสิ่งนั้นด้วยตนเอง โดยการให้ผู้เรียนอยู่ในบริบทจริง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนจะต้องออกไปยังสถานที่จริงเสมอไป แต่อาจจัดเป็นกิจกรรมที่เรียกว่า “physicalknowledge activities” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ วัสดุอุปกรณ์ สิ่งของหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นของจริงและมีความสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถจัดกระทำ ศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ ทดลอง ลองผิดลองถูกกับสิ่งนั้น ๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจขึ้น ดังนั้นความเข้าใจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการคิดการจัดกระทำกับข้อมูล มิใช่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ จากการได้รับข้อมูลหรือมีข้อมูลเพียงเท่านั้น

4. ในการจัดการเรียนการสอนครูจะต้องพยายามสร้างบรรยากาศทางสังคม จริยธรรม (sociomoral) ให้เกิดขึ้น กล่าวคือ ผู้เรียนจะต้องมีโอกาสเรียนรู้ในบรรยากาศที่เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งทางสังคมถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความรู้เพราะลำพังกิจกรรมและวัสดุอุปกรณ์ทั้งหลายที่ครูจัดให้หรือผู้เรียนแสวงหามาเพื่อการเรียนรู้ไม่เป็นการเพียงพอ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดและประสบการณ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และบุคคลอื่น ๆ จะช่วยให้การเรียนรู้ของผู้เรียนกว้างขึ้น ซับซ้อนขึ้น และหลากหลายขึ้น

5. ในการเรียนการสอน ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ (Devries, 1992: 1 - 2) โดยผู้เรียนจะนำตนเองและควบคุมตนเองในการเรียนรู้ เช่น ผู้เรียนจะเป็นผู้เลือกสิ่งที่ต้องการเรียนเอง ตั้งกฎระเบียบเอง แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเอง ตกลงกันเองเมื่อเกิดความขัดแย้งหรือมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เลือกผู้ร่วมงานได้เอง และรับผิดชอบในการดูแลรักษาห้องเรียนร่วมกัน

6. ในการเรียนการสอนแบบสร้างความรู้ ครูจะมีบทบาทแตกต่างไปจากเดิม (Devries, 1992: 3 -6) คือจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และควบคุมการเรียนรู้ เปลี่ยนไปเป็นการให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวก และช่วยเหลือผู้เรียนในการเรียนรู้ คือการเรียนการสอนจะต้องเปลี่ยนจาก “Instruction” ไปเป็น “construction” คือ เปลี่ยนจาก “การให้ความรู้” ไปเป็น “การให้ผู้เรียนสร้างความรู้” บทบาทของครูก็คือ จะต้องทำหน้าที่ช่วยสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดแก่ผู้เรียน จัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตรงกับความสนใจของผู้เรียน ดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปในทางที่ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน ให้คำปรึกษาแนะนำทั้งทางด้านวิชาการและด้านสังคมแก่ผู้เรียน ดูแลให้ความช่วยเหลือผู้เรียนที่มีปัญหา และประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนั้นครูยังต้องมีความเป็นประชาธิปไตยและมีเหตุผลในการสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วย

7. ในด้านการประเมินผลการเรียนการสอน (Jonassen, 1992: 137 – 147) เนื่องจากการเรียนรู้ตามทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองนี้ ขึ้นกับความสนใจและการสร้างความหมายที่แตกต่างกันของบุคคล ผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะหลากหลาย ดังนั้นการประเมินผลจึงจำเป็นต้องมีลักษณะเป็น “goal free evaluation” ซึ่งก็หมายถึงการประเมินตามจุดมุ่งหมายในลักษณะที่ยืดหยุ่นกันไปในแต่ละบุคคล หรืออาจใช้วิธีการที่เรียกว่า “socially negotiated goal” และการประเมินควรใช้วิธีการหลากหลาย ซึ่งอาจเป็นการประเมินจากเพื่อน แฟ้มผลงาน (portfolio) รวมทั้งการประเมินตนเองด้วย นอกจากนั้นการวัดผลจำเป็นต้องอาศัยบริบทจริงที่มีความซับซ้อนเช่นเดียวกับการจัดการเรียนการสอนที่ต้องบริบท กิจกรรม และงานที่เป็นจริง การวัดผลจะต้องใช้กิจกรรมหรืองานในบริบทจริงด้วย ซึ่งในกรณีที่จำเป็นต้องจำลองของจริงมา ก็สามารถทำได้ แต่เกณฑ์ที่ใช้ควรเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในโลกของความเป็นจริง (real world criteria) ด้วย

ดังนั้นถ้าพูดถึงระบบการศึกษาแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้หมายความว่ามีอุปกรณ์การสอนแล้วเราละทิ้งให้ผู้เรียนเรียนไปคนเดียว แต่การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คือ ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด หมายความว่าผู้เรียนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กันกับสิ่งกระตุ้น สิ่งกระตุ้นในที่นี้ หมายถึง ครู ผู้สอน หรือสิ่งแวดล้อมที่จะไปกระตุ้นผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยชี้แนะแนวทางการคิดให้กับผู้เรียน นอกจากนี้การสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ จะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างเป็นความรู้ขึ้นในสมอง

ตัวกระตุ้นที่มีความสำคัญมากต่อการเกิดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism คือ ความรู้เกิดจากความฉงนสนเท่ห์ทางเชาวน์ปัญญา วิธีการที่เราสามารถทำให้ผู้เรียนอยากจะเรียนรู้คือมีตัวกระตุ้นที่ทำให้ผู้เรียนเกิดข้อสงสัยอยากรู้ และผู้เรียนต้องมีเป้าหมายและจุดประสงค์ที่อยากจะเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้เพราะว่าเวลาคนเราเกิดความสงสัยเกี่ยวกับอะไร ก็มักจะเกิดข้อคำถามที่ไม่สามารถตอบได้ขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้น เป็นเป้าหมายที่จะทำให้ต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะตอบคำถามนั้นให้ ได้

ดังนั้นครูจึงต้องพยายามดึงจุดประสงค์ ความต้องการ และเป้าหมายของผู้เรียนออกมาให้ได้ อาจจะโดยกำหนดหัวข้อหรือพูดคร่าว ๆ ว่าเราจะศึกษาหรือเรียนรู้อะไรบ้าง เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายว่าเขาต้องการที่จะเรียนรู้อะไร มีคำถามอะไรบ้าง ซึ่งเป้าหมายจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนและทำให้ผู้เรียนพยายามที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น และมีความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น



2. ตัวชี้วัด (Indicator) ที่แสดงให้เห็นว่าครูได้จัดการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างของผู้เรียน

มีดังนี้

1. แผนการจัดการเรียนรู้

ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ควรใช้กระบวนการที่หลากหลายในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ โดยเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการคิด การตัดสินใจ รวมทั้งคุณธรรม จริยธรรมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ รวมทั้งมีการกำหนดงานมอบหมาย โดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสร้างความรู้ โดยใช้ข้อมูลใหม่ ๆ ควรลงมือ ฝึกปฏิบัติ การสร้างโครงงาน ชิ้นงาน หรือการแสดง ซึ่งจะช่วยพัฒนาปัญญาของผู้เรียน อันเกิดจากการปฏิบัติ

2. พฤติกรรมของครู

ผู้สอนต้องปรับบทบาทเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะดวก ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ รวมทั้งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

3. บรรยากาศการเรียนรู้

ผู้เรียน จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ แสวงหาความรู้ และร่วมประเมินผลการเรียนรู้ มีการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ควรใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ การใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศ ห้องสมุด ทรัพยากรบุคคล/ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน

4. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

การวัดและประเมินผล ต้องสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ และควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมประเมิน ตนเองด้วย ทังนี้การวัดและประเมินผลควรใช้รูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย ประเมินศักยภาพของผู้เรียน ทุกด้านตามสภาพจริง (Authentic assessment ) และมีเกณฑ์การประเมิน (Scoring Rubric) ที่ชัดเจน



โดย สุดใจ ศิริมานะกุล รหัส 2482100233 สาขาศึกษาศาสตร์ แขนงหลักสูตรและการสอน เอกปฐมวัยศึกษา
นางสุดใจ ศิริมานะกุล (IP:125.24.179.249)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 พ.ย. 2550 (14:26)
จริงๆ หลักทางพุทธของเรา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษา การเรียน การสอน ได้เป็นอย่างดี



นักวิชาการด้านการศึกษาทุกท่าน จึงควรได้พิจารณาถึงของดีที่เรามีอยู่แล้ว เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 5 พ.ย. 2550 (14:48)
การจัดการเรียนการสอนต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากการที่เราในฐานะผู้สอนจำเป็นต้องศึกษา วิธีการ หลักการทฤษฎ๊ หลักการ จิตวิทยา สภาพผู้เรียน เพื่อจัดกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพผู้เรียน จัดรูปแบบวิธีการสอน การวัดประเมินผล ในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากที่สุด



นางประนอม นอบน้อม 2472101720 หลักสูตรและการสอน วิชาเอกมัธยมศึกษา (คณิตศาสตร์)
nobpranom@yahoocom (IP:203.172.166.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 5 พ.ย. 2550 (17:11)
เราควรจะได้ลองศึกษาศิลปะวิธีการสอนของพระพุทธองค์ จะช่วยให้มีมุมมองหรือทัศนะที่กว้างขวางออกไปได้มาก
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 6 พ.ย. 2550 (07:57)
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในยุคปฎิรูปการศึกษา ครูต้องมุ่งจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสามารถ สอดคล้องกับความถนัด และต้องคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างของผู้เรียนนั้นครูผู้สอนต้องคำนึงถึงหลัก และแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้

- บทบาทของครู

1. การเตรียมตนเองให้พร้อมสำหรับบทบาทของผู้เป็นแหล่งความรู้ ซึ่งจะต้องให้คำอธิบาย แนะนำ ให้คำปรึกษา ให้ข้อมูลความรู้ที่ชัดเจนแก่นักเรียน

2. การวางแผนกิจกรรมการเรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด การออกแบบกิจกรรมการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้

3. การเตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ ครูจะต้องพิจารณาและกำหนดว่า จะใช้สื่อ วัสดุอุปกรณ์ใด เพื่อให้กิจกรรมการเรียนไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนด

4. การวัดและประเมินผล โดยการวัดให้ตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และวัดให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของกระบวนการ และผลงานที่เกิดขึ้นทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย โดยเน้นการวัดจากสภาพจริง จากการปฏิบัติ และจากแฟ้มสะสมงาน

5. การเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแนะนำปรึกษา เป็นผู้สนับสนุนและเสริมแรง ผู้ร่วมทำกิจกรรม เป็นผู้ติดตามตรวจสอบและเป็นผู้สร้างเสริมบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตรโดยการสนับสนุนเสริมแรงและกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมทำงานเป็นกลุ่ม

- การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน

1. เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ มีประเด็นท้าทายให้ผู้เรียนได้คิด

2. ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญโดยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้มีปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มได้พูดคุย ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

3. ยึดการค้นพบด้วยตนเองเป็นสำคัญ โดยครูจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง

4. เน้นกระบวนการควบคู่ไปกับผลงาน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดผลงาน มิใช่มุ่งพิจารณาถึงผลงานเพียงอย่างเดียว

นางสาวหนึ่งฤทัย จิตคงสง หลักสูตรและการสอน ( ประถมศึกษา ) 2482100886
neung_jit@hotmail.com (IP:222.123.40.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 6 พ.ย. 2550 (13:01)
การจัดการเรียนการสอนที่แสดงให้เห็นว่าครูได้จัดการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างของผู้เรียน บทบาทหน้าที่ของครูควรทำดังนี้คะ

1) ศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล เก็บรวบรวมข้อมูลผู้เรียน

2) นำข้อมูลมาจัดทำแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียนตามขอบข่ายสาระการเรียนรู้ที่กำหนดขึ้น

3) จัดการเรียนรู้เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน โดยแผนการเรียนรู้ที่จัดขึ้น เป็นแผนแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์กันทั้งกลุ่มสาระการเรียนรู้ในหลักสูตร โดยครูผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้แก่ มีกิจกรรมหลากหลาย สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดการเรียนรู้โดยมีกิจกรรมกลุ่มและกิจกรรมเป็นรายบุคคลให้นักเรียนได้เรียนรู้ โดยใช้กระบวนการคิด และการปฏิบัติจริงมากที่สุด

4) ประเมินผลควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การประเมินผลตามสภาพจริง ที่หลากหลายวิธีการ ตรวจผลงาน การสังเกตทักษะการทำงานกลุ่ม การทำแฟ้มสะสมงาน การบันทึกผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ตลอดจนให้ผู้เรียนมีโอกาสสะท้อนความคิดเห็นที่ได้จากการเรียนรู้ รวมถึงการวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของตนเอง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาให้สูงขึ้นตลอดไป
ครูเพลินดี
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 6 พ.ย. 2550 (14:50)
การจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน



ผู้เรียนแต่ละคนมีภูมิหลัง สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และความต้องการไม่เหมือนกัน การจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับภูมิหลังของผู้เรียน ลักษณะของผู้เรียนและสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีและพัฒนาไปตามความสามารถและศักยภาพของแต่ละบุคคล

การจัดการเรียนการสอนตามเอกัตภาพ (Individualized Instruction) หมายถึงการจัดสภาพการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงภูมิหลัง สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด แบบการเรียนรู้ ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน ทั้งนี้ผู้สอนจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยผู้เรียนและทดสอบผู้เรียนก่อนเรียนและใช้ผลการวินิจฉัยในการวางแผนการเรียนให้แก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ผู้เรียนจะดำเนินการเรียนรู้ตามแผนและประเมินผลการเรียนรู้ของตน โดยมีผู้สอนให้ความช่วยเหลือและเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนต่อไป

ตัวบ่งชี้

1) ผู้สอนมีการวินิจฉัยความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยใช้แบบสอบหรือเครื่องมือ หรือวิธีการอื่นๆตามความเหมาะสม

2) ผู้สอนมีการทดสอบผู้เรียนในเรื่องที่จะเรียนรู้ ก่อนการเรียน (pre – testing )

3) ผู้สอนมีการจัดกลุ่มผู้เรียนที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน (ในกรณีที่มีผู้เรียนจำนวนมาก ) ไว้ด้วยกัน

4) ผู้สอนมีการวางแผนการเรียนให้สนองความต้องการของผู้เรียน โดยใช้ผลการวินิจฉัยที่ได้จากข้อ 1 (แผนการเรียนควรมีความสอดคล้องกับปัญหาความต้องการ ความสนใจ ความถนัด และความสามารถของผู้เรียน รวมทั้งแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน)

5) ผู้สอนมีการจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยวิธีการต่างๆตามความเหมาะสม (การช่วยให้ผู้เรียนเห็นว่าเขาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถประสบผลสำเร็จได้ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจที่จะเรียนรู้

6) ผู้สอนมีการให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับระบบและวิธีการในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และตกลงร่วมกันเกี่ยวกับระบบ กฎ กติกา กระบวนการทำงาน การให้รางวัล การลงโทษ และอื่นๆที่จำเป็นต่อการประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ของผู้เรียน

7) ผู้เรียนมีการดำเนินการเรียนรู้ตามแผน ผู้สอนดูแลและให้ความช่วยเหลือผูเรียนเป็นรายบุคคล







8) ผู้เรียนมีการทำแบบทดสอบประเมินผลการเรียนรู้ เมื่อจบหน่วยการเรียน (post – test)

9) ผู้สอนมีการจัดทำแฟ้มการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและใช้ผลการทดสอบเป็นข้อมูลในการวางแผนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนต่อไป

ข้อมูลจาก ทิศนา แขมมณี ศาสตร์แห่งการสอน

โดยนางนันท์นภัส เชิดฉาย 2482100746 (เอกวิทยาศาสตร์ )
นันท์นภัส เชิดฉาย 2482100746 (IP:202.183.229.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 พ.ย. 2550 (18:40)
การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความแตกต่างของผู้เรียน



เพื่อที่จะเข้าใจถึงความแตกต่างของผู้เรียนและใช้ความแตกต่างดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาโอกาสในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียน ครูควร

1. มีความรู้ความเข้าใจหลักการและทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการ และจิตวิทยาการเรียนรู้

2. มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเพื่อสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล

3. พัฒนากระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน

4. พัฒนาผู้เรียนให้ได้รับประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ

โดยต้อง

1. มีความรู้ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์ รวมทั้งวิธีการวินิจฉัย ความต้องการความสนใจและความถนัดของผู้เรียน

2. มีความรู้ความเข้าใจในการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศ และใช้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ได้อย่างเหมาะสมเป็นไปตามศักยภาพของผู้เรียน

3. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเพื่อสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล

4. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน เพื่อนำไปใช้สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตามความถนัด ความสามารถ ความพร้อมและความสนใจของผู้เรียน

5. วิเคราะห์หลักสูตร สาระการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลที่สามารถปฏิบัติได้จริง

6. มีการจัดหา และเสนอแนะแหล่งเรียนรู้ แหล่งภูมิปัญญาและเทคโนโลยีอย่างหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับประสบการณ์ความสามารถและศักยภาพของผู้เรียน

7. มีการพัฒนาหลักสูตร สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล ให้เหมาะสมกับระดับการเรียนรู้แลศักยภาพของผู้เรียน

8. จัดหา ผลิต พัฒนาและใช้สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสากลและท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

9. มีการวิจัย ศึกษาปัญหาและแก้ปัญหาในชั้นเรียน เพื่อนำผลการศึกษามาพัฒนา ปรับปรุงการสอนของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียน

////โดยนางสาวอัญชนา ภาษิต หลักสูตรและการสอน มัธยม(วิทย์)

2482100266
2482100266 (IP:202.14.117.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 พ.ย. 2550 (10:26)
นางอัมพวัน หยิมกระโทก หลักสูตรและการสอนวิทยาศาสตร์ (เคมี) รหัประจำตัว 2452101583

ตัวชี้วัดที่จะแสดงให้เห็นว่าครูได้จัดการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างของผู้เรียน

1. ตัวชี้วัดควรปรากฏอยู่ในแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่

1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ควรระบุให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติกิจกรรม/งานด้วยตนเอง มีภาระงานที่มอบหมายให้ชัดเจน เช่น ให้ปฏิบัติการทดลองด้วยตนเอง เป็นต้น เพราะการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงด้วยตนเองจะก่อให้เกิดการเรียนที่ถาวรมากกว่า

1.2 มีการระบุกิจกรรม/งานที่ให้นักเรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจากสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ เช่น

หลังจากนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมการทดลองเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันสรุปผลการทดลอง หรือ สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติกิจกรรม

1.3 ในแผนการจัดการเรียนรู้ต้องมีกิจกรรมให้นักเรียนปฏิบัติหลากหลาย ไม่มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะกิจกรรมบางกิจกรรมเหมาะสมสำหรับผู้เรียนบางกลุ่ม บางกิจกรรมอาจจะเหมาะกับผู้เรียนอีกกลุ่มที่จะสามารถทำความเข้าใจได้ในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากว่าในแต่ละห้องเรียนจะมีนักเรียนที่มีความแตกต่างกันตามทฤษฎีพหุปัญญา การที่มีกิจกรรมที่หลากหลายย่อมก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีมากยิ่งขึ้น แต่พึงระวังว่ากิจกรรมที่ผู้สอนจะนำมาจัดนั้นเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้แล้วต้องสรุปได้ว่ามีเป้าหมายเดียวกัน

1.4 แผนการจัดการเรียนรู้ ต้องมีการระบุสื่อที่ใช้ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้ใช้สื่อ สื่อในที่นี้อาจมีหลายรูปแบบ เช่น สื่อที่เป็นโสตทัศนูปกรณ์ ผู้สอนอาจจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ศึกษาจากวีดีโอ วีซีดี สื่อที่เป็นรูปภาพ แบบจำลอง วัสดุสิ่งของ อุปกรณ์ทดลอง เป็นต้น ผู้สอนต้องจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับสื่อนั้น ๆ และใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

2. ตัวชี้วัดพฤติกรรมของครู ได้แก่

2.1 ครูเป็นผู้ใฝ่รู้ และมีความกระตือรือร้นในการแสวงหากิจกรรมต่าง ๆ มาจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนอยู่เสมอ

2.2 ครูเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้คอยช่วยเหลือผู้เรียน คอยชี้แนะเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้โดยตรงด้วยการอธิบาย สาธิต เพราะเป็นการปิดกั้นความคิดของนักเรียนในการแสดงออกทางความคิด ครูต้องเป็นผู้วางแผนการดำเนินงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ขั้นเตรียมการสอน เตรียมกิจกรรม จนกระทั่งขั้นสรุป

2.3 ครูต้องรู้จักเลือกและใช้สื่อได้อย่างเหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงการรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อช่วยให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจมากขึ้น

2.4 ครูต้องเลือกวิธีการวัดผลประเมินผลที่เหมาะสมกับกิจกรรม และ

ผู้เรียน การประเมินต้องหลากหลายจะวัดแต่การใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เพียงอย่างเดียวมิได้ เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย

2.5 ครูต้องสามารถรู้ถึงความสามารถของนักเรียนแต่ละคน เพื่อที่จะได้ส่งเสริมความสามารถที่อยู่ในนักเรียนแต่ละคน



3. ตัวชี้วัดบรรยากาศการเรียนรู้

3.1 สภาพในห้องเรียนมีมุมการเรียนรู้ที่หลากหลายที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในและนอกเวลาเรียนตามความถนัด/ความสนใจ มิใช่มีแต่เพียงโต๊ะ เก้าอี้ กระดานเท่านั้น ตัวอย่างการจัดมุมการเรียนรู้ เช่นการจัดให้ห้องเรียนให้มีมุมห้องสมุดน้อยในห้องเรียนไว้ให้นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีมุมพัฒนาทักษะความสามารถของนักเรียนในมุมนี้อาจมีกิจกรรม เกมต่าง ๆ ที่พัฒนาศักยภาพนักเรียนให้รู้จักคิด และแก้ปัญหาได้ สื่อเกมนี้ครูจะจัดซื้อ ผลิต หรือเป็นผลงานของนักเรียนก็ได้ นอกจากนี้อาจมีมุมพฤกษศาสตร์ในชั้นเรียน มุมวิถีชาวบ้าน เป็นต้น การที่ต้องจัดให้มีมุมการเรียนรู้ภายในห้องเรียนนั้นเพื่อให้นักเรียนได้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และสร้างบรรยากาศให้สอดรับการจัดการเรียนรู้เพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน ทั้งนี้การจัดมุมต่าง ๆ นั้นก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพ และงบประมาณของทางโรงเรียน

3.2 มีห้องเรียนที่มีขนาดพอเหมาะกับนักเรียน ที่สำคัญแต่ละห้องเรียนควรมีจำนวนนักเรียนไม่มากเกินไป ส่วนใหญ่ที่พบเห็นห้องเรียนบางโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนที่มากเกินไปทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ทั่วถึง ห้องเรียนมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่มาก ทั้งนี้เพื่อให้อัตราเฉลี่ยจำนวนนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้ไม่มากเกินควร และผู้สอนสามารถดูแลการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มได้ทั่วถึง โดยทั่วไปมักจะจัดนักเรียนเข้ากลุ่มประมาณกลุ่มละ 6 - 8 คน สมาชิกแต่ละคนจะมีงานที่ได้รับผิดชอบภายในกลุ่ม ในกลุ่มเดียวกันนี้ควรจัดให้มีนักเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรู้แตกต่างมาอยู่ด้วยกัน เช่น ภายในกลุ่มมีทั้งนักเรียนที่เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน เพื่อนักเรียนได้รู้จักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

3.3 มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการสอน เช่น มีกระดาน อุปกรณ์ สื่อ ที่สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างเพียงพอ



4. ตัวชี้วัดในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่สนองความแตกต่างของผู้เรียน

4.1 วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ต้องหลากหลาย กล่าวคือการประเมินไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะประเมินจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียงอย่างเดียว ควรมีการประเมินด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ประเมินจากผลงานที่ได้การปฏิบัติกิจกรรม ประเมินจากการปฏิบัติกิจกรรม แฟ้มผลงานของนักเรียน เป็นต้น

4.2 มีการประเมินเป็นระยะ ๆ เช่น ประเมินผลก่อนที่จะทำการศึกษาในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้ทราบพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคนก่อน จากนั้นระหว่างทำการเรียนการสอนก็จัดให้มีการประเมินผลระหว่างเรียน ซึ่งอาจจะออกมาในรูปของการประเมินผลจากการปฏิบัติกิจกรรม ผลงานที่ปรากฏ กระบวนการทำงานก็ได้ และหลังจากดำเนินการเรียนการสอนเสร็จสิ้นก็จัดให้มีการประเมินผลหลังเรียน เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคน
2452101583 นางอัมพวัน หยิมกระโทก (IP:203.113.81.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 14 พ.ย. 2550 (14:29)
การจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความแตกต่างของผู้เรียน



ผู้เรียนแต่ละคนมีภูมิหลัง สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และความต้องการไม่เหมือนกัน การจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับภูมิหลังของผู้เรียน ลักษณะของผู้เรียนและสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีและพัฒนาไปตามความสามารถและศักยภาพของแต่ละบุคคล

การจัดการเรียนการสอนตามเอกัตภาพ (Individualized Instruction) หมายถึงการจัดสภาพการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยคำนึงถึงภูมิหลัง สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด แบบการเรียนรู้ ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน ทั้งนี้ผู้สอนจำเป็นต้องมีการวินิจฉัยผู้เรียนและทดสอบผู้เรียนก่อนเรียนและใช้ผลการวินิจฉัยในการวางแผนการเรียนให้แก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ผู้เรียนจะดำเนินการเรียนรู้ตามแผนและประเมินผลการเรียนรู้ของตน โดยมีผู้สอนให้ความช่วยเหลือและเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนต่อไป
สุชาดา (IP:124.121.74.129)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 14 พ.ย. 2550 (15:15)


ก่อนที่จะมองหารูปแบบการเรียนการสอน สำหรับผู้เรียนแต่ละคน



เราควรจะคิดหารูปแบบที่เหมาะกับผู้เรียนโดยรวมให้ได้เสียก่อน



เพราะในสภาพความเป็นจริง เรายังคงสอนนักเรียนรวมกันอยู่ ไม่ได้แยกไปสอนแบบตัวต่อตัว




MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม