เผยแพร่งานวิชาการ บทคัดย่อ นางรุ่งทิวา จารุจิตร ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างชุดฝึกเสริมทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

โพสต์เมื่อ: 16:38 วันที่ 24 ก.ย. 2551         ชมแล้ว: 14,631 ตอบแล้ว: 5
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> การเรียนการสอน

ชื่อเรื่อง   รายงานการสร้างชุดฝึกเสริมทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา  
                          คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางรุ่งทิวา  จารุจิตร
หน่วยงาน  โรงเรียนมุกดาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามุกดาหาร
ปีที่ศึกษา   2550

บทคัดย่อ

 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะและเพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง โจทย์ปัญหา   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนมุกดาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามุกดาหาร ภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ ชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง โจทย์ปัญหา  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4  จำนวน  7  เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.42 ถึง 0.75 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.21 ถึง 0.80 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.854 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผลชุดฝึกเสริมทักษะและการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้
 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
  1. ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง  โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ทุกเล่มและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานเท่ากับ 76.46/79.33  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 75/75
  2. ผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า โดยส่วนรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 17.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.15 มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 23.80 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.50
  3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง  โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
  4. การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า โดยส่วนรวมมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .586  แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้น  ส่งผลให้
นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้

111268


รุ่งทิวา
ร่วมแบ่งปัน0 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำนวน 5 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 มี.ค. 2552 (16:13)

นายวิสุทธิ์  สิทธิการ (2551) ผลของการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิซึมร่วมกับการใช้สื่อโปรแกรมเพาเวอร์พอยด์ประกอบการเรียนการสอน  รายวิชา ว 40242 ชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 4  ชั้นปีที่ 2 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5)   ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี      


 


บทคัดย่อ


 


การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิซึม ร่วมกับการใช้สื่อโปรแกรมนำ
เสนอเพาเวอร์พอยด์  ประกอบการเรียนการสอน
  รายวิชา ว 40242 ชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 4  ชั้นปีที่ 2 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5)   ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียน
รัตนราษฎร์บำรุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยประยุกต์
ใช้ทฤษฎี คอนสตรัคติวิซึม  เป็นแนวทางในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ 
กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (
Simple Random Sampling)  โดยได้กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 91 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง  การสังเคราะห์ด้วยแสง  จำนวน 4 แผนการจัดการเรียนรู้ รวม 14 ชั่วโมง พร้อมสื่อและใบความรู้ ใบงานประกอบต่างๆ ร่วมกับสื่อ โปรแกรมนำเสนอเพาเวอร์พอยด์  ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบก่อน หลังเรียน และ แบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม SPSS FOR WINDOWS  กำหนดค่าความเชื่อมั่นทางสถิติเท่ากับ .05 เป็นเกณฑ์ในการยอมรับสมมติฐาน
 


 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ นักเรียนกลุ่มทดลอง มีระดับความพึงพอใจมาก คิดเป็นร้อยละ 60.40 และ ระดับความพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 39.60


 


 


 


 


 


 


 


WISUT SITTHIKARN (2008)    THE RESULT OF USING
‘CONSTRUCTIVISM TEACHING 
TECHNIQUE’ TOGETHER WITH ‘POWER POINT PRESENTATION’ IN Sc 40242 BIOLOGY COURSE OF THE SECONDARY YEAR STUDENTS IN LEVEL 4 , (MATHAYOMSUKSA 5), FIRST SEMESTER  , ACADEMIC            YEAR 2550 , RATTANARATBUMRUNG  SCHOOL ,                BANPONG RATCHABURI.


 


ABSTRACT


 


The purpose of this quasi – experimental research was to study the result of using  Constructivism Teaching Technique together with Power Point Presentation in Sc 40242 Biology Course on the topic Photosynthesis of secondary year student Level 4 (Mathayomsuksa 5) , First Semester , Academic Year 2007 , Rattanaratbumrung School Banpong Ratchaburi. This research was adapted from ‘Constructivism Theory’ by using the Simple random sampling on the sample subjects which consists of the Experimental group and Comparative group. Each of them consists of 91 students. The instruments used in this research are four lesson plans (14 hours) on the topic of Photosynthesis with teaching aids , handouts , worksheets and Power Point Presentation designed by the researcher. The data  collected from the results of pre – test and post – test and the questionnaire for  satisfaction were analyzed by SPSS FOR WINDOWS programme.                                                                                


The finding of this study indicated that after doing the experiment , the average of achievement in the Experimental group is higher than the Comparative group with statistical significant at .05. The high satisfaction level of this teaching technique of the Experimental group is 60.40 percent and the highest satisfaction level is 39.60 percent.


sitthikarn190000@yahoo.co.th (IP:202.143.148.68)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 24 มี.ค. 2552 (11:04)

บทคัดย่อ


 


                การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาศิลปะในปัจจุบัน  ยังขาดสื่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเรียน  เรียนไม่เข้าใจเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากเรียน  ด้วยเหตุนี้ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้พัฒนาสื่อในรูปของบทเรียนคอมพิวเตอร์  เพื่อใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาสื่อในรูปของบทเรียนสื่อประสมเรื่อง  พื้นฐานงานศิลปะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  สาระทัศนศิลป์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์เรื่องพื้นฐานงานศิลปะที่ได้พัฒนาขึ้น  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านคำเลา  อำเภอกุดชุม  จังหวัดยโสธร  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2551  จำนวน  6  คน  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster  Random  Sampling)  ใช้เวลาในการทดลอง  12  ชั่วโมง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ  บทเรียนสื่อประสม  ที่ผ่านการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ  และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิงเกณฑ์ที่เป็นข้อสอบแบบปรนัย  4  ตัวเลือก  จำนวน  20  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ 


ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


                ผลการศึกษาค้นพบว่า  การพัฒนาพื้นฐานงานศิลปะ   ด้วยบทเรียนสื่อประสมเรื่องพื้นฐานงานศิลปะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  สาระทัศนศิลป์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  มีประสิทธิภาพ  83.06/80.37  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสื่อประสมเท่ากับ  0.6601  แสดงว่าบทเรียนสื่อประสมทำให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ  66.01  นักเรียนที่เรียนโดยสื่อประสมมีความพึงพอใจโดยรวม  และเป็นรายด้านทั้ง  4  ด้าน  คือ  ด้านความรู้และประสบการณ์  ด้านตัวอักษรและสี  ด้านเนื้อหาและการดำเนินเรื่องและด้านภาพ  ภาษา  และเสียง  อยู่ในระดับดีมาก


                โดยสรุป  บทเรียนสื่อประสมที่ได้พัฒนาขึ้นนี้เป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพเหมาะสม  ผู้เรียนมีความพึงพอใจ  สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้


 


 


 


 


ครูเสรี มุ่งงาม การจัดกิจกรรมการเรียนร (IP:114.128.129.11)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 17 ส.ค. 2552 (14:38)

เผยแพร่งานวิชาการทำอย่างไร


tavanradprajong@hotmail.com (IP:203.172.241.136)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 19 ส.ค. 2552 (12:35)
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนา และการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางแสงสุข พุฒธะพันธ์
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านถนนชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์เขต 3
บทคัดย่อ

การจัดทำครั้งนี้มี เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนการสอน เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อการสอน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนที่ผู้จัดทำสร้างขึ้น ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านถนนชัย ปีการศึกษา 2551 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองเป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี รายวิชา การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) แบบฝึกหัดในเอกสารประกอบการเรียนการสอน ทั้ง 9 ตอน ๆละ 5 ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก แบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี รายวิชา การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาพีและเทคโนโลยี (งานเกษตร) พบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียนการสอนผู้จัดทำมีประสิทธิภาพ 88.82/87.03
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นร้อยละ 80 ทุกเรื่อง
3. ผลจากการประเมินความคิดเห็นของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน
ทั้ง 9 ตอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
4. ผลจากการประเมินความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน
ทั้ง 9 ตอน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
นางแสงสุข พุฒธะพันธ์ (IP:61.19.69.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 27 ก.ย. 2552 (13:23)

 


ชื่อเรื่อง                  การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
โดยใช้ชุดการสอน  เรื่อง  พืช


             ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  


ผู้วิจัย                   นางนันทา  มีฤทธิ์


สถานศึกษา          โรงเรียนคำม่วง  อำเภอคำม่วง  จังหวัดกาฬสินธุ์


ปีที่พิมพ์                2551          


 


บทคัดย่อ


 


   การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
ครูมักจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นที่เนื้อหาวิชา


มากเกินไป  ครูใช้วิธีการสอนแบบบรรยายเนื้อหามากกว่าการลงมือปฏิบัติ
และยังขาดการส่งเสริม


ด้านการคิดอย่างมีเหตุผล  ไม่ให้ความสำคัญในการใช้สื่อการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติเท่าที่ควร  นักเรียนขาดกระบวนการศึกษาค้นคว้าและการเรียนรู้ด้วยตนเอง  การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ


1.
 พัฒนาชุดการสอน  เรื่อง  พืช  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  75/75


2.  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน เรื่อง  พืช  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  


3.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน


ที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน  เรื่อง  พืช  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 


4.       เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้


โดยใช้ชุดการสอน  เรื่อง  พืช 


กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคำม่วง   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์
เขต
3  จำนวน 39  คน  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3  ชนิด ได้แก่  ชุดการสอน  เรื่อง  พืช  จำนวน 8 ชุด
 แบบทดสอบ


วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชนิดเลือกตอบ  4 ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B)  ตั้งแต่  0.24  ถึง  0.95  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.85  แบบวัดความพึงพอใจ  มีค่าเฉลี่ย  4.50  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  0.26  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐานใช้  t-test (Dependent)


  ผลการวิจัยปรากฏดังนี้


       1.  ชุดการสอน  เรื่อง  พืช  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  79.52/77.78  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75


       2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน  เรื่อง  พืช  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีค่าเท่ากับ 0.6338 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น  0.6338  หรือคิดเป็นร้อยละ 63.38


       3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอน


เรื่อง พืช  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


                    4.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด


                           จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า  กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนที่สร้างขึ้น


มีประสิทธิภาพ ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น  จึงสามารถนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียน


มีส่วนร่วมในการเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย  และเกิดประโยชน์ต่อการนำไปใช้


ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนโดยใช้ชุดการสอน


อยู่ในระดับมากที่สุด  ดังนั้น
จะเห็นได้ว่าชุดการสอนสามารถนำไปใช้ พัฒนาการเรียนการสอนให้


มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี          


paya50
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม