การสลายอาหารระดับเซลล์

โพสต์เมื่อ: 07:49 วันที่ 25 ก.พ. 2547         ชมแล้ว: 93,755 ตอบแล้ว: 97
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ใครเก่งๆช่วยอธิบายการสลายอาหารให้ทีดิ ทั้งใช้ออกซิเจนและไม่ใช้


gong2530@thaimail.com(210.86.141.7,210.86.141.234,)

จำนวน 88 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ก.พ. 2547 (13:36)
ไปหาอ่านเอาซิครับ.
PCR (IP:203.113.56.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 26 ก.พ. 2547 (18:38)
ผมก็ก็ไม่รู้ครับกำลังหาคำตอบอยู่เหมือนกัน ขอโทษครับ
เค (IP:203.195.105.33,203.209.106.17,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 29 ก.พ. 2547 (19:07)
พูดถึงการหายใจระดับเซลล์ใช่ไหมเอ่ย
Halley (IP:202.133.177.54,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 6 มี.ค. 2547 (00:49)
-_-'
พระยาขยายกำจายมูลมูก (IP:203.113.33.9,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 7 มี.ค. 2547 (20:46)
เซลล์ทุกเซลล์จำเป็นต้องหายใจหรือไม่ แล้วถ้าเซลล์ไม่หายใจจะเป็นยังไง
9! (IP:203.155.247.5,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 7 มี.ค. 2547 (21:20)
เซลล์ทุกเซลล์จำเป็นต้องหายใจครับ ถ้าไม่หายใจก็คือเซลล์ที่ตายแล้ว ในเซลล์พืชก็มีการหายใจหรือการหายใจเหมือนกันน่ะครับไม่ได้มีเฉพาะของสัตว์
เส้นเล็กน้ำใส (IP:203.113.51.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 19 มี.ค. 2547 (08:52)
การหายใจระดับเซลล์คือการเปลี่ยนพลังงานเคมีที่สะสมในอยู่ในพันธะของสารอาหาร มาอยู่ในรูปที่เซลล์ใช้ได้นะครับ ฉะนั้น ถ้าเซลล์ไหนต้องการพลังงาน เซลล์นั้นก็ต้องหายใจเพื่อนำพลังงานมาใช้นะครับ
Bieriology (IP:216.37.255.87,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 9 ธ.ค. 2547 (12:27)
มีเว็บไซค์ไหมครับ
familyclass2@yahoo.com (IP:203.172.154.242,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 26 ธ.ค. 2547 (12:26)
การหายใจ (respiration) คือ การสลายอาหารเพื่อให้ได้พลังงานออกมาใช้ มี 2 แบบ คือ

intracellular respiration คือ การสลายอาหารในระบบเซลล์และ

extracellular respiration คือ การหายใจภายนอก (คือ การสูดอากาศเข้าไป โดย ผ่าน จมูก คอหอย หลอดลม ปอด ถุงลมปอด ตามลำดับ)

สำหรับการหายใจ(สลายอาหาร)ระดับเซลล์(intracellular respiration) พวกคาร์โบไฮเดรต จะถูกย่อยเป็นกลูโคสและดูดซึมเข้าเส้นเลือดฝอยในลำไส้เล็ก กลูโคสที่เข้าสู่เซลล์ จะผ่านขั้นตอน 4 ขั้น ดังนี้ (อย่างสรุป)

1. glycolysis => Glucose ---> pyruvic acid ได้ 2 ATP ได้ 2 NADH

2. Acetyl CoA synthesis => pyruvic acid ---> Acetyl CoA ได้ 2NADH ได้ 2Carbondioxide

3. Kreb cycle => Acetyl CoA ---> (เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เป็นสารมากมาย และวนกลับเป็นสารเดิมอีกครั้ง โดยระหว่างทางจะได้ 6NADH 2FADH2 2ATP 4Carbondioxide)

4. Electron transport => NADH และ FADH2 เปลี่ยนเป็นสารต่าง ๆ โดยมี Cytrochrome ต่างๆ มารับ ไป และเปลี่ยนเป็น ATP ได้ทั้งหมด 30 ATP และ ได้ 4 FADH2

สรุป

ได้ ATP ทั้งหมด 38 (แต่บางทีก็ 36 แล้วแต่ตัวที่มารับอีเล็กตรอนในช่วง glycolysis)

ส่วน การสลาย กรดอะมิโนและ กรดไขมัน ยังม่ายรู้เรื่อง .... ให้คนอื่นมาอธิบายเหอะ....
vira (IP:203.150.217.112,203.113.50.10,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 26 ธ.ค. 2547 (19:34)
กระบวนการหายใจระดับเซลล์เป็นการผลิตพลังงานจากสารอาหารที่เซลล์ได้รับ พลังงานที่ได้จะสะสมอยู่ใน รูปของพลังงานพันธะ เมื่อเซลล์ต้องการใช้พลังงาน ก็จะสลายพันธะดังกล่าวเพื่อปลดปล่อยพลังงานออกมา ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์ เช่น การนำสารบางชนิดเข้าสู่เซลล์, การเคลื่อนที่ เป็นต้น



สารอินทรีย์ที่สามารถสร้างพันธะเพื่อสะสมพลังงานได้มีหลายชนิด แต่สารอินทรีย์ที่สำคัญมากที่สุดที่ใช้ใน การสะสมพลังงานในสิ่งมีชีวิตคือ ATP (ADENOSINETRIPHOSPHATE) ชื่อของสารอินทรีย์บอกให้เรา ทราบว่าสารนี้ประกอบด้วยหมู่ฟอสเฟต 3 หมู่ (TRI = 3) การสลายพันธะระหว่างหมู่ฟอสเฟตจะเป็น การปลอดปล่อยพลังงานที่สะสมอยู่ในพันธะออกมา ในทางกลับกันการสร้างพันธะเหล่านี้ก็ต้องอาศัย พลังงานเช่นกัน (ดูรูปที่ 1)









เนื่องจาก ATP มีความสำคัญมากในการสร้างพลังงานภายในเซลล์ เซลล์จึงต้องสร้าง ATP ขึ้นมาใหม่ ตลอดเวลา ถ้าเราให้ร่างกายของคนเราประกอบด้วยเซลล์ประมาณ 20-30 ล้านล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ จะต้องสลาย ATP ประมาณ 1-2 พันล้านโมเลกุล ให้เป็น ADP ทุก ๆ นาที หรือเทียบเท่ากับน้ำหนัก ถึงประมาณ 40 กิโลกรัมต่อวัน! เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ดังนั้นเซลล์จะต้องสร้าง ATP ขึ้นมาใหม่ ADP ที่เป็นผลจากการสลาย ATP จึงจะสามารถสร้าง ATP ได้พอกับความต้องการ



สารอินทรีย์อีกชนิดที่คล้ายคลึงกันคือ GTP (GUANOSINE TRIPHOSPHATE) ก็สามารถสะสม พลังงานในรูปของพลังงานพันธะและสามารถถ่ายทอดพลังงานนี้ไปยัง ATP ได้อีกด้วย (1 โมเลกุล GTP จะสามารถสร้าง ATP ได้ 1 โมเลกุล)



นอกจากนี้ยังมีสารอินทรีย์อีกพวกหนึ่ง สามารถเก็บสะสมพลังงานจากสารอาหารในรูปของอิเล็กตรอน ซึ่งจะสามารถปล่อยพลังงานที่สะสมไว้ออกมา เมื่อมีการถ่ายเทอิเล็กตรอนไปยังตัวรับอิเล็กตรอนอื่น ๆ พลังงานเหล่านี้จะถูกนำไปใช้สังเคราะห์ ATP เพื่อสะสมพลังงานไว้ใช้ต่อไป สารเหล่านี้ได้แก่ NAD+ (NICOTINAMIDE ADENINE DINUCLEOTIDE) และ FAD (FLAVIN ADENINE DINUCLEOTIDE) ในการรับอิเล็กตรอนของ NAD+ และ FAD นั้นมักมีการรับโปรตอน (H+) มาด้วย ทำให้โมเลกุลของสารทั้งสองตัวที่รับอิเล็กตรอนมาแล้วอยู่ในรูปของ NADH (ดูรูปที่ 2) และ FADH2 ตามลำดับ









การสลายสารอาหารเพื่อให้ได้พลังงานนั้นเซลล์ต้องใช้กระบวนการซับซ้อนเพื่อค่อย ๆ ปล่อยพลังงาน ออกมาอย่างช้า ๆ เซลล์จึงจะสามารถนำพลังงานเหล่านั้นไปเก็บสะสมในรูปของ ATP ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และถึงกระนั้นก็ตามพลังงานจำนวนมากก็สูญเสียไปในรูปของความร้อน ดังนั้นถ้าการปล่อย พลังงานของสารอาหารในสิ่งมีชีวิตเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากอาจทำให้เซลล์ได้รับพลังงานลดลงแล้ว อาจเกิดความร้อนสูงเกินไปจนเป็นอันตรายต่อเซลล์



สารอาหารที่ถูกใช้เป็นตัวอย่างในการศึกษาการสลายสารอาหาร คือ น้ำตาลกลูโคส การสลายน้ำตาลกลูโคส จะต้องอาศัยกลุ่มของปฏิกิริยา 3 กลุ่ม คือ ไกลโคลิซิส (GLYCOLYSIS), การสร้างแอซีติลโคเอนไซม์ เอ และ วัฏจักรเครบส์









ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการย่อยสลายกลูโคส คือ พลังงาน, คาร์บอนไดออกไซด์, น้ำและสารอื่น ๆ ที่ได้จาก การนำเอาสารในกระบวนการย่อยสลายไปสังเคราะห์ขึ้น การคำนวณหาพลังงานที่ได้อาจพิจารณาจาก แผนภาพง่าย ๆ นี้ (ดูรูปที่ 4)









จะเห็นได้ว่าในการย่อยสลายกลูโคสจะได้พลังงานในรูปของ ATP และ GTP จำนวนหนึ่ง ส่วนพลังงานที่เก็บ ในรูปของอิเล็กตรอนใน NADH และ FADH2 นั้น จะถูกเปลี่ยนเป็น ATP โดยการถ่ายทอดอิเล็กตรอนไปยัง ตัวรับอิเล็คตรอนต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า ออกซิเดทีพฟอสโฟริเลชั่น (OXIDATIVE PHOSPHORYLATION) ดังนี้ (ดังรูปที่ 5)









จากแผนภูมิข้างต้นทำให้เราสามารถสรุปได้ว่า NADH1 โมเลกุลเมื่อถ่ายทอดอิเล็กตรอนแล้วจะปลดปล่อย พลังงานเพียงพอสำหรับการสังเคราะห์ ATP 3 โมเลกุล ส่วน FADH2 ให้เพียง 2 ATP เท่านั้น แต่เนื่องจาก ว่าการถ่ายทอดอิเล็กตรอนจะเกิดในไมโทคอนเดรีย (MITOCHONDRIA) เท่านั้น ดังนั้น NADH ที่เกิดจาก ไกลโคลิซิส ในส่วนที่เรียกว่า ไซโทพลาซึม (CYTOPLASM) ของเซลล์ จะต้องถูกนำเข้าสู่ไมโทคอนเดรีย เพื่อ ถ่ายทอดอิเล็กตรอน ในเนื้อเยื่อหัวใจ ตับ และไต NADH จะส่งโปรตอนและอิเล็กตรอนไปยัง NAD+ ที่อยู่ ภายในไมโทคอนเดรียด้วยกระบวนการที่ซับซ้อน NADH ที่เกิดขึ้นในไมโทคอนเดรีย จะถูกเปลี่ยนให้เป็น ATP โดยการถ่ายทอดอิเล็กตรอนผลลัพธ์ของการถ่ายเทอิเล็กตรอนจึงเท่ากับ 3 ATP ตามเดิม ส่วนในเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อลายสมอง และกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบินของแมลง NADH จะส่งโปรตอนและอิเล็กตรอนไปยัง FAD จึงได้พลังงานเพียง 2 ATP



ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วผลรวมของการย่อยสลายกลูโคสในเนื้อเยื่อ หัวใจ ตับ และไตจึงอาจมีค่าเท่ากับ



6 ATP - 2 ATP + 3(10ATP) + 2(2ATP) = 38 ATP





ส่วนในเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อลาย สมอง และกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบินของแมลงจะมีค่าเท่ากับ



6 ATP - 2 ATP + 2(2ATP) + 3(8ATP) + 2(2ATP) = 36 ATP





ในการถ่ายทอดอิเล็กตรอนนั้นจะสังเกตได้ว่า ออกซิเจนจะเป็นตัวรับอิเล็กตรอนตัวสุดท้าย นั่นแสดงให้เห็น ว่าการที่ร่างกายของเราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปนั้น ก็เพื่อไปใช้ในการถ่ายทอดอิเล็กตรอนนั่นเอง และเมื่อ เราหายใจออกก็เป็นการถ่ายเทเอาของเสียคือ คาร์บอนไดออกไซด์ ที่ได้จากการย่อยสลายสารอาหารออกมา (ในช่วงวัฏจักรเครบส์) เราจึงเรียกการหายใจระดับเซลล์แบบนี้ว่า การหายใจแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic respiration
มูมู่ (IP:203.150.217.114,203.113.57.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 26 ธ.ค. 2547 (19:38)
การหายใจระดับเซลล์

การหายใจเป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนพลังงานเคมีที่อยู่ในโมเลกุลของอินทรียสาร ให้เป็นพลังงานที่เซลล์จะนำไปใช้ประโยชน์ได้

การหายใจเป็นปฏิกิริยาเคมีที่ถูกควบคุมโดยเอนไซม์ จึงทำให้อินทรียสารค่อยๆสลายตัว พลังงานจะถูกปล่อยออกมาทีละน้อย เซลล์สามารถนำไปสร้างเป็น ATP สะสมไว้ ATP เป็นสารที่มีพลังงานสูง จึงไม่ทำให้อุณหภูมิของเซลล์สูงขึ้น จนถึงขั้นเป็นอันตราย การสร้าง ATP หรือการหายใจระดับเซลล์นั้น เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดอิเล็กตรอน



6.1 ระบบการถ่ายทอดอิเล็กตรอน เป็นระบบที่ประกอบด้วยกระบวนการย่อยๆที่เกิดต่อเนื่อง และสัมพันธ์กัน 3 กระบวนการ คือ

6.1.1 กระบวนการออกซิเดชันของซับสเตรต (substrate oxidation) อินทรียสารเริ่มต้นจะถูกออกซิไดส์ ทำให้โมเลกุลสลายตัวเล็กลง ดังเช่น อินทรียสารที่มีคาร์บอนหลายอะตอมในโมเลกุลจะถูกออกซิไดส์เป็น CO2 การสลายตัวของอินทรียสารที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีจำนวนคาร์บอนมากๆ จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันหลายขั้นตอน จนกว่าจะได้ CO2 ดังนี้



ไฮโดรคาร์บอน



แอลกอฮอล์



แอลดีไฮด์



กรด



CO2



ตัวอย่างการเกิดออกซิเดชันที่เกิดกับแบคทีเรียที่ใช้มีเทน (CH4) มีเทน จะถูกออกซิไดส์โดยการดึง H ออกมาทีละคู่ จึงเรียกว่าเกิดปฏิกิริยาดีไฮโดรจิเนชันซึ่งถูกควบคุมโดยเอนไซม์ดีไฮโดรจิเนส H ที่ถูกดึงออกมา จะมีสารมารับและส่งต่อกันไปตามกระบวนการที่ 6.1.2 ในการนี้จะมีพลังงานปล่อยออกมาซึ่งเซลล์จะนำไปสร้าง ATP ตามกระบวนการที่ 6.1.3 หรือ ETS ไฮโดรเจนที่ได้จากการออกซิเดชันของอินทรียสารจะถูกลำเลียงไปให้กับสารรับไฮโดรเจนในรูปของไฮโดรเจนอะตอมหรือในรูปของอิเล็กตรอนไฮโดรเจนอะตอมประกอบด้วย H+ กับอิเล็กตรอน (H=H+ + e-) ซึ่งจะถูกถ่ายทอดได้ 2 แบบ คือ แบบมีออกซิเจนมารับ (aerobic transfer) และแบบไม่มีออกซิเจนมารับ (anaerobic transfer)

เมื่อซับสเตรตถูกออกซิไดส์ ไฮโดรเจนจะถูกดึงออกมาโมเลกุลนั้นๆ จะมีสารรับไฮโดรเจนมารับและส่งต่อกันเป็นทอดๆดังรูปที่ 2.11 สารที่ทำหน้าที่รับและส่งไฮโดรเจนที่สำคัญคือ NAD+ , FAD โคเอนไซม์ ไซโทโครม และ O2 ซึ่งเป็นตัวรับไฮโดรเจนตัวสุดท้าย







รูปที่ 2.11 สรุปการถ่ายทอดไฮโดรเจน หรืออิเล็กตรอน ในกระบวนการถ่ายทอด อิเล็กตรอนแบบมีออกซิเจนมารับ และกระบวนการถ่ายทอดพลังงาน

(ที่มา : วิสุทธิ์ ใบไม้ และคนอื่นๆ .2530 : 110)



การที่เซลล์ส่งไฮโดรเจนเป็นทอดๆจะมีพลังงานปล่อยออกมา เซลล์จะนำไปสร้าง ATP และยังทำให้การรวมตัวของไฮโดรเจน กับออกซิเจนไม่เกิดพลังงานมากจนถึงขั้นทำให้เซลล์เป็นอันตรายได้

จากรูป 2.11 จะเห็นได้ว่าถ้ามี NAD+ เป็นตัวรับไฮโดรเจนตัวแรกแล้ว เมื่อถ่ายทอดไฮโดรเจนไปถึงออกซิเจน จะได้พลังงานที่นำไปสร้าง ATP ได้ 3 โมเลกุลต่อไฮโดรเจน 2 อะตอม ในบางกรณีจะมี FAD มารับไฮโดรเจนเป็นตัวแรกจะได้ ATP เพียง 2 โมเลกุลต่อไฮโดรเจน 2 อะตอม พลังงานที่จะสร้าง ATPได้ 1 โมเลกุลนั้นใช้พลังงาน 7000 แคลอรี่ หรือ 7 กิโลแคลอรี

6.1.3 กระบวนการถ่ายทอดพลังงานเป็นกระบวนการที่เซลล์สามารถนำ พลังงาน จาก 2 กระบวนการที่กล่าวมาแล้วมาเก็บไว้ในโมเลกุลของ ATP ทำให้พลังงานไม่สูญเสียไปในรูปความร้อน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเซลล์

พลังงานที่ได้จากการสลายตัวของซับสเตรตเป็นพลังงานแหล่งแรก ซึ่งได้พลังงานน้อย พลังงานแหล่งที่สองได้จากการถ่ายทอดอิเล็กตรอน ซึ่งจะได้มากกว่าแหล่งแรก

การหายใจระดับเซลล์จะเกิดทั้ง 3 กระบวนการต่อเนื่องกัน เมื่อสลายตัวอย่างสมบูรณ์ จะได้ผลลัพธ์สุดท้ายเป็น CO2 กับ H2O เสมอ



6.2 การสลายคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงานในเซลล์ เซลล์จะใช้น้ำตาลเฮกโซส เช่น กลูโคส และฟรุกโทส เป็นสารตั้งต้น ที่จะสลายตัวให้พลังงาน การสลายตัวของเฮกโซสจะเกิดขึ้น 3 ขั้นตอน ดังนี้

6.2.1 กระบวนการไกลโคลิซิส (glycolysis) กระบวนการนี้เกิดที่ไซโทพลาซึมของเซลล์ จะเกิดการสลายตัวของกลูโคส และฟรุกโทสเป็นกรดไพรูวิก 2 โมเลกุล ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมีถึง 9 ขั้น แต่พอสรุปได้ ดังรูป 2.12

สารที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาไกลโคลิซิสเกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำปฏิกิริยาต่อไปอีกหลายขั้น ขั้นสุดท้ายได้กรดไพรูวิก 2 โมเลกุลและ ATP ซึ่งคิดจำนวน ATP ที่ได้จากปฏิกิริยานี้ 4ATP แต่ตอนต้นปฏิกิริยาต้องใช้ 2ATP จึงหักลบแล้วเหลือ 2ATP แต่ยังสามารถคิดจำนวน ATP จาก 2NADH2 ที่เกิดขึ้น (1NADH2 = 3 ATP) จึงได้ 6ATP รวม ATP ทั้งสิ้น คือ 2ATP+6ATP = 8ATP







รูปที่ 2.12 แผนภาพแสดงปฏิกิริยา ไกลโคลิซิส

(ที่มา : Purves and Orians . 1983 : 166)



จากกระบวนการไกลโคลิซิส จะเกิดผลลัพธ์ เป็น 2 กรดไพรูวิก + 8 ATP

ในกรณีที่เป็นการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน กรดไพรูวิกจะเป็นตัวรับไฮโดรเจนเป็นตัว สุดท้าย หากเป็นเซลล์พืช เช่น เซลล์ยีสต์ ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายของการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน จะเป็นเอทิลแอลกอฮอล์



NADH + H+ NAD+



2H



CH3-CO-COOH + 2H CH3-CH2-OH + CO2

(เอทิลแอลกอฮอล์)



ถ้าเป็นเซลล์สัตว์ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อลายของเราจะได้ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายของการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน เป็นกรดแลกติก ดังสมการ



CH3–CO-COOH + 2H

( กรดไพรูวิก ) CH3–CH-COOH



OH

(กรดแลกติก)





ปฏิกิริยาการเปลี่ยนกรดไพรูวิก เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และกรดแลกติก ดังกล่าวมาแล้ว เรียกว่าการหมัก ( fermentation ) ซึ่งให้พลังงานเพียง 2 ATP เท่านั้น

6.2.2 วัฏจักรกรดซิทริก (citric acid) เนื่องจากวัฏจักรนี้ ค้นพบโดย Kerb จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัฏจักรเครบส์ (Kerb’s cycle) เป็นกระบวนการที่เกิดต่อจาก ไกลโคลิซิส ตำแหน่งที่เกิดวัฏจักรนี้ คือ ที่ไมโตคอนเดรีย ก่อนที่จะเข้าสู่วัฏจักร กรดซิทริก กรดไพรูวิกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและทำปฏิกิริยากับโคเอนไซม์เอ (H-S-CoA) เสียก่อน ได้ผลเป็น อะเซทิลโคเอ ดังสมการ



2(2H)



2CO2 2H-S-CoA



2CH3-CO-COOH 2 CH3-CO-H 2CH3-CO-S-CoA

(กรดไพรูวิก) (อะเซทิลดีไฮด์) (อะเซทิลโคเอ)



จากสมการนี้ H จำนวน 2 คู่ [2(2H)] ที่ได้จากการสลายตัวของกรดไพรูวิก 2 โมเลกุล จะได้อะเซทิลโคเอ 2 โมเลกุล และเมื่อ H2 คู่นี้ ผ่านระบบการถ่ายทอดอิเล็กตรอน (ETS) จนถึง O2 จะให้พลังงาน 6ATP

สรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกรดไพรูวิก 2 โมเลกุล เป็น อะเซทิลโคเอ 2 โมเลกุล จะได้ 2CO2 + 6ATP

ต่อจากนั้น อะเซทิลโคเอ จึงผ่านเข้าสู่วัฏจักรกรดซิทริก ซึ่งประกอบด้วยปฏิกิริยา 9 ขั้น จนได้ CO2 กับ H2O ดังรูปที่ 2.13







รูปที่ 2.13 แผนภาพแสดง วัฏจักรกรดซิทริก วัฏจักรเครบส์

(ที่มา : วิสุทธิ์ ใบไม้ และคนอื่นๆ . 2530 : 113)



ขั้นที่ 1 อะเซทิลโคเอ ซึ่งเป็นสารที่มี 2 อะตอม (C2) ทำปฏิกิริยากับสารในวัฏจักรตัวแรกที่มีอยู่ในเซลล์ คือ กรดออกซาโลอะเซติก (C4 )เกิดเป็นกรดซิทริก (C6) และ coenzyme A

ขั้นที่ 2 กรดซิทริก เปลี่ยนเป็นกรดซีสอะโคนิติก (C6) โดยเกิดการดึงน้ำออกจากกรดซิทริก

ขั้นที่ 3 กรดซีสอะโคนิติก ทำปฏิกิริยากับน้ำได้กรดไอโซซิทริก (C6)

ขั้นที่ 4 กรดไอโซซิทริกเกิดออกซิเดชัน โดยมี NAD+ มารับ H ที่ถูกดึงออกจากโมเลกุล จึงได้ NADH + H+ เข้าสู่ระบบการถ่ายทอดอิเล็กตรอนต่อไปได้พลังงาน 3 ATP และยังเกิดปฏิกิริยาดี คาร์บอกซิเลชันดึง CO2 1 โมเลกุล จึงเกิดกรดแอลฟาคีโทกลูแทริก (C5)

ขั้นที่ 5 กรดแอลฟาคีโทกลูแทริกรวมตัวกับ coenzyme A ได้ซักซีนีลโคเอนไซม์เอ (C4) มี NAD+ มารับ H ไป ขั้นนี้ได้พลังงาน 3ATP

ขั้นที่ 6 ซักซีนีลโคเอนไซม์เอเปลี่ยนเป็นกรดซักซีนีลและ coenzyme A ได้พลังงานในรูปของ GTP 1 โมเลกุลซึ่งมีพลังงาน เท่ากับ 1ATP

ขั้นที่ 7 กรดซักซีนิกเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน โดยมี FAD มารับ ไฮโดรเจน เกิดเป็นกรดฟูมาริก (C4) จะได้พลังงาน 2ATP

ขั้นที่ 8 กรดฟูมาริก ทำปฏิกิริยากับน้ำ ได้กรดมาลิก (C4)

ขั้นที่ 9 กรดมาลิกเกิดออกซิเดชันมี NAD+ มารับ H จึงได้กรดออกซาโลอะเซติกเป็นสารเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ และได้พลังงาน 3ATP

ผลลัพธ์ของวัฏจักรกรดซิทริก จะให้พลังงานทั้งหมด 24ATP เพราะในวัฏจักรนี้ 1 รอบ ใช้อะเซทิลโคเอ 1 โมเลกุล จะได้ 12ATP แต่อะเซทิลโคเอจะต้องทำปฏิกิริยานี้ 2 โมเลกุล จึงได้ ATP เป็น 2 เท่า ซึ่งเท่ากับ 2x12=24ATP

ดังนั้นการสลายตัวของกลูโคส 1 โมเลกุลในปฏิกิริยาไกลโคลิซิส ให้ 8ATP ปฏิกิริยาการเปลี่ยนกรดไพรูวิกเป็นอะเซทิลโคเอ ให้พลังงาน 6ATP วัฏจักรกรดซิทริก ได้พลังงาน 24ATP รวมพลังงานทั้งสิ้นที่ได้ หลังเกิดวัฏจักรกรดซิทริก คือ 8+6+24 = 38 ATP



6.2.3 การออกซิเดชันขั้นสุดท้าย (terminal oxidation) ไฮโดรเจนในโมเลกุลของ NADH2 และ FADH2 ที่ได้จากกระบวนการที่กล่าวมาแล้ว จะทำปฏิกิริยาขั้นสุดท้ายกับ O2 เกิดเป็นน้ำ

จากไกลโคลิซิสให้ 2NADH2 และการเกิดอะซิทิลโคเอ ให้ 2NADH2 วัฏจักรกรดซิทริกให้ 6NADH2 + 2FADH2 รวมทั้งสิ้นจึงได้ 10NADH2 + 2 FADH2 H จากโมเลกุลเหล่านี้รวม = 24H ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับ O2 ดังสมการ



24 H + 6O2 12 H2 O



แต่เนื่องจากมีการนำน้ำมาใช้ก่อนแล้ว 6 โมเลกุล จึงเหลือ น้ำสุทธิเพียง 6 โมเลกุล สมการของการหายใจระดับเซลล์โดยใช้กลูโคส เป็นแหล่งพลังงาน คือ



C6H12O6 + 6O2 6CO2 + 6 H2O + 38ATP



น้ำตาลกลูโคสนอกจากจะสลายโดยผ่านกระบวนการไกลโคลิซิส ยังอาจสลายผ่านกระบวนการเฮกโซสมอโนฟอสเฟตชันต์ (hexose monophosphate shunt) ซึ่งเกิดที่ ไซโทพลาซึมของเซลล์ที่ ตับ เนื้อเยื่อ ไขมัน ต่อมน้ำนม และต่อมหมวกไต

กระบวนการเฮกโซสมอโนฟอสเฟตชันต์ สรุปได้ดังต่อไปนี้



6 กลูโคส - 6 ฟอสเฟต + 12NADP+ + 6H2O



5 - กลูโคส – 6 ฟอสเฟต + 12(NADPH + H+) + 6CO2 + P



6O2 12NAD + 12H2O

-------------------------------------------------------------------------------------------------

1 กลูโคส - 6 ฟอสเฟต + 6O2 6CO2 + 6H2O



ในขณะที่เกิดปฏิกิริยาขั้นต่างๆจะเกิดสารประกอบที่สำคัญต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมหลายชนิด เช่น NADPH2 ซึ่งมีความสำคัญต่อการสังเคราะห์กรดไขมันเกิดน้ำตาล เช่น ไรบูโลส ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ด้วยแสง เกิดน้ำตาลไรโบสซึ่งใช้ในการสร้างกรดนิวคลีอิก

สำหรับพลังงานที่ได้จากการสลายกลูโคสในกระบวนการเฮกโซสมอโนฟอสเฟตชันต์ จะไม่ได้ ATP โดยตรง แต่จะได้ NADPH2 เพื่อใช้สร้างสารประกอบที่สำคัญ เช่น กรดอะมิโน กรดไขมัน และ สเตียรอยด์ ( steroid )



6.3 การสลายไขมันให้เป็นพลังงานในเซลล์ การสลายไขมัน เพื่อให้ได้พลังงานไปใช้นั้น ขั้นต้นไขมันจะต้องถูกไฮโดรไลส์ด้วยเอนไซม์ลิเพสให้ได้กลีเซอรอลและ กรดไขมัน จากนั้นกลีเซอรอลจะถูกเปลี่ยนเป็นฟอสโฟกลีเซอแรลดีไฮด์ (PGAL) ดังสมการ



CH2 -O-CO-R1 CH2 -OH R1COOH

ลิเพส

CH-O-CO-R2 CH-OH + R2COOH



CH2 -O-CO-R3 + 3 H2O CH2 –OH R3 COOH

( กลีเซอรอล ) ( กรดไขมัน )

CH2 -OH NAD+ NADH + H+ H-C = O

CH –OH ---- ---- ---- ---- ---- ----- ---- ----- ----- ----- ----- ------ ------ ---- H-C = OH

CH2 –OH ATP ADP H2 -C-O-P

(PGAL)



PGAL ที่เกิดขึ้น จะถูกออกซิไดส์ต่อไปอีกโดยผ่านกระบวนการไกลโคลิซิส และ วัฏจักรกรดซิทริก จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์ได้ CO2 และ H2O

ส่วนกรดไขมันจะถูกสลายต่อไปโดยผ่านกระบวนการบีตาออกซิเดชัน ( b-oxidation) โดยที่จะเกิดการแยกสลายที่คาร์บอนตำแหน่งที่ 2 ซึ่งเป็นตำแหน่ง บีตา (b) คาร์บอนตำแหน่งบีตา จะถูกออกซิไดส์ ทำให้โมเลกุลเล็กลง โดยจะมีจำนวนคาร์บอนอะตอมลดลงครั้งละ 2 อะตอม กระบวนการบีตาออกซิเดชันเกิดขึ้น 5 ขั้น

กระบวนการบีตาออกซิเดชันเกิดที่ไมโทคอนเดรีย สารที่ใช้ในปฏิกิริยาจะเป็นสารอนุพันธ์ของโคเอนไซม์เอ

ขั้นที่ 1 โมเลกุลของกรดไขมันจะถูกกระตุ้นทำให้ส่วนปลายของกรดไขมันจับกับ CoA-SH(โคเอนไซม์เอ) ปฏิกิริยานี้ต้องใช้ ATP 1 โมเลกุล

ขั้นที่ 2 เป็นปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชัน ทำให้ H ตรงคาร์บอนตำแหน่ง 2 และ 3 หลุดออก จึงเกิดพันธะเคมีคู่คั่นระหว่างคาร์บอนทั้ง 2 ตำแหน่ง ปฏิกิริยานี้ใช้ FAD เป็นตัวรับ H ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายจะได้ 2 โมเลกุล

ขั้นที่ 3 เป็นปฏิกิริยาไฮเดรชัน หมู่ OH จาก H2O จะเข้าเกาะที่คาร์บอนตำแหน่งบีตา และ H เข้าที่ตำแหน่งแอลฟา

ขั้นที่ 4 สารที่เกิดจากขั้นที่ 3 จะถูกออกซิไดส์ให้เป็นคีโทน ปฏิกิริยานี้ใช้ NAD+ เป็นตัวรับ H จะได้ ATP อีก 3 โมเลกุล

ขั้นที่ 5 เกิดการแยกหลุดจากกันของสารในขั้นที่ 4 ตรงคาร์บอนตำแหน่งบีตาจะได้ สารอะเซทิลโคเอหลุดออกมาจากกรดไขมันเดิม และอีกส่วนหนึ่งคือกรดไขมันที่มีจำนวนอะตอมของคาร์บอนลดน้อยลง 2 อะตอม

ส่วนที่เป็นอะเซทิลโคเอจะเข้าสู่วัฏจักรกรดซิทริกต่อไป ส่วนกรดไขมันหากมีโมเลกุลใหญ่ (มีจำนวนคาร์บอนมาก) จะเกิดบีตาออกซิเดชันต่อไปอีกหลายครั้ง

ในการเกิดบีตาออกซิเดชันแต่ละครั้งจะได้ ATP จำนวน 5 โมเลกุล หากเกิดบีตาออกซิเดชันหลายครั้ง จำนวน ATP ที่ได้จะเพิ่มเป็นครั้งละ 5 ATP ดังเช่นกรดไขมันที่มีคาร์บอน 18 อะตอม จะเกิดบีตาออกซิเดชัน 8 ครั้ง จึงได้ ATP=5x8=40 ATP แต่เมื่อเริ่มปฏิกิริยานั้นมีการใช้ ATP ไป 1 โมเลกุล จึงเหลือ 39 ATP

กรดไขมันที่มีคาร์บอน 18 อะตอม (C18) ซึ่งได้แก่กรดสเตียริกเมื่อผ่านกระบวนการบีตาออกซิเดชันของกรดไขมันแล้วจะถูกออกซิไดส์ต่อไปในวัฏจักรกรดซิทริก แต่ละตัวเมื่อสลายจนสมบูรณ์จะได้ ATP จำนวน 12 โมเลกุล กรดสเตียริก เมื่อผ่านกระบวนการบีตาออกซิเดชันจะได้อะเซทิลโคเอถึง 9 โมเลกุล ดังนั้น เมื่อผ่านเข้าวัฏจักรกรดซิทริก=12x9=108 ATP

เมื่อรวมจำนวน ATP จากบีตาออกซิเดชันและจากวัฏจักรกรดซิทริกของกรดสเตียริกจะได้ =39+108=147 ATP

กรดไขมันที่มีคาร์บอน 18 อะตอม สลายตัวให้ 147 ATP

กลูโคสมีคาร์บอน 6 อะตอม สลายตัวให้ 38 ATP

การสลายตัวของกลูโคส 3 โมเลกุล ให้พลังงาน = 3 x 38 = 114 ATP

จึงสรุปได้ว่า การสลายตัวของกรดไขมัน ให้พลังงานมากกว่าน้ำตาลเฮกโซส



.4 การสลายโปรตีนเป็นพลังงานในเซลล์ เซลล์จะใช้โปรตีนในรูปของกรดอะมิโน กรดอะมิโนเกิดจากการย่อยโปรตีน กรดอะมิโนเป็นสารประกอบ ที่มีกลุ่มอะมิโน (NH2) อยู่ จึงต้องมีการทำ NH2 ออกเสียก่อน ซึ่งทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือ ออกซิเดทีฟดีอะมิเนชัน (axidative deamination) และวิธีที่สอง เรียกว่า แทรนส์อะมิเนชัน(transamination)

6.4.1 ออกซิเดทีฟดีอะมิเนชัน NH2 จะถูกนำออกมาในรูปของแอมโมเนีย (NH3 ) ดังสมการ



R R

+O

NH2 - C - COOH O = C - COOH



H - NH3

(กรดอะมิโน) (กรดแอลฟาคีโท)



กรดแอลฟาคีโทที่เกิดขึ้นจะมีการสลายตัวต่อไป โดยบางชนิดเปลี่ยนเป็นกรดไพรูวิกก็จะผ่านเข้าวัฏจักรกรดซิทริกเหมือนคาร์โบไฮเดรต ส่วนกรดแอลฟาคีโทที่สลายตัวแล้วให้ อะเซทิลโคเอ ก็จะเข้าสู่วัฏจักรกรดซิทริกเช่นเดียวกับไขมัน

แอมโมเนียที่เกิดจากออกซิเดทีฟดีอะมิเนชัน เป็นพิษต่อร่างกาย จึงต้องกำจัดออก หากเป็นสัตว์น้ำ แอมโมเนียจะเป็นของเสียที่ถูกกำจัดออก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและสัตว์ เลื้อยคลาน แอมโมเนียจะถูกเปลี่ยนเป็นยูเรีย โดยตับขับออกมากับปัสสาวะ แมลงและนก แอมโมเนียจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริก จึงกำจัดออกนอกร่างกาย

6.4.2 แทรนส์อะมิเนชัน วิธีนี้เป็นการเปลี่ยน NH2 จากกรดอะมิโนตัวหนึ่งไปให้กรดคีโทอีกตัวหนึ่ง วิธีนี้เป็นวิธีที่เซลล์ใช้ในการสร้างกรดอะมิโนต่างๆ ดังสมการ



A B A B



NH2 - C - COOH + O = C - COOH O = C - COOH + NH2 - C - COOH



H H

(กรดอะมิโนเอ) (กรดคีโทบี) (กรดคีโทเอ) (กรดอะมิโนบี)



กรดคีโทที่ได้จากวิธีนี้จะผ่านเข้าสู่วัฏจักรกรดซิทริกต่อไปเหมือนคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน พลังงานที่ได้จากการสลายตัวของโปรตีน ขึ้นอยู่กับชนิดของกรดอะมิโนที่ประกอบเป็นโปรตีน

ปกติเซลล์จะใช้คาร์โบไฮเดรตก่อน แล้วจึงใช้ไขมัน หรือ โปรตีน เมื่อเซลล์มีคาร์โบไฮเดรตมาก เซลล์จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมไว้เป็นอาหารสำรองในร่างกาย เช่น สะสมไว้ใต้ผิวหนังของสัตว์ ส่วนพืชจะเปลี่ยนเป็นแป้ง หรือไขมันสะสมไว้ในราก หรือ ลำต้นใต้ดิน เช่น รากมันเทศ มันสำปะหลัง ลำต้นใต้ดิน เช่น มันฝรั่ง หัวสาคูจะสะสมไว้ในรูปแป้ง ในเมล็ดพืช จะมีการสะสมไขมัน สัตว์และพืชนำอาหารที่สะสมมาใช้ในการหายใจ เมื่อขาดแคลนอาหาร เพื่อให้ได้พลังงานมาใช
มูมู่ (IP:203.150.217.120,203.113.57.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 26 ธ.ค. 2547 (19:43)
pirun.ku.ac.th

www.school.net.th/library/snet5/topic8/top811_5.html

www.il.mahidol.ac.th/course/respiration/L2T1_new.html

www.sua.ac.th/educations/chemistry/topic8/top811_5

www.tutor2you.com/General/ conquer/bio/bio02/bio01_02.html

www.geocities.com/dao_dao_us/zoology.htm

www.sks.ac.th/chem/page1_chemistry.htm

www.pccpl.ac.th/studhopa/bio_n11.html

zoo.sci.ku.ac.th/html_T/BIOLOGY1.doc
TEE (IP:203.150.217.114,203.113.57.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 26 ธ.ค. 2547 (19:54)
เรามี เว็บไซต์หนึ่ง ที่ดีมาก ๆ จะแนะนำนะ เป็ของมหาวิทยาลัยมหิดล ล่ะ เข้าไปที่นี่ได้เลย...จ้า ขอย้ำว่าดีมาก

http://www.il.mahidol.ac.th/course/respiration/

อย่าลืม บอกต่อ ๆ กันไปด้วยนะ
มูมู่ (IP:203.150.217.114,203.113.57.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 26 ธ.ค. 2547 (19:54)
เรามี เว็บไซต์หนึ่ง ที่ดีมาก ๆ จะแนะนำนะ เป็ของมหาวิทยาลัยมหิดล ล่ะ เข้าไปที่นี่ได้เลย...จ้า ขอย้ำว่าดีมาก

http://www.il.mahidol.ac.th/course/respiration/

อย่าลืม บอกต่อ ๆ กันไปด้วยนะ
มูมู่ (IP:203.150.217.114,203.113.57.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 4 ม.ค. 2548 (16:44)
อยากทราบกระบวนการไกลโคลิซิส บอกหน่อยได้ไหมครับ
onsuwan.bu@chaiyo (IP:202.47.247.130,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 4 ม.ค. 2548 (20:33)
http://www.il.mahidol.ac.th/course/respiration/

เข้าไปที่เว็บไซต์นี้เลย มีรายละเอียดของทุกขั้นตอนในกระบวนการหายใจ
มูมู่ (IP:203.150.217.115,203.113.57.40,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 5 ม.ค. 2548 (22:00)
ไม่เห็นเข้าได้เลยง่ะ เว็บมหิดล
kkk (IP:161.200.255.162,161.200.123.244,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 6 ม.ค. 2548 (19:53)
เข้าไม่ได้เหมือนกาน เขียนผิดป่าว
??? (IP:202.183.175.242,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 9 ม.ค. 2548 (11:44)
อ่า ที่บอกให้ไปดูรูป ที่ไหนหรอคะ..ไม่เห็นมีรูปเลยอ่ะ

ขอบคุณค่ะ คำถามนี้อาจารย์ให้เป็นการบ้านพอดี
mynameissom@hotmail.com (IP:203.150.217.113,203.113.51.6,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 10 ม.ค. 2548 (20:42)
เขียนถูกแล้ว เรายังเข้าไปได้เลยนี่นา ถ้างั้นลองใหม่นะ

เข้าไปนี่ก่อน http://www.il.mahidol.ac.th แล้วตรงซ้ายมือ ให้คลิ๊กเลือกที่ course ( ดู ดี ดีล่ะ เดี๋ยวหาไม่เจอ )

แล้วค่อยเลือกที่ respiration อีกที ลองใหม่อีกทีแล้วกัน
มูมู่ (IP:203.150.217.114,203.113.57.39,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 25 ม.ค. 2548 (18:48)
ไม่เห็นจะค้นหารูปภาพแสดงการหายใจเลยค่ะ
สุดหวาน (IP:210.203.175.244,210.203.187.209,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 26 พ.ย. 2548 (11:18)
สวัสดีทุกๆๆๆๆคนๆๆๆๆๆๆๆๆ

ทำไมไม่มีเนื้อหาโดยตรงเกี่ยวกับการสลายสารอาหารระดับเซลล์เลย, ( * _ * )
partin_tin@thaimail.com (IP:202.143.128.182,192.168.1.15,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 3 ธ.ค. 2548 (10:31)
อยากทรายว่า matabolite คือ อะไรครับ
noomja@thaimail.com (IP:202.29.14.241,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 17 ธ.ค. 2548 (21:20)
มีใครช่วยบอกได้ค่ะว่า การสลายสารอาหารคาร์โบไฮเดรต

โปรตีน แล้วก้อไขมันมันแตกต่างกันยังไง

ช่วยทีนะค่ะ พอดีต้องทำงานส่งอาจารย์ภายในวันพรุ้งนี้อ่ะค่ะ

กรุณาช่วยทีนะค่ะ
ขอความช่วยเหลือด้วยค่ะ (IP:203.151.140.117,203.113.60.7,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 17 ธ.ค. 2548 (21:22)
มีใครช่วยบอกได้ค่ะว่า การสลายสารอาหารคาร์โบไฮเดรต

โปรตีน แล้วก้อไขมันมันแตกต่างกันยังไง

ช่วยทีนะค่ะ พอดีต้องทำงานส่งอาจารย์ภายในวันพรุ้งนี้อ่ะค่ะ

กรุณาช่วยทีนะค่ะ
.....ตอบหน่อยน้า.....T_T (IP:203.151.140.117,203.113.60.7,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 18 ธ.ค. 2548 (19:30)
การสลายสารอาหารคาร์โบไฮเดรต เป็นไปตามหลักการที่หลาย ๆ คนอธิบายไปแล้ว ก็คือ ต้องผ่านกระบวนการ 4 ขั้น นั่นคือ ไกลโคไลซิส กระบวนการรวมกับเอนไซม์แอซิทิลโคเอ วัฏจักรเครป และ กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน ครับ



แต่ว่า การย่อยสลายกรดอะมิโน และ ไขมันจะต่างจากการสลายสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ตรงที่การเริ่มกระบวนการย่อยสลาย จะต่างกันครับ นั่นคือ



กลูโคส (คาร์โบไฮเดรต) จะเริ่มกระบวนการย่อยสลายที่ไกลโคไลซิส



กรดไขมัน (ส่วนหนึ่งของไขมัน) เริ่มกระบวนการย่อยสลายที่แอซิติลโคเอครับ



กลีเซอรอล (ส่วนหนึ่งของไขมัน) เริ่มกระบวนการย่อยสลายที่ไกลโคไลซิส ครับ



ส่วนกรดอะมิโนนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดครับ สามารถเริ่มได้ทั้ง ไกลโคไลซิส แอซิติลโคเอ และ วัฏจักรเครป ครับ



ถ้ายังงง ๆ ดูได้จากหนังสือเรียนเล่ม 2 หน้า 32 การสลายลิพิดกับโปรตีน ครับ
romaroon@hotmail.com (IP:58.147.123.52,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 13 ก.พ. 2549 (11:25)
สวัสดีพี่น้อง ขอเป็นแรงใจให้ทุกคนครับ
exettppo@thaimail.com (IP:125.24.63.27,192.168.1.253,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 15 ก.พ. 2549 (14:59)
อยากทราบกระบวนหายใจโดยใช้ออกซิเจน

จากเด็กใต้
Sareena2499@Chaiyo.com (IP:203.172.156.54,192.168.1.200,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 15 ก.พ. 2549 (15:07)
อยากทราบกระบวนหายใจโดยใช้ออกซิเจน

จากเด็กใต้
สวยประหยัด (IP:203.172.156.54,192.168.1.200,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 20 ก.พ. 2549 (10:52)
พลังงานที่ใช้ในกระบวนการการสลายกรดอะมิโนแต่ละโมเลกุลคือไรหรือค่ะ อายกรู้มากช่วยตอบทีนะค่ะ
Ploy_kik@hotmail.com (IP:61.7.137.61,192.168.1.20,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 20 ก.พ. 2549 (10:56)
ATPเอาไปใช้เป็นพลังงาน.............ระหว่างกรออะมิโนแต่ละโมเลกุล

ช่วยเติมหน่อยสิค่ะไม่เข้สาใจเลย......คือพลังงานไร
Ploy_kik@hotmail.com (IP:61.7.137.61,192.168.1.20,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 21 ส.ค. 2549 (21:27)
อยากจะถามว่ามีเว็บไหนบ้างที่มีข้อมูลเยวกับเรื่องนี้ว่า (คือว่าทำงานเรื่องนี้อยู่พอดีแต่ข้อมูลหาอยากมาก) ขอขอบคุณล่วงหน้าเลยนะครับ
ไพรัช (IP:203.172.59.203,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 11 ก.ย. 2549 (14:21)
อยากทราบว่ากรดอะมิโน 1 โมเลกุลทำใมให้ค่าพลังงานที่ไม่เท่ากัน แล้วทำไมมันมีพลังงานสูงมากเลย ใครรู้ช่วยตอบหน่อยนะคะ เพราะโคตรงง ไม่รู้ว่าพลังงาน เอทีพี มันมาจากไหนเยอะแยะ
plangton_mit@hotmail.com (IP:61.19.33.142,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 11 ก.ย. 2549 (21:55)
ATP คือ adenosine triphosphate ซึ่งเป็นสารตัวกลางพลังงานสูง ประกอบด้วย หมู่ฟอสเฟต 3 หมู่ เบสอะดีนีน (adenine) ซึ่งมาจาก DNA หรือ RNA และ น้ำตาลเพนโตส

เมื่อมีการสลายพันธะ phosphodiester bond ระหว่างหมู่ฟอสเฟตจะได้พลังงานออก ในรูปความร้อน

จาก ATP เมื่อสลายจะได้ ADP +Pi และความร้อน

ADPคือ adenosine diphosphate ซึ่งเสียหมู่ฟอสเฟต ไป 1 หมู่
pradis_k@hotmail.com (IP:210.86.142.162,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 11 ก.ย. 2549 (22:03)
การสลายสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน คือ การบวนการไกลโคไลซิส TCA Cycle และ electeron transport จะได้ ATP, NADH, NADPH คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ

ส่วนการสลายสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจนหรือเรียกว่าการหมัก (fermentation) ได้พลังงานเหมือนกัน แต่ End product จะได้ กรด เช่น Lactic acid
pradis_k@hotmail.com (IP:210.86.142.162,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 26 ต.ค. 2549 (19:05)
การสลายสารอาหารระดับเซลล์

-การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน

-การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน

เพื่อนๆคนไหนมีเว็บไซต์แนะนำบอกเราด้วยน้าเราจะเอาไปทำเป็นรายงานส่งอาจารย์ช่วยหน่อยน้าค้าไม่งั้นก็ส่งไปที่อีเมลล์ก็ได้ค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าน้าค้า แตงค์คิ้วหลาย
little_piggy-.-@hotmail.com (IP:222.123.86.83,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 27 ต.ค. 2549 (11:36)
คุณมูมู่ อธิบาย+หาข้อมูลได้แจ่มแจ้งแล้วชัดเจนมากครับ มีบอกแหล่งเว็บไซต์ด้วย ใครที่เข้ามาใหม่ แล้วไม่รู้จักอ่านข้อความข้างบนก่อน ก็ควรจะไปดูก่อนนะครับว่าสิ่งที่คุณถามน่ะเขาตอบไว้ให้แล้ว ไม่ใช่ว่าเห็นหัวกระทู้แล้วก็สักแต่ว่าจะโพสต์ จะเอาข้อมูลไปทำรายงาน หัดสังเกตรอบๆตัวสักหน่อย ไม่ใช่เอาแต่ขอไม่ลืมหูลืมตา แหล่งข้อมูล คำตอบ มีอยู่หมดแล้วครับ ควรขวนขวายหาด้วยตัวเองก่อนแล้วค่อยมาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
OBORO
ร่วมแบ่งปัน271 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 19 พ.ย. 2549 (16:15)
ขั้นตอนการสลายอาหารระดับเซลล์ที่มี 4 ขั้นตอนหน่ะค่ะ มีอะไรบ้างหรอคะ ถ้ารู้ช่วยบอกด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
นักเรียน ม.5 (IP:203.113.61.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 18 ธ.ค. 2549 (19:27)
ช่วยเขียนผังมโนทัศน์ของการหายใจระดับเซลล์โดยใช้ออกซิเจน ให้ดูหน่อยค่ะ

(ใช้กลูโคสในการยกตัวอย่างนะคะ) ><
1234 (IP:203.113.61.107)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 26 ธ.ค. 2549 (11:46)
กำลังจะสอบ การสลายอาหารระดับเซลล์ช่วยอธิบายแบบง่ายเข้าใจสั้นๆให้ที<br /><br />

ช่วยที ขอบคุณค่ะ
เบบี้ (IP:203.113.17.138)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 5 ม.ค. 2550 (19:38)
ใครมีเว็บการสลายสารอาหารระดับเซลล์ช่วยส่งมาให้ที่นะคะตามอีเมลล์ขอบคุณคะ
fon_2533a@hotmail.com (IP:203.114.103.89)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 6 ม.ค. 2550 (18:31)
ขอให้มีรูปภาพระดับเซลล์ด้วยนะคะ
NUY (IP:61.19.65.56)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 9 ม.ค. 2550 (16:02)
ก็กินอาหารเข้าไประบบภายในร่างกายก็จะย่อยให้เอง

ถ้าไม่ย่อยก็ไปซื้อ [tex] ENO [/tex]กินซะ
disney_mall@hotmail.com (IP:202.57.182.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 13 ม.ค. 2550 (02:11)
Glycolysis -> Acetyl CoA -> Kreb's Cycle -> Electron Transport Chain



Sum of ATP = 38 ATP
tester (IP:203.188.28.198)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 13 ม.ค. 2550 (11:24)
ขอบใจนะมูมู่
CHEMHIED (IP:222.123.52.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 13 ม.ค. 2550 (16:13)
ถ้าการสลายสารอาหารเกิดที่กล้ามเนื้อยึดกระดูกหรือเซลล์สมอง กลูโคส1โมเลกุลจะได้ 36ATP
คือ Glycolysis 2ATP+ Kreb's Cycle 2ATP+ Electron Transport Chain 32ATP


แต่ถ้าการสลายสารอาหารเกิดขึ้นที่ กล้ามเนื้อหัวใจ ไต ตับ จะได้ 38ATP
คือ Glycolysis 2ATP+ Kreb's Cycle 2ATP+ Electron Transport Chain 34ATP
เด็กวิทย์ อยากเรียนวิศวะเหอๆ
ร่วมแบ่งปัน521 ครั้ง - ดาว 176 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 27 ม.ค. 2550 (12:02)
ทำไมเมื่อ H มี NAD+ ต้องเอา 3เข้าไปคูณเพื่อจะได้รู้ว่าได้กี่ ATP แล้วทำไม กับ FAD+ ต้องเอา2 ไปคูณ มันต่างกันตรงไหนอ่ะ????????
อยากรู้...จะเอาไปสอบ (IP:125.24.161.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 1 เม.ย. 2550 (14:21)
NADH คืออะไรเหรอ
purewing_palm@hotmail.com (IP:61.7.174.141)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 1 เม.ย. 2550 (14:30)
มูมู่เก่งจังเนอะ


purewing_palm@hotmail.vom (IP:61.7.174.141)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 9 มิ.ย. 2550 (17:18)
ก็กำลังเรียนอยู่เหมือนกัน ม.5
Pirunha_Filmgang@hotmail.com (IP:125.26.238.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 22 ก.ค. 2550 (14:08)
ค่ะใครรู้เรื่องหน้าที่ของไตช่วยบอกด้วยนะคะ และก็ การกำจัดของเสียในสัตว์ เส้นเลือด หัวใจ เลือด
wun_yza@thaimail.com (IP:125.24.139.206)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 29 ก.ค. 2550 (18:25)
เซลล์คืออะไร
มูยัลลา (IP:222.123.100.86)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 22 ส.ค. 2550 (19:58)
หน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกายครับ ส่วยอะตอมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสิ่งของทั่วไปครับ
อิอิ (IP:58.8.59.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 8 ต.ค. 2550 (20:26)
อยู่ม.4 ค่ะ

อยากทราบเรื่องการย่อยสลายสารอาหารของจุลินทรีย์,สัตว์และคนค่ะ

การสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจนค่ะ

ช่วยหน่อยนะคะ ต้องการทราบก่อนเรียนค่ะ ขอบคุณนะคะ ถ้าสะดวกส่งทางเมล์ก็ดีนะคะ
tonluk_may@hotmail.com (IP:203.113.51.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 8 ต.ค. 2550 (20:39)
ช่วยหน่อยค่ะ

อยากทราบว่าทำยังไงถึงเรียนชีววิทยาเก่งดีละคะ
tonluk_may@hotmail.com (IP:203.113.51.5)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 8 ต.ค. 2550 (21:29)
การหายใจระดับเซลล์

ขั้นตอนในการสลาย

1.การสลายสารอาหารที่เป็นเชื่อเพลิง (Fuel decomposition) เป็นการสลายคาร์บอนไดออกไซด์ในสารอาหารให้เหลืออยู่ในรูปของก๊าซคาร์บอนได้อกไซด์

2.การถ่ายทอดไฮโดเจนและการถ่ายทอดอิล้กตรอน(ETC) ระหว่างการสลายเชื้อเพลิงจะมีการปล่อยไฮโดรเจนอะตอมที่มีพลังงานสูงจะไม่รวมมกับออกซิเจนและกลายเป็นน้ำทันที มิฉะนั้นจะเกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงจึงต้องถ่ายทอด H อะตอมไปยังสารประกอบต่างๆทีเรียกว่า carrier เช้น NaD+,FAD ซึ่งเป็นโคเอนโซมและไซโตโครม b,c,a ซึ่งเป็นโปรตีนสีแดงเพราะมีธาตุเหล้กเป็นองค์ประกอบ จากนั้นจะมีออกซิเจนเป็นตัวสุดท้ายไปรวมกับ H อะตอมที่มีพลังงานต่ำแล้วกลายเป็นน้ำ

3.การสร้าง ATP ตลอดเวลาที่มีการถ่ายทอด H นั้น มีการปล่อยพลังงานตลอดเวลาช่วงใดปล่อยพลังงานประมาณ 7 กิโลแคลอรี่ขึ้นไป จะมีสาร ADPและ Pi เข้ามาร่วมกับพลังงานเพื่อสร้างเป็น ATP ต่อไป



การหายใจแบบไม่ใช่ก๊าซออกซิเจน(เมื่อไม่มีก๊าซออกซิเจน)

NADH+ H ไอออน ที่ได้จากไกลโคลิซิสข้างต้น จะไม่เข้าสู่การถ่ายทอดไฮโดรเจนแต่จะเข้าร่วมปฏิกิริยากับกรดไพรูวิกที่ได้จนกระทั่งกลายเป็นเป็นเอทิลแอลลกอฮอล์หรือเทานอล

กรณีของเวลล์กล้ามเนื้อลายกับแบคทีเรียบางชนิด

NADH + H ไอออน ที่ได้จากไกลโคลิวีสข้างต้นจะไม่เข้สู่การถ่ายทอด H แต่จะเข้าทำปฏิกิริยากับกรดไพรูวิกที่ได้จนกระทั่งเป็นกรดแลกติก

กรดแลกติกที่เกิดขึ้นหากมีมากๆจะทำให้รูสึกเมื่อยล้า(fatigue) ซึ่งร่างกายจะมีวิธีแก้โดยการหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าไปมากๆด้วยการหอบ ช่วยทำให้กรดแลกติกถูกนำไปสังเคราะห์กลูโคสใหม่ได้

จะเห็นได้ว่าการหายมใจแบบไม่ใช้ก๊าซออกซิเจนจะได้เพียง 2ATP ต่อกลูโคส 1 โมเลกุลจากไกลโคลิซีสเท่านั้น

ข้อสังเกต

1. ถ้าไม่มีก๊าซ ออกซิเจนในเซลล์ กรดไพรูวิกจะเป็นตัวสุดท้ายในการรับ H เรียกว่า H-acceptor แล้วจะกลายเป็นเอทิลแอลกอฮอลล์หรือกดแลกติกในกล้ามเนื้อลายกับแบคทีเรียบางชนิด

2.จำนวน C อะตอมในกรดไพรูวิกนั้น จะเปลี่ยนเป็นกรดแลกติกทั้ง 3 อะตอม หรือจะเปลี่ยนเป็นเอทิลแอลกอฮอลล์ 2 อะตอม และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 อะตอม

3.การหายใจแบบไม่ใช่ก๊าซออกซิเจน อาจเรียกว่าการหมัก (fermentation) แต่บางท่านก็ไม่จัดเป็นการหมัก



การหายใจแบบใช้ออกซิเจน

กรดไพรูวิที่ได้แต่ละโมเลกุลจะเข้าสู่กระบวนการสร้างแอซิติลโคเอนไซม์เอ (acetyl coenzyme A) การเกิดวัฏจักรเครบส์ การถ่ายทอด H

สิ่งสำคัญของวัฏจักรเครบส์

1.ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2 โมเลกุล

2.ได้ ATP 1 โมเลกุล

3.ได้ H อะตอม 8 อะตอม โดย 6 อะตอมรวมตัวกับ NAD+ อีก 2 อะตอมรวามกับ FAD ดังนั้น ถ้ามีแอซีติลโคเอนไซม์ 2 โมเลกุลย่อมจะต้องใช้วัฏจักรเครบส์ 2 รอบ



พี่เอาแค่คร่าวๆนะคะ เพราะพี่ก็ไม่ค่อยรู้ล่ะ ไปอ่านหนังสือเพิ่มนะคะ แนะนำหนังสือสรุปชีววิทยา ม.ปลาย ของอ.นิพนธ์ ศรีนฤมล ไม่ทราบว่ายังมีขายอยู่มั้ย
Prae
ร่วมแบ่งปัน19 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 8 ต.ค. 2550 (21:33)
ทำยังไงจะเรียนชีววิทยาเก่ง มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะคะ พี่ก็ไม่เก่งค่ะ อาศัยขยันอ่านเยอะๆ อันไหนที่เราไม่รู้ก็ถามคนที่เรารู้ ชีวะต้องอ่านเยอะๆนะคะ ตั้งใจอ่านด้วยล่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ โชคดีนะคะน้อง



อ้อ เรื่องการหายใจระดับเซลล์เมื่อข้างต้น ถ้าพิมผิดอะไร ช่วยรบกวนผู้รู้แก้ไขด้วยนะคะ ลืมๆไปบ้างแล้วล่ะ
Prae
ร่วมแบ่งปัน19 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 12 ต.ค. 2550 (15:29)
คุณคห.ที่55



NAD+ 1โมเลกุลได้รับ 2อิเล็กตรอนและโปรตรอน NAD+ จะเปลี่ยนเป็น NADH ค่ะ



สมการ



NAD+ + H+ + 2e- ----> NADH



NADH คือ สารให้พลังงานสูงค่ะ มีสมบัติคือเป็นตัวให้อิเล็กตรอน (reducing agent)เข้าสู่กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน เพื่อนำพลังงานที่อยู่ใน NADH มาใช้ในการสร้าง ATP ค่ะ
เด็กวิทย์ อยากเรียนวิศวะเหอๆ
ร่วมแบ่งปัน521 ครั้ง - ดาว 176 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 13 ต.ค. 2550 (00:00)
NAD+ เป็นโคเอ็นไซม์ขอรับ โดยจะมีตำแหน่งจับไฮโดรเจน และอิเล็กตรอนอยู่ เป็น NADH + H+ ถือเป็น substrate-enzyme complex แล้วก็เอาอิเล็กตรอนไปส่งที่ ETC จากนั้นก็จะมีการโยนอิเล็กตรอนไปมาตามโคแฟคเตอร์ต่าง ๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ออกของโปรตรอน แล้วสุดท้ายก็มี ออกซิเจนมารับไป ไฮโดรเจนไอออนที่ออกไปก็จะทำให้เกิดความต่างศักย์ภายในไมโตรคอนเดรียจะเป็นขั่วลบ ภายนอกเป็นบวก



แล้วไฮโครเจนไอออนก็จะเข้าทางรูทำให้เกิดการสังเคราะห์ ATP ขึ้น

อันนี้คร่าว ๆ พอเป็นไกด์ไลน์ให้ก่อนนะครับ อยากรู้....... เปิดดูเอง ไม่เข้าใจเนื้อหาตรงจุดไหนค่อยถามเป็นจุด ๆ ไปครับ ให้อธิบายทั้งหมดก็ลอกหนังสือมาลงง่ายกว่าครับ -*-
ตุเช่
ร่วมแบ่งปัน198 ครั้ง - ดาว 160 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 1 พ.ย. 2550 (20:10)
เรียนม.4เด็กิวิทย์เหมือนกันค่ะอยากรู้เรื่องการสลายอาหารระดับเซลล์,จุลินทรีย์,คน,สัตว์

อย่างด่วนค่ะเพราะเริ่มเรียนแล้วค่ะ
เฟิร์ส 16 ค่ะ (IP:125.26.0.188)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 18 พ.ย. 2550 (12:41)
ขอข้อมูล เรื่องการสลายโมเลกุลของสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน พร้อมภาพด้วย...หาได้จะขอบคุณมากเลย..
hong_kat@hotmail.com (IP:125.24.177.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 10 ธ.ค. 2550 (13:24)
เนื้อหาการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน หาได้ที่ไหนคับ
no_name_th
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 10 ธ.ค. 2550 (19:38)
เรื่องนี้เป็นยาขมมากในชีวะ ม.4 เลยแหละครับ ผมเคยเรียนแล้วมึนเลย



1 กูลโคส อาจได้ 38 ATP หรือ 36 ATP อันนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวรับอิเล็กตรอน รับ Acetyl CoA เข้าสู่ไมโทรคอนเดียร์ เพื่อไปเข้าวัฎจักรเคร์บบริเวณเมทริกซ์ ว่าจะเป็น NAD หรือ FAD ตรงนี้สำคัญครับ
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 16 ธ.ค. 2550 (22:59)
เรียนบทนี้ไม่เข้าใจเลยงงใครก็ได้อธิบายให้ฟังหน่อย
koy_20601@hotmail.com (IP:125.27.76.117)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 16 ธ.ค. 2550 (23:32)
ผมมีบทความเรื่องนี้ดี ๆ อยู่ ตามนี้เลยครับ เห็นใจเหมือนกันสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่อง http://my.dek-d.com//story/view.php?id=73896
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 16 ธ.ค. 2550 (23:35)
ตายแล้วผมให้ลิงค์ผิด



ของจริงอันนี้ครับ http://my.dek-d.com//story/view.php?id=73864
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 18 ธ.ค. 2550 (21:08)
ไปอ่านมายังครับ



ลิงค์ คอมเมนต์ 72 เป็นเรื่องเทคนิดพิชิต โทเอล ซียูเทบ
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 4 ม.ค. 2551 (18:04)
การเรียนให้สนุกต้องทำความเข้าใจกับมันค่ะ เรียนพิเศษเสริมก็ดีนะค่ะ สู้ๆๆๆๆค๋ะ
แนะนำ (IP:222.123.22.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 25 ม.ค. 2551 (09:11)
อยากรู้เรื่องของการย่อยสลายสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจน
นางสาวนิโลบล ตาธิกา (IP:203.172.207.231)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 25 ม.ค. 2551 (09:16)
การย่อยสลายสารอาหารแบบใช้ออกซิเจน
นางสาวนิโลบล ตาธิกา (IP:203.172.207.231)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 27 ม.ค. 2551 (21:33)
แล้วท่านจะหายใจอย่างไร ถ้าไม่ออกซิเจนในการทำงานของกระบวนการในร่างกาย แต่ก็อาจจะมีนะ ถ้าคิดตื้นๆ แต่จะมีอะไรอีกเล่า ที่สามารถเข้ามาแทนที่ในการหายใจของมนุษย์แทนออกซิเจน
ดรีม (IP:117.47.114.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 2 ก.พ. 2551 (13:39)
วันหลังมีเรื่องดีๆเกี่ยวกับ วิชาชีวก็มาบอกกันอีกน่ะ หรือมีเทคนิคอะไรก็บอกกันหน่อยน่ะ เพราะเราเป็นคนจับใจความไม่ค่อยเก่งน่ะ เลยอยากรู้เทคนิคเกี่ยวกับการเรียนชีวให้เก่งอีกน่ะ ขอบใจน่ะ แล้ว เราจะเข้ามาเรื่อยๆ หรือถ้าให้ดีก็ช่วยส่งทางเมล์เราก็ได้น่ะ แล้วเราจะรอเทคนิคจากนายน่ะ
yalarobilove_ta@hotmail.com (IP:222.123.46.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 31 ส.ค. 2551 (19:58)
ใครรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของกรดแลกติก ประโยชน์ โทษ บอกกันหน่อยดิ
เมย์ (IP:114.128.0.34)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 1 ก.ย. 2551 (10:49)
การสลายสารอาหารระดับเซลล์

ท้เป็นการสลายกลูโคสโดยใช้วิธีการ ใช้ O2 เข้าช่าย จะมีด้วยกัน3ขั้นตอน แต่อาจจะมีหนังสือ เขียนว่า4 ขั้นตอนก็ได้

คือ 1.ไกลโคลิซิส 2.เครบส์ 3. กระบวนการถ่ายทอดอิเล็คตรอน ส่วนอีกขั้นที่หฟนังสือบางเล่มมีคือขั้นก่อน เครบส์ ซึ่งเป็นขั้นที่ใช้สร้าง แอซิทิลโคเอนไซม์ A

ขั้นไกลโคลิซิส จะเป็นการทำให้มวลของ C6 เปลี่ยนเป็น 2C3 ซึ่งในการทำให้ กลูโคสเปลี่ยนได้ต้องใช้ ATP2โมเลกุลในการช่วย ส่วนผลที่ได้นอกจาก 2C3 แล้วยังได้ NADH 2โมเลกุล ซึ่งมันก็คือไฮโดรเจนพลังงานสูง และยังได้ ATP อีก4โมเลกุล เมื่อได้ 2C3 มาแล้วก้จะนำไปเปลี่ยนเป็น แอซิทิลโคเอนไซม์ A โดยการนำ 2C3 รวมกับ โคเอนไซม์ A และยังได้ คาร์บอนไดออกไซม์ 1โมเลกุล ได้ NADH อีก4โมเลกุล
soamii@hotmail.com (IP:117.47.76.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 1 ก.ย. 2551 (10:59)
จากนั้นเราจะมี 2C2 ซึ่งจะไปเข้าสู่ เครบส์

2. เครบส์ จะนำ C2 มา1โมเลกุลจากนั้นจะมี C4 มารับแล้วจาได้ C6 ซึ่ง โคเอนไซม์ A จาออกไปเมื่อได้ C6 แล้วจะเปลี่ยน C6 เป็น C5 ในระหว่างนั้นจะมีการออกของ CO2 H2O ออกไป และยังได้ NADH 1โมเลกุล ต่อมาน้ำก็จะเข้ากับไปในปฎิกิริยา จน ได้C5 จากนั้นก็จะเปลี่ยน C5 ให้เป็น C4 โดยระหว่างนั้น จะมี CO2 และได้ NADH อีก 1โมเลกุลแล้วยังมี ADP ไปรับ Pi แล้วจะได้เป็น ATP ออกมา จากนั้น C4 จะปล่อย FADH2 c]t NADH ออกมา แล้ว C4 ก็จะไปรับ C2 มาอีก ที่หนึ่ง เป็นยังงี้ไปเรื่อยๆ
soamii@hotmail.com (IP:117.47.76.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 1 ก.ย. 2551 (11:06)
ขั้นการถ่ายทอดอิเล็คตรอน มานจะยุ่งยาก ไม่สามารถ อธิบายระเอียดได้ครับ พูดง่ายๆผมไม่มีความสามารถ เข้าใจอยู่คนเดว อธิบายคราวๆ ได้คือ

NADH ตั้งแต่ขั้น ไกลโคลิซิสถึง ขั้น เครบส์จะถ่ายทอดอิเล็คตรอน ผ่านตัวนำต่างๆ ไปจนถึงตัวรับสุดท้าย ในระหว่างการถ่ายทอดอิเล็คตรอน จะมีการปล่อย ADP และ Pi เพื่อนำไปสร้างเป็น ATP ไม่แน่ใจว่าอธิบายแบบนี้จะถูกไหม ได้แค่นี้และครับ ผิดก็บอกด้วยน่ะครับ ผมจะได้รู้เพิม
soamii@hotmail.com (IP:117.47.76.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 9 ก.ย. 2551 (22:00)
อยากได้การสลายไขมันแบบใช้ ออซเจนอะครับ

งงตรงที่รวม ATP
pbp_no1@hotmail.com (IP:203.144.213.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 6 พ.ย. 2551 (09:50)

อยากทราบระบบการย่อยอาหารระดับเซลล์ค่ะช่วยอธิบายให้หน่อยได้ไหมค่ะ


mm-747@thaimail.com (IP:118.172.209.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 24 พ.ย. 2551 (14:26)

กระบวนการสลายอาหารมีขั้นตอนยังไงค่ะ

อธิบายให้ฟังหน่อยดิ


panda_tvxq12@hotmail.com (IP:58.147.9.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 9 ธ.ค. 2551 (19:52)

ผมงงมากเลยคับ
เข้าใจบ้างเล็กน้อย
จะสอบจุดประสงค์เเล้วเนี่ย
มะรุ้ทำได้ป่าว
แถมคุณครูยังจะให้อธิบายด้วยปากเปล่าอีก
ขอถอนหายใจนิดนึงนะ...อ้า...+++
ต้องทำให้ได้เเหละ
สู้ๆๆๆๆ


Mr.Watasin@hotmail.com (IP:61.19.67.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 10 ธ.ค. 2551 (19:19)

เรายังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้เลย T^T  สอบพรุ่งนี้แล้ว

ย้ากก อยากพ่นไฟ


Raisin (IP:125.24.135.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 26 ธ.ค. 2551 (22:58)

สู้ๆค๊าทุกคน


คนล่าฝัน (IP:116.58.231.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 6 ม.ค. 2552 (21:47)

การใช้ o จะมี4ระดับคือ ไกลโคไลซีสเกิดที่ไซโทพลาสซึม ที่จะสลาย c 6อะตอมให้ได้ 3 อะตอม เรียกว่ากรดไพรูวิกได้2อัน ได้ ATPคือ2 H 4 อะตอมเเละเข้าสู่ อะซิติล โคเอมไซด์A มี โคเอนไซด์มาย่อยไพรูวิก เเล้วได้ 2คาร์บอน ได้4 H เเละC2 คือ อะซิติลโคเอนไซน์A ขั้นนี้ไม่ได้ATP ต่อมาเข้าสู้วัฏจักรเครป จากC2 ไปรวมกับC4 ได้ C6 เเละลดลงเรื่อยๆจนเป็นC4อีกครั้งเเละร่วมกับC2แบบนี้ไปเรื่อยๆ เกิดที่เมททริกซ์ของไมโทรคอนเดรีย เเละเข้าสู้การถ่ายทอดe- ซึ่งเกิดที่เยื้อหุ้มชั้นในของไมโทรคอนเดรียได้นําเกิดขึ้นเพราะHมีการรวมเข้ากับO



เรื่องนี้เรียนแล้วไม่ยากหรอกแต่ต้องอาศัยความเข้าใจเเละความจำ� จริงๆๆๆ น่ะไม่ยากออย่างที่คิด


***เเต่ตอนนี้ง่วงมากให้ข้อมูลได้เเค่นี้จริง� ขอโทษนะ

เเต่ยังไงก็ขอให้สู้ๆๆๆเเล้วกัน� คนที่เข้าใจส่วนใหญ่� นั้นมาจากความหมั่นเอาใจใส่� ของเขา�

***ตอนเเรกเราก็งงเหมือนกันไม่ต่างจากเธอหรอก


เด็กดี ร.ร. สิรินธรราชวิทยาลัย N-N ค่ะ (IP:115.67.49.168)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 19 ม.ค. 2552 (21:03)

เรียนรอบๆแรก อาจจะไม่เข้าใจ ให้กลับไปอ่าน อ่านไปอ่านมา ยังไม่เข้าใจให้จำชื่อ จำชื่อได้แล้ว ค่อยๆโยงว่ามันสัมพันธ์ กันยังไง แต่ถ้าจำอะไรไม่ได้ ให้ท่องแม่งเลย แล้วค่อยไล่เอาทีหลังว่ามันเกี่ยวกันยังไง แต่ท้ายที่สุด เรียน ม.4 ขึ้น ม.5 มันก็ลืม TT

พูดเล่นๆ

อย่างที่

soamii เด็กดี บอกแหละ


ลูน่า สติเฟื่อง
ร่วมแบ่งปัน63 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 25 ม.ค. 2552 (14:54)

การสลายอาหารระดับเซลมี3ขั้นตอน
เอาแบบใช้ O นะ^ ^  
1.ไกลโคไลซิส ในระยะนี้จะเปลี่ยนกลูโคสที่มีC6อะตอม1โมเลกุลให้กลายเป็นกรดไพรูวิกที่มีC3อะตอม2โมเลกุล โดยขั้นนี้จะใช้ATP2โมเลกุลในการเปลี่ยนกลูโคส1โมเลกุล ให้กลายเป็นกรดไพรูวิก2โมเลกุลนะ แล้วจะสร้าง ATP4โมเลกุล สรุปคือได้ ATPในขั้นตอนนี้=2นั้นเอง^ ^ และก็จะได้NADH2โมเลกุลแถมมาอีก *ขั้นตอนนี้เกิดที่ไซโทพลาสซึมนะงับ*
ก่อนจะเข้าวัฎจักรเครบ ในระยะนี้ กรดไพรูวิกที่มีC3อะตอมจะรวมตัวกับโคเอนไซด์ เอ กลายร่าง เป็นแอซิทิลโคเอนไซด์ เอ ที่มีC2อะตอมโดยขั้นตอนนี้จะได้NADH1อะตอมแต่เนื่องจากมีกรดไพรูวิก2โมเลกุลจึงได้NADH=2โมเลกุล นั้เอง^ ^ *ขั้นตอนนี้เกิดที่เยื่อหุ้มชั้นในไมโทคอนเดรีย นะง้าบ* 
2.วัฎจักรเครบ แอซิทิลโคเอนไซ เอ ที่มีC2อะตอมจะไปรวมตัวกับ กรดออกซาโลแอซิติกที่มีC4อะตอม กลายร่างเป็น กรดซิตริกที่มีC6อะตอม(ในขั้นตอนนี้จะโคเอนไซ เอ เป็นอิสระครับ) จากนั้นก็จะทำปฎิกริยาไปเรื่อยๆ (ขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ละเอียดหรอกครับม.ปลายเขาไม่ลึกขนาดนั้น^ ^ )จนกลายเป็นกรดออกซาโลแอซิติกที่มีC4อะตอมดังเดิมนั้นเอง โดยกรดออกซาโลแอซิติกอันนี้ ก็สามารถไปรวมกับ แอซิทิลโคเอนไซ เอ ตัวอื่นได้อีกต่อๆไป^ ^ ขั้นตอนนี้จะได้ATP=1โมเลกุล NADH=3โมเลกุล FADH=1โมเลกุล ต่อวัฎจักรเครบ1รอบ แต่เนื่องจากกลูโคส1โมเลกุลต้องผ่านวัฎจักร2รอบ เพราะฉะนั้น จะได้ATP=2โมเลกุล NADH=6โมเลกุล FADH=2โมเลกุล
*ขั้นตอนนี้เกิดที่เมทริกในไมโทคอนเดรียนะค้าบ*
3.กระบวนการถ่ายทอดe' NADH1โมเลกุลจะได้ATP=3โมเลกุล
                              FADH1โมเลกุลจะได้ATP=2โมเลกุล
*ขั้นตอนนี้เกิดที่เยื่อหุ้มชั้นในไมโทคอนเดรียนะค้าบ*
 สรุป 1.ไกลโคลิซิสได้ATP=2โมเลกุล NADH2โมเลกุลเนื่องจากNADH1โมเลกุลจะได้ ATP=3โมเลกุล แต่นี้มี2จึงได้ATPจากกระบวนการถ่ายทอดe' =6 สรุปขั้นนี้ได้ATP8โมเลกุล
2.ATP ที่ได้จากการรวมกับโคเอนไซ เอ =6
3.วัฎจักรเครบ ได้2ATP ,6NADH ,2FADH ถ่ายทอดe'แล้วได้ATPทั้งหมด24โมเลกุล
3.เอามารวมกันจะได้ATPสุทธิ คือ8+6+24=
38โมเลกุล
 
โอ้ยเมื่อยเอาไปคราวๆแค่นี้แล้วกันแอดเมลมาคุยกันได้นะ
suwil_2239@hotmail.com


Hi007
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 5 ก.พ. 2552 (21:39)

http://elect.pcru.ac.th/users/ani-feed/F3.htm


 


http://adia.exteen.com/20070512/entry


 


 คำนวณค่าแคลรอรี่ครับ ลิงค์ยังใช้ได้


Sirichut B.
ร่วมแบ่งปัน63 ครั้ง - ดาว 145 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 1 มี.ค. 2552 (22:08)

NADH คือ สารพลังงานสูง เหมือนกับ FADH2 และ ATP ครับ
Kreb Cycle แนะนำให้ลองค้นในกูเกิ้ลนะคับ หมวดรูปภาพอ่ะ

แล้วจาเหนแผนผังที่เข้าใจง่ายมากๆเลยครับ ^^

ตอบความเห็นที่ 55 ครับ


Nssc stu_ (IP:117.47.94.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 17 ธ.ค. 2552 (14:49)

กระบวนการที่เกิดบริเวณไซโทซอลคือะไรค่ะ


รัศมี (IP:61.19.66.17)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม