อยากรู้เรื่องการผสมเทียมโค

โพสต์เมื่อ: 20:43 วันที่ 7 ก.ย. 2547         ชมแล้ว: 62,642 ตอบแล้ว: 80
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
อยากรู้เรื่องการผสมเทียมโค


watcharapat .ra @ chai yo(203.113.71.135,,)

จำนวน 47 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 ก.ย. 2547 (00:45)
ผมหามาให้อ่านเอาละกันนะครับ
http://www.dld.go.th/service/dairy_cattle/pasom.html



--------------------------------------------------------------



การผสมเทียม



การผสมเทียม หมายถึง การรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ



ประโยชน์ของการผสมเทียม

1. ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำ นวนมาก

2. สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างกันได้ โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์

3. ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์

4. ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกล ๆ





ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม

โคตัวเมีย ที่แสดงอาการเป็นสัดดังกล่าว ควรจะได้รับการผสมเทียมในระยะเวลาช่วงกลางของการเป็นสัด หรือใกล้ระยะที่จะหมดการเป็นสัด (อาจจะหมดการเป็นสัดไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือเมื่อโคเพศเมียตัวนั้นยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นขี่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการผสมพันธุ์) โดยทั่ว ๆ ไปโคเพศเมียจะมีระยะเป็นสัดประมาณ 18 ช.ม. แล้วต่อมาอีก 14 ช.ม. จึงจะมีไข่ตกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์กับน้ำเชื้อพ่อโค จึงเห็นสมควรที่ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม ในการดำเนินการเรื่องของรับบริการผสมเทียมดังมีหลักการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานผสมเทียมคือ

1. เมื่อโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนรุ่งเช้าของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมในวันเวลาเดียวกัน (ก่อน 16.30 น.) ฉะนั้นพอรุ่งเช้าของแต่ละวันเจ้าของสัตว์ควรที่จะได้ไปแจ้งและบอกเวลา (ประมาณ) ที่ท่านได้เห็นสัตว์ของท่านแสดงอาการเป็นสัด

2. ถ้าโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมตอนเช้าหรือก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นเจ้าของสัตว์เมื่อพบว่าสัตว์แสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น ท่านควรจะไปแจ้งและบอกเวลาของการเป็นสัด (ประมาณ) ในรุ่งเช้าของวันต่อไปก็ได้

ถ้าท่านได้ศึกษาและรู้จักสังเกตการแสดงอาการเป็นสัด ว่าอาการเป็นอย่างไรและหาระยะเวลาที่จะผสมเทียมให้พอเหมาะแล้ว จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมเทียมติดยากหรือผสมไม่ค่อยติดในโคเพศเมียของท่านได้ทางหนึ่ง และจะทำให้เป็นประโยชน์ในด้านการเพิ่มจำนวนและปริมาณน้ำนมในกิจการโคนมของท่านยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะเรียกช่วงเวลาอันสำคัญนี้ว่า "นาทีทองในโคนมตัวเมีย"

จะรู้ได้อย่างไรว่าโคตั้งท้องหรือไม่

เมื่อโคนาง ได้รับการผสมไปแล้วประมาณ 21 วันหากโคไม่กลับมาแสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าผสมติดหรือโคตัวนั้น เริ่มตั้งท้องแล้ว เพื่อให้รู้แน่ชัดยิ่งขึ้นภายหลังจากการผสมโคนางแล้ว 50 วันขึ้นไปอาจติดต่อสัตวแพทย์หรือบุคคลผู้มีความ ชำนาญในการตรวจท้องแม่โค (โดยวิธีล้วงเข้าไปคลำลูกโคทางทวารของแม่โค) มาทำการตรวจท้องแม่โคก็จะทราบได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

........ข้อสังเกต ในกรณีโคสาว จะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น กินจุขึ้น ความจุของลำตัวโดยเฉพาะส่วนท้องซี่โครงจะกางออกกว้าง ขึ้น ขนเป็นมัน และไม่เป็นสัดอีก



การคลอดลูก

โดยทั่วไปแม่โคจะตั้งท้องประมาณ 283 วัน หรือประมาณ 9 เดือนเศษ ในช่วงนี้แม่โคจะได้การเอาใจใส่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และอาหารเป็นพิเศษ เพราะลูกในท้องเจริญขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในระยะก่อนคลอดประมาณ 45 - 80 วัน ควรเพิ่มอาหารผสมให้แก่แม่โคท้อง เพื่อแม่โคจะได้นำไปเสริมสร้างร่างกายส่วนที่สึกหรอ และนำไปเลี้ยงลูก หรือนำไปสร้างความเจริญเติบโตสำหรับอวัยวะบางอย่างที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและเพื่อไม่ให้แม่โคซูบผอม สำหรับแม่โคที่กำลังให้นม เมื่อตั้งท้องลูกตัวต่อไปควรจะหยุดรีดนมก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน สำหรับแม่โคท้องแรกหรือท้องสาวหรือแม่โคที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (อายุไม่ถึง 5 ปี) แม้จะให้ลูกมาแล้ว 1 หรือ 2 ตัวก็ตาม ก่อนคลอดลูกตัวต่อไปควรจะหยุดพักการรีดนมเร็วกว่าแม่โคที่โตเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน เพื่อให้แม่โคได้มีเวลาเตรียมตัวได้พักผ่อนร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ บ้าง มิฉะนั้นแม่โคอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือน นั่นหมายถึงผลเสียหายที่จะตามมาภายหลังได้ เช่น ร่างกายจะชะงักการเติบโตเพราะอาหารไม่พอ ร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อคลอดลูกออกมาลูกโคอ่อนแอ มีช่วงระยะการให้นมในปีต่อไปสั้นลง ผสมติดยาก ทิ้งช่วงการเป็นสัดนาน และอื่น ๆ เป็นต้น



อาการที่แม่โคแสดงออกเมื่อใกล้คลอด

เราอาจจะสังเกตอาการต่างๆได้ดังนี้

1. เต้านมขยายใหญ่ขึ้น

2. อวัยวะเพศขยายตัวขึ้น ยิ่งใกล้วันคลอดเข้ามาสังเกตเห็นมีน้ำเมือกไหลออกมาจากช่องคลอด

3. กระดูกเชิงกรานขยายตัวออกกว้างขึ้น โคนหางตรงกระดูกก้นกบจะบุ๋มลึกลงทั้งสองข้าง

4. ช่องท้องตรงสวาปจะลึกหย่อนลง

5. ยกหางขึ้น-ลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว

6. ถ้าเป็นโคที่ปล่อยรวมฝูงจะพยายามแยกตัวออกจากฝูง

7. แม่โคที่ถูกขังจะไม่สนใจในการกินหญ้า อาหาร ยืนกระสับกระส่าย ขกขาหลังแตะอยู่เรื่อย ๆ มีการเบ่งคลอดตลอดเวลา

ท่าคลอดปกติของลูกโค





จะรู้ได้อย่างไรลูกโคคลอดปกติหรือไม่

ลักษณะการคลอดลูกในท่าปกติของแม่โค คือ ลูกโคจะเหยียดขาหน้าตรงออกมาพร้อมกันทั้งสอง (ส่วนหัวแนบชิดกับเข่า) จะเห็น เป็น 3 จุด คือ 2 กีบข้างหน้า และจมูก ถ้าหากมีลักษณะอื่น ๆ ผิดไปจากนี้ให้ถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ อาทิเช่น หัวพับหรือเอาด้าน หลังออกมาก่อนส่วนอื่น หรือกรณีที่ลูกโคมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นนี้ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์มาช่วยทำการคลอด และหากลูกโคคลอดออกมาแล้วรกยังไม่ออกตามมาถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ควรรีบตามสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข เพราะถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่โค ซึ่งต้องรีบทำการรักษา หลังจากลูกโคคลอดออกมาแล้วควรรีบเช็ดทำความสะอาดตัวลูกโคให้แห้งโดยเร็ว โดยเฉพาะเมือกบริเวณจมูกปากและลำตัวพร้อมกับทำการตัดสายสะดือให้ห่างจากตัวโคประมาณ 1 นิ้วแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน
Bieriology
ร่วมแบ่งปัน74 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 2 พ.ย. 2547 (19:37)
การผสมเทียม หมายถึง การรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ

ประโยชน์ของการผสมเทียม

1. ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำ นวนมาก

2. สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างกันได้ โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์

3. ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์

4. ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกล ๆ

ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม

โคตัวเมีย ที่แสดงอาการเป็นสัดดังกล่าว ควรจะได้รับการผสมเทียมในระยะเวลาช่วงกลางของการเป็นสัด หรือใกล้ระยะที่จะหมดการเป็นสัด (อาจจะหมดการเป็นสัดไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือเมื่อโคเพศเมียตัวนั้นยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นขี่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการผสมพันธุ์) โดยทั่ว ๆ ไปโคเพศเมียจะมีระยะเป็นสัดประมาณ 18 ช.ม. แล้วต่อมาอีก 14 ช.ม. จึงจะมีไข่ตกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์กับน้ำเชื้อพ่อโค จึงเห็นสมควรที่ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม ในการดำเนินการเรื่องของรับบริการผสมเทียมดังมีหลักการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานผสมเทียมคือ

1. เมื่อโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนรุ่งเช้าของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมในวันเวลาเดียวกัน (ก่อน 16.30 น.) ฉะนั้นพอรุ่งเช้าของแต่ละวันเจ้าของสัตว์ควรที่จะได้ไปแจ้งและบอกเวลา (ประมาณ) ที่ท่านได้เห็นสัตว์ของท่านแสดงอาการเป็นสัด

2. ถ้าโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมตอนเช้าหรือก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นเจ้าของสัตว์เมื่อพบว่าสัตว์แสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น ท่านควรจะไปแจ้งและบอกเวลาของการเป็นสัด (ประมาณ) ในรุ่งเช้าของวันต่อไปก็ได้

ถ้าท่านได้ศึกษาและรู้จักสังเกตการแสดงอาการเป็นสัด ว่าอาการเป็นอย่างไรและหาระยะเวลาที่จะผสมเทียมให้พอเหมาะแล้ว จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมเทียมติดยากหรือผสมไม่ค่อยติดในโคเพศเมียของท่านได้ทางหนึ่ง และจะทำให้เป็นประโยชน์ในด้านการเพิ่มจำนวนและปริมาณน้ำนมในกิจการโคนมของท่านยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะเรียกช่วงเวลาอันสำคัญนี้ว่า "นาทีทองในโคนมตัวเมีย"จะรู้ได้อย่างไรว่าโคตั้งท้องหรือไม่

เมื่อโคนาง ได้รับการผสมไปแล้วประมาณ 21 วันหากโคไม่กลับมาแสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าผสมติดหรือโคตัวนั้น เริ่มตั้งท้องแล้ว เพื่อให้รู้แน่ชัดยิ่งขึ้นภายหลังจากการผสมโคนางแล้ว 50 วันขึ้นไปอาจติดต่อสัตวแพทย์หรือบุคคลผู้มีความ ชำนาญในการตรวจท้องแม่โค (โดยวิธีล้วงเข้าไปคลำลูกโคทางทวารของแม่โค) มาทำการตรวจท้องแม่โคก็จะทราบได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

........ข้อสังเกต ในกรณีโคสาว จะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น กินจุขึ้น ความจุของลำตัวโดยเฉพาะส่วนท้องซี่โครงจะกางออกกว้าง ขึ้น ขนเป็นมัน และไม่เป็นสัดอีก

การคลอดลูก

โดยทั่วไปแม่โคจะตั้งท้องประมาณ 283 วัน หรือประมาณ 9 เดือนเศษ ในช่วงนี้แม่โคจะได้การเอาใจใส่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และอาหารเป็นพิเศษ เพราะลูกในท้องเจริญขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในระยะก่อนคลอดประมาณ 45 - 80 วัน ควรเพิ่มอาหารผสมให้แก่แม่โคท้อง เพื่อแม่โคจะได้นำไปเสริมสร้างร่างกายส่วนที่สึกหรอ และนำไปเลี้ยงลูก หรือนำไปสร้างความเจริญเติบโตสำหรับอวัยวะบางอย่างที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและเพื่อไม่ให้แม่โคซูบผอม สำหรับแม่โคที่กำลังให้นม เมื่อตั้งท้องลูกตัวต่อไปควรจะหยุดรีดนมก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน สำหรับแม่โคท้องแรกหรือท้องสาวหรือแม่โคที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (อายุไม่ถึง 5 ปี) แม้จะให้ลูกมาแล้ว 1 หรือ 2 ตัวก็ตาม ก่อนคลอดลูกตัวต่อไปควรจะหยุดพักการรีดนมเร็วกว่าแม่โคที่โตเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน เพื่อให้แม่โคได้มีเวลาเตรียมตัวได้พักผ่อนร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ บ้าง มิฉะนั้นแม่โคอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือน นั่นหมายถึงผลเสียหายที่จะตามมาภายหลังได้ เช่น ร่างกายจะชะงักการเติบโตเพราะอาหารไม่พอ ร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อคลอดลูกออกมาลูกโคอ่อนแอ มีช่วงระยะการให้นมในปีต่อไปสั้นลง ผสมติดยาก ทิ้งช่วงการเป็นสัดนาน และอื่น ๆ เป็นต้น

อาการที่แม่โคแสดงออกเมื่อใกล้คลอด

เราอาจจะสังเกตอาการต่างๆได้ดังนี้

1. เต้านมขยายใหญ่ขึ้น

2. อวัยวะเพศขยายตัวขึ้น ยิ่งใกล้วันคลอดเข้ามาสังเกตเห็นมีน้ำเมือกไหลออกมาจากช่องคลอด

3. กระดูกเชิงกรานขยายตัวออกกว้างขึ้น โคนหางตรงกระดูกก้นกบจะบุ๋มลึกลงทั้งสองข้าง

4. ช่องท้องตรงสวาปจะลึกหย่อนลง

5. ยกหางขึ้น-ลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว

6. ถ้าเป็นโคที่ปล่อยรวมฝูงจะพยายามแยกตัวออกจากฝูง

7. แม่โคที่ถูกขังจะไม่สนใจในการกินหญ้า อาหาร ยืนกระสับกระส่าย ขกขาหลังแตะอยู่เรื่อย ๆ มีการเบ่งคลอดตลอดเวลาจะรู้ได้อย่างไรลูกโคคลอดปกติหรือไม่

ลักษณะการคลอดลูกในท่าปกติของแม่โค คือ ลูกโคจะเหยียดขาหน้าตรงออกมาพร้อมกันทั้งสอง (ส่วนหัวแนบชิดกับเข่า) จะเห็น เป็น 3 จุด คือ 2 กีบข้างหน้า และจมูก ถ้าหากมีลักษณะอื่น ๆ ผิดไปจากนี้ให้ถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ อาทิเช่น หัวพับหรือเอาด้าน หลังออกมาก่อนส่วนอื่น หรือกรณีที่ลูกโคมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นนี้ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์มาช่วยทำการคลอด และหากลูกโคคลอดออกมาแล้วรกยังไม่ออกตามมาถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ควรรีบตามสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข เพราะถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่โค ซึ่งต้องรีบทำการรักษา หลังจากลูกโคคลอดออกมาแล้วควรรีบเช็ดทำความสะอาดตัวลูกโคให้แห้งโดยเร็ว โดยเฉพาะเมือกบริเวณจมูกปากและลำตัวพร้อมกับทำการตัดสายสะดือให้ห่างจากตัวโคประมาณ นิ้วแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีนวิวัฒนาการการปรับปรุงพันธุ์สัตว์การผสมเทียม

เทคโนโลยีชีวภาพ Biotechnology คือเทคนิคการนำสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตมาพัฒนาเพื่อการปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ หรือผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อประโยชน์เฉพาะตามที่มนุษย์ต้องการในการผลิตและปรับปรุงพันธุ์สัตว์ การนำเทคโนโลยีชีวภาพทางวิทยาการสืบพันธุ์ หรือเทคโนโลยีชีวภาพของระบบสืบพันธุ์ (Biotechnology in Reproduction หรือ Reproductive Biotechnology) มาใช้ ได้แก่การใช้วิธีการทางชีววิทยาเพื่อผลิตลูกหลานเพิ่มขึ้น เช่น การผสมเทียม และการย้ายฝากตัวอ่อน เป็นต้น

เทคโนโลยีชีวภาพทางวิทยากรสืบพันธุ์ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการผสมเทียมและปรับปรุงพันธุ์สัตว์ มีประโยชน์หลายประการ ดังนี้

1. เพื่อการปรับปรุงพันธุกรรมได้รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ช่วยย่นระยะเวลาในการปรับปรุงและทดสอบพันธุ์

3. ช่วยป้องกันโรคเข้ามาในประเทศ และออกจากประเทศ

4. ช่วยในการรักษาพันธุกรรมของสัตว์หายาก และใกล้สูญพันธุ์

5. เพื่อแก้ไขโคที่มีปัญหาการผสมติดยาก และใกล้สูญพันธุ์

6. เป็นเทคนิคพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีอื่น ที่ก้าวหน้ามากขึ้น อาทิเช่น การโคลนนิ่งสัตว์ (cloning)

7. ใช้ในการวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพ งานวิจัยทางสัตวแพทย์ เภสัชกรรม และการแพทย์

เทคโนโลยีชีวภาพทางวิทยาการสืบพันธุ์ มีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ดังนี้

ยุคที่ 1 การผสมเทียม (Artificial Insemination : AI)

ยุคที่ 2 การย้ายฝากตัวอ่อน (Embryo Transfer : ET)

ยุคที่ 3 การแยกเพศตัวอ่อน (Embryo Sexing) การปฏิสนธินอกร่างกาย (In-vitro fertilization : IVF) การโคลนนิ่ง (cloning)

ยุคที่ 4 การถ่ายฝากยีนส์ (genes transfer)

ปัจจุบันประเทศไทยได้ใช้การผสมเทียมเป็นหลักในการปรับปรุงพันธุ์ ผลิตและขยายพันธุ์โคกระบือ และสุกรของประเทศ งานผสมเทียมจะพัฒนาและขยายต่อไปทั่วประเทศ และยังคงมีบทบาทต่อไปในอนาคต โดยการใช้พ่อพันธุ์ ชั้นเลิศซึ่งผ่านการทดสอบสกุลแล้ว นอกจากนั้น การย้ายฝากตัวอ่อนได้มีการวิจัยและพัฒนาดีขึ้นแล้ว ในอนาคตจะนำไปใช้แพร่หลายยิ่งขึ้น ส่วนเทคโนโลยีชีวภาพอื่น ๆ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง จะต้องมีการวิจัยและพัฒนาต่อไปเพื่อให้ได้ผลสำเร็จดียิ่งขึ้น คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจึงนำไปใช้ภาคสนามต่อไป

วิวัฒนาการงานผสมเทียมในประเทศไทย

กรมปศุสัตว์ได้เริ่มงานผสมเทียมโค ภายหลังที่นายสัตวแพทย์ ดร.ทศพร สุทธิคำ ได้กลับจากการศึกษาอบรมวิชาการผสมเทียม ณ วิทยาลัยสัตวแพทย์ กรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน ระหว่าง พ.ศ.2497 - พ.ศ.2498 จากนั้นได้มีการสั่งซื้ออุปกรณ์การผสมเทียมที่จำเป็นจากประเทศสวีเดน และได้เริ่มผสมเทียมโคเพศเมียของนายนคร ผดุงกิจ สมาชิกของสถานีผสมเทียมเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2499 นับเป็นการให้บริการผสมเทียมโคครั้งแรกของประเทศไทย ปรากฏว่การผสมเทียมได้รับความนิยม และเป็นที่เชื่อถือมาก การใช้บริการผสมเทียมในสมัยแรกนั้น เจ้าหน้าที่ผสมเทียมจะนำอุปกรณ์ผสมเทียม และนำเชื้อพ่อโคพันธุ์ออไปผสมเทียมยังบ้านของเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกโดยไม่คิดมูลค่า การให้บริการผสมเทียม ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมอย่างกว้างขวาง

ต่อมาในปี พ.ศ.2501 กรมปศุสัตว์ได้เปิดสถานีผสมเทียมเป็นแห่งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ สมาชิกผสมเทียมส่วนมากเป็นผู้เลี้ยงโคนมชาวอินเดีย ซึ่งอยู่แถววัดไผ่ตัน สะพานควาย ปากซอยไสวสุวรรณ ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี บริเวณปากซอยอ่อนนุช สวนหลวง ตรอกจันทร์ และฝั่งธนบุรี แถวบางกอกน้อย วัดไทร วัดสิงห์ เป็นต้น

สถานีผสมเทียมราชบุรีได้จัดตั้งขึ้นเป็นแห่งที่สามที่ตำบลหนองโพอำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2502 ตามความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงโคนม และได้ผสมเทียมแม่โคชื่อ แมนของนายใช้ จันทรวิวัฒน์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2502 เป็นตัวแรก การผสมเทียมในเขตหนองโพได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนทำให้เกิดเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมแหล่งใหญ่ของประเทศในปี พ.ศ.2540 มีเกษตรกรเลี้ยงโคนม จำนวน 4,593 ราย มีแม่โครีดนม 35,000 ตัวผลิตน้ำนมดิบได้วันละ 181 ตัน

ต่อมากรมปศุสัตว์ได้ขยายงานผสมเทียมโคนมออกไปในพื้นที่ของจังหวดต่าง ๆ โดยจดตั้งเป็นสถานีผสมเทียม (AI. station) และสถานีผสมเทียมสาขา (A.I. station) ตามแบบของประเทศสวีเดนนอกจากรับผิดชอบงานผสมเทียมแล้ว เจ้าหน้าที่ผสมเทียมยังปฏิบัติการควบคุมสุขภาพทางเพศหรือระบบสืบพันธุ์ควบคู่ไปด้วย ได้แก่ การตรวจท้องแม่โคหลังคลอด 2 เดือน ตลอดจนรักษาพยาบาลสัตว์เจ็บป่วย การคลอดยาก รกค้าง เต้านมอักเสบ ฯลฯ โดยเจ้าหน้าที่ต้องทำงานทุกวัน และไม่มีวันหยุด

นอกจากกรมปศุสัตว์ได้ทำการผสมเทียมโคแล้ว ในปี พ.ศ.2504 ได้เริ่มงานผสมเทียมสุกรให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงแม่สุกรบ้านละ 1-2 ตัว และไม่มีพ่อสุกรผสมพันธุ์ การบันทึกข้อมูลการผสมเทียม และการประเมินผลงาน ใช้ระบบเดียวกับการผสมเทียมโค การให้บริการผสมเทียมสุกรเริ่มที่สถานีผสมเทียมกรุงเทพฯ ราชบุรี และต่อมาก็ได้ขยายงานออกไปอีกทีนครปฐม เพชรบุรี อุบลราชธานี พะเยา และอีกหลายสถานีทั่วประเทศ การผสมเทียมสุกรจะมีผลงานสูงในช่วงที่สุกรมีราคาสุกรมีชีวิตสูง เกษตรกรจะเร่งผสมพันธุ์ผลิตลูกสุกรออกมาขุนขายเป็นจำนวนมาก เมื่อสุกรล้นตลาดราคาตก เกษตรกรก็จะเลิกผสมพันธุ์ แต่จะขายแม่สุกรจนหมด งานผสมเทียมก็ลดลง ซึ่งมักจะเกิดเป็นวงจรทุกช่วงประมาณ 3 ปี

พ.ศ.2517 กรมปศุสัตว์มีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงโค เนื้อ โดยใช้พ่อพันธุ์อเมริกันบราห์มันผสมกับแม่โคพันธุ์พื้นเมือง และให้กองผสมเทียมรีดน้ำเชื้อพันธุ์โคบราห์มันให้บริการผสมเทียมโคเนื้อปรากฏว่าเกษตรกรในภาคอีสานนิยมโคพันธุ์นี้มาก และเมื่อกรมปศุสัตว์ได้รับเงินกู้จากธนาคารโลกในโครงการพัฒนาปศุสัตว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานผสมเทียมโคเนื้อจึงได้แพร่หลายไปเกือบทั่วภาคอีสาน ทำให้ฝูงโคในภาคอีสานเปลี่ยนเป็นโคลูกผสมพันธุ์บราห์มันพันธุ์ดี ซึ่งเป็นโคพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงเป็นโคนม และโคขุนในเวลาต่อมา

พ.ศ.2518- พ.ศ.2522 กรมปศุสัตว์ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เพื่อการปรับปรุงการผลิตน้ำเชื้อ เปลี่ยนเป็นการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง (dip frozen semen) พร้อมติดตั้งเครื่องผลิตไนโตรเจนเหลวที่มีกำลังผลิต 20 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 1 เครื่อง ที่ศูนย์ผสมเทียมไทยเนเธอร์แลนด์ จังหวัดปทุมธานี ผลจากโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ทำให้กองผสมเทียมต้องเพิ่มหน่วยขึ้นมาในกองอีก 2 หน่วย คือ หน่วยงานวิจัยการผสมเทียมและทดลองสกุลของสัตว์ และหน่วยปฏิบัติการเกี่ยวกับน้ำเชื้อ และยังกำหนดให้ศูนย์ผสมเทียมไทย-เนเธอร์แลนด์เป็นธนาคารน้ำเชื้อแช่ (semen bank) เก็บน้ำเชื้อสัตว์พ่อพันธุ์ไว้จำนวนมากเพื่อส่งไปให้สถานีผสมเทียมทั่วประเทศให้บริการผสมเทียมต่อไป รวมทั้งการจัดส่งไนโตรเจนเหลวไปเติมถังน้ำเชื้อเดือนละ 2 ครั้ง

พ.ศ.2520 กรมปศุสัตว์มีนโยบายที่จะใหบริการผสมเทียมปรับปรุงพันธุ์กระบือ กองผสมเทียมได้นำพ่อกระบือพันธุ์ไทย (swamp buffalo) และพ่อกระบือพันธุ์มูราห์ (river buffalo) มาฝึกรีดน้ำเชื้อและสามารถผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งได้สำเร็จ โดยใช้เทคนิคเช่นเดียวกับการผลิตน้ำเชื้อโคและเริ่มงานผสมเทียมแม่กระบือของเกษตรกรในปี 2522

พ.ศ.2525 กองผสมเทียมได้เริ่มงานย้ายฝากตัวอ่อนในโค ได้มาทำการศึกษาการย้ายฝากตัวอ่อนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2526 และร่วมกับทีมงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนทำการย้ายตัวอ่อนในโคนมจนประสบความสำเร็จ จนถึงปี พ.ศ. 2531 ได้ลูกโคจำนวน 21 ตัว และงานย้ายฝากตัวอ่อน ต่อมาได้พัฒนามาเป็นกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผสมเทียม ซึ่งไดว้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการย้ายฝากตัวอ่อนในโค กระบือ และแพะ รวมไปถึงการปฏิสนธิในหลอดแก้ว การแยกเพศตัวอ่อน เป็นต้น

ต่อมา กรมปศุสัตว์ให้มีการผผสมเทียมแพะ และแกะของเกษตรภาคใต้ ซึ่งกลุ่มงานผลิตและวิจัยน้ำเชื้อได้ศึกษาเทคนิคการรีดน้ำเชื้อแช่แข็งสำเร็จ และได้ใช้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ

พ.ศ.2530 กรมปศุสัตว์ ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอีก งานผสมเทียมได้มีการขยายออกไปอย่างกว้างขวางในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ หน่วยผสมเทียมได้ขยายเพิ่มเป็น 417 แห่ง

พ.ศ.2543 กองผสมเทียมมีศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ 4 แห่ง คือ ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ผสมเทียมลำพญากลาง จ. ลพบุรี ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โครงการหลวงอินทนนท์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ศูนย์วิจัยการผสมเทียมจังหวัดขอนแก่น และศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์สุกร ต.หนองโพ จ.ราชบุรี มีศูนย์วิจัยการผสมเทียม 9 ศูนย์ตามเขตต่าง ๆ ต้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ชลบุรี และนครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น พิษณุโลก ราชบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา มีหน้าที่ควบคุมกำกับ ดูแล และสนับสนุนงานผสมเทียมของหน่วยงานผสมเทียมของหน่วยผสมเทียมทั้ง 832 หน่วยทั่วประเทศ

ปัจจุบัน (พ.ศ.2546) กองผสมเทียมปรับเปลี่ยนสถานะเป็นสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ส่วนศูนย์วิจัยการผสมเทียมปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์วิจัยผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยมีหน่วยผสมเทียมกระจายไปตามแหล่งเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศ

สถิติผลงานผสมเทียมของกรมปศุสัตว์ตั้งแต่เริ่มงานเมื่อปี พ.ศ.2499 ถึง พ.ศ. 2543

1. การผสมเทียม

ดำเนินการในปี พ.ศ. จำนวนผสม(ตัว) จำนวนลูกเกิด(ตัว)*

โคนม 2499-2543 1,616,042 737,081

โคเนื้อ 2517-2543 2,334,154 1,290,593

กระบือ 2522-2543 229,582 126,347

สุกร 2504-2543 204,568 812,923







2. การผสมเทียมน้ำเชื้อแช่แข็ง

ดำเนินการในปี พ.ศ. จำนวนผสม (ตัว)

โคนม 2521-2543 3,575,115

โคเนื้อ 2521-2543 3,504,419

กระบือ 2522-2543 642,435

รวม 7,721,989

3. การให้บริการผสมเทียมโดยกลุ่มเกษตรและสหกรณ์

กรมปศุสัตว์มีนโยบายให้บริการผสมเทียมโคนมแก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนม โดยให้บริการผสมเทียมโดยไม่คิดมูลค่าในระยะแรก จนถึงกระทั่วเมื่อกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมหรือสหกรณ์โคนมมีกิจการก้าวหน้าและมั่นคง มีรายได้พอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว กรมปศุสัตว์ จะมอบให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคนม หรือสหกรณ์โคนมดำเนินการบริการผสมเทียมโคนมในกลุ่ม หรือสหกรณ์เอง โดยกรมปศุสัตว์จะดำเนินการฝึกอบรมการผสมเทียมให้แก่ตัวแทนของกลุ่มเกษตรกร หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ และการแก้ไขปัญหาการผสมเทียมเองได้แล้ว เช่น สหกรณ์โคนมหนองโพ จำกัดในพระบรมราชูปถัมภ์ สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก สหกรณ์โคนมชัยบาดาล สหกรณ์โคนมท่าหลวง สหกรณ์โคนมขอนแก่น เป็นต้น และในปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการจำหน่ายน้ำเชื้อ โค กระบือ สุกร ให้แก่กลุ่มเกษตรกร และเกษตรกรให้นำไปผสมเทียมสัตว์ของตนเองแล้ว









การผสมเทียม คือ

การทำให้เกิดการปฏิสนธิโดยไม่ต้องมีการร่วมเพศกันตามธรรมชาติ โดยมนุษย์เป็นผู้ฉีดน้ำเชื้อของตัวผู้เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ตัวเมียที่กำลังเป็นสัดเพื่อให้ตัวอสุจิผสมกับไข่ ทำให้เกิดการปฏิสนธิ

การผสมเทียมทำได้ทั้งในสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายใน ได้แก่ โค กระบือ สุกร

และสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายนอก เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาสวาย ปลานิล เป็นต้น



การผสมเทียม โค กระบือและสุกร

ขั้นตอน

1.การรีดเก็บน้ำเชื้อโดยใช้เครื่องมือช่วยกระตุ้นให้ตัวผู้หลั่งน้ำเชื้อออกมา

แล้วรีดเก็บน้ำเชื้อ

2. การตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ ต้องมีการตรวจปริมาณของตัวอสุจิและการ

เคลื่อนไหวของตัวอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์

3. การละลายน้ำเชื้อ โดยการนำน้ำยาเลี้ยงเชื้อเติมลงไปเพื่อหล่อเลี้ยง

ตัวอสุจิ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเชื้อ สารที่เติมลงไป คือ

- ไข่แดง

- โซเดียมซิเตรต

- สารปฏิชีวนะ

4. การรีดเก็บน้ำเชื้อมี 2 แบบ คือ

4.1 น้ำเชื้อสด หมายถึงน้ำเชื้อที่ละลายแล้วนำไปเก็บที่อุณภูมิ

4-5 องศาเซลเซียส เก็บได้นานเป็นเดือน

4.2 น้ำเชื้อแช่แข็ง หมายถึงน้ำเชื้อที่นำมาทำให้เย็นจนแข็งตัวนำไปเก็บในไนโตรเจนเหลว

ที่อุณหภูมิ - 196 องศาเซลเซียสเก็บได้นานเป็นปี

5. การฉีดน้ำเชื้อ จะฉีดให้แม่พันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกและอยู่ในวัยที่ผสมพันธุ์ได้

ถ้าเป็นโค อายุ 18 เดือน กระบืออายุ 3 ปี และสุกร อายุ 10 เดือน
คณาวุฒิ (IP:203.118.112.98,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 ธ.ค. 2547 (09:09)
อยากได้เรื่องเกี่ยวกับการฝากถ่ายตัวอ่อนช่วยหาให้หน่อยคะ
007 (IP:203.209.80.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 22 เม.ย. 2548 (16:39)
ใครมีสูตรน้ำยาละลายน้ำเชื้อ กรุณาส่งเมล์มาให้ด้วยครับ

อยากได้มากครับ ว่าเติมอะไร ในสัดส่วนเท่าได

อัตราการละลาย เท่าไหร่ครับ ใครรู้บอกด้วยนะครับ
ruengsak.non@chaiyo.com (IP:203.151.140.111,203.113.61.229,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 28 มิ.ย. 2548 (17:23)
น่าจะมีรูปประกอบด้วยนะคะ แบบว่าอยากดูรูปด้วยค่ะ
GG555@friends.co.th (IP:203.156.119.129,10.0.100.246,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 2 ก.ค. 2548 (16:12)
ดีมากค่ะ ... ได้ความรู้มากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ...
น้องปอนด์ (IP:203.113.77.4,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 6 ก.ค. 2548 (14:53)
อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลเซี่ยมของแม่โคหลังคลอด
darkblacker@hotmail.com (IP:202.44.130.22,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 30 ก.ค. 2548 (10:43)
ต้องการทราบWebsite ของสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี

ใครทราบช่วยบอกด้วย ขอบคุณค่ะ
เฟรม (IP:202.29.78.2,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 7 ส.ค. 2548 (16:14)
ดีจังนะ
มู มู่ จัง (IP:203.172.203.65,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 19 ส.ค. 2548 (12:16)
ความคิดเห็นที่ 18 ถ้าอยากได้ web ของสหกรณ์โคนมหนองโพลอง เข้า google แล้ว พิมพ์สหกรณ์โคนมหนองโพ จะเจอคะคุณเฟรม
cri (IP:202.28.7.254,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 3 ก.ย. 2548 (11:17)
o.k..............
sidthisakt.231862 (IP:203.188.61.24,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 23 ก.ย. 2548 (14:20)
อยากทราบการโคลนนิ่งแกะ
wilaiwan_@thaimail.com (IP:203.172.200.210,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 12 ต.ค. 2548 (14:35)
อยากทราบเกี่ยวกับฟาร์มหมูที่รับนักศึกษาผู้หญิงเข้าฝึกงานค่ะเพราะตอนนี้ยังไม่มีที่ฝึกงานเลยค่ะ ฝึก 2 เดือน

พ.ย. - ธ.ค.48
seankla..m @ chaiyo.com (IP:203.188.24.123,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 27 ต.ค. 2548 (19:19)
อยากรู้ที่ซื้อนมสดค่ะ จะเปิดร้านอยู่แล้วยังหาไม่ได้เลยพี่

ช่วยตอบด้วยนะคะ ขอนแก่นค่ะ
Donutcomputer@hotmail.com (IP:203.151.140.119,203.113.60.75,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 10 พ.ย. 2548 (15:44)
อยากรู้ขั้นตอนการฉีดวัคซีนโค และข้อควรระวัง
doungnid@hotmail.com (IP:203.148.200.54,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 14 พ.ย. 2548 (09:50)
ได้ความรู้ด๊มั๊กมั๊กค่ะ(น้องอ้อม)
aom_0123@yahoo.com (IP:203.156.135.244,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 14 พ.ย. 2548 (09:55)
ความรู้เยอะมากกกกกกกกกกกกค่ะ(เด็กบางกำ)
aof_0123@yahoo.com (IP:203.156.135.244,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 29 ธ.ค. 2548 (10:05)
อยากทราบเรื่องการโคลนนิ่งโดยใช้ somatic cell มีขั้นตอนอย่างไร
gimgi8@hotmail.com (IP:161.246.50.197,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 7 ม.ค. 2549 (19:47)
อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์โคเนื้อทั้งในและต่างปรเทศใครรู้ตอบหน่อยได้ไหม
kloy_warin@hotmail.com (IP:203.154.48.14,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 1 ก.พ. 2549 (21:13)
อยากได้อะ
เสม้ส (IP:203.113.32.6,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 1 ก.พ. 2549 (21:16)
อยากรู้จิงๆๆๆๆๆๆๆนะเนี่ย
เมย์ (IP:203.113.32.6,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 10 มิ.ย. 2549 (16:09)
จะทำโครงงานเรื่องนี้อ่ะครับ
Chinjung
ร่วมแบ่งปัน93 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 18 มิ.ย. 2549 (19:36)
อยากรู้เรื่องการแช่แข็งนำเชื้อ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำค่ะ ผู้รู้ช่วยส่งมาให้ด้วย เพราะกำลังทำสัมนาเกี่ยวกับเรื่องนี่อยู่ ขอบคุณล่วงหน้า สำหรับผู้รู้
h_aom123@hotmail.com (IP:125.24.64.48,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 22 มิ.ย. 2549 (12:36)
นำชื้อของพ่อพันธุ์ที่มีคุณภาพคือพ่อพันธุ์ตัวใดในประเทศไทย

ให้ลูกแล้วสวย (พันธุ์บลามัน)ใครนรู้ชว้ยบอกด้วย
adool2530@hotmail.com (IP:202.143.140.86,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 29 มิ.ย. 2549 (14:14)
อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับการโคลนนิ่งสัตว์ และการถ่ายฝากตัวอ่อน
misswassans.c @chaiyo.com (IP:203.114.97.34,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 29 มิ.ย. 2549 (18:10)
อยากให้มีภาพคะ
สวย (IP:210.246.78.220,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 30 มิ.ย. 2549 (19:21)
o.Kเลยดีมากๆคะ
ไอเนะ (IP:124.121.90.78,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 2 ก.ค. 2549 (20:09)
สามารถทาให้มีความรู้
เด็กดี (IP:58.9.2.180,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 6 ก.ค. 2549 (23:17)
การผสมเทียม



การผสมเทียม หมายถึง การรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ



ประโยชน์ของการผสมเทียม

1. ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำ นวนมาก

2. สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างกันได้ โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์

3. ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์

4. ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกล ๆ





ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม

โคตัวเมีย ที่แสดงอาการเป็นสัดดังกล่าว ควรจะได้รับการผสมเทียมในระยะเวลาช่วงกลางของการเป็นสัด หรือใกล้ระยะที่จะหมดการเป็นสัด (อาจจะหมดการเป็นสัดไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือเมื่อโคเพศเมียตัวนั้นยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นขี่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการผสมพันธุ์) โดยทั่ว ๆ ไปโคเพศเมียจะมีระยะเป็นสัดประมาณ 18 ช.ม. แล้วต่อมาอีก 14 ช.ม. จึงจะมีไข่ตกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์กับน้ำเชื้อพ่อโค จึงเห็นสมควรที่ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม ในการดำเนินการเรื่องของรับบริการผสมเทียมดังมีหลักการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานผสมเทียมคือ

1. เมื่อโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนรุ่งเช้าของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมในวันเวลาเดียวกัน (ก่อน 16.30 น.) ฉะนั้นพอรุ่งเช้าของแต่ละวันเจ้าของสัตว์ควรที่จะได้ไปแจ้งและบอกเวลา (ประมาณ) ที่ท่านได้เห็นสัตว์ของท่านแสดงอาการเป็นสัด

2. ถ้าโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมตอนเช้าหรือก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นเจ้าของสัตว์เมื่อพบว่าสัตว์แสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น ท่านควรจะไปแจ้งและบอกเวลาของการเป็นสัด (ประมาณ) ในรุ่งเช้าของวันต่อไปก็ได้

ถ้าท่านได้ศึกษาและรู้จักสังเกตการแสดงอาการเป็นสัด ว่าอาการเป็นอย่างไรและหาระยะเวลาที่จะผสมเทียมให้พอเหมาะแล้ว จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมเทียมติดยากหรือผสมไม่ค่อยติดในโคเพศเมียของท่านได้ทางหนึ่ง และจะทำให้เป็นประโยชน์ในด้านการเพิ่มจำนวนและปริมาณน้ำนมในกิจการโคนมของท่านยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะเรียกช่วงเวลาอันสำคัญนี้ว่า "นาทีทองในโคนมตัวเมีย"

จะรู้ได้อย่างไรว่าโคตั้งท้องหรือไม่

เมื่อโคนาง ได้รับการผสมไปแล้วประมาณ 21 วันหากโคไม่กลับมาแสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าผสมติดหรือโคตัวนั้น เริ่มตั้งท้องแล้ว เพื่อให้รู้แน่ชัดยิ่งขึ้นภายหลังจากการผสมโคนางแล้ว 50 วันขึ้นไปอาจติดต่อสัตวแพทย์หรือบุคคลผู้มีความ ชำนาญในการตรวจท้องแม่โค (โดยวิธีล้วงเข้าไปคลำลูกโคทางทวารของแม่โค) มาทำการตรวจท้องแม่โคก็จะทราบได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

........ข้อสังเกต ในกรณีโคสาว จะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น กินจุขึ้น ความจุของลำตัวโดยเฉพาะส่วนท้องซี่โครงจะกางออกกว้าง ขึ้น ขนเป็นมัน และไม่เป็นสัดอีก



การคลอดลูก

โดยทั่วไปแม่โคจะตั้งท้องประมาณ 283 วัน หรือประมาณ 9 เดือนเศษ ในช่วงนี้แม่โคจะได้การเอาใจใส่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และอาหารเป็นพิเศษ เพราะลูกในท้องเจริญขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในระยะก่อนคลอดประมาณ 45 - 80 วัน ควรเพิ่มอาหารผสมให้แก่แม่โคท้อง เพื่อแม่โคจะได้นำไปเสริมสร้างร่างกายส่วนที่สึกหรอ และนำไปเลี้ยงลูก หรือนำไปสร้างความเจริญเติบโตสำหรับอวัยวะบางอย่างที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและเพื่อไม่ให้แม่โคซูบผอม สำหรับแม่โคที่กำลังให้นม เมื่อตั้งท้องลูกตัวต่อไปควรจะหยุดรีดนมก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน สำหรับแม่โคท้องแรกหรือท้องสาวหรือแม่โคที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (อายุไม่ถึง 5 ปี) แม้จะให้ลูกมาแล้ว 1 หรือ 2 ตัวก็ตาม ก่อนคลอดลูกตัวต่อไปควรจะหยุดพักการรีดนมเร็วกว่าแม่โคที่โตเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน เพื่อให้แม่โคได้มีเวลาเตรียมตัวได้พักผ่อนร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ บ้าง มิฉะนั้นแม่โคอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือน นั่นหมายถึงผลเสียหายที่จะตามมาภายหลังได้ เช่น ร่างกายจะชะงักการเติบโตเพราะอาหารไม่พอ ร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อคลอดลูกออกมาลูกโคอ่อนแอ มีช่วงระยะการให้นมในปีต่อไปสั้นลง ผสมติดยาก ทิ้งช่วงการเป็นสัดนาน และอื่น ๆ เป็นต้น



อาการที่แม่โคแสดงออกเมื่อใกล้คลอด

เราอาจจะสังเกตอาการต่างๆได้ดังนี้

1. เต้านมขยายใหญ่ขึ้น

2. อวัยวะเพศขยายตัวขึ้น ยิ่งใกล้วันคลอดเข้ามาสังเกตเห็นมีน้ำเมือกไหลออกมาจากช่องคลอด

3. กระดูกเชิงกรานขยายตัวออกกว้างขึ้น โคนหางตรงกระดูกก้นกบจะบุ๋มลึกลงทั้งสองข้าง

4. ช่องท้องตรงสวาปจะลึกหย่อนลง

5. ยกหางขึ้น-ลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว

6. ถ้าเป็นโคที่ปล่อยรวมฝูงจะพยายามแยกตัวออกจากฝูง

7. แม่โคที่ถูกขังจะไม่สนใจในการกินหญ้า อาหาร ยืนกระสับกระส่าย ขกขาหลังแตะอยู่เรื่อย ๆ มีการเบ่งคลอดตลอดเวลา

ท่าคลอดปกติของลูกโค





จะรู้ได้อย่างไรลูกโคคลอดปกติหรือไม่

ลักษณะการคลอดลูกในท่าปกติของแม่โค คือ ลูกโคจะเหยียดขาหน้าตรงออกมาพร้อมกันทั้งสอง (ส่วนหัวแนบชิดกับเข่า) จะเห็น เป็น 3 จุด คือ 2 กีบข้างหน้า และจมูก ถ้าหากมีลักษณะอื่น ๆ ผิดไปจากนี้ให้ถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ อาทิเช่น หัวพับหรือเอาด้าน หลังออกมาก่อนส่วนอื่น หรือกรณีที่ลูกโคมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นนี้ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์มาช่วยทำการคลอด และหากลูกโคคลอดออกมาแล้วรกยังไม่ออกตามมาถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ควรรีบตามสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข เพราะถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่โค ซึ่งต้องรีบทำการรักษา หลังจากลูกโคคลอดออกมาแล้วควรรีบเช็ดทำความสะอาดตัวลูกโคให้แห้งโดยเร็ว โดยเฉพาะเมือกบริเวณจมูกปากและลำตัวพร้อมกับทำการตัดสายสะดือให้ห่างจากตัวโคประมาณ 1 นิ้วแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน
nice_ba@thaimail.com (IP:203.188.21.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 6 ก.ค. 2549 (23:21)
เชิญอ่านกันเอาเองนะครับตอนนี้ส่งของจากความคิดเห็นหนึ่งมา



แล้วลองอ่านดูสิ



อ่านประวัติของวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร



ด้วยน่ะความรู้หลายอย่าง





































วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร

พระอารามหลวงชั้นเอก ขนิดราชวรวิหาร





วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อยู่ตำบลเวียง ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ประมาณ ๕๔ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๔๑ และแยกเข้าทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๑ เลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ ๑๓๗ องค์พระเจดีย์เป็นโบราณสถาน ที่สร้างขึ้นตามแบบลัทธิมหายาน ตั้งแต่ครั้งอาณาจักรศรีวิชัยรุ่งเรือง รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์เล็กๆ ๔ ทิศ ล้อมรอบด้วยวิหารคด ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ขนาดต่างๆ โดยรอบทั้ง ๔ ด้าน พระธาตุไชยานับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. ๐ ๗๗๔๓ ๑๐๙๐, ๐ ๗๗๔๓ ๑๔๐๒

พระบรมธาตุไชยา

พระบรมธาตุไชยา เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นหนึ่งในสามของ โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาของภาคใต้ ได้แก่ เจดีย์พระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช และพระพุทธไสยาสน์ถ้ำคูหาภิมุข จังหวัดยะลา

ที่ตั้ง

พระบรมธาตุไชยาอยู่ในวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก และเป็นวัดโบราณของจังหวัด ตั้งอยู่เลขที่ 50 หมู่ที่ 3 ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร ห่างจากสถานีรถไฟทางตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร มีถนนรักษ์นรกิจตัดผ่านหน้าวัด

ข้อมูลทั่วไป

จากคำบอกเล่าของชาวเมืองไชยาได้มีตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับเจดีย์พระบรมธาตุไชยาว่า ครั้งหนึ่งมีพี่น้องชาวอินเดียสองคนชื่อ ปะหมอ กับปะหมัน ทั้งสองเดินทางโดยเรือใบเข้ามาถึง เมืองไชยา ได้พาบริวารขึ้นบกที่บ้านนาค่ายตรงวัดหน้าเมือง ในตำบลเลเม็ด เจ้าเมืองมอบให้ปะหมอ ซึ่งเป็นนายช่างมีความเชี่ยวชาญการก่อสร้าง สร้างเจดีย์พระบรมธาตุไชยา ครั้นเสร็จก็ตัดมือตัดเท้า เสีย เพื่อมิให้ปะหมอไปสร้างเจดีย์ที่งดงามเช่นนี้ให้ผู้ใดอีก ปะหมอทนบาดพิษบาดแผลไม่ได้ ถึงแก่ความตาย เจ้าเมืองได้หล่อรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรไว้ เป็นเครื่องหมายแทนตัวปะหมอ ส่วนน้องชายที่ชื่อปะหมันได้ไปครองเกาะพัดหมัน และตึงรากอยู่ที่นั้นจนกระทั่งสิ้นชีวิต สถานที่ตั้งบ้านเรือนของปะหมันนั้นเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง มีนาล้อมเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ สมัยโบราณที่นี่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก คณะมโนราห์ที่เดินทางผ่านจะต้องหยุดไหว้รำร้องถวายมือ คณะใดไม่เคารพคนในคณะจะชัก หรือเกิดเหตุขัดข้องต่างๆ ถ้าใครไปตั้งคอกเลี้ยวหมูในบริเวณดังกล่าวหมูจะตายหมดทั้งคอก

เจดีย์พระบรมธาตุไชยาเป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัยองค์เดียวที่ยังอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 ไม่ปรากฎประวัติการสร้างและผู้สร้าง เข้าใจว่าสร้างในขณะที่เมืองไชยาสมัยศรีวิชัยกำลังเจริญรุ่งเรืองสูงสุด

หลักฐานที่ยืนยันถึงอาณาจักรศรีวิชัยอายุไม่ต่ำกว่า 1200 ปี จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ใช้ภาพของ เจดีย์พระบรมธาตุนี้เป็นสัญลักษณ์ในดวงตราประจำจังหวัด และเป็นสัญลักษณ์ในธงประจำกอง และผ้าพันคอลูกเสือด้วย ซึ่งถือกันว่าถ้าใครไปเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี หากไม่ได้ไปนมัสการ พระบรมธาตุไชยาแล้วก็เหมือนกับยังไปไม่ถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ส่วนทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมนั้น มีลักษณะเป็นเจดีย์องค์เดียว ในปัจจุบันที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด โดยองค์เจดีย์พระบรมธาตุมีความสูงจากฐานใต้ดินถึงยอด 24 เมตร ตั้งอยู่ บนฐาน สี่เหลี่ยมสูงย่อเก็จ ขนาดฐานวัดจากทิศตะวันตกยาว 13 เมตร ฐานนี้สร้างก่อนสมัยที่ พระชยาภิวัฒน์ (หนู ติสโส) จะบูรณะ ตั้งอยู่บนผิวดินซึ่งมีระดับต่ำกว่าพื้นดินปัจจุบัน ทางวัดได้ขุด บริเวณโดยรอบ ฐานเป็นเสมือนสระกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 60-70 เซนติเมตร เพื่อให้ฐานเดิม ปัจจุบันมีน้ำขังอยู่รอบฐานตลอดปี บางปีในหน้าแล้งรอบๆ ฐานเจดีย์พระบรมธาตุ จะแห้ง มีตาน้ำพุ ขึ้นมา ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถแก้โรคภัยต่างๆ ได้ ต่อมาทางวัด ได้ใช้ปูนซีเมนต์ ปิดตาน้ำเสีย

โดยองค์เจดีย์พระบรมธาตุเป็นทรงสี่เหลี่ยมจตุรมุขย่อ มุขด้านหน้าหรือมุขด้านตะวันออก เปิดมีบันไดขึ้นสำหรับให้ประชาชนเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปภายในเจดีย์ เมื่อเข้าไปภายใน จะเห็นองค์พระเจดีย์หลวง เห็นผนังก่ออิฐแบบไม่สอปูนลดหลั่นกันขึ้นไปถึงยอดมุข อีกสามด้าน ทึบทั้งหมด ที่มุมฐานทักษิณมีเจดีย์ทิศหรือเจดีย์บริวารตั้งซ้อนอยู่ด้วย หลังคาทำเป็น 3 ชั้นลดหลั่น กันขึ้นไป แต่ละชั้นประดับรูปวงโค้งขนาดเล็กและสถูปจำลองรวม 24 องค์ เหนือขึ้นไปเป็นส่วนยอด ซึ่งได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ 5 เป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ยอดเจดีย์ที่เดิมหักลงมาถึงคอ ระฆัง ทำให้เห็นลวดลายละเอียดเสียหายมาก รวมทั้งฐานเจดีย์ที่จมอยู่ใต้ดินได้ขุดดินโดยรอบฐาน พระเจดีย์ และทำลายรากไม้ในบริเวณนั้นแล้ว ก่ออิฐถือปูนตลอดเพื่อให้เห็นฐานเดิมของเจดีย์

อีกทั้งลวดลายประดับเจดีย์ ได้มีการสร้างเพิ่มเติมใหม่ด้วยปูนปั้นเกือบทั้งหมด เป็นลายปั้นใหม่ ตามความคิดของผู้บูรณะ มิได้อาศัยหลักทางโบราณคดี รวมถึงลานระหว่างเจดีย์และพระระเบียง เปลี่ยนจากอิฐหน้าวัวเป็นกระเบื้องซีเมนต์ จนถึงในรัชกาลปัจจุบัน พ.ศ.2521-2522 ได้รับการ บูรณะปฎิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้ง โดยการบูรณะในครั้งนี้เป็นการซ่อมแซมของเก่าที่มีอยู่เดิมให้คง สภาพดี เพื่อไว้เป็นปูชนียสถานที่สำคัญของชาติสืบต่อไป



ข้อมูลวัด





วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร

ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธาน

ความสำคัญ : "พระบรมธาตุไชยา", พระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร

สังกัดคณะสงฆ์ : มหานิกาย

เว็บไซต์วัด : -
nice_ba@thaimail.com (IP:203.188.21.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 6 ก.ค. 2549 (23:22)
ความรู้เอาหลายๆอย่างเลยน่ะ
nice_ba@thaimail.com (IP:203.188.21.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 6 ก.ค. 2549 (23:27)
บทที่ 5: การปรับปรุงพันธุ์





แนวคิดและวัตถุประสงค์





ัระบบการผสมพันธุ์เพื่อปรับปรุงพันธุ์สุกร





การผสมเทียม





การคัดเลือกพันธุ์





คำถามท้ายเรื่อง





















การผสมเทียม (Artificial Insemination) (1)



การผสมเทียม หมายถึงการรีดน้ำเชื้อตัวผู้ แล้วนำไปฉีดเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์สุกรของเพศเมียในระยะเวลาการเป็นสัด



ประโยชน์ของการผสมเทียม



1. สามารถแพร่เลือดของพ่อพันธุ์ที่ดีเยี่ยมไปได้มากและกว้างขวางที่สุด

2. การผสมเทียมเป็นวิธีป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคต่างๆ อันอาจเกิดได้ง่ายจากการผสมพันธุ์โดยธรรมชาติ เช่น แท้งติดต่อ วัณโรค

3. การผสมเทียมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อพ่อพันธุ์สุกรซึ่งมีราคาแพงมากมาไว้ในฟาร์ม

4. สามารถเก็บเชื้อพ่อพันธุ์ดีไว้ใช้ได้นานปี

5. ช่วยขจัดปัญหาแตกต่างระหว่างขนาดของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้

6. สัตว์ตัวเมียที่มีอวัยวะสืบพันธุ์ผิดปกติ ไม่อาจผสมพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ ก็อาจใช้วิธีการผสมเทียมติดได้

7. เป็นประโยชน์ทางด้านการศึกษาค้นคว้าทางวิชาพันธุศาสตร์







การเลือกพ่อสุกรมารีดเชื้อ

1. ต้องตรงตามสายพันธุ์ที่ต้องการ

2. พ่อพันธุ์ต้องมีอายุมากกว่า 9 เดือน หรือมีน้ำหนักมากกว่า 110 กิโลกรัม

3. ความถี่ในการรีดเชื้อของพ่อสุกร แตกต่างกัน

- อายุ 8 – 10 เดือน รีดได้ทุก 15 วัน

- อายุ 10 – 12 เดือน รีดได้ทุก 10 วัน

- อายุ 1ปีขึ้นไป รีดได้ทุก 7 วัน

4. งดรีดเชื้อพ่อพันธุ์ที่มีอาการขาเจ็บ ให้ทำการรักษาก่อน









การนำน้ำเชื้อไปผสมในแม่พันธุ์

1. แม่พันธุ์ต้องเป็นสัดแล้วเต็มที่ มีอาการยืนนิ่งเมื่อกดหลัง

2. ทำความสะอาดแม่พันธุ์

3. ใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดอวัยวะเพศ

4. ใช้น้ำเกลือล้างอวัยวะเพศอีกครั้ง

5. ล้าง catheter ด้วยน้ำเกลือทั้งภายนอกและภายใน

6. ค่อยๆสอด catheter เข้าไปในอวัยวะเพศเมีย โดยค่อยๆหมุนทวนเข็มนาฬิกาจนปลาย catheter ล็อคติดกับปากมดลูก (cervix) ทดลองดึงเบาๆจะไม่หลุดออก

7. หยิบขวดน้ำเชื้อมา ตัดปลายหลอด แล้วใส่ปลายหลอดน้ำเชื้อในรู catheter

8. ค่อยๆบีบน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกจนหมดหลอด (ประมาณ 5 นาที) รอสักครู่ค่อยๆดึง catheter ออกโดยหมุนตามเข็มนาฬิกา

9. อุปกรณ์ที่ใช้แล้วนำไปล้างและนึ่งฆ่าเชื้อก่อนนำมาใช้ใหม่











1 2















เลือกหัวข้อที่ต้องการ กิจกรรม กระดานข่าว หัวข้อข่าว



















องค์ความรู้

ข้อมูลทางการเกษตร

ความเคลื่อนไหวของหน่วยงาน, องค์กรภาคเกษตร

สถิติทางด้านการเกษตร

กฎหมายทางการเกษตร

ภูมิปัญญาการเกษตร

เกษตรกรรมยั่งยืน

โครงการพระราชดำริ

บริษัทผู้ส่งออกสินค้าเกษตร

ระบบตลาดสินค้าเกษตร

เขื่อนและแหล่งเก็บกักน้ำที่สำคัญ

รายชื่อโรงงานที่ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร

ความรู้ทางการเกษตร

คนรากหญ้า



พืช

ความรู้เกี่ยวกับพืช

สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ

การเพาะปลูก

ชุดดินที่สำคัญต่อการปลูกพืช

วัตถุดิบการเกษตร

ผลิตภัณฑ์แปรรูปพืช

มาตรฐานสินค้าเกษตร กลุ่มพืช ของประเทศไทยที่ประกาศใช้แล้ว

ใบรับรองมาตรฐาน การผลิตพืชอินทรีย์

โรคและการป้องกัน

การป้องกันและกำจัดศัตรูและโรคของพืช

การผลิตพืชนอกฤดู

เทคโนโลยีการผลิตเกษตรอินทรีย์



สัตว์

ความรู้เกี่ยวกับสัตว์

สถานการณ์สัตว์เศรษฐกิจ

การเลี้ยงและดูแลสัตว์

วัตถุดิบการเลี้ยงสัตว์

ผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์

มาตราฐานสินค้าเกษตร กลุ่มสัตว์ ของประเทศไทยที่ประกาศใช้แล้ว

มาตราฐานเกษตรอินทรีย์ ด้านปศุสัตว์

มาตราฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์

โรคและวิธีการป้องกันรักษา









หน้าหลัก / ถามตอบปัญหาการเกษตร







วันที่ 24/01/2545 คำถามจาก >> คุณ joe por999@kittymail.com



เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตสัตว์มีอะไรบ้างค่ะ

ดิฉันต้องการทราบข้อมูลและลายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตสัตว์ อย่างเช่นพวก การผสมเทียม GENOME , GMO การโคลนนิ่ง ว่ามันคืออะไร มีผลดี ผลเสียหรือผลกระทบอย่างไรบ้างกับการเพิ่มผลผลิต และมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่เกียวกับการเพิ่มผลผลิตสัตว์



วันที่ 25/01/2545 ผู้ตอบคำถาม >> คุณ เวปมาสเตอร์เกษตรพลิกฟื้นชาติ

เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตสัตว์

การผสมเทียม คือ การผสมพันธุ์แบบวิทยาศาสตร์ โดยการรีดน้ำเชื้อจากสัตว์ ตัวผู้ หรือพ่อพันธุ์ตามหลักวิชาการแล้วนำไปฉีดผสมเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเมีย ในขณะที่กำลังเป็นสัด เพื่อทำให้สัตว์ตัวเมียตั้งท้องและมีลูกโดยไม่ต้องให้สัตว์ผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

ประโยชน์ของการผสมเทียม

1.สามารถปรับปรุงพันธุ์สัตว์ให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะวิธีการผสมเทียมสามารถรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ที่ดีเยี่ยมทั้งพ่อโคนม โคเนื้อ กระบือ และสุกร นำไปฉีดผสมให้แม่พื้นเมืองได้จำนวนมาก เช่นการการรีดน้ำเชื้อจากพ่อโคหรือกระบือ แต่ละครั้งสามารถนำไปฉีดผสมให้แม่โค หรือกระบือได้ถึง 500 ตัว ในสุกรจะผสมได้ครั้งละประมาณ 10 ตัว ทำให้ได้สัตว์ลูกผสมพันธุ์ดีเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

2.เกษตรกรไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูสัตว์พ่อพันธุ์ ทำให้ประหยัดเงินค่าซื้อพ่อพันธุ์ ซึ่งหาได้ยาก และราคาแพง และยังทุ่นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสัตว์พ่อพันธุ์

3.ตัดปัญหาการขนส่งสัตว์ไปผสมพันธุ์ มีวิธีการนำน้ำเชื้อไปผสมให้ถึงคอกสัตว์ทุกแห่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ นอกจากนี้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์จากต่างประเทศก็ยังสามารถ สั่งมาใช้ผสมเทียมในประเทศได้ด้วย

4.สามารถผสมพันธุ์สัตว์ต่างขนาดกันได้ เช่น พ่อโคพันธุ์ต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่จะผสมกับแม่โคพื้นเมืองซึ่งมีขนาดตัวเล็กกว่า มักเป็นอันตรายหรือไม่มีทางผสมพันธุ์ ได้ตามธรรมชาติ แต่วิธีการผสมเทียมมีวิธีการรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ แล้วใช้เครื่องมือสำหรับฉีดน้ำเชื้อในสัตว์เพศเมีย จึงไม่เกิดปัญหา

5.ป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากการผสมพันธุ์ เช่นโรคแท้งติดต่อเนื่องจากสัตว์พ่อพันธุ์จะติดโรคจากตัวเมียที่กำลังเป็นโรค แล้วไปแพร่แก่ตัวเมียตัวอื่น เมื่อผสมตามธรรมชาติ แต่พ่อพันธุ์ที่ใช้ในการผสมเทียมปลอดจากโรคติตต่อทุกชนิด นอกจากนี้วิธีการรีดเก็บน้ำเชื้อ การฉีดเชื้อ ยังต้องปฏิบ้ติตามกรรมวิธีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ คือสะอาดปราศจากเชื้อโรค ติดต่อต่าง ๆ ได้

6.ป้องกันโรคระบาดที่มาจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สำคัญสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่เป็นโรค ในการผสมเทียม ไม่ต้องเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์ จึงเกิดประโยชน์ดังกล่าว

7.แก้ไขปัญหาเฉพาะรายสำหรับสัตว์ที่มีอวัยวะสืบพันธุ์ที่ผิดปกติ เช่นโคสาวมีปากมดลูกตีบ การล้วงตรวจภายในขณะทำการผสมเทียมทำให้ทราบได้ และสามรถใช้เครื่องมือผสมเทียม ช่วยได้

8.ย่นระยะเวลาการพิสูจน์พ่อพันธุ์ เนื่องจากพ่อพันธุ์ที่ดีนอกจากจะมีสายเลือดดีแล้ว ยังต้องสามารถถ่ายทอดลักษณะที่ดีให้แก่ลูกหลาน ฉะนั้น การที่จะพิสูจน์ว่าพ่อพันธุ์ตัวใดจะดีหรือไม่ จะต้องดูจากลูก การผสมเทียมทำให้เกิดลูกจำนวนมากในระยะเวลาสั้นกว่าการผสมแบบธรรมชาติ จึงทำให้ทราบผลการพิสูจน์พ่อพันธุ์ได้เร็วขึ้น

9.ช่วยในด้านการศึกษาค้นคว้าทางวิชาพันธุกรรม เช่นการทดลองผสมสัตว์ข้ามพันธุ์หรือสัตว์ต่างพันธุ์ เพื่อผลิตสัตวืพันธุ์ใหม่ เป็นต้น

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ กองผสมเทียม กรมปศุสัตว์ ถ.ติวานนท์ ต.บางกะดี่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี โทร. (02) 501-2116











วันที่ 10/01/2549 ผู้ร่วมตอบคำถาม>> คุณ สิริลักษณ์ สรรพสัตย์ siriluk .com.

เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตพืชมีอะไรบ้าง

วันที่ 10/01/2549 ผู้ร่วมตอบคำถาม>> คุณ สิริลักษณ์ สรรพสัตย์ siriluk .com.

เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตพืชมีอะไรบ้าง

วันที่ 28/06/2549 ผู้ร่วมตอบคำถาม>> คุณ 568963 3338

3563

วันที่ 02/07/2549 ผู้ร่วมตอบคำถาม>> คุณ F.f. brownie j.j.

จะมีรายละเอียดมากกว่านี้นะคะ

วันที่ 03/07/2549 ผู้ร่วมตอบคำถาม>> คุณ ฮีโร่ kunat_kunat@hotmail.com

เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตสัตว์มีอะไรบ้างครับ

ต้องการทราบข้อมูล เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตสัตว์

ต่างๆ











สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โปรแกรมวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป

วิชา วิทยาศาสตร์ืเพื่อคุณภาพชีวิต บทที่ 2 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

บทที่ิ 2

• บทนำ

• ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี์

• ้์เทคโนโลยีชีวภาพ

• เทคโนโลยีทางการเกษตร

• เทคโนโลยีทางการแพทย์

• เทคโนโลยีสารสนเทศ

• เทคโนโลยีพลังงาน

• นาโนเทคโนโลยี

• เทคโนโลยีสะอาด

• ทิศทางและแนวโน้มวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยีของไทย



• สรุปท้่ายบท

เทคโนโลยีทางการเกษตร



ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกนำมาใช้สร้างเทคโนโลยีที่นำมาพัฒนางานด้านการเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต และพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น รวมทั้งใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช ให้ได้ตามความต้องการของผู้บริโภค เทคโนโลยีที่มีส่วนในการพัฒนาด้านการเกษตรที่สำคัญได้แก่



1. เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (plant tissue culture)

หมายถึง เทคนิคการนำชิ้นส่วนของพืช เช่น อวัยวะ (organs) ส่วนเนื้อเยื่อ (tissue) เซลล์ (cells) หรือโพรโทพลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่เอาผนังเซลล์ออกแล้วมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ชิ้นส่วนของพืชจะเจริญขึ้นเป็นกลุ่มของเซลล์ที่เรียกว่า “แคลลัส” (callus) ซึ่งสามารถทำให้เจริญพัฒนาต่อไปจนเกิดอวัยวะต่าง ๆ ของพืชครบสมบูรณ์ได้ตามความต้องการที่จะนำไปใช้

ชิ้นส่วนของพืชที่นำมาเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่จะแยกมาจากบริเวณของพืชดังนี้ คือ บริเวณ ปลายยอด ตาข้าง ปลายราก ชิ้นส่วนของใบ รังไข่ ไข่อ่อน อับละอองเกษร ละอองเกษร ก้านช่อดอกไม้ ใบเลี้ยง ซึ่งการนำชิ้นส่วนเหล่านี้เพาะเลี้ยงในอาหารจะต้องใช้เทคนิคปลอดเชื้อเพื่อป้องกัน การปนเปื้อนจากเชื้อในอากาศจนกระทั่งเนื้อเยื่อเจริญเป็นอวัยวะของพืชครบแล้วจึงสามารถนำมาลงดินในธรรมชาติได้ วิธีการนี้ในปัจจุบันนิยมใช้กับพืชเศรษฐกิจ เช่น กล้วย มันสำปะหลัง มันฝรั่ง กล้วยไม้ เป็นต้น (ภาพที่ 2.2)









ภาพที่ 2.2 ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกุหลาบ

ที่มา : นิ่มนวล วาสนา , 2528



ประโยชน์ของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้านการเกษตร ได้แก่

(1) การขยายพันธุ์พืช โดยเทคนิคนี้จะสามารถเพิ่มปริมาณพันธุ์พืชที่มีลักษณะที่ต้องการได้ในปริมาณมาก กินพื้นที่น้อย และไม่กลายพันธุ์

(2) การคัดเลือกพันธุ์พืช การทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ จะทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์พืชที่ต้องการได้ เช่น พืชที่ทนต่อโรค แมลง ยากำจัดวัชพืช หรือทนต่อสภาพแวดล้อมในที่ต่าง ๆ เช่น ทนดินเค็ม และคัดเลือกพันธุ์ที่ดีไว้ขยายจำนวนให้มากขึ้นต่อไป

(3) การปรับปรุงพันธุ์พืชหรือผลิตพันธุ์ใหม่ ๆ โดยใช้เทคนิคนี้ร่วมกับเทคนิค พันธุวิศวกรรม เทคนิครวมโพรโทพลาสต์ หรือเทคนิคชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์โดยใช้รังสีหรือสารเคมี แล้วจึงคัดเลือกพันธุ์ที่ดีมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มจำนวนและเป็นสายพันธุ์ที่คงที่ (stable)

(4) การเก็บรักษาและรวบรวมพันธุ์พืช เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะช่วยเก็บรักษาพันธุ์พืชได้นาน โดยเก็บไว้ในที่เย็นจัด เช่น ในไนโตรเจนเหลว ซึ่งมีอุณหภูมิ –196 องศา เซลเซียส ทำให้เนื้อเยื่อหยุดการเจริญชั่วคราว เมื่อต้องการใช้จึงนำมาเปลี่ยนอาหารใหม่ ทำให้พืชที่เก็บมีลักษณะปลอดต่อแมลงและเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งประหยัดเนื้อที่และแรงงานดีกว่าการเก็บรักษาพืชตามธรรมดา ซึ่งเสียหายได้ง่ายและใช้พื้นที่มาก นอกจากนี้ยังสามารถแลกเปลี่ยนพันธุพืชกับต่างประเทศได้ โดยตัดปัญหาเรื่องโรคและแมลงที่อาจติดมาได้ง่าย

(5) การผลิตพืชที่ปราศจากเชื้อโรค เชื้อโรคที่ติดมากับพืชบางชนิดสามารถทำลายได้ด้วยยาหรือสารเคมี แต่บางชนิดอาจทำลายได้มาก เช่น โรคที่เกิดจากไวรัส ซึ่งสามารถใช้เทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อช่วยให้ได้พืชที่ปราศจากเชื้อไวรัสได้โดยตัดชิ้นส่วนของพืชที่ปลอดไวรัส โดยผ่านการตรวจสอบแล้วมาเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป สำหรับขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแสดงไว้ในภาพที่ 2.2

(6) การผลิตสารจากสมุนไพร โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งนำชิ้นส่วนของพืชสมุนไพรมาเพาะเลี้ยงให้เกิดกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า แคลลัส จากนั้นนำไปสกัดเอาสารเคมีหรือตัวยา โดยไม่ต้องรอให้แคลลัสนั้นเจริญเป็นต้นพืช ซึ่งจะช่วยลดการซื้อสารเคมีจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก



2. เทคโนโลยีการผสมเทียม (artificial insemination)

เป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการขยายพันธุ์สัตว์และปรับปรุงพันธุ์ให้ดีขึ้น โดยการรีดเก็บ น้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ แล้วฉีดใส่เข้าไปอวัยวะเพศเมียที่กำลังเป็นสัด (heat) เพื่อให้ตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ วิธีนี้สามารถใช้กับสัตว์ได้หลายประเภท เช่น โค กระบือ ปลา สุกร และม้า หลักในการผสมเทียมสัตว์โดยทั่วไปเริ่มจากการรีดเก็บน้ำเชื้อ โดยใช้กระบอกรีดน้ำเชื้อออกมา จากนั้นทำการ ตรวจสอบคุณภาพและปริมาณน้ำเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูจำนวนและความแข็งแรงของอสุจิ และนำเชื้อมาเติมน้ำยาเลี้ยงเชื้อ ซึ่งประกอบด้วยสารละลายโซเดียมซิเตรต (ใช้รักษาความเป็นกรด – ด่าง ให้เหมาะสมกับตัวอสุจิ) ไข่แดงให้เป็นอาหารของตัวอสุจิ และยาปฏิชีวนะ เพื่อทำลายเชื้อโรคบางชนิดในน้ำเชื้อ แล้วเก็บรักษาไว้ในที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 4-5 องศาเซลเซียส หรือแช่แข็งที่ –196 องศาเซลเซียส ในถังไนโตรเจนเหลว (liquid nitrogen tank) ก็จะเก็บได้นานเป็นปี เมื่อต้องการนำมาใช้ให้ฉีดน้ำเชื้อเข้าไปผสมในตัวเมียระยะที่ไข่สุก ประโยชน์ของการผสมเทียม พอสรุปได้ดังนี้

(1) ช่วยขยายพันธุ์สัตว์ได้จำนวนมาก โดยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา เช่น พ่อพันธุ์- โค 1 ตัว สามารถผสมพันธุ์ตามธรรมชาติกับตัวเมีย 20-75ตัว ในระยะเวลา 1 ปี และให้ลูกได้มากที่สุด 200 ตัว ในช่วงชีวิต แต่ถ้าใช้วิธีผสมเทียมพ่อพันธุ์โค 1 ตัว สามารถขยายพันธุ์ได้ 3,000-200,000 ตัว ในระยะ เวลา 1 ปีเป็นต้น

(2) สามารถผสมข้ามพันธุ์ได้ เช่น ผสมระหว่างสายพันธุ์พื้นเมืองและสายพันธุ์ ต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะดีจนได้ลูกผสม (hybrid) ที่ให้ผลผลิตดีกว่าพันธุ์แท้ ขั้นตอนการผสมเทียมอาจเขียนได้ดังนี้



วัวพันธุ์บราห์มัน X วัวพันธุ์พื้นเมือง





ลูกผสม X พันธุ์โคเนื้อหรือโคนม





ลูกผสม 3 สายเลือด



(3) สามารถแก้ปัญหาการเลี้ยงพ่อพันธุ์ต่างประเทศ และการขนส่งพ่อพันธุ์ไปผสมในระยะทางไกล ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก

(4) สามารถเลือกลักษณะและคุณภาพของลูกที่เกิดมาได้



3. เทคโนโลยีฝากถ่ายตัวอ่อน (embryo transfer)

หมายถึง การนำตัวอ่อนที่ได้รับการผสมแล้วโดยวิธีตามธรรมชาติ หรือจากการผสมเทียมของตัวผู้ให้ (donor) ไปฝากไว้ในมดลูกของตัวผู้รับ (recipients) ตัวรับจะอุ้มท้องจนคลอดออกมาก ตัวผู้ให้คือ สัตว์ที่เป็นแม่พันธุ์จะถูกฉีดฮอร์โมนเข้าไปกระตุ้นให้ผลิตไข่จำนวนมาก เพื่อจะได้รับการผสมเป็นตัวอ่อนและตั้งท้องจนคลอดในที่สุด ขั้นตอนการฝากถ่ายตัวอ่อนในโคสามารถสรุปได้ดังนี้









ตัวผู้ให้ ตัวผู้รับ



คัดเลือกแม่พันธุ์ที่ดี ใช้ฮอร์โมนเหนี่ยวนำให้เป็นสัดพร้อมกับตัวให้



ใช้ฮอร์โมนเหนี่ยวนำในการเป็นสัด



ใช้ฮอร์โมนกระตุ้นให้ผลิตไข่จำนวนมาก



ทำการผสมเทียม



ล้วงตัวอ่อนออกจากมดลูก



ตรวจคุณภาพของตัวอ่อน

ทำการถ่ายฝากให้กับตัวรับ



ตัวรับอุ้มท้อง



คลอด (ลูกโคพันธุ์ดี)



4. เทคโนโลยีการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี (biological control)

เป็นการใช้สิ่งที่มีชีวิตพวกตัวเบียน ตัวห้ำ ตัวที่ทำให้เกิดโรคหรือผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิต ควบคุมแมลงศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมีที่อาจทำให้ศัตรูพืชเกิดดื้อยาได้เมื่อใช้ไปเป็นเวลานานจึงทำให้ต้องเพิ่มปริมาณสารเคมีในการทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็จะทำลายศัตรูธรรมชาติที่ควบคุมกันเองตายไปด้วย รวมทั้งสารเคมีเหล่านี้ยังตกค้างในสิ่งแวดล้อมทำให้ดินและน้ำเป็นพิษ การควบคุมศัตรูพืช โดยชีววิธี เช่น การใช้ไส้เดือนฝอยควบคุมหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกอกล้วย การใช้แบคทีเรีย Bacillus thruringiensis กำจัดหนอนผักบุ้ง หนอนใบผัก ทำลายแมลงต่าง ๆ เป็นต้น



5. เทคโนโลยีการสร้างเครื่องมือทางการเกษตร

มนุษย์ได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสร้างเครื่องทุ่นแรง ในการทำเกษตรกรรม ซึ่งทำให้ใช้แรงงานคนน้อยลง และได้ผลผลิตมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว นำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น ผลของการใช้เครื่องจักรแทนกำลังคน ทำให้เกษตรกรสามารถใช้เวลาที่เหลือในการประกอบอาชีพเสริมอื่น ๆ เช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของตนเอง หรือขายผลผลิตโดยตรง ฯลฯ อุปกรณ์ที่ช่วยงานทางด้านการเกษตรได้แก่

(1) การใช้เครื่องทุ่นแรงในการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูก เช่น ใช้รถไถหรือ รถแทรกเตอร์ การพรวนดิน ย่อยดินให้ละเอียดด้วยจานพรวน คราดซี่ ลูกกลิ้งหมุน และเครื่องยก ร่องปลูก รวมทั้งการใช้เครื่องหว่านปุ๋ยคอก

(2) การใช้เครื่องปลูกพืช ได้แก่ เครื่องโรยเมล็ด เครื่องหยอดเมล็ด เครื่องปลูกต้นกล้าหรือหว่านเมล็ดทางอากาศ เครื่องให้อาหารสัตว์อัตโนมัติ

(3) การใช้เครื่องพ่นยาปราบศัตรูพืช เครื่องพรวนดินในระหว่างการปลูกพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง

(4) การใช้เครื่องเก็บผลไม้ เครื่องตัดหญ้า เครื่องเกี่ยวหญ้า และเรียงหญ้าเป็นกอง เครื่องอัดขัดฟ่อนข้าว จะทำให้ประหยัดเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตลงได้มาก

(5) การใช้ห้องเย็น โรงเก็บเมล็ด ที่สามารถควบคุมความชื้นหรืออุณหภูมิเพื่อเก็บรักษาผลผลิตได้นานขึ้น

นอกจากนี้การจัดระบบชลประทาน เช่น การสร้างเขื่อน สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้สำหรับการเกษตรตลอดปีก็จัดว่าเป็นเทคโนโลยีที่มนุษย์ได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย





บทที่ 1| บทที่ 2| บทที่ 3| บทที่ 4| บทที่ 5| บทที่ 6



ปรับปรุงวันที่ July 25, 2003 4:38 PM • webmaster kai_2511@hotmail.com







การผสมเทียม (Artificial insemination)



การผสมเทียม (Artificial insemination) ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง การผสมพันธุ์ด้วยวิธีฉีดน้ำอสุจิเข้าอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศเมีย โดยไม่ได้ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกัน



นอกจากนี้ การผสมเทียมยังหมายถึง การขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยเทคนิคที่สามารถป้องกันการแพร่โรคทางการสืบพันธุ์



ก่อนที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการผสมเทียม ควรทราบถึงประวัติและวิวัฒนาการของงานผสมเทียมเสียก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องการผสมเทียมเพื่อพัฒนางานผสมเทียมต่อไป



ประวัติงานผสมเทียม



การผสมเทียม ได้เริ่มกำเนิดขึ้นในโลก ประมาณปี พ.ศ.1865 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอาหรับ ได้ทำการผสมเทียมม้าเป็นผลสำเร็จ โดยใช้น้ำเชื้อม้าที่ติดที่หนังหุ้มลึงค์ นำมาผสมให้กับแม่ม้าที่กำลังเป็นสัด ทำให้แม่ม้าตั้งท้องและคลอด



ปี พ.ศ. 2220 ลีเวนฮุค(Leeuwenhoek) และแฮมม์(Hamm) ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้ จึงได้ตั้งชื่อว่าเอนิมัลคู(Animalcule) ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในขณะนั้น ยังไม่ทราบว่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้คืออะไร



ปี พ.ศ. 2323 ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อลาซาโล (Lazarro Spallanzani) ได้เขียนผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลสำเร็จของการผสมเทียม โดยได้ทำการผสมเทียมสุนัข ได้ลูกสุนัขที่เกิดจากการผสมเทียม 3 ตัว และได้ทดลองแยกน้ำเชื้อโดยการกรอง พบว่า ส่วนของน้ำเชื้อที่ผ่านเครื่องกรองออกมานั้น ถ้านำไปฉีดในแม่สัตว์ที่กำลังเป็นสัด ปรากฎว่าผสมไม่ติด แต่ถ้าเอาส่วนบนที่ติดกับเครื่องกรองไปผสม ปรากฎว่าผสมติดดีขึ้น และยังพบว่า ถ้าทำให้น้ำเชื้อเย็นลงระดับหนึ่ง จะสามารถเก็บรักษาน้ำเชื้อได้นานมากขึ้น



ปี พ.ศ. 2457 ศาสตราจารย์ อะเมนเทีย(Prof.Amantea) ได้ทำการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสุนัข (Artificial vagina) เพื่อใช้ในการรีดเก็บน้ำเชื้อจากพ่อสุนัข จนเป็นจุดเริ่มต้นของการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสัตว์ชนิดอื่น ๆ



ปี พ.ศ. 2479 นักวิทยาศาสตร์ของประเทศเดนมาร์ค เริ่มพัฒนาการผสมเทียมโคนม โดยใช้วิธีล้วงเข้าทางทวารหนัก (Rectovaginal insemination) โดยใช้มือล้วงเข้าทางทวารหนักจับคอมดลูก(Cervix) แล้วใช้ปืนฉีดน้ำเชื้อสอดผ่านช่องคลอด ผ่านคอมดลูก(Cervix) จนไปถึงตัวมดลูก(Body of Uterus) และฉีดน้ำเชื้อในมดลูกทำให้อัตราการผสมติดดีขึ้น



หลังจากนั้น งานผสมเทียมได้มีการขยายมากขึ้น และกระจายไปสู่สัตว์ต่าง ๆ มีการผสมเทียมสุนัข ม้า โค แพะ แกะ จนสามารถให้กำเนิดลูกสัตว์ได้นับแสนตัว



ปี พ.ศ. 2483 ได้มีการพัฒนาน้ำเชื้อ โดยฟิลลิป(Philips) และลาดี้(Lardy) ได้ทดลองนำไข่แดงผสมเป็นสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันอันตรายของตัวอสุจิในการลดอุณหภูมิของน้ำเชื้อ และทำให้สามารถเก็บน้ำเชื้อได้นาน 2-3 วัน



ปี พ.ศ. 2484 ซาลิสเบอรี่(Salisbury) และคณะ ทดลองใช้โซเดียม ซิเตรท(Sodium citrate) และ ไข่แดง เป็นบัฟเฟอร์(buffer) ในสารเจือจางน้ำเชื้อ สามารถเพิ่มปริมาตรน้ำเชื้อ และแบ่งน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้กับสัตว์ได้มากตัว



ปี พ.ศ. 2489 อรัมคริส(Alamquist) และคณะ ได้ทดลองเติมยาปฏิชีวนะลงไปในสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในน้ำเชื้อได้ดี



ปี พ.ศ. 2492 ซี โพล(C.Polge) และคณะ ชาวอังกฤษ ได้ทำการแช่แข็งน้ำเชื้อได้สำเร็จโดยเก็บน้ำเชื้อในน้ำแข็งแห้งอุณหภูมิ -79 องศาเซลเซียส



ปี พ.ศ. 2495 พอล(Polge) และโรสัน(Rowson) ได้พบว่า การเติมกลีเซอรอล ลงในสารเจือจางน้ำเชื้อ จะช่วยให้อสุจิรอดชีวิตจากการเก็บที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเริ่มในการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง



บิดาแห่งการผสมเทียม



การผสมเทียมในประเทศไทยเริ่มขึ้นโดย ในปี พ.ศ.2496 ศาสตราจารย์นีลล์ ลาเกอร์ลอฟ ชาวสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากเอฟ.เอ.โอ. ได้เดินทางมาสำรวจการเลี้ยงปศุสัตว์ในประเทศไทย โดยทุนของ เอฟ.เอ.โอ. จากนั้นได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโครงการผลิตโคนมลูกผสมด้วยวิธีการผสมเทียมในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ของ โครงการฯ คือ เพื่อให้ประเทศไทย สามารถผลิตน้ำนมได้เองภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศ (มูลค่านำเข้าขณะนั้นประมาณ 1,000 ล้านบาทเศษ)



หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2497 กรมปศุสัตว์ได้ส่งข้าราชการ 2 นายคือ นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ และนายสัตวแพทย์อุทัย สาลิคุปต์ โดยทุน เอฟ.เอ.โอ. ไปศึกษาอบรมนานาชาติ ณ ราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติร่วมกับรัฐบาลสวีเดน ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมวิชาการสืบพันธุ์ รวมทั้งการผสมเทียมขึ้นเป็นรุ่นแรก



หลังจากนายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ศึกษาวิชาการสืบพันธุ์และผสมเทียม ณ ประเทศสวีเดนสำเร็จ และเดินทางกลับประเทศไทย ท่านได้เริ่มต้นด้วยการพยายามก่อตั้งสถานีผสมเทียม เพื่อให้บริการผสมเทียมแก่ปศุสัตว์ของเกษตรกร รวมถึงพยายามถ่ายทอดความรู้ด้านการผสมเทียมแก่นักวิชาการของกรมปศุสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง จนในปี พ.ศ. 2499 กรมปศุสัตว์จึง ได้เปิดสถานีผสมเทียมแห่งแรก ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมดังกล่าว





ภาพ การปฏิบัติงานผสมเทียมในระยะแรก



จากที่การปฏิบัติงานผสมเทียมในระยะต้น ๆ ยังไม่มีงบประมาณสนับสนุน นายสัตวแพทย์ทศพร ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะประยุกต์ดัดแปลงเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ สำหรับปฏิบัติงานผสมเทียมโดยไม่ต้องซื้อหาจากต่างประเทศ จนสามารถประยุกต์อุปกรณ์ที่มี นำมาปฏิบัติงานผสมเทียมได้ และในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2499 นายสัตวแพทย์ทศพร ได้ผสมเทียมให้แม่โคตัวแรก ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแม่โคของนายนคร ผดุงกิจ เป็นผลสำเร็จ แม่โคดังกล่าวได้ตั้งท้องและต่อมาคลอดลูกเป็นลูกโคเพศเมีย ดังนั้น ในวันที่ 9 กันยายน ของทุก ๆ ปี จึงถือเป็นวันกำเนิดงานผสมเทียมของประเทศไทย



ในปี พ.ศ. 2501 สถานีผสมเทียมแห่งที่สองได้ตั้งขึ้นที่หน่วยผสมเทียมกลางในกรมปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์ประเสิรฐ ศงสะเสน เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายสัตวแพทย์ประเสริฐ ได้พัฒนาและปรับปรุงพื้นฐานการเลี้ยงโคนมและการผสมเทียมในกรุงเทพมหานคร



ตามรอยของนายสัตวแพทย์ทศพรที่สร้างไว้ จนประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง









ภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และนายสัตวแพทย์ทศพร







ในปี พ.ศ. 2503 สถานีผสมเทียมแห่งที่สาม ได้เปิดทำการขึ้นที่ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยนายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ รับเป็นหัวหน้าสถานี นายสัตวแพทย์ทศพรเป็นคนแรกที่บุกเบิกและดำเนินงานผสมเทียมในพื้นที่ตำบลหนองโพจนกระทั่งสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมสามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็น สหกรณ์โคนมหนองโพในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง



ตลอดระยะเวลาที่นายสัตวแพทย์ทศพร คลุกคลีกับงานผสมเทียม ท่านได้ทุมเทแรงกาย แรงใจ ได้พยายามถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ ได้พยายามสร้างสรรค์ พร้อมทั้งวางรากฐานงานผสมเทียมของเทศไทย จนงานผสมเทียม เป็นที่ยอมรับแก่เกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ทำให้หน่วยผสมเทียม ได้พัฒนาใหญ่ขึ้นตามลำดับ จากหน่วยผสมเทียมกลางได้พัฒนาเป็น กองผสมเทียม และนายสัตวแพทย์ทศพร ท่านได้เป็นผู้อำนวยการกองผสมเทียมคนแรก



จากความมุ่งมั่นที่จะพัฒนางาน รวมทั้งการวางรากฐานที่ดีของนายสัตวแพทย์ทศพร ทำให้ปัจจุบันงานผสมเทียมของประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ดังนั้น นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ จึงได้รับขนานนามว่า “ บิดาแห่งการผสมเทียมของประเทศไทย “



การพัฒนางาน



การปฏิบัติงานผสมเทียมในสมัยแรก ๆ ได้ทำการรีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนม ผสมด้วยน้ำยาละลายน้ำเชื้อประเภทไข่แดงซิเตรท (Egg Yolk Citrate) โดยทำการผสมแบบน้ำเชื้อสด (Fresh Semen) พ่อพันธุ์โคนมที่ใช้รีดน้ำเชื้อระยะแรก ๆ คือ พ่อพันธุ์เรดเดน , บราวน์สวิส , เจอร์ซี่ แต่เนื่องจากสีของลูกผสมที่เกิดมา มีสีคล้ายกับโคพื้นเมือง จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมากนัก ต่อมาได้เปลี่ยนพ่อพันธุ์เป็นพันธุ์ขาว - ดำ (Holstein Friesian) ซึ่งเป็นพันธุ์โคนมพันธุ์หลักที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์โคนมประเทศ ลูกผสมที่คลอดออกมาให้สีต่างจากแม่พันธุ์ ปริมาณน้ำนมที่ได้เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ได้รับความนิยมสูงสุดจนถึงปัจจุบัน



ในปี พ.ศ. 2504 เริ่มทำการผสมเทียมสุกรครั้งแรกที่สถานีผสมเทียมกรุงเทพฯ และหนองโพ โดยใช้สุกรพ่อสุกรพันธุ์ เบิกชายร์ (Berkshire) , แฮมชายร์(Hamshrie) , ดูร๊อคเจอร์ซี่ (Duroc Jersey) , ลาร์จไวท์(Large white) และพันธุ์แลนเรซ (Landrace) ต่อมาความนิยมลดลง เนื่องจากขาดงบประมาณในการสร้างพ่อพันธุ์สุกรทดแทน การผสมเทียมสุกรระยะหลังจึงลดลง และเลิกไปในที่สุด ยกเว้นศูนย์วิจัยการผสมเทียมนครราชสีมาเพียงศูนย์ฯ เดียวที่ยังดำเนินการผลิตน้ำเชื้อสุกรในขณะนั้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2542 การผสมเทียมสุกร ได้รับความนิยมจากผู้เลี้ยงสุกรมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แถบจังหวัดราชบุรีและนครปฐม ทำให้น้ำเชื้อสดสุกรที่มีจำหน่วยในท้องตลาดมีราคาสูงจนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยเริ่มเดือดร้อน ศูนย์วิจัยการผสมเทียมราชบุรี(สถานีผสมเทียมหนองโพเดิม) จึงเริ่มดำเนินการผลิตน้ำเชื้อสดสุกรอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้พ่อพันธุ์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ดูร๊อคเจอร์ซี่ (Duroc Jersey) , ลาร์จไวท์(Large white) และพันธุ์แลนเรซ (Landrace) ผลิตเป็นน้ำเชื้อสดและจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาถูก เพื่อลดความเดือดร้อนของเกษตรกร





ภาพ ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อสุกรราชบุรี



ในปี พ.ศ. 2517 สถานีผสมเทียมจังหวัดขอนแก่น ทำการรีดน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์อเมริกันบราห์มันได้สำเร็จ และเริ่มบริการผสมเทียมโคเนื้อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



ในปี พ.ศ. 2521 สถานีผสมเทียมจังหวัดขอนแก่น ทำการรีดน้ำเชื้อพ่อพันธุ์กระบือพื้นเมืองได้สำเร็จ แล
nice_ba@thaimail.com (IP:203.188.21.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 6 ก.ค. 2549 (23:43)
วันนี้พอแค่นี้แล้วจ่ะบายวันนี้มีตอบคำถามเชิญคิดข้าจะถามแล้ว



1 2 3 เรื่ม



การผสมเทียมแม่พันธุ์(สัตว์พันธุ์)ควรทำขั้นแรกยังไง



ก. ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ปลาแม่พันธุ์



ข. รีดไข่จากแม่พันธุ์ลงในกะละมัง



ค. เทน้ำเชื้อผสมกับไข่แล้วใช่ขนไก่คนเบาๆ



ง. เทไข่ที่ผสมแล้วลงในบ่อฟัก



โชคดีน่ะ ถ้าจะตอบส่งความคิดเห็นตอบอะไรอย่างเช่นตอบ



(ตัวอย่าง)ค. เทน้ำเชื้อผสมกับไข่แล้วใช่ขนไก่คนเบาๆ



หรือส่งอีเมล์ก็ได้ตอบแบบส่งความคิดเห็น



พวกเราคนเก่งชวนรู้ชวนคิด



ถ้าใครตอบถูก



จะได้รับรูปภาพกล่องคำตอบน่ะอย่าลืมบอกชื่ออีเมล์ด้วยน่ะ



อ๋อลืมไปผมอีเมล์ nice_ba@thaimail.com โชคดีทุกคน
nice_ba@thaimail.com (IP:203.188.21.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 6 ก.ค. 2549 (23:44)
วันนี้พอแค่นี้แล้วจ่ะบายวันนี้มีตอบคำถามเชิญคิดข้าจะถามแล้ว



1 2 3 เรื่ม



การผสมเทียมแม่พันธุ์(สัตว์ปลา)ควรทำขั้นแรกยังไง



ก. ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้ปลาแม่พันธุ์



ข. รีดไข่จากแม่พันธุ์ลงในกะละมัง



ค. เทน้ำเชื้อผสมกับไข่แล้วใช่ขนไก่คนเบาๆ



ง. เทไข่ที่ผสมแล้วลงในบ่อฟัก



โชคดีน่ะ ถ้าจะตอบส่งความคิดเห็นตอบอะไรอย่างเช่นตอบ



(ตัวอย่าง)ค. เทน้ำเชื้อผสมกับไข่แล้วใช่ขนไก่คนเบาๆ



หรือส่งอีเมล์ก็ได้ตอบแบบส่งความคิดเห็น



พวกเราคนเก่งชวนรู้ชวนคิด



ถ้าใครตอบถูก



จะได้รับรูปภาพกล่องคำตอบน่ะอย่าลืมบอกชื่ออีเมล์ด้วยน่ะ



อ๋อลืมไปผมอีเมล์ nice_ba@thaimail.com โชคดีทุกคน



ขออภัยครับพิมพ์ผิด
nice_ba@thaimail.com (IP:203.188.21.120,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 10 ก.ค. 2549 (08:07)
การโคลนนิ่งนะช่วยที
catty (IP:203.188.24.105,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 7 ส.ค. 2549 (18:43)
อยากรู้เรื่องการโคลนนิ่งงสัตว์ต่างๆๆใครรู้ช่วยบอกทีนะ
pangpang535@hotmail.com (IP:203.188.19.254,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 9 ส.ค. 2549 (21:47)
รู้จักท่านหนึ่งค่ะ น.สพ.สัมพันธ์ สิงหจันทร์ เคยเรียนกับท่านเรื่องการผสมเทียมโค และ การผสมติดยากในโคเนื้อ ท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านผสมเทียมอย่างมาก
Chompoo
ร่วมแบ่งปัน120 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 23 ส.ค. 2549 (09:01)
อยากทราบเกี่ยวกับเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำเชื้อด้วยวิธีการย้อมสีและมีสีอะไรบ้างและวิธีการขั้นตอนในการย้อมสีทำอย่างไร..ขอบพระคุณมากค่ะ
arunee_jo@hotmail.com (IP:124.157.156.35,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 10 ก.ย. 2549 (15:13)
อยากรู้เรื่องการโคลนนิ่ง
Orn_love0129@hotmail.com (IP:202.129.48.182,192.168.3.109,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 11 ก.ย. 2549 (18:02)
ใครที่ต้องการหางาน พาสทาม รายได้ดี หรืองานประจำ โทร.09-088-0110 ติดต่อคุณบอย
boy_200sx@hotmail.com (IP:202.151.43.70,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 27 ก.ย. 2549 (16:07)
ตอนนี้กำลังทำวิชาโครงการค่ะ อยากได้ข้อมูลเกียวกับโคนมมาก ๆเลยค่ะ เพราะตอนนี้ข้อมูลที่มีอยู่อาจารย์บอกว่ายังไม่พอ ถ้าใครมีข้อมูลขอความกรุณาหน่อยนะคะ ช่วยส่งมาให้ที่เมลด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
akiloss@thaimail.com (IP:203.113.67.37,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 14 พ.ย. 2549 (20:25)
อยากรู้งานวิจัยเรื่องการถ่ายฝากตัวอ่อนในประเทศไทย
www.BOy1506@thaimail.com (IP:202.28.51.60,192.168.60.217, 202.28.48.133,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 8 ก.ค. 2550 (10:42)
น่าจามีรูปพาบนะคะเนี่ย
มดเดง........... (IP:203.118.120.229)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 9 ก.ค. 2550 (18:14)
สัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายในได้แก่
มาย (IP:222.123.175.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 1 ส.ค. 2553 (15:00)
อยากได้รูปการผสมเทียมมากเลย
sunantha_zaza@hotmail.com (IP:124.157.206.39)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 9 ก.ค. 2554 (13:10)
ใครมีข้อมูลเรื่องพัฒนาการสูตรสารละลายน้ำเชื้อสุกรบ้างคะ ตั่งแต่อดีตไปจนถึงปัจจุบันค่ะ ขอบคุณมากคะ
ปลายทาง (IP:223.25.192.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 24 ส.ค. 2557 (20:02)
ท้อิ้้ิิื่ีเ้ั
Ffssdd@royan.co.th (IP:101.109.65.39)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม