การแพร่ ออสโมชิส แอคทีฟทรานสปอร์ต

โพสต์เมื่อ: 14:00 วันที่ 21 ส.ค. 2548         ชมแล้ว: 239,922 ตอบแล้ว: 242
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ช่วยอธิบายทั้ง 3 อย่าง อย่างละเอียดหน่อยนะคะ

ขอบคุณมากๆค่ะ


ทราย(202.57.173.130,,)

จำนวน 185 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 26 มิ.ย. 2550 (18:44)
อนุภาคมีผลต่อการเเพร่ไหมครับ ถ้ามีอย่างไร
wywern (IP:58.9.190.60)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 29 มิ.ย. 2550 (08:45)
รักแกมากๆ
mintzaa_4442hotmail.com (IP:125.26.201.145)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 2 ก.ค. 2550 (20:52)
ตอบคำถามที่108

ขนาดของอนุภาคมีผลต่อการแพร่ นอกจากนี้ปัจจัยของการแพร่ได้แก่

1.ความเข้มข้นของสาร

2.อุณหภูมิ

3.ขนาดของอนุภาค

4.ความสามารถในการละลายของสาร

และยังพบว่าอัตราการแพร่ของสารขึ้นอยู่กับความดันอีกด้วย
ต่าย (IP:203.113.67.70)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 4 ก.ค. 2550 (11:13)
อยากได้เรื่องการเคลื่อนที่ของนํา
dongG (IP:61.19.69.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 6 ก.ค. 2550 (11:21)
เซลล์
พิทักษ์ (IP:203.172.187.226)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 7 ก.ค. 2550 (20:54)
ออสโมซิสคืออะไรค่ะ
น่ารัก (IP:203.156.35.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 7 ก.ค. 2550 (20:57)
การแพร่ ( Diffusion ) หมายถึง การเคลื่อนที่ของโมเลกุลหรืออิออน ซึ่งจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความหนาแน่นของโมเลกุลที่มากกว่า ไปยังบริเวณที่มีความหนาแน่นของโมเลกุลที่น้อยกว่า จนกระทั่งความหนาแน่นของโมเลกุลของสารเกิดความสมดุล คือความหนาแน่นของโมเลกุลเท่ากันจึงหยุดแพร่

* สารที่จะแพร่ได้ต้องอยู่ในสภาวะโมเลกุลหรืออิออนที่เคลื่อนที่ได้ เช่น สภาวะก๊าซหรือของเหลวหรืออนุภาคของแข็งที่แขวนลอยในตัวกลางที่เป็นของเหลว

* ต้องอาศัยพลังงานจลน์ที่อยู่ในโมเลกุลหรืออิออนในการแพร่

* การแพร่ของอนุภาคของแข็งในตัวกลางที่เป็นของเหลว จะอาศัยพลังงานจลน์ของของเหลวที่กระแทกโมเลกุลของของแข็งตลอดเวลา

* เกิดขึ้นเมื่อมีโมเลกุลหรืออิออนของสารในที่ 2 แห่งหนาแน่นไม่เท่ากัน ซึ่งจะเกิดการแพร่จากบริเวณที่หนาแน่นมากไปยังบริเวณที่หนาแน่นน้อยกว่า

*โมเลกุลของสารที่อยู่กันอย่างหนาแน่นจะชนกันเอง และกระแทกให้โมเลกุลรอบนอกเคลื่อนที่ออกไปจากบริเวณที่หนาแน่นมาก กระจายออกไปเรื่อยๆ

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่ ได้แก่

1. ความเข้มข้นของสาร - สารที่เข้มข้นจะแพร่ได้มาก

2. อุณหภูมิ - การเพิ่มอุณหภูมิทำให้การแพร่เป็นไปได้เร็วขึ้น

3. ความดัน - การเพิ่มความดันช่วยให้โมเลกุลหรืออิออนของสารเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น

4. สิ่งเจือปนอื่นๆ - ที่ปนอยู่ในสารจะเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้การแพร่เกิดได้ช้าลง

5. การดูดติดของสารอื่น - ถ้าโมเลกุลหรืออิออนของสารที่แพร่ถูกดูดติดด้วยองค์ประกอบของสารต่างๆ จะทำให้ความสามารถในการแพร่ลดลง

การแพร่คือการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสารชนิดหนึ่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ทั้งนี้การแพร่เกิดได้หลายรูปแบบแล้วแต่แรงขับเคลื่อนที่มีในขณะนั้น



การแพร่ของสารแบบธรรมดา (simple diffusion) คือการเคลื่อนที่ของโมเลกุลสารจากที่ที่ความเข้มข้นมาก ไป ความเข้มข้นน้อย ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆก็คือ เวลาเราหยดหมึกลงในน้ำแล้วโมเลกุลหมึกค่อยๆกระจายไปในโมเลกุลน้ำ

การแพร่สาร ของโมเลกุลของสารเป็นการเคลื่อนที่ของโมเลกุลจากจุดที่มีความเข้มข้นสูงกว่า ไปยังจุดที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า การเคลื่อนที่นี้เป็นไปในลักษณะทุกทิศทุกทาง โดยไม่มีทิศทางที่แน่นอนผลจากการเคลื่อนที่อันนี้จะทำให้ความเข้มข้นของโมเลกุลของสารในภาชนะที่มีเนื้อที่จำกัดนั้น มีความเข้มข้นเท่ากันหมดตัวอย่างของการแพร่ที่พบได้เสมอ คือ

ก.การแพร่ของเกลือในน้ำ

ข.การแพร่อขงน้ำหอมในอากาศ

นอกจาก 2 ตัวอย่างทียกมาให้ดูแล้วยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การฉีดดีดีทีฆ่าแมลง การเติมน้ำตาลลงในถ้วยกาแฟ การหยดหรือแต่น้ำหอมตามเสื้อผ้า กลิ่นลูกเหม็นกันแมลง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เป็นต้น

ในปีค.ศ. 1828 (พ.ศ. 2371) รอเบิร์ต บราวน์ ได้สังเกตปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง โดยพบว่า เมื่อเกสรดอกไม้ตกลงในน้ำ เกสรนั้นจะมีการเคลื่อนที่อย่างไม่มีทิศทางแน่นอนต่อมาจึงเรียกการเคลื่อนที่อย่างไม่มีทิศทางแน่นอนหรือ ไร้ทิศทางนี้ ว่า การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน (Brownian movement) และแอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้ให้เหตุผลว่า การเคลื่อนที่ของเกสรดอกไม้ที่เรียกว่า การเคลื่อนที่แบบบราวเนียนนั้นเกิดจากโมเลกุลของน้ำเคลื่อนที่เข้าชนเกสรดอกไม้อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกสรดอกไม้เคลื่อนที่ได้

การแพร่เกิดจากพลังงานจลน์ (kinetic energy) ของโมเลกุลหรือไอออนของสาร ทำให้เกิดการเคลื่อนที่และกระทบกระทั่งหรือชนกันโดยบังเอิญเป็นผลให้เกิดการกระจายในทุกทิศทุกทาง บริเวณที่มีความเข้มข้นของโมเลกุลหรือไอออนน้อยกว่า จนทำให้ทุกบริเวณมีความเข้มข้นของโมเลกุลหรือไอออนเท่ากัน จึงเรียกว่า ภาวะสมดุลของการแพร่ (diffusion equilibrium) ในภาวะเช่นนี้สารต่าง ๆ ก็ยังมีการเคลื่อนที่อยู่แต่อยู่ในลักษณะที่ไปและมาหรือออกเข้าในจำนวนที่เท่า ๆ กัน

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่

ความเร็วของการแพร่จะมากหรือน้อย เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับ

1.อุณหภูมิ ในขณะที่อุณหภูมิสูง โมเลกุลของสารมีพลังงานจลน์มากขึ้น ทำให้โมเลกุลเหล่านี้เคลื่อนที่ได้เร็วกว่า เมื่ออุณหภูมิต่ำ การแพร่จึงเกิดขึ้นได้เร็ว

2.ความแตกต่างของความเข้มข้น ถ้าหากมีความเข้มข้นของสาร 2 บริเวณ แตกต่าง แตกต่างกันมากจะทำให้การแพร่เกิดขึ้นได้เร็วขึ้นด้วย เนื่องจากบริเวณที่มีความเข้มข้นมากโมเลกุลมีโอกาสชนและกระแทกกันมากทำให้โมเลกุลกระจายออกไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าได้เร็วกว่า เมื่อความเข้มข้นใกล้เคียงกัน

3.ขนาดของโมเลกุลสาร สารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจะเกิดการแพร่ได้เร็วกว่าสารโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากสารโมเลกุลเล็กสามารถแทรกไประหว่างโมเลกุลของสารตัวกลางได้ดีกว่าสารโมเลกุลใหญ่ สารโมเลกุลเล็กจึงแพร่ได้ดี

4.ความเข้มข้นและชนิดของสารตัวกลาง สารตัวกลางที่มีความเข้มข้นมากจะมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของตัวกลางของตัวกลาง ทำให้โมเลกุลของสารเคลื่อนที่ไปได้ยาก แต่ถ้าหากสารตัวกลางมีความเข้มข้นน้อยโมเลกุลของสารก็จะเคลื่อนที่ได้ดีทำให้การแพร่เกิดขึ้นเร็วด้วย



สารต่าง ๆ สามารถผ่านเข้าออกเยื่อเซลล์ได้ในอัตราเร็วที่แตกต่างกัน น้ำเป็นสารที่ผ่านเยื่อเซลล์ได้ดีที่สุดรองลงมาเป็น ก๊าซที่ละลายน้ำ สารอินทรีย์ สารประจุลบ และสารประจุบวก ซึ่งมีอัตราเร็วในการผ่านเยื่อเซลล์ได้น้อยที่สุด กลไกในการผ่านของสารต่อเยื่อเซลล์นั้นแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ

1.การแพร่ผ่านเยื่อเซลล์ โดยการละลายตัวกับเยื่อเซลล์ เนื่องจากเยื่อเซลล์ประกอบด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสารที่ละลายในไขมันจึงแพร่ผ่านเยื่อเซลล์ได้ดีกว่าสารที่ละลายในไขมันไม่ได้

2.การแพร่ผ่านรูของเยื่อเซลล์ เนื่องจากบริเวณรูของเยื่อเซลล์มีสารพวกโปรตีนบุอยู่ ดังนั้นพวกสารโมเลกุลเล็ก ๆ เช่นน้ำ และสารที่ละลายไม่ได้ในไขมันจะผ่านเข้าออกทางนี้ โปรตีนเป็นสารมีประจุบวก ดังนั้นสารที่มีประจุลบจึงสามารถผ่านเข้าออกทางรูนี้ได้ดีกว่าสารประจุบวก

3.การแพร่ผ่านเยื่อเซลล์โดยการรวมตัวกับตัวพา โดยเชื่อว่าที่เยื่อเซลล์มีสารบางชนิดทำหน้าที่เป็นตัวพา (carrier) ซึ่งจะรวมตัวกับสารและทำให้เกิดการนำสารนั้นเข้าสู่เซลล์ได้เร็วกว่าปกติ การนำกรดอะมิโนและกลูโคสเข้าเซลล์ ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าการแพร่แบบธรรมดามาก จึงเรียกการแพร่ของกลูโคสและกรดอะมิโนว่าการแพร่โดยมีตัวช่วย หรือการแพร่แบบฟาซิลิเทต (facilitated diffusion)



ออสโมซิส ( Osmosis ) หมายถึง การแพร่ของของเหลว (ในทางชีววิทยา ได้แก่ น้ำ) ผ่านเยื่อเลือกผ่าน หรือคือการแพร่ของน้ำผ่านเยื่อเลือกผ่านจากสารละลายที่เจือจางไปยังสารละลายที่เข้มข้น

การวัดแรงดันที่เกิดจากกระบวนการออสโมซิส จะใช้เครื่องมือชื่อ ออสโมมิเตอร์ ซึ่งในการทดลองอาจใช้เยื่อชั้นในของเปลือกไข่ หรือกระดาษเซลโลเฟนหุ้มหลอดแก้วที่ใช้วัดความสูงของของเหลว แล้วใส่สารละลาย 2 ชนิด ที่มีความเข้มข้นต่างกัน

ในกระบวนการออสโมซิส จะมีแรงดันที่เกี่ยวข้อง 2 ชนิด คือ

1. แรงดันเต่ง (turgor pressure)

2. แรงดันออสโมติก ( osmotic pressure )

ซึ่งสามารถศึกษาแรงดันดังกล่าวได้จากชุดออสโมมิเตอร์อย่างง่าย

ภาพ แสดงขั้นตอนการทำชุดออสโมมิเตอร์อย่างง่าย

แรงดันเต่ง (turgor pressure) คือแรงดันที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ อันเกิดจากน้ำแพร่เข้าไปในเซลล์ มีหน่วยเป็นบรรยากาศ

- จากปฏิบัติการทดลองออสโมมิเตอร์อย่างง่าย แรงดันเต่งวัดได้จากระดับของของเหลวที่ถูกดันขึ้นไปในหลอด เมื่อน้ำแพร่เข้าไปในไข่ แรงดันเต่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อน้ำแพร่เข้าสู่ถึงจุดสมดุลของการแพร่ ระดับน้ำในหลองคงที่ จะได้ว่า

แรงดันเต่งสูงสุด = แรงดันออสโมติกของสารละลาย

- ที่สภาวะสมดุลของการแพร่ น้ำจากภายนอกไข่ แพร่เข้าสู่ภายในไข่ เท่ากับน้ำภายในไข่ แพร่ออกสู่ภายนอกไข่

แรงดันออสโมติก (osmotic pressure) เป็นสมบัติเฉพาะของสารละลาย มีหน่วยเป็น

บรรยากาศ แรงดันออสโมติกของสารละลาย มีค่าเท่ากับ แรงดันเต่งสูงสุด

แรงดันออสโมติกจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับ

- จำนวนโมเลกุล อิออน หรือ ความเข้มข้น ของตัวถูกละลาย สารละลายที่มีความเข้มข้นสูงจะมีแรงดันออสโมติกมาก สารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำ จะมีแรงดันออสโมติกน้อย

- น้ำบริสุทธิ์ มีแรงดันออสโมติกต่ำสุด

- น้ำจะออสโมซิสจากสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกต่ำกว่าไปยังสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกสูงกว่า

ประโยชน์ของแรงดันเต่ง

1. ทำให้เซลล์เต่ง

2. ทำให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้

3. ทำให้กิ่งหรือใบพืชแผ่กาง ยอดพืชตั้งตรง

ถ้าน้ำภายนอกเซลล์มีแรงดันออสโมติกสูงกว่าภายในเซลล์ จะเกิดโมเลกุลของน้ำแพร่จากเซลล์ไปสู่ภายนอกเซลล์ ถ้าเซลล์สูญเสียน้ำแรงดันเต่งจะค่อยๆลดลง

พลาสโมไลซิส (Plasmolysis)

คือปรากฏการณ์ที่เซลล์สูญเสียน้ำ โพรโทพลาสซึมจะค่อยๆหดรวมตัวเป็นก้อน เยื่อหุ้มเซลล์ค่อยๆหดเข้ามา ทำให้เซลล์เหี่ยว

พลาสมอพทิซิส ( Plasmoptysis)

คือปรากฏการณ์ที่เซลล์เต่ง เนื่องจากน้ำภายนอกเซลล์มีแรงดันออสโมติกน้อยกว่าภายในเซลล์ จึงเกิดการแพร่เข้าไปในเซลล์

- เซลล์พืชถ้าได้รับน้ำมากๆจะไม่เกิดอันตราย เพราะมีผนังเซลล์เป็นตัวทำให้ แรงดันเต่งภายในเซลล์สูงเท่ากับแรงดันออสโมติก ทำให้เกิดสภาวะสมดุลของการแพร่ เซลล์จะไม่รับน้ำเพิ่ม

- เซลล์สัตว์ไม่มีผนังเซลล์ ถ้าน้ำแพร่เข้าไปมากเซลล์จะแตก

- เซลล์ของพวกโพรทิสต์เซลล์เดียว ถ้าได้รับน้ำมากๆ แม้จะไม่มีผนังเซลล์แต่เซลล์สามารถกำจัดน้ำที่มากเกินความต้องการออกทาง คอนแทรกไทล์แวคิวโอล

ออสโมซิส เป็นการแพร่ของเหลวผ่านเยื่อบาง ๆ ซึ่งตามปกติจะหมายถึง การแพร่ของน้ำผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เนื่องจากเยื่อหุ้มเซลล์มีคุณสมบัติในการยอมให้สารบางชนิดเท่านั้นผ่านได้ การแพร่ของน้ำจะแพร่จากบริเวณที่เจือจางกว่า (มีน้ำมาก) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นกว่า (มีน้ำน้อย) ตามปกติการแพร่ของน้ำนี้จะเกิดทั้งสองทิศทาง คือ ทั้งบริเวณเจือจาง และบริเวณเข้มข้น แต่เนื่องจากน้ำบริเวณเจือจางแพร่เข้าสู่บริเวณเข้มข้นมากกว่า จึงมักกล่าวกันสั้น ๆว่า ออสโมซิสเป็นการแพร่ของน้ำจากบริเวณที่มีน้ำมาเข้าไปสู่ในบริเวณที่มีน้ำน้อยกว่าโดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

แรงดันออสโมติกเกิดจากการแพร่ของน้ำจากบริเวณที่มีน้ำมาก (เจือจาง) เข้าสู่บริเวณที่มีน้ำน้อย (เข้มข้น) แรงดันของน้ำนี้จะดันให้ของเหลวขึ้นไปในหลอดได้ ในขณะที่ยังไม่สมดุลของเหลวก็จะขึ้นไปบนหลอดได้เรื่อย ๆ และเมื่อเกิดการสมดุลระดับของของเหลวในหลอดจะคงที่ แรงดันออสโมติกของสารละลายแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน น้ำบริสุทธิ์เป็นของเหลวที่มีแรงดันออสโมติกต่ำสุด สารละลายที่เจือจางจะมีแรงดันออสโมติกต่ำส่วนสาระละลายที่เข้มข้นมาจะมีแรงดันออสโมติกสูงมากด้วย

ในกรณีของเซลล์ ถ้าใส่เซลล์ลงในสารละลายที่มีความเข้มข้นต่างกันจะมีผลต่อเซลล์แตกต่างกันด้วยจึงทำให้แบ่งสารละลายที่อยู่นอกเซลล์ออกได้เป็น 3 ชนิด ตามการเปลี่ยนขนาดของเซลล์ เมื่ออยู่ภายในสารละลายนั้น คือ

1.ไฮโพทอนิก โซลูชัน (hypotonic solution) หมายถึง สารละลายนอกเซลล์ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าเซลล์ ดังนั้นเมื่อใส่เซลล์ในสารละลายชนิดนี้จะทำให้เซลล์ขยายขนาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำภายในสารละลายแพร่เข้าสู่เซลล์มากกว่าน้ำภายในเซลล์แพร่ออกนอกเซลล์ในกรณีของเซลล์เม็ดเลือดแดงสารละลายที่เป็นไฮโพทอนิกจะมีความเข้มข้นต่ำกว่าน้ำเกลือ 0.85 % ซึ่งอาจทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกได้

2.ไอโซทอนิก โซลูชัน (isotonic solution) หมายถึง สารละลายนอกเซลล์ที่มีความเข้มข้นเท่ากับเซลล์ ดังนั้นเมื่อใส่เซลล์ในสารละลายชนิดนี้ขนาดของเซลล์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากน้ำภายในสารละลายและน้ำจากเซลล์แพร่เข้าออกในอัตราที่เท่าเทียมกัน สารละลายที่เป็นไอโซทอนิกกับเซลล์เม็ดเลือดแดง คือ น้ำเกลือ 0.85 %

3.ไฮเพอร์ทอนิก โซลูชัน (hypertonic solution) หมายถึง สารละลายนอกเซลล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่าเซลล์ ดังนั้นเมื่อใส่เซลล์ในสารละลายชนิดนี้จะทำให้เซลล์เหี่ยวลดขนาดลง เรียกว่า เกิดพลาสโมไลซิส (plasmolysis) เนื่องจากน้ำภายในเซลล์แพร่ออกนอกเซลล์มากขึ้น จนถึงจุดอิ่มตัวแล้วจะไม่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจะเพิ่มความแตกต่างของความเข้มข้นให้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากโปรตีนที่เป็นตัวพามีอยู่จำกัดและได้ทำนห้าที่ขนส่งสารจนหมดทุกตัวแล้ว การแพร่แบบฟาซิลิเทต นอกจากลำเลียงกลูโคสแล้วยังลำเลียงกรดอะมิโนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปของไฮโดรเจน คาร์บอเนตไอออน (HCO- ) ได้ด้วย



เซลล์พืชมีผนังเซลล์ ดังนั้น เมื่อเซลล์พืชอยู่ในสารละลายไฮโพทอนิก เซลล์พืชจะไม่แตก แต่เซลล์พืชจะเต่งขึ้น เพราะว่าผนังเซลล์พืชมีแรงดันด้านเอาไว้ ซึ่งเรียกว่า wall pressure แต่เมื่อเซลล์พืชอยู่ในสารละลายไฮเพอร์ทอนิก เซลล์พืชจะเสียน้ำให้สารละลายไฮเพอร์ทอนิก ถ้าเสียน้ำออกมาเรื่อย ๆ จะทำให้โพรโทพลาซึมหดตัวลงมาก ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์แยกออกจากผนังเซลล์ และหดตัวลง ถ้าหากเสียน้ำมาก ๆ จะทำให้เห็นเยื่อเซลล์และโพรโทพลาซึมเป็นก้อนกลม ๆ อยู่กลางเซลล์

ออสโมซิสที่เกิดจากสารละลายไฮโพทอนิกนอกเซลล์ ทำให้น้ำผ่านเข้าไปในเซลล์และเซลล์เต่งขึ้น หรือเซลล์แตก เรียกว่า เอนโดสโมซิส (endosmosis) หรือพลาสมอพทิซิส (plasmoptysis) สำหรับออสโมซิสที่เกิดจากสารละลายไฮเพอร์ทอนิก นอกเซลล์แล้ว ให้น้ำผ่านออกนอกเซลล์ ทำให้เซลล์เหี่ยว เรียกว่า เอโซสโมซิส (exosmosis) หรือพลาสโมไลซิส

การแพร่แบบฟาซิลิเทต

การเคลื่อนที่แบบฟาซิลิเทต (facilitated diffusion) เป็นการเคลื่อนที่ของสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ โดยอาศัยเกาะไปกับโปรตีนที่เป็นโปรตีนที่เป็นตัวพา (carrier) ที่อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์โดยไม่มีการใช้พลังงานจากเซลล์ เมื่อตัวพานี้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ จึงสามารถนำสารจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งได้ วิธีการนี้สามารถอธิบายการซึมผ่านของกลูโคสสามารถเคลื่อนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี กลูโคสซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ยาก เนื่องจากมีโมเลกุลใหญ่และไม่ละลายในไขมัน แต่กลูโคสสามารเคลื่อนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี เนื่องจากเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงมีตัวพาโดยกลูโคสเกาะกับตัวพา และถูกนำเข้าไปภายในเม็ดเลือดแดง ความเร็วของการเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับผลต่างของความเข้มข้นของสารที่อยู่ระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์ทั้งสองด้าน อัตราการซึมผ่านจะสูงเมื่อความเข้มข้นของสารแตกต่างกันมาก เมื่อเพิ่มความเข้มข้นให้แตกต่างกันมาก อัตราการซึมผ่านจะมีอัตราการซึมผ่านมากขึ้น
น่ารัก (IP:203.156.35.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 7 ก.ค. 2550 (21:15)
ปัจจัยของการออสโมซิสคืออะไรค่ะ
ไก่ (IP:203.156.35.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 10 ก.ค. 2550 (10:46)
การใช้ออสโมซีสในขั้นตอนการผลิตนำดื่มยังไง
อมฤต (IP:203.172.201.1)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 10 ก.ค. 2550 (18:55)
ออสโมซอลใช้ในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้างอ่า **รู้ช่วยบอกกานด้วยน้าคะ** //จาขอบคุนอย่างสูงเยย//
catoon_dektep@hotmail.com (IP:125.27.101.93)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 15 ก.ค. 2550 (15:12)
อยากรู้ว่าการออสโมซิสคืออะไนอ่ะค่ะการแพร่ด้วยนะคะ หนูจะสอบวันที่ 19/07/50 นี้แล้วอ่ะค่ะช่วยหนูด้วยนะคะ
พิตะม.1นะคะ (IP:124.121.38.209)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 16 ก.ค. 2550 (19:23)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 7 ก.ค. 2550 (20:57)



การแพร่ ( Diffusion ) หมายถึง การเคลื่อนที่ของโมเลกุลหรืออิออน ซึ่งจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความหนาแน่นของโมเลกุลที่มากกว่า ไปยังบริเวณที่มีความหนาแน่นของโมเลกุลที่น้อยกว่า จนกระทั่งความหนาแน่นของโมเลกุลของสารเกิดความสมดุล คือความหนาแน่นของโมเลกุลเท่ากันจึงหยุดแพร่

* สารที่จะแพร่ได้ต้องอยู่ในสภาวะโมเลกุลหรืออิออนที่เคลื่อนที่ได้ เช่น สภาวะก๊าซหรือของเหลวหรืออนุภาคของแข็งที่แขวนลอยในตัวกลางที่เป็นของเหลว

* ต้องอาศัยพลังงานจลน์ที่อยู่ในโมเลกุลหรืออิออนในการแพร่

* การแพร่ของอนุภาคของแข็งในตัวกลางที่เป็นของเหลว จะอาศัยพลังงานจลน์ของของเหลวที่กระแทกโมเลกุลของของแข็งตลอดเวลา

* เกิดขึ้นเมื่อมีโมเลกุลหรืออิออนของสารในที่ 2 แห่งหนาแน่นไม่เท่ากัน ซึ่งจะเกิดการแพร่จากบริเวณที่หนาแน่นมากไปยังบริเวณที่หนาแน่นน้อยกว่า

*โมเลกุลของสารที่อยู่กันอย่างหนาแน่นจะชนกันเอง และกระแทกให้โมเลกุลรอบนอกเคลื่อนที่ออกไปจากบริเวณที่หนาแน่นมาก กระจายออกไปเรื่อยๆ

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่ ได้แก่

1. ความเข้มข้นของสาร - สารที่เข้มข้นจะแพร่ได้มาก

2. อุณหภูมิ - การเพิ่มอุณหภูมิทำให้การแพร่เป็นไปได้เร็วขึ้น

3. ความดัน - การเพิ่มความดันช่วยให้โมเลกุลหรืออิออนของสารเคลื่อนที่ได้ดีขึ้น

4. สิ่งเจือปนอื่นๆ - ที่ปนอยู่ในสารจะเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้การแพร่เกิดได้ช้าลง

5. การดูดติดของสารอื่น - ถ้าโมเลกุลหรืออิออนของสารที่แพร่ถูกดูดติดด้วยองค์ประกอบของสารต่างๆ จะทำให้ความสามารถในการแพร่ลดลง

การแพร่คือการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสารชนิดหนึ่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ทั้งนี้การแพร่เกิดได้หลายรูปแบบแล้วแต่แรงขับเคลื่อนที่มีในขณะนั้น



การแพร่ของสารแบบธรรมดา (simple diffusion) คือการเคลื่อนที่ของโมเลกุลสารจากที่ที่ความเข้มข้นมาก ไป ความเข้มข้นน้อย ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆก็คือ เวลาเราหยดหมึกลงในน้ำแล้วโมเลกุลหมึกค่อยๆกระจายไปในโมเลกุลน้ำ

การแพร่สาร ของโมเลกุลของสารเป็นการเคลื่อนที่ของโมเลกุลจากจุดที่มีความเข้มข้นสูงกว่า ไปยังจุดที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า การเคลื่อนที่นี้เป็นไปในลักษณะทุกทิศทุกทาง โดยไม่มีทิศทางที่แน่นอนผลจากการเคลื่อนที่อันนี้จะทำให้ความเข้มข้นของโมเลกุลของสารในภาชนะที่มีเนื้อที่จำกัดนั้น มีความเข้มข้นเท่ากันหมดตัวอย่างของการแพร่ที่พบได้เสมอ คือ

ก.การแพร่ของเกลือในน้ำ

ข.การแพร่อขงน้ำหอมในอากาศ

นอกจาก 2 ตัวอย่างทียกมาให้ดูแล้วยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การฉีดดีดีทีฆ่าแมลง การเติมน้ำตาลลงในถ้วยกาแฟ การหยดหรือแต่น้ำหอมตามเสื้อผ้า กลิ่นลูกเหม็นกันแมลง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เป็นต้น

ในปีค.ศ. 1828 (พ.ศ. 2371) รอเบิร์ต บราวน์ ได้สังเกตปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง โดยพบว่า เมื่อเกสรดอกไม้ตกลงในน้ำ เกสรนั้นจะมีการเคลื่อนที่อย่างไม่มีทิศทางแน่นอนต่อมาจึงเรียกการเคลื่อนที่อย่างไม่มีทิศทางแน่นอนหรือ ไร้ทิศทางนี้ ว่า การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน (Brownian movement) และแอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้ให้เหตุผลว่า การเคลื่อนที่ของเกสรดอกไม้ที่เรียกว่า การเคลื่อนที่แบบบราวเนียนนั้นเกิดจากโมเลกุลของน้ำเคลื่อนที่เข้าชนเกสรดอกไม้อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกสรดอกไม้เคลื่อนที่ได้

การแพร่เกิดจากพลังงานจลน์ (kinetic energy) ของโมเลกุลหรือไอออนของสาร ทำให้เกิดการเคลื่อนที่และกระทบกระทั่งหรือชนกันโดยบังเอิญเป็นผลให้เกิดการกระจายในทุกทิศทุกทาง บริเวณที่มีความเข้มข้นของโมเลกุลหรือไอออนน้อยกว่า จนทำให้ทุกบริเวณมีความเข้มข้นของโมเลกุลหรือไอออนเท่ากัน จึงเรียกว่า ภาวะสมดุลของการแพร่ (diffusion equilibrium) ในภาวะเช่นนี้สารต่าง ๆ ก็ยังมีการเคลื่อนที่อยู่แต่อยู่ในลักษณะที่ไปและมาหรือออกเข้าในจำนวนที่เท่า ๆ กัน

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่

ความเร็วของการแพร่จะมากหรือน้อย เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับ

1.อุณหภูมิ ในขณะที่อุณหภูมิสูง โมเลกุลของสารมีพลังงานจลน์มากขึ้น ทำให้โมเลกุลเหล่านี้เคลื่อนที่ได้เร็วกว่า เมื่ออุณหภูมิต่ำ การแพร่จึงเกิดขึ้นได้เร็ว

2.ความแตกต่างของความเข้มข้น ถ้าหากมีความเข้มข้นของสาร 2 บริเวณ แตกต่าง แตกต่างกันมากจะทำให้การแพร่เกิดขึ้นได้เร็วขึ้นด้วย เนื่องจากบริเวณที่มีความเข้มข้นมากโมเลกุลมีโอกาสชนและกระแทกกันมากทำให้โมเลกุลกระจายออกไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าได้เร็วกว่า เมื่อความเข้มข้นใกล้เคียงกัน

3.ขนาดของโมเลกุลสาร สารที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจะเกิดการแพร่ได้เร็วกว่าสารโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากสารโมเลกุลเล็กสามารถแทรกไประหว่างโมเลกุลของสารตัวกลางได้ดีกว่าสารโมเลกุลใหญ่ สารโมเลกุลเล็กจึงแพร่ได้ดี

4.ความเข้มข้นและชนิดของสารตัวกลาง สารตัวกลางที่มีความเข้มข้นมากจะมีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของตัวกลางของตัวกลาง ทำให้โมเลกุลของสารเคลื่อนที่ไปได้ยาก แต่ถ้าหากสารตัวกลางมีความเข้มข้นน้อยโมเลกุลของสารก็จะเคลื่อนที่ได้ดีทำให้การแพร่เกิดขึ้นเร็วด้วย



สารต่าง ๆ สามารถผ่านเข้าออกเยื่อเซลล์ได้ในอัตราเร็วที่แตกต่างกัน น้ำเป็นสารที่ผ่านเยื่อเซลล์ได้ดีที่สุดรองลงมาเป็น ก๊าซที่ละลายน้ำ สารอินทรีย์ สารประจุลบ และสารประจุบวก ซึ่งมีอัตราเร็วในการผ่านเยื่อเซลล์ได้น้อยที่สุด กลไกในการผ่านของสารต่อเยื่อเซลล์นั้นแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ

1.การแพร่ผ่านเยื่อเซลล์ โดยการละลายตัวกับเยื่อเซลล์ เนื่องจากเยื่อเซลล์ประกอบด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสารที่ละลายในไขมันจึงแพร่ผ่านเยื่อเซลล์ได้ดีกว่าสารที่ละลายในไขมันไม่ได้

2.การแพร่ผ่านรูของเยื่อเซลล์ เนื่องจากบริเวณรูของเยื่อเซลล์มีสารพวกโปรตีนบุอยู่ ดังนั้นพวกสารโมเลกุลเล็ก ๆ เช่นน้ำ และสารที่ละลายไม่ได้ในไขมันจะผ่านเข้าออกทางนี้ โปรตีนเป็นสารมีประจุบวก ดังนั้นสารที่มีประจุลบจึงสามารถผ่านเข้าออกทางรูนี้ได้ดีกว่าสารประจุบวก

3.การแพร่ผ่านเยื่อเซลล์โดยการรวมตัวกับตัวพา โดยเชื่อว่าที่เยื่อเซลล์มีสารบางชนิดทำหน้าที่เป็นตัวพา (carrier) ซึ่งจะรวมตัวกับสารและทำให้เกิดการนำสารนั้นเข้าสู่เซลล์ได้เร็วกว่าปกติ การนำกรดอะมิโนและกลูโคสเข้าเซลล์ ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าการแพร่แบบธรรมดามาก จึงเรียกการแพร่ของกลูโคสและกรดอะมิโนว่าการแพร่โดยมีตัวช่วย หรือการแพร่แบบฟาซิลิเทต (facilitated diffusion)



ออสโมซิส ( Osmosis ) หมายถึง การแพร่ของของเหลว (ในทางชีววิทยา ได้แก่ น้ำ) ผ่านเยื่อเลือกผ่าน หรือคือการแพร่ของน้ำผ่านเยื่อเลือกผ่านจากสารละลายที่เจือจางไปยังสารละลายที่เข้มข้น

การวัดแรงดันที่เกิดจากกระบวนการออสโมซิส จะใช้เครื่องมือชื่อ ออสโมมิเตอร์ ซึ่งในการทดลองอาจใช้เยื่อชั้นในของเปลือกไข่ หรือกระดาษเซลโลเฟนหุ้มหลอดแก้วที่ใช้วัดความสูงของของเหลว แล้วใส่สารละลาย 2 ชนิด ที่มีความเข้มข้นต่างกัน

ในกระบวนการออสโมซิส จะมีแรงดันที่เกี่ยวข้อง 2 ชนิด คือ

1. แรงดันเต่ง (turgor pressure)

2. แรงดันออสโมติก ( osmotic pressure )

ซึ่งสามารถศึกษาแรงดันดังกล่าวได้จากชุดออสโมมิเตอร์อย่างง่าย

ภาพ แสดงขั้นตอนการทำชุดออสโมมิเตอร์อย่างง่าย

แรงดันเต่ง (turgor pressure) คือแรงดันที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ อันเกิดจากน้ำแพร่เข้าไปในเซลล์ มีหน่วยเป็นบรรยากาศ

- จากปฏิบัติการทดลองออสโมมิเตอร์อย่างง่าย แรงดันเต่งวัดได้จากระดับของของเหลวที่ถูกดันขึ้นไปในหลอด เมื่อน้ำแพร่เข้าไปในไข่ แรงดันเต่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อน้ำแพร่เข้าสู่ถึงจุดสมดุลของการแพร่ ระดับน้ำในหลองคงที่ จะได้ว่า

แรงดันเต่งสูงสุด = แรงดันออสโมติกของสารละลาย

- ที่สภาวะสมดุลของการแพร่ น้ำจากภายนอกไข่ แพร่เข้าสู่ภายในไข่ เท่ากับน้ำภายในไข่ แพร่ออกสู่ภายนอกไข่

แรงดันออสโมติก (osmotic pressure) เป็นสมบัติเฉพาะของสารละลาย มีหน่วยเป็น

บรรยากาศ แรงดันออสโมติกของสารละลาย มีค่าเท่ากับ แรงดันเต่งสูงสุด

แรงดันออสโมติกจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับ

- จำนวนโมเลกุล อิออน หรือ ความเข้มข้น ของตัวถูกละลาย สารละลายที่มีความเข้มข้นสูงจะมีแรงดันออสโมติกมาก สารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำ จะมีแรงดันออสโมติกน้อย

- น้ำบริสุทธิ์ มีแรงดันออสโมติกต่ำสุด

- น้ำจะออสโมซิสจากสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกต่ำกว่าไปยังสารละลายที่มีแรงดันออสโมติกสูงกว่า

ประโยชน์ของแรงดันเต่ง

1. ทำให้เซลล์เต่ง

2. ทำให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้

3. ทำให้กิ่งหรือใบพืชแผ่กาง ยอดพืชตั้งตรง

ถ้าน้ำภายนอกเซลล์มีแรงดันออสโมติกสูงกว่าภายในเซลล์ จะเกิดโมเลกุลของน้ำแพร่จากเซลล์ไปสู่ภายนอกเซลล์ ถ้าเซลล์สูญเสียน้ำแรงดันเต่งจะค่อยๆลดลง

พลาสโมไลซิส (Plasmolysis)

คือปรากฏการณ์ที่เซลล์สูญเสียน้ำ โพรโทพลาสซึมจะค่อยๆหดรวมตัวเป็นก้อน เยื่อหุ้มเซลล์ค่อยๆหดเข้ามา ทำให้เซลล์เหี่ยว

พลาสมอพทิซิส ( Plasmoptysis)

คือปรากฏการณ์ที่เซลล์เต่ง เนื่องจากน้ำภายนอกเซลล์มีแรงดันออสโมติกน้อยกว่าภายในเซลล์ จึงเกิดการแพร่เข้าไปในเซลล์

- เซลล์พืชถ้าได้รับน้ำมากๆจะไม่เกิดอันตราย เพราะมีผนังเซลล์เป็นตัวทำให้ แรงดันเต่งภายในเซลล์สูงเท่ากับแรงดันออสโมติก ทำให้เกิดสภาวะสมดุลของการแพร่ เซลล์จะไม่รับน้ำเพิ่ม

- เซลล์สัตว์ไม่มีผนังเซลล์ ถ้าน้ำแพร่เข้าไปมากเซลล์จะแตก

- เซลล์ของพวกโพรทิสต์เซลล์เดียว ถ้าได้รับน้ำมากๆ แม้จะไม่มีผนังเซลล์แต่เซลล์สามารถกำจัดน้ำที่มากเกินความต้องการออกทาง คอนแทรกไทล์แวคิวโอล

ออสโมซิส เป็นการแพร่ของเหลวผ่านเยื่อบาง ๆ ซึ่งตามปกติจะหมายถึง การแพร่ของน้ำผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เนื่องจากเยื่อหุ้มเซลล์มีคุณสมบัติในการยอมให้สารบางชนิดเท่านั้นผ่านได้ การแพร่ของน้ำจะแพร่จากบริเวณที่เจือจางกว่า (มีน้ำมาก) ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นกว่า (มีน้ำน้อย) ตามปกติการแพร่ของน้ำนี้จะเกิดทั้งสองทิศทาง คือ ทั้งบริเวณเจือจาง และบริเวณเข้มข้น แต่เนื่องจากน้ำบริเวณเจือจางแพร่เข้าสู่บริเวณเข้มข้นมากกว่า จึงมักกล่าวกันสั้น ๆว่า ออสโมซิสเป็นการแพร่ของน้ำจากบริเวณที่มีน้ำมาเข้าไปสู่ในบริเวณที่มีน้ำน้อยกว่าโดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

แรงดันออสโมติกเกิดจากการแพร่ของน้ำจากบริเวณที่มีน้ำมาก (เจือจาง) เข้าสู่บริเวณที่มีน้ำน้อย (เข้มข้น) แรงดันของน้ำนี้จะดันให้ของเหลวขึ้นไปในหลอดได้ ในขณะที่ยังไม่สมดุลของเหลวก็จะขึ้นไปบนหลอดได้เรื่อย ๆ และเมื่อเกิดการสมดุลระดับของของเหลวในหลอดจะคงที่ แรงดันออสโมติกของสารละลายแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน น้ำบริสุทธิ์เป็นของเหลวที่มีแรงดันออสโมติกต่ำสุด สารละลายที่เจือจางจะมีแรงดันออสโมติกต่ำส่วนสาระละลายที่เข้มข้นมาจะมีแรงดันออสโมติกสูงมากด้วย

ในกรณีของเซลล์ ถ้าใส่เซลล์ลงในสารละลายที่มีความเข้มข้นต่างกันจะมีผลต่อเซลล์แตกต่างกันด้วยจึงทำให้แบ่งสารละลายที่อยู่นอกเซลล์ออกได้เป็น 3 ชนิด ตามการเปลี่ยนขนาดของเซลล์ เมื่ออยู่ภายในสารละลายนั้น คือ

1.ไฮโพทอนิก โซลูชัน (hypotonic solution) หมายถึง สารละลายนอกเซลล์ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าเซลล์ ดังนั้นเมื่อใส่เซลล์ในสารละลายชนิดนี้จะทำให้เซลล์ขยายขนาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำภายในสารละลายแพร่เข้าสู่เซลล์มากกว่าน้ำภายในเซลล์แพร่ออกนอกเซลล์ในกรณีของเซลล์เม็ดเลือดแดงสารละลายที่เป็นไฮโพทอนิกจะมีความเข้มข้นต่ำกว่าน้ำเกลือ 0.85 % ซึ่งอาจทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกได้

2.ไอโซทอนิก โซลูชัน (isotonic solution) หมายถึง สารละลายนอกเซลล์ที่มีความเข้มข้นเท่ากับเซลล์ ดังนั้นเมื่อใส่เซลล์ในสารละลายชนิดนี้ขนาดของเซลล์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากน้ำภายในสารละลายและน้ำจากเซลล์แพร่เข้าออกในอัตราที่เท่าเทียมกัน สารละลายที่เป็นไอโซทอนิกกับเซลล์เม็ดเลือดแดง คือ น้ำเกลือ 0.85 %

3.ไฮเพอร์ทอนิก โซลูชัน (hypertonic solution) หมายถึง สารละลายนอกเซลล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่าเซลล์ ดังนั้นเมื่อใส่เซลล์ในสารละลายชนิดนี้จะทำให้เซลล์เหี่ยวลดขนาดลง เรียกว่า เกิดพลาสโมไลซิส (plasmolysis) เนื่องจากน้ำภายในเซลล์แพร่ออกนอกเซลล์มากขึ้น จนถึงจุดอิ่มตัวแล้วจะไม่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจะเพิ่มความแตกต่างของความเข้มข้นให้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากโปรตีนที่เป็นตัวพามีอยู่จำกัดและได้ทำนห้าที่ขนส่งสารจนหมดทุกตัวแล้ว การแพร่แบบฟาซิลิเทต นอกจากลำเลียงกลูโคสแล้วยังลำเลียงกรดอะมิโนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปของไฮโดรเจน คาร์บอเนตไอออน (HCO- ) ได้ด้วย



เซลล์พืชมีผนังเซลล์ ดังนั้น เมื่อเซลล์พืชอยู่ในสารละลายไฮโพทอนิก เซลล์พืชจะไม่แตก แต่เซลล์พืชจะเต่งขึ้น เพราะว่าผนังเซลล์พืชมีแรงดันด้านเอาไว้ ซึ่งเรียกว่า wall pressure แต่เมื่อเซลล์พืชอยู่ในสารละลายไฮเพอร์ทอนิก เซลล์พืชจะเสียน้ำให้สารละลายไฮเพอร์ทอนิก ถ้าเสียน้ำออกมาเรื่อย ๆ จะทำให้โพรโทพลาซึมหดตัวลงมาก ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์แยกออกจากผนังเซลล์ และหดตัวลง ถ้าหากเสียน้ำมาก ๆ จะทำให้เห็นเยื่อเซลล์และโพรโทพลาซึมเป็นก้อนกลม ๆ อยู่กลางเซลล์

ออสโมซิสที่เกิดจากสารละลายไฮโพทอนิกนอกเซลล์ ทำให้น้ำผ่านเข้าไปในเซลล์และเซลล์เต่งขึ้น หรือเซลล์แตก เรียกว่า เอนโดสโมซิส (endosmosis) หรือพลาสมอพทิซิส (plasmoptysis) สำหรับออสโมซิสที่เกิดจากสารละลายไฮเพอร์ทอนิก นอกเซลล์แล้ว ให้น้ำผ่านออกนอกเซลล์ ทำให้เซลล์เหี่ยว เรียกว่า เอโซสโมซิส (exosmosis) หรือพลาสโมไลซิส

การแพร่แบบฟาซิลิเทต

การเคลื่อนที่แบบฟาซิลิเทต (facilitated diffusion) เป็นการเคลื่อนที่ของสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ โดยอาศัยเกาะไปกับโปรตีนที่เป็นโปรตีนที่เป็นตัวพา (carrier) ที่อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์โดยไม่มีการใช้พลังงานจากเซลล์ เมื่อตัวพานี้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ จึงสามารถนำสารจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งได้ วิธีการนี้สามารถอธิบายการซึมผ่านของกลูโคสสามารถเคลื่อนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี กลูโคสซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ยาก เนื่องจากมีโมเลกุลใหญ่และไม่ละลายในไขมัน แต่กลูโคสสามารเคลื่อนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ดี เนื่องจากเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงมีตัวพาโดยกลูโคสเกาะกับตัวพา และถูกนำเข้าไปภายในเม็ดเลือดแดง ความเร็วของการเคลื่อนที่ขึ้นอยู่กับผลต่างของความเข้มข้นของสารที่อยู่ระหว่างเยื่อหุ้มเซลล์ทั้งสองด้าน อัตราการซึมผ่านจะสูงเมื่อความเข้มข้นของสารแตกต่างกันมาก เมื่อเพิ่มความเข้มข้นให้แตกต่างกันมาก อัตราการซึมผ่านจะมีอัตราการซึมผ่านมากขึ้น
กกดหกดกดกดกดกดกดกด (IP:203.113.41.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 22 ก.ค. 2550 (19:14)
ได้ประโยชน์มากเลย ขอบคุนมั่กมากน้าค้า
+ + (IP:203.113.67.70)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 23 ก.ค. 2550 (12:36)
การแพร่ของก๊าชและตัวถูกละลายเหมือนกันหรือต่างกัน
บอกหน่อยนะ (IP:61.19.95.119)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 31 ก.ค. 2550 (15:10)
ขอบคุณมากค่ะ 115/120/105
กบดาส (IP:124.157.190.89)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 1 ส.ค. 2550 (16:15)
การออสโมซิสคือ
nee-17@hotmail.com (IP:61.19.150.58)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 1 ส.ค. 2550 (20:54)
ข้อมูลดีมากๆ ขอบตุณมากครับ
หมาน้อย (IP:203.113.41.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 8 ส.ค. 2550 (17:09)
บอกประโยชน์ของการแพร่-ออสโมซิส ทีครับ
เด็กพ.ป. 1/6 (IP:125.24.168.77)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 8 ส.ค. 2550 (17:12)
การแพร่และการออสโมซิสคือไรค๊าบ
เด็กพ.ป. (IP:125.24.168.77)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 13 ส.ค. 2550 (13:27)
แล้ว แบบ ทรานสปอร์ต ล่ะคะ

คืออะไร
.. (IP:203.113.50.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 13 ส.ค. 2550 (20:40)
แอคทีฟทราสปอร์ต ????





คื อ . . . . ... .. ... . .. .. ... . . .
สสสส (IP:203.150.193.190)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 14 ส.ค. 2550 (21:34)
ขอบคุงมากงับกามลังหางานอยู่อธิบายได้แหล่มเลยงับ
... (IP:124.120.245.66)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 16 ส.ค. 2550 (10:19)
สรุปออสโมซิสคืออะไรคะ
เด็กเทพ (IP:203.113.17.173)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 16 ส.ค. 2550 (10:46)
เด็กดง
บีบอย (IP:203.113.17.173)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 16 ส.ค. 2550 (14:56)
ขอบคุณอ่ากำลังทามงานอ่าค่ะ
เด็กดี (IP:221.128.87.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 17 ส.ค. 2550 (16:23)
การออสโมซีส หมายถึง
ด.ญอัญชลี มั่นคง (IP:125.25.234.204)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 25 ส.ค. 2550 (23:15)
osmosis ต่างจาก dialysis อย่างไรค่ะ
ao (IP:58.10.234.172)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 25 ส.ค. 2550 (23:16)
ช่วยตอบด้วยนะคะ
ao (IP:58.10.234.172)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 22 ก.ย. 2550 (17:33)
เเล้วACTIVE TRANSPORTละครับ?

การลำ เลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยใช้พลังงานจากเซลล์ (Active transport) คือ การ

เคลื่อนที่ของโมเลกุลหรืออิออนของสารจากบริเวณที่มีความหนาแน่นน้อยไปสู่บริเวณที่มีความหนาแน่น

มากกว่าโดยอาศัยพลังงานในรูป ATP จากเซลล์ กระบวนการนี้นับได้ว่ามีความสำ คัญมากอย่างหนึ่งที่

ทำ ให้เซลล์สามารถรักษาสภาวะสมดุลอยู่ได้

กระบวนการเกิดแอกทีฟทรานสปอร์ต

กระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต มีคุณลักษณะสำ คัญ ดังนี้

1. เป็นกระบวนการลำ เลียงสารจากบริเวณที่มีความหนาแน่นของสารตํ่าไปยังบริเวณที่มีความ

หนาแน่นของสารสูงกว่า โดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งต่างจากการแพร่ที่มีการเคลื่อนที่ของสารจากบริเวณที่มี

ความหนาแน่นของสารสูงไปยังบริเวณที่มีความหนาแน่นของสารตํ่า

ความหนาแน่นของสารสูง-ความหนาแน่นของสารตํ่า=Passive transport

ความหนาแน่นของสารตํ่า-ความหนาแน่นของสารสูง= Active transport



2. กระบวนการนี้ต้องอาศัยพลังงานจากเซลล์ที่อยู่ในรูปของสารให้พลังงานสูง คือ ATP

(Adenosine triphosphate) การใช้พลังงานนี้เกิดที่ผนังด้านในของเยื่อหุ้มเซลล์ แต่ในกระบวนการแพร่

ไม่ใช้พลังงานจากเซลล์ การเคลื่อนที่ของโมเลกุลจะใช้พลังงานจลน์ภายในตัวของมันเอง

3. ต้องอาศัยตัวพา (Carrier) คล้ายการแพร่โดยอาศัยตัวพา (Facilitated diffusion) แต่กลไก

การทำ งานของตัวพาในกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ตมีความซับซ้อนกว่า

ตัวอย่างกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต

- การดูดกลับสารที่ท่อของหน่วยไต

- การสะสมกลูโคสเพื่อเปลี่ยนรูปเป็นไกลโคเจนของเซลล์ตับ

- การดูดซึมสารอาหารของเซลล์เยื่อบุผนังลำ ไส้เล็กเมื่อความเข้มข้นของสารอาหารตํ่ากว่า

- Na+ -K+ pump หรือการขับ Na+ และการรับ K+ ของใยประสาท

- การลำ เลียงแร่ธาตุของเซลล์รากพืชเมื่อความเข้มข้นของแร่ธาตุในดินตํ่ากว่าของเซลล์ราก
mupingvc
ร่วมแบ่งปัน30 ครั้ง - ดาว 183 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 27 พ.ย. 2550 (10:30)
การแพร่เกิดจากอะไร
likit_d@hotmail.com (IP:125.26.15.96)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 27 พ.ย. 2550 (12:39)
การแพร่กระจายถ้าเกิดในที่ๆ มีสถานะเป็นของแข็งจะเป็นอย่างไร
ไร้นาม (IP:125.26.15.197)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 6 ธ.ค. 2550 (18:34)
การแพร่คือการลำเลียงสารจากสารที่มีความเข้มข้นมากไปยังสารที่มีความเข้มข้นน้อย

การออสโมซิสคือการลำเลียงสารจากสารที่มีความเข้ข้นน้อยไปยังสารที่มีความเข้มข้นมากงับ
บุงบุ่งบุ้งบุ๊งบุ๋ง (IP:125.26.55.142)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 9 ธ.ค. 2550 (08:57)
การแพร่คือการเคลื่อนที่จากโมเลกุนมากไปโมเลกุนน้อย
dutchormilk@hotmail.com (IP:203.113.51.73)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 12 ธ.ค. 2550 (12:10)
การแพร่สามารถแพร่ในอากาศได้
Piyapon@thaimail.com (IP:203.113.17.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 16 ธ.ค. 2550 (13:32)
ออสโมชิส หมายถึงอะไร
นน (IP:125.26.54.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 16 ธ.ค. 2550 (13:35)
ออสโมชิส หมายถึงอะไร
นน (IP:125.26.54.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 2 ม.ค. 2551 (19:59)
พายจะบอกก็ไม่บอกน่าลำคาญอุสาหาดันไม่มีหัย
คน (IP:125.25.253.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 2 ม.ค. 2551 (20:52)
การออสโมซิสหมายถึงการลำเลียงสารจากความเมข้นน้อยไมกฮับผม
thu_2707@hotmail.com (IP:203.144.220.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 2 ม.ค. 2551 (21:03)
กระบวนการแพร่หมายถึง การเคลื่อนที่ของสารที่มีความเข้มข้นมากไปที่ที่มีความเข้มข้นน้อย

การออสโมซิสคือ กระบวนการที่สารที่มีความเข้มข้นน้อยซึมเข้าสู่สารที่ความเข้มข้นมากโดยผ่านเยื่อบางๆ

ส่วนกระบวนการ แอคทีฟ ทรานสปอร์ตคือกระบวนการดึงเอาสารที่มีความหนาแน่นต่ำไปสารที่มีความหนาแน่นสูงโดยการใช้พลังงาน

^^
ดีครับ
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 166 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 3 ม.ค. 2551 (18:03)
รายอะเอียดน่าจะเยอะกว่านี้นะ ^^ แต่ก็ขอขอบคุณ
promaster_01@hotmail.com (IP:124.157.205.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 7 ม.ค. 2551 (09:50)
ข้อมูลดีมากๆ ขอบคุณมากครับ ช่วยส่งมาทาง E-mail ในรูปแบบword ขอบคุณมากครับ
koracha73@yahoo.com (IP:125.26.189.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 8 ม.ค. 2551 (16:56)
ประโยชน์ของการแพร่ และการออสโมซิสคืออะไรคะขอคำตอบด่วนในผู้รู้ที่ดูอยู่ในตอนนี้
เด็กเรียนกู้โลก (IP:58.8.63.95)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 19 ม.ค. 2551 (14:19)
กระบวนการที่สารที่มีความเข้มข้นน้อยซึมเข้าสู่สารที่ความเข้มข้นมากโดยผ่านเยื่อบางๆ

ส่วนกระบวนการ แอคทีฟ ทรานสปอร์ตใช่ไหม
garsimmm@hotmail.com (IP:58.9.98.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 19 ม.ค. 2551 (20:55)
เเดดดดดดดดดด้
กพ้ (IP:125.25.151.184)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 162 21 ม.ค. 2551 (19:02)
การออสโมซิส คือการ เคลื่อนที่ของนําโดยผ่านเยื่อเลือกผ่านจาก บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารมากไปยังบริเวณ ที่มีความเข้มข้นของสารน้อย(เป็นการแพร่ของนำ)



การแพร่ คือการ เคลื่อนที่ของสาร จากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารมากไปยังบริเวณที่มีความเข้มขนของสรน้อยกว่า จนเกิดการสมดุลกันทั่ว ภาชนะ(กรญีที่เกิดการแพร้ในภาชนะ)
na (IP:58.10.93.189)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 22 ม.ค. 2551 (17:29)
ข้อมูลเป็นประโยชน์มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



ขอบคุณค่ะ
ปฏิบัติการลับฉบับยัยตัวร้าย (IP:203.118.111.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 28 ม.ค. 2551 (11:59)
ขอเรื่อการแพร่หน่อย
Piyapon_52 (IP:203.113.17.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 25 ก.พ. 2551 (11:15)
ดเพกะเพกเพดิพิพำเพดเพเพะเหดเกหดเหเพหเเหดเกดเหพเหพเเถะหำเ
ฟเหเดะพเกเดเพพำเ (IP:203.172.144.211)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 23 พ.ค. 2551 (15:59)
<P>การแพร่แบ่งออกเป็นกี่แบบ?</P>

<P>เซลล์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่เล็กที่ลุด?</P>

<P>เซลล์ที่เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ที่สุด?</P>

<P>&nbsp;ใครรู้บ้างเนี้ย..............ตอบหน่อย</P>

<P>&nbsp;</P>
อยากรู้ (IP:125.25.103.102)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 29 พ.ค. 2551 (14:11)
หกฟพหก
ดเเ (IP:203.170.244.227)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 29 พ.ค. 2551 (14:15)
<P>การแพร่คืออะไรจากเด็ก&nbsp; ป.4</P>

<P>&nbsp;</P>
คน (IP:203.170.244.227)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 5 มิ.ย. 2551 (17:44)
ออสโมซิสคุณครูกิตติศักดิ์เคยสอนไม่รู้เหรอ
ปังคุง (IP:210.246.144.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 174 5 มิ.ย. 2551 (21:59)
การแพร่คือสาร ออสโมซิสคือน้ำ
mickey_pooh_45ploy (IP:118.174.60.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 175 6 มิ.ย. 2551 (15:01)
<STRONG>ออสโมซิส</STRONG>
nutot1995@hotmail.com (IP:203.113.17.174)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 9 มิ.ย. 2551 (18:41)
การเเพร่&nbsp;&nbsp; คือ&nbsp; การเเพร่อนุภาคของสาร
เเ (IP:58.147.54.166)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 10 มิ.ย. 2551 (17:32)
ขอบใจ
yukemura123@hotmail.com (IP:118.174.41.137)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 179 16 มิ.ย. 2551 (16:54)
<P>การเเพร่คือการที่โมเลกุลมากไปยังโมเลกุลน้อย</P>
เกศ (IP:222.123.73.157)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 21 มิ.ย. 2551 (10:04)
อยากได้รูปภาพการลำเลียงสารโดยอาศัยพลังงานจากเซลล์
sfdhgyfd-p@lkkjbdf-hotmilm.com (IP:118.174.86.150)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 183 23 มิ.ย. 2551 (19:12)
<STRONG><FONT style="BACKGROUND-COLOR: #cccccc" color=#000000 size=3>ขอบคุณนะค่ะ&lt;</FONT></STRONG>
......... (IP:222.123.75.249)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 186 1 ก.ค. 2551 (19:14)
อยากได้ละเอียดกว่านี้อะ
อะโย้โย๋ (IP:118.174.180.178)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 187 2 ก.ค. 2551 (11:06)
การแพร่แตกต่างกับการออสโมซิส อย่างไรใครรู้มั้งครับ บอกหน่อย
ฟฟฟฟ (IP:125.25.121.83)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 189 4 ก.ค. 2551 (21:07)

ตรร้รรนนยบายบายรา


ยังไม่มีค่ะ (IP:124.121.231.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 190 7 ก.ค. 2551 (11:14)

การแพร่ของสาร  หมายถึง  การเคลื่อนที่หรือการกระจายของโมเลกุลของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารมาก ( มีจำนวนโมเลกุลของสารมาก ) ไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารน้อย ( มีจำนวนโมเลกุลของสารน้อย ) โดยอาจผ่านเยื่อเลือกผ่าน หรือไม่ผ่านเยื่อเลือกผ่านก็ได้



 


sweetcaramel
ร่วมแบ่งปัน10 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 191 7 ก.ค. 2551 (20:50)
แต้งเน้อววววว
มายอึนฮยอก (IP:118.172.91.75)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 193 11 ก.ค. 2551 (10:13)
การแพร่
น้องเล็ก (IP:118.175.153.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 195 14 ก.ค. 2551 (20:02)

45วินคขรุสิลบเงถาจึ น อม


144512 (IP:118.173.122.131)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 196 23 ก.ค. 2551 (11:59)
เราเข้าใจการเเพร่ดีสอบได้ที่1ทุกปี(เก่งช่ายม้า)
คนน่ารัก(ดาวร.ร.) (IP:116.58.231.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 197 29 ก.ค. 2551 (14:26)
อยากได้ตัวอย่างการออสโมซิสน่ะค่ะ
nun_npk@hotmail.com (IP:203.156.43.34)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 198 3 ส.ค. 2551 (10:44)
ค่ะ อยากรู้เกี่ยวกับการออสโมมิเตอร์
เเนน (IP:117.47.137.236)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 199 7 ส.ค. 2551 (19:32)
เราจะสามารถพบการแพร่ในชีวิตประจำวันอะไรบ้าง
boy (IP:125.26.147.136)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 200 12 ก.ย. 2551 (22:32)
ขอบคุณคร๊า
++ (IP:118.173.191.82)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 201 29 ก.ย. 2551 (20:16)

ขอบคุณนะคะ {#emotions_dlg.d6} ช่วยได้เยอะเลย


PAS_PSM
ร่วมแบ่งปัน31 ครั้ง - ดาว 147 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 203 25 พ.ย. 2551 (14:35)

ผมอยากให้มีการอธิบายเรื่องสภาวะโฮเพอร์ทอนิก


tpstd6205@hotmail.com (IP:118.175.247.120)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 204 27 ม.ค. 2552 (14:14)

การเเช่ผักก็เป็นการแพร่นะจะ


janejira_12345679@hotmail.com (IP:119.42.72.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 207 21 มิ.ย. 2552 (13:42)

งงมากเลยช่วยอะธิบายทีคับ


*-* (IP:124.121.238.77)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 208 23 มิ.ย. 2552 (16:50)

อยากรู้ว่า ออสโมซิส ไปใช้ปประโยชน์ในชีวิตประจวันได้อย่างไร ช่วยตอยหน่อยนะคะ


extra-combo-cheese@hotmail.com (IP:58.8.124.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 209 23 มิ.ย. 2552 (20:33)

ออสโมซิส (Osmosis) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกค้นพบครั้งแรกโดย นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสราว ค.ศ. 1740 จากการทดลองนำกระเพาะหมูที่มีน้ำบรรจุ อยู่ภายในไปแช่ในแอลกอฮอล์ แล้วพบว่า น้ำที่อยู่ในกระเพาะหมูซึมออกมายังแอลกอฮอล์ที่อยู่ภายนอก ทำให้ระดับน้ำที่อยู่ในกระเพาะหมูและระดับแอลกอฮอล์ที่อยู่ ภายนอกนั้น ไม่เท่ากัน ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “ออสโมซิส”

ออสโมซิส

         ออสโมซิส เป็นปรากฏการณ์ที่ของเหลวซึมผ่าน Semipermeable membrane ซึ่งมีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ มีรูพรุน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.0001 ถึง 0.1 ไมครอน โดยที่โมเลกุลของตัวทำละลาย (solvent) ของสารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำซึมผ่าน membrane ไปยังสารละลายที่มีความเข้มข้นสูง จนกระทั่งเกิดสภาวะสมดุลระหว่างความเข้มข้นของสารละลายทั้งสอง ความสามารถในการออสโมซิสของสารละลายขึ้นอยู่กับสมบัติของสารละลาย ได้แก่ความ--ดันออสโมติก (Osmotic pressure) ความดันออสโมติก ถือเป็นสมบัติเฉพาะของสารละลายมีหน่วยเป็นบรรยากาศ โดยความดันออสโมติกจะมีค่าสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารละลาย สารละลายที่มีความเข้มข้นสูงจะมีความดันออสโมติกสูงกว่า สารละลายที่มี ความเข้มข้นต่ำ ดังรูปที่ 1




รูปที่ 1 ปรากฏการณ์ออสโมซิส (Osmosis)




รีเวอร์ส ออสโมซิส

         รีเวอร์ส ออสโมซิส (Reverse Osmosis) เป็นการบังคับให้เกิดการย้อนกลับของปรากฏการณ์ออสโมซิส โดยการให้ความดันไฮโดรลิก (Hydraulic pressure) แก่สารละลายที่มีความเข้มข้นสูง เพื่อให้เกิดการออสโมซิส จากสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงไปยังสารละลาย ที่มีความเข้มข้นต่ำซึ่งความดันไฮโดรลิก ที่ใส่เข้าไปต้องมีค่า มากกว่าความดัน ออสโมติก จึงจะเกิดการ RO ได้ ดังรูปที่ 2




รูปที่ 2 ความดันออสโมติก (Osmotic Pressure)




การนำ RO มาใช้ในการบำบัดน้ำ

         จากหลักการดังกล่าว RO ถูกนำมาใช้ในการบำบัดน้ำอย่างแพร่หลาย เนื่องจากน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี และ มีขนาดโมเลกุลเล็กมาก จึงสามารถแพร่กระจายผ่าน membrane ได้ง่าย แต่ข้อจำกัดเอาการบำบัดน้ำแบบ RO จะให้ผลผลิตน้ำมีอัตราการไหลต่ำ ดังนั้น จึงต้องการพื้นที่ผิวของ membrane สูง เพื่อให้ได้น้ำปริมาณมากภายในเวลาที่เหมาะสม นอกจากนั้นการบำบัดน้ำแบบ RO ซึ่งเกิดปัญหาจากการอุดตันและการเสียหายของ membrane ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย หากน้ำที่นำมาบำบัดมีการปนเปื้อนสูง ดังนั้นน้ำที่นำมาบำบัดจะต้องนำไปผ่าน perfilter เพื่อขจัดสารแขวนลอยที่มีโมเลกุลใหญ่และขจัดสารประกอบคลอไรด์ (Chlorine) ที่จะทำให้เกิดการเสียหายของ membrane และหากต้องการนำน้ำจากการบำบัดแบบ RO ไปใช้ในการอุปโภค บริโภค ต้องนำน้ำที่ผ่าน membrane มาแล้วไปผ่าน postfilter อีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการขจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไป

         การบำบัดน้ำแบบ RO นี้ จะเกี่ยวข้องกับการแยกไอออนด้วยโดยเทคนิค ion exclusion เนื่องด้วยคุณสมบัติของน้ำจะผ่าน semipermeable RO membrane ได้ แต่พวกโมเลกุลของตัวถูกละลายได้ เช่น เกลือ น้ำตาล จะถูก-กักไว้ semipermeable membrane จะขจัดโมเลกุลของเกลือ (ไอออน) โดยใช้หลักการของประจุ ถ้ายิ่งมีประจุมากจะยิ่งถูกขจัดได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้น พวกอิออนที่มีพันธะยึดเหนี่ยวที่แข็งแรง (มีประจุมาก) strong polyvalent ions จะถูกขจัดได้ง่ายคือ ประมาณ 98% แต่พวกไอออนที่มีพันธะยึดเหนี่ยวอย่างอ่อน (ประจุน้อย) weakly ionized monovalent ions เช่น โซเดียมจะถูกขจัดเพียง 93% เท่านั้น




รูปที่ 3 ปรากฏการณ์รีเวอร์ออสโมซิส (Reverse Osmosis)


 


 


 


ty_ty_za@hotmail.com (IP:124.122.219.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 210 24 มิ.ย. 2552 (10:33)

ขอบคุณมาก ๆๆ ค่ะ


mai-kitty@windowslive (IP:118.173.178.117)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 211 6 ก.ค. 2552 (22:28)
ออสโมซิสเป็นการแพร่ของโมเลกุลน้ำจากบริเวณที่มีความเข้มข้นน้อยไปยังที่ที่มีความเข้มข้นมากกว่าโดยผ่านทางเนื้อเยื่อบาง ๆ เนื้อเยื่อที่ยอมให้น้ำซึมผ่านนี้จะยอมให้น้ำซึมผ่านไปแต่ไม่ยอมให้โมเลกุลที่มีขนาดใหญ่กว่านั้นซึมผ่านผนังเซลล์จะยินยอมให้น้ำซึมผ่านได้บางส่วน
เซลล์ของพืชน้ำสามารถซึมผ่านเข้าได้ด้วยกระบวนการออสโมซิสแต่ภายใต้ปริมาณที่จำกัดผ่านทางเซลล์วอลล์หรือผนังเซลล์( Cell wall ) ดังนั้นจึงไม่มีอาการปริหรือแตก เซลล์ที่บรรจุน้ำไว้เต็มจะมีลักษณะ บวมเซลล์ ที่บวมนี้จะมีความจำเป็นและมีความสำคัญในการหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของต้นพืช
แต่หากน้ำซึมผ่านออกจากเซลล์ของพืชโดยกระบวนการออสโมซิส เซลล์ก็จะมีลักษณะอ่อนตัวและเหี่ยว ไซโตพลาสซึมและผนังเซลล์อาจจะถูกดึงออกจากเซลล์วอลล์์หรือผนังเซลล์( cell wall ) เซลล์นี้จะถูกเรียกว่า เซลล์พลาสมอร์ไลด์ ถ้าเซลล์จำนวนมากกลายเป็นเซลล์พลาสมอร์ไลด์ต้นไม้ก็จะเหี่ยวเฉาและร่วงโรย เซลล์ที่มีสารละลายบรรจุมากทำให้มีลักษณะบวม เซลล์มีความหนาแน่นในระดับเดียวกันกับสารละลาย เซลล์จะมีลักษณะเหี่ยวเฉา พลาสมอร์ไลด์เซลล์ ไซโตรพลาสซึมที่ถูกดึงออกไป
ม.ทักษ์ (IP:124.122.201.202)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 213 13 ก.ค. 2552 (20:19)
เรียนวิทเก่งทำยังไงคะ
zazypp987@hotmail.com (IP:110.49.145.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 214 13 ก.ค. 2552 (22:07)

ยกตัวอย่างการแพร่ในชีวิตประจำวันมาด้วยนะคะ


www.sutasinee_my@hotmail.com (IP:115.67.255.21)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 215 15 ก.ค. 2552 (17:58)

       การแพร่(Diffusion) คือ การกระจายของอนุภาคนองสารจากความเข้มข้นของสารมากไปสู่ความเข้มข้นของสารน้อย ซึ่งไม่มีทิศทางที่แน่นอน
       การออโมซิส(Osmosis) คือ การกระจายของอนุภาคของน้ำจากอนุภาคของน้ำมากว่าไปสู่อนุภาคของน้ำน้อยโดยผ่านเยื่อเลือกผ่าน
       แอคทีฟทรานสปอร์ต(Active transport) คือ การกระจายของอนุภาคของแร่ธาตุจากความเข้มข้นของแร่ธาตุน้อยไปสู่ความเข้มข้นของแร่ธาตุมาก โดยใช้พลังงาน


- - (IP:118.173.131.127)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 216 20 ก.ค. 2552 (19:23)

อยากรู้การแพร่ของออฟโมชิส


bom.@.com (IP:119.42.95.217)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 217 25 ส.ค. 2552 (09:10)

ใบอ่อน


spol (IP:113.53.205.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 218 17 ก.ย. 2552 (18:05)

อยากเก่งวิทย์ ทำไง


buapup-77@hotmail.com (IP:202.129.34.213)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 219 29 ก.ย. 2552 (14:18)
ทำไมเราถึงแกะเปลือกไข่ด้านป้านแทนที่จะเปลือกไข่ด้านแหลม
thitima_wichairat@hotmail.com (IP:113.53.46.109)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 220 8 เม.ย. 2553 (11:00)
ขอบคุนค๊

ช่วยได้มากกเรยยยคะ
plammy-za@hotmail.com (IP:222.123.88.190)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 221 28 มิ.ย. 2553 (20:06)
ขอตัวอย่างการ Osmosis ในชีวิตประจำวันหน่อยค่าาาาา
best (IP:183.89.122.24)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 222 11 ก.ค. 2553 (13:13)
การแพร่คือ การแพร่ของน้ำ

ปัจจัยของการแพร่คือ

1. ขึ้นอยู่กับอุณภูมิ ถ้าอุณภูมิสุงจะทำให้การแพร่นั้นเร็วขึ้นแต่ถ้าอุรภมิต่ำจะทำให้การแพร่นั้นช้าลง

2. ความแตกต่างของความเข้มข้น ถ้าความเข้มข้นของสารต่างกันจะมีความเข้มข้นมากขึ้น

3. ขึ้นอยู่กับขนาดโมเลกุนของสาร ถ้าดมเลกุนเล้กสามารถแพร่ได้เร็วกว่าโมเลกุนใหญ่

4. ความเข้มข้นและชนิดของตัวกลางถ้าตัวกลางนั้นมีความเข้มข้นมากจะทำให้โมเลกุนของสารเคลื่อนที่ไปได้ยาก
ปลื้มทัน*-* (IP:110.168.124.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 223 15 ก.ย. 2553 (06:49)
ขอบคุณครับ
ฉลาดคุง (IP:222.123.186.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 224 5 ธ.ค. 2553 (11:38)
แล้ว ออสโมซิส ต่างจากแอคทีฟทราสปอร์ตยังไงคะ
แล้วทำไมแอคทีฟทรานสปอร์ตต้องใช้พลังงาน
... (IP:125.24.77.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 225 20 ธ.ค. 2553 (21:39)
ตัวอย่างออสโมซิสก็อย่างเช่นแช่มันฝรั่งในน้ำที่มีความเข้มข้นสูงมันฝรั่งจะเหี่ยวลงเนื่องจากความเข้มข้นของน้ำในมันมากกว่าจึงเกิดhypertonicลองทำดูนะคะจะเข้าใจมากขึ้น
pppp (IP:124.121.111.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 226 20 ธ.ค. 2553 (21:45)
ออสโมซิสจะใช้รูเม็มเบรน ส่วนแอคทีฟทรานสปอร์ตจะใช้เหมือนประตูเม็มเบรนทำจากโปรตีน ใช้พลังเพื่อข้ามความแตกต่างจากน้อยไปมาก แทนที่จะเป็นจากมากไปน้อย(ลองคิดการไต่บันไดสิคะ ต้องใช้พลังงานมากกว่าลงบันได) เพื่อให้ได้สารครบตามที่เซลล์ต้องการ
pppp (IP:124.121.111.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 227 6 มิ.ย. 2554 (13:20)
มีแค่นี้เองหรอฮะ
poom/pusanapoom@hotmail.com (IP:119.42.120.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 228 26 มิ.ย. 2554 (15:53)
พี่ค่ะช่วยตอบคำถามหนูหน่อยนะค่ะ พอดีหนูงานเยอะ ๆ ช่วยๆหน่อยนะค่ะ

เพราะเหตุใดสารที่เคลื่อนที่ผ่านเนื้อเยื่อ semipermable membarene ได้ดีจึงต้องเป็นสารที่ละลายได้ดีในไขมัน

Osmosis และ Dialysis ต่างกันอย่างไร

จงยกตัวอย่างการแพร่ของก๊าซในพืช

ถ้านำกระเพาะปัสสาวะของสัตว์บรรจุน้ำสุทธิ์ แล้วนำไปแช่ไว้ในน้ำเชื่อม นักศึกษาคิดว่าผลการทดลองจะเป็นอย่างไร และเป็นการเคลื่อนที่ของสารแบบใด

ในการทดลองเรื่องการทดสอบเบเนดิกส์ น้ำตาลชนิดใดเกิดปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกส์ได้ดีที่สุดเพราะเหตุใด

เมื่อนำน้ำตาลซูโคสไปเติมกรดเกลือ แล้วทดสอบด้วยสารละลายเบเนดิกส์ ผลการทดลองเป็นบวกหรือลบเพราะเหตุใด

จากการทดลองเรื่องไอโอดีน กลูโคสและน้ำแป้งเมื่อทำปฏิกิริยากับกรดเกลือ และใช้ไอโอดีนเป็นตัวทดสอบผลการทดลองต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด

จากการทดลองเรื่องโปรตีน การเพิ่มอุณภูมิของเปปซินโดยการแช่น้ำเดือด มีผลต่อปฏิกิริยาการย่อยหรือไม่เพราะเหตุใด และในร่างกายคน อวัยวะใดทำหน้าที่สร้างเอนไซน์

จากการทดลองเรื่องไขมัน น้ำมันชนิดใดมีความไม่อิ่มตัวมากที่สุด นักศึกษาสังเกตได้อย่างไรและเพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น


*****ช่วยตอบหน่อยนะคร่า^^

_______ขอบคุณมากคร่า_________
นันทวรรณ (IP:124.122.205.188)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 229 6 ก.ค. 2554 (19:02)
ผักอะไรบ้างคะ ที่มีผลต่อการออสโมซิส
วันวิสา (IP:125.25.56.245)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 230 9 ธ.ค. 2554 (20:32)
ประโยชน์ของการแพร่มีอะไรบ้าง
ใครก้อได้ช่วยบอกที
T-T
Pang (IP:182.52.216.244)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 231 7 ม.ค. 2555 (21:49)
ออสโมซิสมันเป็นการเคลื่อนที่ของนำ้จากมาก ไปหาน้อย หรือ ความเข้มข้นของสารน้อย(มีนำ้มาก)ไปหาความเข้มข้นของสารมาก(มีนำ้น้อย) โดยจะผ่านเยื่อเลือกผ่าน
จิรศักดิ์ (IP:223.205.55.240)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 232 26 ธ.ค. 2555 (20:45)
อยากอ่ะค่ะว่าปัจจัยที่มีผลต่อการออสโมซิส และก็ความหมายของแอคทีฟ ทรานสปอร์ตคือไรหรอค่ะ ถ้าไครู้ช่วยหน่อยนะค่ะ
เพราะว่าจะต้องส่งกอ่นปีใหม่อ่ะค่ะ 0_0" จาขอบคุณแปนอย่างสูงเลยยยยยยยยยยยยค่า
oom (IP:124.120.165.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 233 26 ธ.ค. 2555 (22:27)

ยังมี mass transport อีกหลายแบบที่ยังไม่ได้ระบุในนี้เช่น facilitated diffusion เป็นการ transport ของโมเลกุลขนาดเล็กผ่านเยื่อ semipermeable membrane จากที่ที่มีความเข้มข้นสูงไปที่ที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าโดยอาศัยตัวนำส่งซึ่งเป็นพวกโปรตีนที่เรียกว่า transporter(s) ที่อยู่ที่เยื่อหุ้นเซลล์ ซึ่งไม่ต้องใช้พลังงานหรือ ATP แต่จะมีการอิ่มตัวได้เนื่องจากจำนวน transporter(s) มีอยู่จำกัด ดังนั้นสามารถจะนำสมการที่คล้ายกับ Michelis and Menten equation มาใช้ได้โดย


Transport rate (T) = Tmax*C/(Kd + C)


Tmax คือ maximum transport rate, Kd คือ dissociation constant ของสารจาก transporter และ C คือ ความเข้มข้นของสารในด้านนอก


นอกจากนี้ถ้าสารมีขนาดโมเลกุลใหญ่ก็อาจจะต้องผ่านโดยวิธี endocytosis ซึ่งมี 2 แบบคือ adsorptive และ receptor mediated endocytosis (RME)


Back to the past
ร่วมแบ่งปัน64 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม