อยากรู้เรื่อง เมตามอร์ฟอซิสครับ

โพสต์เมื่อ: 12:47 วันที่ 29 ต.ค. 2548         ชมแล้ว: 28,186 ตอบแล้ว: 34
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ช่วยทีครับ
ขอบคุณล่วงหน้า


virus_alert_j@hotmail.com(203.188.49.233,,)

จำนวน 28 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 29 ต.ค. 2548 (23:07)
เป็นคนที่ผอม ทานอาหารมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนสมใจ ทางที่ดีทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ประกอบกับออกกำลังกายแต่พอเหมาะเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อหรือ...ขึ้นมา



ความเข้าใจบางคนอยากอ้วน เลยทานแต่หมูที่มีไขมัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เป็นการส่งเสริมให้ตายเร็วขึ้นจากไขมันอุดดันจาก....พอแค่นี้ก่อนนะครับ ผิดพลาดขออภัยครับ



จากคนอยากผอมลง
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 29 ต.ค. 2548 (23:18)
ความคิดเห็นที่ 1 ไม่แน่ใจว่าเป็นคนละ เมตาหรืออันเดียวกับ

เมตาบอลิซึม หรือ ไม่
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 29 ต.ค. 2548 (23:29)
ผีเสื้อกลางวัน ( butterfly ) มีการเจริญเติบโตเป็นขั้น ๆ เหมือนแมลลงชนิดอื่น ๆ เราเรียกการแปลี่ยนแปลงนี้ว่า เมตามอร์ฟอร์ซิส ( metamorphosis ) ไข่ของผีเสื้อพัฒนาไปเป็นตัวหนอน ตัวหนอนแต่ละตัวเปลี่ยนไปเป็นดักแด้ และกลายเป็นผีเสื้อเป็นขั้นตอนสุดท้าย ผีเสื้อมีปีกที่บอบบางละเอียดอ่อน และส่วนใหญ่มีสีสันที่สดใส พวกมันจะบินไปในที่ต่าง ๆ และหากินในเวลากลางวัน ผีเสื้อกลางคืน ( moth ) ส่วนใหญ่จะมีสีทึบและออกหากินในเวลากลางคืน
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 29 ต.ค. 2548 (23:36)
เมตาบอลิซึม

ร่างกายเผาผลาญอาหารได้ดีเกินไปทำให้ขาดสารอาหาร

ผอม ทานมากแต่น้ำหนักไม่ขึ้น ทนร้อนไม่ค่อยได้ ชีพจรเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ ผอมแห้งแรงน้อย ผอมเกินปกติ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 29 ต.ค. 2548 (23:59)


การเปลี่ยนแปลงอีกแบบหนึ่งซึ่งมองไม่เห็น เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายใน ที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากบรรพบุรุษไปยังลูกหลาน ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวอยู่รอด และดำรงเผ่าพันธุ์ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร เรียก การปรับตัวแบบถาวร

ภาพผีเสื้อกลางคืน
http://web1.dara.ac.th/yanin/B6_Ecology/64_adaptation.html
25884

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 30 ต.ค. 2548 (00:16)
ผีเสื้อกลางวัน ผีเสื้อกลางคืน

ผีเสื้อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ ผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืน หากดูเพียงผิวเผิน จะเห็นว่าทั้งผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืน ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย แต่ในทางอนุกรมวิธานผีเสื้อกลางวันกับผีเสื้อกลางคืนอยู่ในอันดับย่อย(suborder) ต่างกัน คือ อันดับย่อย ผีเสื้อกลางวัน (butterfly) และอันดับย่อยผีเสื้อกลางคืน(moth) หรือที่เราเรียกว่าแมลงมอธ ในจำนวนผีเสื้อนับแสนชนิดในโลกนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นผีเสื้อกลางคืน มีผีเสื้อกลางวันประมาณ 10 % ของผีเสื้อทั้งหมด แต่ด้วยสีสรรอันสวยงาม และสดุดตา และโอกาสที่พบเห็นได้ง่าย ในเวลากลางวัน ผีเสื้อกลางวันจึงเป็นที่รู้จักมากกว่า ในการที่จะชี้ชัดลงไปว่าเป็นผีเสื้อกลางวัน หรือผีเสื้อกลางคืนนั้น จะต้องใช้หลักเกณฑ์หลาย ๆอย่างประกอบการพิจารณา หากจะให้ละเอียดลงไป ต้องอาศัยลักษณะทางกายวิภาค และพฤติกรรมอื่น ๆ มาประกอบด้วย ผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืนมีความแตกต่างกันหลายประการ ลักษณะสำคัญที่พอจะสังเกตได้ง่าย ๆ คือ



1.หนวด ผีเสื้อกลางวันจะมีปลายหนวดพองโตออกคล้ายกระบอง บางพวกมีปลายหนวดโค้งงอเป็นตะขอ เวลาเกาะจะชูหนวดขึ้นเป็นรูปตัววี (V) ส่วนผีเสื้อกลางคืนมีหนวดรูปร่างต่างกันหลายแบบ เช่น รูปเรียวคล้ายเส้นด้าย รูปฟันหวี หรือแบบพู่ขนนก เวลาเกาะพักจะวางแนบไปกับขอบปีกคู่หน้า แต่บางชนิดก็มีลัษณะคล้ายผีเสื้อกลางวัน



2 ลำตัว ผีเสื้อกลางวันมีลำตัวค่อนข้างยาวเรียวเมื่อเปรียบเทียบกับความกว้างของปีกไม่มีขนปกคลุม หรือมีเพียงบาง ๆ เห็นไม่ชัดเจน ในขณะที่ผีเสื้อกลางคืน มีลำตัวอ้วนสั้น มีขนปกคลุมมากและเป็นเส้นยาวเห็นได้ชัดเจน



3. การออกหากิน

ผีเสื้อกลางวันส่วนใหญ่จะออกหากินในเวลากลางวันแต่มีบางชนิดออกหากินในเวลาเช้ามืดและเวลาใกล้ค่ำ ในขณะที่ผีเสื้อกลางคืน ออกหากินในเวลากลางคืน ดังที่เราพบเห็นบินมาเล่นแสงไฟ ตามบ้านเรื่อนแต่ก็มีบางชนิดที่ออกหากินกลางวัน เช่น ผีเสื้อทองเฉียงพร้า ซึ่งจะมีสีสันฉูดฉาดสวยงาม ไม่แพ้ผีเสื้อกลางวัน



4. การเกาะพัก

ผีเสื้อกลางวันขณะเกาะพักมักจะหุบปีกขึ้นตั้งตรง ยกเว้นกรณีที่ปีกเปียกฝนอาจกางปีกออกผึ่งแดด แต่ก็มีผีเสื้อบางชนิด ที่กางปีกตลอดเวลา เช่น ผีเสื้อในสกุลผีเสื้อกะลาสี ส่วนผีเสื้อกลางคืน จะกางปีกออกแนบกับพื้นที่เกาะ ขอบปีกด้านหน้า จะอยู่ข้างลำตัวต่ำกว่าระดับของหลังเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หรือคล้ายกระโจม และคลุมปีกคู่หลังจนมิด



5. ปีก

โดยทั่วไปผีเสื้อกลางวันจะมีปีกกว้างเมื่อเทียบกับขนาดของลำตัวยกเว้นผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อกลางคืนจะมีขนาดเล็กใกล้เคียงกับลำตัว แต่ก็มีบางชนิดที่ปีกมีขนาดใหญ่มาก ๆ เช่นผีเสื้อหนอนกะท้อน



6. การเชื่อมติดของปีก

เพื่อให้ปีกกระพือไปพร้อมกันเวลาบินของผีเสื้อกลางวันปีกคู่หลังจะขยายกว้างยื่นเข้าไปซ้อนทับและแนบสนิทอยู่ใต้ปีกคู่หน้า แต่ในผีเสื้อกลางคืนจะมีขนแข็งจากปีกคู่หลัง ซึ่งอาจจะมี 1 หรือ 2 เส้น สอดเข้าไปเกี่ยวกับตะขอเล็ก ๆ ที่โคนปีกด้านใต้ของปีกคู่หน้าลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงลักษณะกว้างๆ ที่คนทั่วไปพอจะแยกได้เท่านั้น ยังไม่อาจชี้ชัดลงไปโดยเด็ดขาดว่าเป็นผีเสื้อกลางวันหรือผีเสื้อกลางคืน ยังมีรายละเอียดปลีกย้อยอีกมากต้องอาศัยความชำนาญการสังเกตร่วมด้วย

ผีเสื้อจัดว่าเป็นแมลงที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอีกชนิดหนึ่ง โดยในระยะที่เป็นตัวหนอนจะกัดกินใบไม้ในป่า มิให้มีมาย หรือหนาแน่นจนเกินไป ช่วยให้แสงแดดสอดส่องลงถึงพื้นด้านล่าง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมาก ในขณะเดียวกัน ก็เป็นอาหาร ของนกชนิดต่างๆ รวมทั้งสัตว์ชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ การถ่ายทอด พลังงานในระบบนิเวศ เมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะตัวเต็มวัย ที่เรียกว่า ผีเสื้อ เพศเมีย ซึ่งกินน้ำหวานจากดอกไม้เป็นอาหารหลัก จะบินไปมาระหว่างดอกไม้คอกหนึ่ง สู่อีกดอกหนึ่ง ทำให้เกิดการผสมเกษร ระหว่างเกษรตัวผู้กับเกษรตัวเมีย ทำให้เกิดการกระจายพันธ์ของพืชชนิดนั้นๆ และอีกทั้งยังเป็นอาหารของนก กิ้งก่า และสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย ก่อให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศและความยั่งยืนในธรรมชาติตลอดไป



ข้อมูลจาก : http://www.nfe.go.th/waghor/exhibition/exhi6_5.html
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 30 ต.ค. 2548 (00:20)
คุณ virus_alert_j@hotmail.com ครับ



ถ้าการนำเสนอไม่ตรงประเด็นการกระทู้ด้านชีววิทยาขออภัยด้วยครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 30 ต.ค. 2548 (00:57)
metamorphosis คือการเเปลี่ยนแปลงรูปร่างขณะเจริญเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดในแมลง เช่น

ยุงวางไข่(egg)---->ไข่เจริญเป็นลูกน้ำ(larva)---->ลูกน้ำเป็นตัวโม่ง(pupa)----->ตัวโม่งเป็นตัวเต็มวัย(adult)

แต่ถ้าเป็นในคน หรือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ จะเป็นแบบ Ametamorphosis หรือไม่มี การเปลี่ยนแปลงรูปร่างนั่นเอง

**นี่คือเรื่องคร่าวๆ ข้อมูลอย่างละเอียดหาเองงับ**
/\/o/3/e2Oymp!c
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 30 ต.ค. 2548 (09:46)
แมลง

แมลงเป็นสัตว์ 6 ขาลำตัวแบ่งเป็น 3 ส่วน

ส่วนหัว ลำตัวและส่วนท้อง ลำตัวเป็นเปลือกแข็ง เพื่อป้องกันอันตราย ตลอดจนมันจำเป็นต้องลอกคราบ เพื่อให้เจริญเติบโต

การหาคู่และวางไข่ แมลงมักหาคู่ในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนเขตร้อนได้ตลอดทั้งปี โดยตัวผู้จะใช้ แสง สี เสียง เพื่อให้ตัวเมียสนใจส่วนการวางไข่เช่นจะวางไข่ตามใบไม้ ลำต้นไม้ ใต้พื้นดิน ในร่างกายของสัตว์ประเภทอื่นเมื่อแมลงฟักตัวออกจากไข่ มันจะมีรูปร่างไม่เหมือนกับพ่อ แม่ ของมันเลย แต่มันจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไป สำหรับผีเสื้อการเจริญเติบโตแบ่งได้เป็น 4 ระยะคือ ระยะที่เป็นไข่

ระยะที่เป็นตัวหนอน ระยะที่เป็นดักแด้ และระยะที่เป็นผีเสื้อ การเจริญเติบโตของผีเสื้อจากไข่ไปสู่ตัวผีเสื้อที่สวยงามและบินได้สำหรับตั๊กแตนจะต่างจากผีเสื้อที่มันมีรูปร่างคล้ายพ่อ แม่ของมัน แมลงจะมีการลอกคราบหลายครั้งเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต ปีกใหญ่และแข็งแรง อาหารของแมลงคือน้ำหวาน ละอองเกสรดอกไม้ น้ำเลี้ยงจากต้นไม้ ซากสัตว์ที่ตายแล้ว ด้านการมองเห็นสามารถมองเห็นเงาสว่างและมืดได้ มีดวงตาแบบผสม อาจประกอบด้วยเลนส์ขนาดเล็กจิ๋วนับร้อยๆรวมกันอยู่ ด้านปราสาทสัมผัสแมลงมีเสาอากาศแทนจมูก ลิ้นและนิ้วมือซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก

เสริมเรื่องน่ารู้

ตัวหนอน / หนอนหรือตัวอ่อนของแมลง เมื่อไข่ของแมลงฟักตัวก็จะกลายเป็นหนอนดักแด้ ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างจากแมลงตัวแก่อย่างมาก

ดักแด้ / ขั้นตอนการเติบของแมลงส่วนมาก อยู่ระหว่างขั้นตอนเป็นหนอนดักแด้และขั้นตอนการกลายเป็นแมลงตัวแก่ หรือดักแด้ส่วนมากจะคายเส้นใยออกมาพันตัวเองจนหนาเป็นปลอก ก่อนที่จะเริ่มเปลี่ยนเป็นแมลงตัวแก่
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2797 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 31 ต.ค. 2548 (23:43)
metamorphosis คือการเปลี่ยนรูปร่างขณะเจริญเติบโต



มี 3 แบบ



Ametamorphosis ไม่เปลี่ยนรูปร่าง พบในคน สัตว์ปีก แมลง 2 ง่าม แมลงหางดีด



Incomplete metamorphosis เปลี่ยน 3 ระยะ คือ

ไข่ --------> ตัวอ่อน ---------> ตัวเต็มวัย

พบใน แมลงปอ จักจั่น



Complete metamorphosis เปลี่ยน 4 ระยะ คือ

ไข่ -------> ตัวอ่อน ------> ดักแด้ -------> ตัวเต็มวัย

พบใน ผึ้ง ผีเสื้อ
Coriolis
ร่วมแบ่งปัน30 ครั้ง - ดาว 151 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 30 ก.ค. 2549 (11:27)
อยากทราบรายละเอียดของ แมลงจั๊กจั่น
surasadsamad@hotmail.com (IP:203.172.199.250,10.250.139.203,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 31 ก.ค. 2549 (00:20)
ชื่อภาษาไทย : จักจั่น

ชื่อภาษาอีสาน : จักจั่น

ชื่อภาษาอังกฤษ : Cicada

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Meimuna opalifera Walker, Pompania sp.

Order : Homoptera

Family : Cicadidae



ลักษณะทางกายภาพ



จักจั่นเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอันดับ Homoptera ลักษณะเด่นของจักจั่น คือเพศผู้สามารถทำเสียงได้ แหล่งกำเนิดเสียงมาจากบริเวณด้านใต้ลำตัวของท้องปล้องแรกต่อกับส่วนอก จักจั่นแต่ละชนิดมีเสียงเฉพาะในแต่ละตัว ทำให้สามารถแยกประเภทของจักจั่นได้จากเสียงร้อง ทำนองของเสียงร้องอาจบ่งบอกได้ถึงการป้องกันตัว ตกใจเมื่อถูกรบกวน หรือร้องเรียกเพื่อหาคู่ จักจั่นมีส่วนหัวและส่วนอก กว้างเรียวมาทางหาง มีตาเดี่ยว 3 ตาเรียงกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม อยู่ใกล้กับด้านสันหลัง ของศีรษะ หนวดสั้นเป็นรูปขน ปากเป็นแบบเจาะดูด มีปีกบางใสและยาวกว่าลำตัว เวลาเกาะอยู่กับที่ ปีกจะหุบชิดกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม มองคล้ายหลังคา ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนสลับกับสีน้ำตาลเข้ม ตัวอ่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ตาโต ขาหน้ามีขนาดใหญ่ไว้สำหรับขุดดิน ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวตั้งแต่หัวจรดปีกประมาณ 30 – 40 มิลลิเมตร





แหล่งที่อยู่อาศัย



ตัวเต็มวัยเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ โดยเฉพาะต้นกุง หรือกอหน่อไม้ ตัวเมียจะเจาะต้นไม้ให้เป็นรูเล็ก ๆ เพื่อวางไข่เมื่อไข่ฟักกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะร่วงลงสู่พื้นดิน ใช้ขาหน้าขุดฝังตัวอยู่ในดิน เมื่อเจริญเต็มที่จะไต่ขึ้นมาบนต้นไม้ ลอกคราบ กลายเป็นตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนต้นไม้ ระยะที่เป็นตัวเต็มวัยนี้สั้นมาก คือเมื่อผสมพันธุ์และวางไข่จะตายลง
Etm_boys_kmitl_Pest management (IP:124.120.244.90,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 31 ก.ค. 2549 (16:12)
แมลงมีการเจริญเติบโต--หลังจากฟักตัวออกจากไข่แล้ว 2 แบบ--คือ

1.)Growth-->เป็นการเพิ่มขนาด แต่รูปร่างไม่เปลี่ยนแปลง

2.)Metamorphosis-->เพิ่มขนาดและเปลี่ยนแปลงรูปร่าง โดยแต่ละระยะต่างกันชัดเจน

++2.1 Ametamorphosis=ไม่มีการลอกคราบ ex.เหา เรือด

Egg----->Young----->Adult โดยระยะYoungนั้น ระบบสืบพันธุ์ยังเจริญไม่เต็มที่

++2.2 Metabolous=การลอกคราบจะแบ่งเป็น 2 แบบคือ

+2.2.1 Incomplete metamorphosis ex. มวน แมลงสาบ ไร เห็บ ยังแยกได้อีก 2 แบบคือ

-Hemimetabolous ex.แมลงปอ คือ Egg---->*Niad---->Adult (*ตัวอ่อนจะอยู่ในน้ำ)

-Peurometabolous ex. ตั๊กแตน มวน แมลงสาบ คือ Egg---->*Nymph---->(*ตัวอ่อนอยู่บนบก)

+2.2.2 Complete metamorphosis หรือHolometabolousหรือComplex metamorphosis คือแต่ละระยะหน้าตาจะไม่เหมือนกันเลย ex.แมลงวัน หมัด ผึ้ง ต่อ แตน ยุง ผีเสื้อ ด้วง มีหลายรูปแบบ เช่น

Egg----> Larva----> Pupa----> imago----> adult

Egg----> Larva----> Pupa----> Adult

**Imago คือ adultที่ออกมาจากPupaใหม่ๆ
Chompoo
ร่วมแบ่งปัน120 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 31 ก.ค. 2549 (16:25)
อืมผมมีเว็บเกี่ยวกับแมลงมาให้ครับ ใช้อ้างอิงในการทำข้อสอบอัตนัยโอลิมปิคได้ มีหมดเลยเรื่อง coxa tarsus และก็มีพวก metamorphosis ด้วยนะครับ


http://www.earthlife.net/insects/anatomy.html
http://hannover.park.org/Canada/Museum/insects/origins/metamorphism.html#metamorphism



ครับอันนี้เป็น page ที่ผมเก็บไว้ที่บ้านทำโจทย์เรื่องขาของ drosophilla ครับ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 31 ก.ค. 2549 (16:29)
เออ นอกจากนี้สามารเปิด page ไปหน้าก่อนหน้านี้ได้เสมอๆนะครับ
pornlarpmek
ร่วมแบ่งปัน1337 ครั้ง - ดาว 170 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 31 ก.ค. 2549 (16:53)
แล้วการลอกคราบของแมลงนั้น(Molting)จะเอาส่วน Foregut,Tracheal systemและHindgutไปด้วย

Foregut-->อาจจะเรียกว่า crop + gizzard ประกอบด้วย mouth, pharynx, esophagus, crop, proventriculus, food diverticulum โดยจะทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารและบดเคี้ยวอาหาร

Hindgut-->ประกอบไปด้วย ileum colon rectum แต่ส่วนileumนั้นจะต่อกับกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่:ดูดซึมน้ำและเกลือและทำหน้าที่กำจัดของเสียด้วย ซึ่งจะมีcuticleมาคลุม ทำให้เวลาลอกคราบ ส่วนดังกล่าวจึงถูกออกไปด้วย ^0^

แต่ส่วนของ Midgut มีความเป็นเบสมาก จะทำหน้าที่ดูดซึมอาหาร
Chompoo
ร่วมแบ่งปัน120 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 6 ก.ย. 2549 (09:04)
ชื่อวิทยาศาสตร์ของแมลงสาบคืออะไร
55 (IP:61.19.196.133,61.19.196.130,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 20 ก.ย. 2549 (18:52)
อยากได้ภาพวงจรชีวิตของแมลงปอ
001 (IP:203.113.62.4,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 1 ต.ค. 2549 (12:04)
อยากได้ภาพชีวิตของแมลงปอ
ลดา (IP:202.29.50.249,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 8 พ.ย. 2549 (12:10)
กบ เป็น complete metamorphosis หรือเปล่าค่ะ
ple26_cute@hotmai.com (IP:202.129.49.211,192.168.1.246, 202.129.49.211,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 24 ก.พ. 2550 (10:29)
โครงงาน วิทยาศาสตร์

ชื่อโครงงาน ตัวสำรอง 2

ประเภทโครงงาน โครงงานสิ่งประดิษฐ์

ระดับ ช่วงชั้นที่ 3



จัดทำโดย



1. เด็กชายศราวุฒิ แพทย์ประสาท ชั้น ม.1

2. นายยอดรัก ศิลาพงศ์ ชั้น ม.2

3. เด็กชายพิเศษ แป้นประโคน ชั้น ม.2



โรงเรียนบ้านเสม็ด

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ













โครงงาน วิทยาศาสตร์

ชื่อโครงงาน ตัวสำรอง 2

จัดทำโดย

1. เด็กชายศราวุฒิ แพทย์ประสาท ชั้น ม.1 2. นายยอดรัก ศิลาพงศ์ ชั้น ม.2

3. เด็กชายพิเศษ แป้นประโคน ชั้น ม.2 4. นายขจรศักดิ์ กรึมรัมย์ ชั้น ม.3

5. นายโกวิทย์ พอกพูนดี ชั้น ม.2 6. นาย อดิศักดิ์ พะสุรัมย์ ชั้น ม.2

7. นายจักรพงษ์ วาสุที ชั้น ม.2 8.เด็กหญิงเนิน แป้นประโคน ชั้น ม.2

อาจารย์ที่ปรึกษา

1. นายสุรเศรษฐ์ ภิรมย์

2. นายวินัย วรนุช

3. นายสมภพ ประเสริฐ์ศิริรัตน์

4. นางสุรีรัตน์ ทองดี

กิตติกรรมประกาศ

โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง ตัวสำรอง 2 คณะผู้จัดทำได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองนักเรียนในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น และขอขอบคุณ คุณลุงทิศ โสมประโคน นักการภารโรงที่ได้ให้คำแนะนำการออกแบบโครงงาน

เชื่อมเหล็ก ตลอดจนคณาจารย์ทุกท่าน โดยเฉพาะผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านเสม็ด นายพรเลิศ พงษ์เรืองหนู ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำจนสำเร็จ

คณะผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องตัวสำรอง 2 จึงใคร่ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กล่าวมาข้างต้นไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูงยิ่ง

บทคัดย่อ

โครงงานเรื่อง ตัวสำรอง 2 เป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาเพื่อนำพลังงานหลงเหลือจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจำพวกเครื่องเสียง เมื่อเราเปิดให้เครื่องเสียงทำงานจะมีพลังงานแฝงอยู่ เอาพลังงานมาใช้ โดยการนำเอาความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์เรื่องเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือน นำการสั่นสะเทือนมาใช้ให้เกิดแรงดันอากาศ มาขับเคลื่อนไอระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิง มาทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อว่าตัวสำรอง 2 ซึ่งพัฒนาการจากตัวสำรอง 1 เพื่อให้เกิดพลังงานความร้อนใช้ในการปรุงอาหารตามที่ต้องการโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และอีกทั้งยังประหยัด ปลอดภัย มีความสุขในการปรุงอาหารอีกด้วย







สารบัญ

เรื่อง หน้า

บทที่ 1 ที่มาและความสำคัญของโครงการ 1

แนวคิดในการทำโครงการ 1

สมมติฐาน 1

วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1

ตัวแปรที่ศึกษา 2

บทที่ 2 แหล่งที่มาของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 2

บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีการประดิษฐ์ 4

บทที่ 4 การทดลอง 5

การใช้งานตัวสำรอง 4

ตารางเปรียบเทียบกับอุปกรณ์อื่น 5

ผลการทดลองตัวสำรอง 10

บทที่ 5 สรุปผลการทดลองเมื่อเปรียบกับอุปกรณ์อื่น 11

เอกสารอ้างอิง 11

แบบสอบถาม 12

สรุปแบบสอบถาม 13

















1

บทที่ 1

ที่มา และความสำคัญของโครงงาน

ในปัจจุบันการดำรงชีวิตประจำวัน มีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทันสมัยมากมาย เช่น พัดลม ตู้เย็น โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ล้วนต้องใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ขณะที่ใช้งานยังมีพลังงานหลงเหลืออีกเป็นจำนวนมากทางโรงเรียนบ้านเสม็ดจึงได้ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา คิดและจัดทำโครงงานการนำเอาพลังงานที่หลงเหลือมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จึงได้เกิดอุปกรณ์ที่มีชื่อว่า ตัวสำรอง 2 ขึ้นมา โดยนำเอาพลังงานที่หลงเหลือจากเครื่องเสียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าอีก ทั้งเป็นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและหวังว่าอุปกรณ์นี้จะเกิดประโยชน์กับบุคคลที่พบเห็นและนำไปปรับปรุงใช้งานต่อไป

แนวคิดในการทำโครงงาน / มูลเหตุจูงใจ

ในสภาวะปัจจุบันมนุษย์เรามีการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงปัญหาการขาดพลังงานในอนาคต และพลังงานที่ใช้กับอุปกรณ์ที่ทันสมัยในแต่ละวัน ยังมีพลังงานหลงเหลือที่เราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้และได้ปล่อยทิ้งในแต่ละวันประมาณค่าเป็นตัวเลขไม่ได้ ซึ่งถ้าเราสามารถนำพลังงานเหล่านี้มาใช้ประโยชน์จะเป็นการดีที่สุด ไม่ว่าจะนำมาใช้ในรูปแบบใดก็ตามถือว่าได้เปรียบในทางเชิงกลมากเช่นเครื่องเสียงที่เปิดฟังเพลงทุกวัน จะมีพลังงานแฝงอยู่ เช่น พลังงานการสั่นสะเทือน(เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือน) ถ้าเปิดเครื่องเสียง จะมีพลังงานเสียง และพลังงานสั่นสะเทือน (พลังงานหลงเหลือ)ทุกครั้งและก็ปล่อยพลังงานการสั่นสะเทือนทิ้งตลอดเวลา

จึงเป็นสาเหตุให้คิดทำสิ่งประดิษฐ์ที่นำเอาพลังงานสั่นสะเทือนที่หลงเหลือมาใช้ประโยชน์ในการผลิตลมมาใช้ในอุปกรณ์ตัวสำรอง 2 แทนปั๊มลมในตัวสำรอง 1 เชื่อว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีบรรยากาศที่อบอุ่นต่อกันเมื่อปรุงอาหารและจะได้ฟังเพลงขณะที่ปรุงอาหารอีกด้วย

สมมุติฐาน

พลังงานที่หลงเหลือของเครื่องเสียงคือพลังงานสั่นสะเทือนสามารถนำมาใช้ผลิตลมแทนปั๊มลมได้

วัตถุประสงค์ของโครงงาน

1. เพื่อให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง

2. นักเรียนสามารถนำเอาพลังงานหลงเหลือมาใช้ประโยชน์ได้

3. เพื่อประหยัดต้นทุนในการผลิตพลังงานความร้อน







2

4. เพื่อความสุข ความอบอุ่นในครอบครัว

5. เพื่อประหยัดรายจ่ายในครอบครัว

6. เพื่อส่งเสริมความรักสามัคคีในหมู่คณะ

7. เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี

8.เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดประดิษฐ์อุปกรณ์



ตัวแปรที่ศึกษา

1. ตัวแปรต้นได้แก่ ขนาดของแรงลมที่ใช้ขับดันไอระเหยจากน้ำมันเบนซิน(จากแรงสั่นสะเทือนของเสียง)

2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ระดับความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ของไอระเหยน้ำมันเบนซิน

3. ตัวแปรควบคุม ได้แก่ จังหวะทำนองของเพลง ความเร็ว-ช้าของเพลง แรงสั่นสะเทือน



บทที่ 2

แหล่งที่มาของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

เสียง เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุสั่นสะเทือน ก็จะทำให้เกิดการอัดตัวและขยายตัวของคลื่นเสียง และถูกส่งผ่านตัวกลาง เช่น อากาศ ไปยังหู แต่เสียงสามารถเดินทางผ่านก๊าซ ของเหลว และของแข็งก็ได้ แต่ไม่สามารถเดินทางผ่านสุญญากาศ เช่น ในอวกาศ ได้



แผนภูมิแสดงการได้ยินเสียง (น้ำเงิน : คลื่นเสียง; แดง: กลองหู; เหลือง: คลอเคลีย; เขียว: เซลล์รับรู้การได้ยิน; ม่วง : สเปกตรัมความถี่ ของการตอบสนองการได้ยิน; ส้ม: อิมพัลส์ประสาท)



การสั่นสะเทือนแบบบังคับแบบมีตัวหน่วง(Forced Vibration)

การสั่นสะเทือนแบบถูกกระตุ้นเป็นการสั่นสะเทือนที่เกิดจากแรงภายนอกมากระตุ้น และการสั่นสะเทือนจะเป็นไปตามลักษณะของแรกภายนอกและความถี่ของแรงที่มากระตุ้นระบบ ลักษณะของแรงภายนอกที่มากระตุ้นระบบมีได้หลายแบบ อาทิ การกระตุ้นในลักษณะของฮาร์โมนิก (Harmonic) (การเคลื่อนที่แบบฮาโมนิกเป็นการเคลื่อที่กลับไปกลับมาเป็นรูปลูกเคลื่อนไซน์ (Sine) หรือโคไซน์ (Cosine)) ในลักษณะเป็นคาบ





3

(Periodic) หรือในลักษณะสุ่ม (Random) เป็นต้น ในเครื่องจักรกลหมุน การกระตุ้นของระบบมักจะอยู่ในรูปการกระตุ้นแบบคาบ และเนื่องจากแรงกระตุ้นแบบคาบนั้นจะสามารถแยกย่อยออกเป็นผลรวมของการกระตุ้นแบบฮาร์มอนิกที่ความถี่ต่างๆ กันได้ ดั้งนั้นจึงนิยมที่จะพิจารณาพฤติกรรมของการสั่นสะเทือนโดยใช้แบบจำลองในรูปของแรงกระตุ้นแบบฮาร์มอนิก

เมื่อระบบกระตุ้นด้วยแรงภายนอกแบบฮาร์มอนิก (Harmonic) การสั่นสะเทือนของระบบจะเกิดขึ้นในลักษะเดียวกับแรง คือ จะสั่นสั่นสะเทือนด้วยความถี่เดียวของแรงที่มากระตุ้น ต้นกำเนิดของแรงกระตุ้นแบบฮาร์มอนิกที่พบได้ง่ายที่สุด ได้แก่ ความไม่สมดุลของเครื่องจักรที่หมุน หรือการเคลื่อนที่ของเครื่องจักแบบชักกลับไปกลับมา เป็นต้น การสั่นสะเทือนแบบถูกกระตุ้นเหล่านี้อาจมีผลต่อสมรรถนะและการทำงานปกติของเครื่องจักร และอาจทำให้เครื่องจักรเสียหายได้ ถ้าการสั่นสะเทือนนั้นมีขนาดใหญ่

การสั่นส่วนใหญ่จะเป็นแบบถูกบังคับ (Forced vibration or Forced oscillation) เพราะทุกระบบต้องการอยู่นิ่ง ในภาวะที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด คงไม่มีอะไรสั่นให้เสียพลังงาน ดังนั้นมันต้องถูกบังคับจากภายนอก เช่นได้รับพลังงานความร้อน ได้รับแรงจากภายนอก

ส่วนที่ว่าจะสั่นแบบสบาย ๆ หรือแบบมีตัวหน่วง Damped oscillation ก็ขึ้นอยู่กับว่าระบบนั้นเป็นอย่างไร สำหรับรถนั่งที่มีสปริงกันกระแทก คงไม่ปล่อยให้สปริงสั่นแบบสบาย ๆ เพราะคนนั่งจะหัวสั่นหัวคลอนอยู่ในรถ ต้องมี chock absorber เป็นตัวหน่วงให้สปริงหยุดสั่นโดยเร็ว แต่ถ้าหยุดเร็วเกินไปคนนั่งจะรู้สึกไม่นุ่มนวลแต่ถ้าเป็นสายกีตาร์ เมื่อดีดแล้วก็อยากให้สายสั่นนาน ๆ ไม่ใช่ดีดแล้วหยุดกึก มีแต่เสียงแป๊ก ๆ เหมือนเสียงกีตาร์ไฟฟ้าที่ไม่ได้เสียบแอมป์ขยาย



บทที่ 3

อุปกรณ์และวิธีการประดิษฐ์/ทดลอง

อุปกรณ์

1. ชุดเครื่องเสียง (ลำโพง )

2. กาวตราช้าง

3. จุกสูบ - ปล่อยลม

4. วาวล์ เปิด – ปิด ลม

5. กล่องกำเนิดแรงลม

6. ปลั๊กไฟ

7. หัวฉีดไอระเหยที่ทำเอง

8. สายยางนำไอระเหย



4

9. ขวดบรรจุน้ำมัน และบรรจุน้ำ( ป้องกันอันตราย)

10. ไม้ขีดไฟ

11. น้ำมันเบ็นซิน



การประดิษฐ์ตัวสำรอง

1. ต่อสายยาง จากกล่องผลิตลมลม

2. จากจ้อ 1 สายยางผ่านขวดน้ำมัน แล้วต่อผ่านขวดน้ำเปล่า

3. ต่อสายยางจากขวดน้ำเปล่าเข้าหัวฉีด ( เตา )













หมายเลข 1 กล่องผลิตลม 2.ลำโพงเครื่องเสียง 3. ขวดน้ำมัน / น้ำเปล่า 4. หัวฉีด / เตา











5

บทที่ 4

การทดลอง

รูปการทดลองของนักเรียน



















6













7























8























9

ผลการทดลอง

การใช้งานตัวสำรอง 2

ที่ รายการ ความร้อนสูง ความร้อนปานกลาง ความร้อนต่ำ หมายเหตุ

1. เพลงสากล(เร็ว) /

2. เพลงสากล(ช้า) /

3. เพลงลูกท่ง(เร็ว) /

4 เพลงลูกทุ่ง(ช้า) /

5 เพลงเพื่อชีวิต /

6 เพลงไทยเดิม /



ตารางเปรียบเทียบระดับความร้อน





แทน เพลงเร็ว แทน เพลงไทยเดิม



แทน เพลงช้า







10

ผลการทดลอง

จากการทดลองเพลงที่มีจังหวะเพลงเร็วจะมีระดับความร้อนมาก เป็นอันดับที่ 1 เพลงช้าระดับความร้อนอ่อนเป็นอันดับที่ 2 และที่ไม่ดีเลยคือเพลงไทยเดิม



การใช้งานของตัวสำรอง 2

ที่ รายการ เพลงเร็ว เพลงช้า หมายเหตุ

1 การต้มน้ำเปล่า / 2-3 เพลง

2 การทอดไข่ดาว / 1-2 เพลง

3 ขนมครก / 2-3 เพลง

4 การนึ่งปลา/ผัก / 8-9 เพลง

ผลการทดลอง

จากการทดลอง ระดับความร้อนที่ใช้ไม่เท่ากัน และจำนวนเพลงแตกต่างกันด้วย



บทที่ 5

สรุปผลการทำงานเมื่อเปรียบเทียบกับอูปกรณ์อื่น

อุปกรณ์ ระดับความร้อน

เวลาที่ใช้ หมายเหตุ

ตัวสำรอง 2 ปานกลาง นาน อุปกรณ์ตัวสำรอง2ประหยัดมากกว่าอุปกรณ์อื่นที่ใช้ทดสอบ

เตาแก๊ส มาก น้อย

เตาไฟฟ้า มาก นาน

















11

เอกสารอ้างอิง



1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1-3

2. หนังสือเรียนอิเล็กทรอนิคส์มัธยมศึกษาตอนต้น

3. อินเตอร์เน็ท

4. หนังสือเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้น ม.1





































































12

แบบสอบถาม

ให้ทำเครื่องหมาย ( / ) ใน ที่ตรงกับความต้องการข้อ 1- 5 ผู้ปกครองตอบ ข้อ 6-10 นักเรียนตอบ

1. ท่านต้องการให้นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์หรือไม่

ต้องการ ไม่ต้องการ

2.บุตรหลานของท่านชอบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หรือไม่

ชอบ ไม่ชอบ



3. ท่านคิดว่าโครงตัวสำรอง 2 มีประโยชน์หรือไม่

มี ไม่มี



4. ท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับโครงงานตัวสำรอง 2 โดยวิธีใด

จากบุตรหลาน ศึกษาเอง

5. ท่านสามารถประดิษฐ์ตัวสำรองได้เองหรือไม่

ได้ ไม่ได้



6. นักเรียนต้องการเรียนแบบโครงงานหรือไม่



ต้องการ ไม่ต้องการ



7. นักเรียนเคยประดิษฐ์ของเล่นเองหรือไม่

เคย ไม่เคย



8. ระหว่างโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องตัวสำรอง 2 กับ การสกัดสีจากใบไม้ นักเรียนจะเลือกโครงงานไหนเป็นอันดับแรก

ตัวสำรอง 2 การสกัดสีจากใบไม้



9. นักเรียนที่ไม่เก่งทำโครงงานวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่

ได้ ไม่ได้

10. นักเรียนชอบการสังเกตหรือไม่

ชอบ ไม่ชอบ





13

สรุปแบบสอบถาม



จำนวน (คน) ต้องการ(โครงงาน) ไม่ต้องการ(โครงงาน) คิดเป็นร้อยละ

ของความต้องการ

ผู้ปกครอง 20 คน 16 คน 4 80 %

นักเรียน 20 คน (มัธยม) 18 คน 2 90 %































สารบัญตาราง

คารางที่ 1 ผลการทดลองการใช้งานตัวสำรอง 2 (เพลง) หน้าที่ 9

คารางที่ 2 ผลการทดลองการใช้งานตัวสำรอง 2 (การปรุงอาหาร ) หน้าที่ 10

ตารางที่3 สรุปเปรียบเทียบใช้งานกับอุปกรณ์อื่น (ระดับความร้อน ) หน้าที่ 10

สารบัญตารางกราฟ

แผนภูมิแสดงการได้ยิน หน้าที่ 2

แผนภูมิกราฟแสดงการเปรียบเทียบระดับความร้อน หน้าที่ 9

สารบัญรูปภาพ

รูปการประดิษฐ์ตัวสำรอง 2 หน้าที่ 4

รูปการทดลองตัวสำรอง 2 หน้าที่ 5-8

























ใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขัน ความเป็นเลิศ

กิจกรรม โรงงานวิทยาศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3

1. ชื่อกิจกรรม โครงงานตัวสำรอง 2 ประเภทโครงงานสิ่งประดิษฐ์

2. ชื่อโรงเรียน บ้านเสม็ด ตำบลสำโรง อำเภแพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 044-630080

3. ชื่อนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม

3.1 เด็กชายศราวุฒิ แพทย์ประสาท ชั้น ม.1

3.2 นายยอดรัก ศิลาพงศ์ ชั้น ม.2

3.3 เด็กชายพิเศษ แป้นประโคน ชั้น ม.2

4.ชื่อผู้ควบ

4.1 นายสุรเศรษฐ์ ภิรมย์

4.2 นายวินัย วรนุช

4.3 นายสมภพ ประเสริฐ์ศิริรัตน์

5.ชื่อผู้ฝึกสอน

5.1 นายสุรเศรษฐ์ ภิรมย์

5.2 นายวินัย วรนุช

5..3 นายสมภพ ประเสริฐ์ศิริรัตน์

5.4 นางสุรีรัตน์ ทองดี



(ลงชื่อ)................................................ผู้กรอกใบสมัคร

(นายอุทัย โขงรัมย์ )

ตำแหน่ง ครู คศ.1 โรงเรียนบ้านเสม็ด

ครูวิชาการโรงเรียนบ้านเสม็ด





(ลงชื่อ).................................................ผู้บริหารโรงเรียน

(นายพรเลิศ พงษ์เรืองหนู)

ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านเสม็ด
Surasadsamad@hotmail.com (IP:203.172.201.1)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 24 ก.พ. 2550 (10:45)
โครงงานสิ่งประดิษฐ์

เรื่อง เครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์

โดย

1. เด็กชายขจรศักดิ์ กริมรัมย์ ชั้น ม.2

2. เด็กชายพงษ์ศักดิ์ สิงทองประเสริฐ์ ชั้น ม.2

3. เด็กหญิงปวีณา พ่อค้า ชั้น ม.2

4. เด็กชายทองอินทร์ สวนเพชร ชั้น ม.2

5. เด็กหญิงนิตยา เรืองรัมย์ ชั้น ม.2

อาจารย์ที่ปรึกษา

1. นายสุรเศรษฐ์ ภิรมย์

2. นายวินัย วรนุช

3. นายสมภพ ประเสริฐ์ศิริรัตน์

4. นางสุรัตน์ ทองดี

บทคัดย่อ

โครงงานสิ่งประดิษฐ์เรื่อง เครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์ ได้นำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประดิษฐ์และ ได้นำเอาวัสดุที่ใช้แล้วมาเป็นส่วนประกอบในการประดิษฐ์เครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์ โดยการนำเอาแผ่นซีดีรอมที่ใช้ไม่ได้แล้วมาทำเป็นกังหันเพื่อพ่นน้ำให้เป็นฝอยโดยมีการหมุนด้วยพลังงานจากมอเตอร์ขนาดเล็กใช้ไฟจากแบตเตอรี ขนาด 6 โวลต์ พบว่าน้ำปริมาณ 1 ลิตร สามารถพ่นน้ำได้ทั่วสม่ำเสมอในเนื้อที่ 200 ตารางวา ( เนื้อที่ 1 งาน ) ซึ่งถือว่าเป็นการประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดีเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับภูมิประเทศของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก อนึ่งเครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์ชนิดนี้นำมาใช้งานได้ง่าย สะดวกและปลอดภัยเนื่องจากวิธีการใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก



กิตติกรรมประกาศ

โครงงานสิ่งประดิษฐ์ตามความสามารถนักเรียน เรื่อง เครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์

คณะผู้จัดทำได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองนักเรียนในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น

ตลอดจนคณาจารย์ทุกท่านโดยเฉพาะ ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านเสม็ด

นายพรเลิศ พงษ์เรืองหนู ได้ให้การสนับสนุนทั้งแนวคิดและงบประมาณในการจัดทำเครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์จนสำเร็จ

คณะผู้จัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์เรื่องเครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์ จึงใคร่ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กล่าวมาข้างต้นไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูงยิ่ง



บทที่ 1

ที่มา และความสำคัญของโครงงาน



สภาวะปัจจุบันการเพาะปลูกต้องอาศัยน้ำเป็นจำนวนมาก ผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรเสียหายส่วนใหญ่มาจากการขาดแคลนน้ำ ทางราชการได้ส่งเสริมให้ประหยัดน้ำทุกวิธีทางและใช้ประโยชน์จากน้ำให้คุ้มค่า จังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่มีการขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมากจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย หลายหน่วยงานช่วยกันประหยัดน้ำและลดพื้นที่ในการเพาะปลูกเป็นผลให้ชาวบ้านต้องขาดพืชผักไว้รับประทานหรือต้องซื้อผักจากที่อื่นในราคาที่สูงมาก ทางโรงเรียนบ้านเสม็ดจึงให้นักเรียนจัดทำโครงงานประหยัดน้ำขึ้นมา โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริง จึงเป็นที่มาของโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องเครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์ เครื่องนี้ขึ้นมาและหวังว่าคงเป็นแนวทางหนึ่งที่ประหยัดน้ำในการเพาะปลูกจริง





แนวคิดในการทำโครงงาน / มูลเหตุจูงใจ



ในการให้น้ำพืชมีหลายวิธี เช่น การรด การสาด การกักขังน้ำ การปล่อยน้ำเข้าแปลงผัก การวิดน้ำ การสูบน้ำ ฯลฯ ซึ่งล้วนก็เป็นการพยายามให้น้ำแก่พืชแบบประหยัดกันทั้งนั้น คณะผู้จัดทำเครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์ ได้ออกแบบเครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์โดยนำเอาแผ่นซีดีเก่า เชื่อมติดกับมอเตอร์ขนาดเล็กโดยใช้กาวตราช้างติด ต่อพ่วงกับเซลล์ไฟฟ้า (แบตเตอร์รี / ถ่ายไฟฉาย ) เพื่อให้มอเตอร์หมุนพัดน้ำให้กระเด็นเป็นฝอยสม่ำเสมอทุกพื้นที่ ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกพืชผักสวนครัวเป็นอย่างมากและคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางที่ประหยัดน้ำในการเพาะปลูกดีกว่าวิธีอื่น

อนึ่งเครื่องพ่นน้ำแบบนี้ใช้งบประมาณ 200 บาท ต่อเครื่อง



สมมติฐาน

ในการให้น้ำแก่พืชผักสวนครัวด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบกับการให้นำด้วยวิธีและอุปกรณ์อื่น เครื่องพ่นน้ำอเนกประสงค์ ที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้คาดว่าเมื่อไปใช้ประโยชน์จะประหยัดน้ำ เวลา และต้นทุนได้ดีกว่าการให้น้ำแก่พืชด้วยวิธีอื่นที่กล่าวมาทั้งหมด คาดว่าเป็นการให้น้ำแก่พืชที่ประหยัดทั้งทุน และแรงงานที่สุด



วัตถุประสงค์ของโครงงาน

1. เพื่อให้นักเรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง

2. เพื่อให้เกษตรกรสามารถประดิษฐ์ใช้ได้เอง

3. เพื่อประหยัดน้ำและพลังงาน

4. เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร

5. เพื่อประหยัดรายจ่ายของเกษตรกร

6. เพื่อส่งเสริมความรักสามัคคีในหมู่คณะ

7. เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี

8.เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดประดิษฐ์อุปกรณ์

9. สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพ่นยาปราบศัตรูพืชได้

10. สามารถให้น้ำหรืออาหารทางใบของพืชได้



แผนการดำเนินงาน

คณะผู้จัดทำโครงงานนี้ได้สำรวจศึกษาปัญหาที่เกิดกับชุมชนด้านการเกษตร ได้ประสานปรึกษากับผู้มีประสบการณ์ด้านการเกษตร ร่วมประชุมปรึกษาหาทางแก้ไขและร่วมออกแบบการทดลองทั้งในห้องเรียนและสถานที่เพาะปลูกจริง ได้สรุปผลการทดลองว่าควรให้น้ำแก่พืช(อาหารทางใบ)โดยทำน้ำมีลักษณะฝอยละเอียดแก่พืช ซึ่งเป็นการประหยัดน้ำได้ดีที่สุดวิธีหนึ่งตารางการดำเนินงาน



ที่ รายการ ระยะเวลา หมายเหตุ

1 สำรวจปัญหาในชุมชน / ความต้องการ ครู/ผู้ปกครอง/นักเรียน

2 ประชุมปรึกษาหาทางแก้ไข 1 วัน ผู้เกี่ยวข้อง/ภูมิปัญญาท้องถิ่น

3 ออกแบบสิ่งดิษฐ์ 5 วัน นักเรียน

4 ประดิษฐ์อุปกรณ์ 1 วัน นักเรียน

5 ทดลองทั้งใน-นอกสถานที่ 30 วัน นักเรียน

6 สรุปผลการทดลอง 1 วัน นักเรียน
Surasadsamad@hotmail.com (IP:203.172.201.1)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 25 ก.พ. 2550 (08:56)
การสั่นสะเทือนแบบบังคับแบบมีตัวหน่วง(Forced Vibration)

การสั่นสะเทือนแบบถูกกระตุ้นเป็นการสั่นสะเทือนที่เกิดจากแรงภายนอกมากระตุ้น และการสั่นสะเทือนจะเป็นไปตามลักษณะของแรกภายนอกและความถี่ของแรงที่มากระตุ้นระบบ ลักษณะของแรงภายนอกที่มากระตุ้นระบบมีได้หลายแบบ อาทิ การกระตุ้นในลักษณะของฮาร์โมนิก (Harmonic) (การเคลื่อนที่แบบฮาโมนิกเป็นการเคลื่อที่กลับไปกลับมาเป็นรูปลูกเคลื่อนไซน์ (Sine) หรือโคไซน์ (Cosine)) ในลักษณะเป็นคาบ

(Periodic) หรือในลักษณะสุ่ม (Random) เป็นต้น ในเครื่องจักรกลหมุน การกระตุ้นของระบบมักจะอยู่ในรูปการกระตุ้นแบบคาบ และเนื่องจากแรงกระตุ้นแบบคาบนั้นจะสามารถแยกย่อยออกเป็นผลรวมของการกระตุ้นแบบฮาร์มอนิกที่ความถี่ต่างๆ กันได้ ดั้งนั้นจึงนิยมที่จะพิจารณาพฤติกรรมของการสั่นสะเทือนโดยใช้แบบจำลองในรูปของแรงกระตุ้นแบบฮาร์มอนิก

เมื่อระบบกระตุ้นด้วยแรงภายนอกแบบฮาร์มอนิก (Harmonic) การสั่นสะเทือนของระบบจะเกิดขึ้นในลักษะเดียวกับแรง คือ จะสั่นสั่นสะเทือนด้วยความถี่เดียวของแรงที่มากระตุ้น ต้นกำเนิดของแรงกระตุ้นแบบฮาร์มอนิกที่พบได้ง่ายที่สุด ได้แก่ ความไม่สมดุลของเครื่องจักรที่หมุน หรือการเคลื่อนที่ของเครื่องจักแบบชักกลับไปกลับมา เป็นต้น การสั่นสะเทือนแบบถูกกระตุ้นเหล่านี้อาจมีผลต่อสมรรถนะและการทำงานปกติของเครื่องจักร และอาจทำให้เครื่องจักรเสียหายได้ ถ้าการสั่นสะเทือนนั้นมีขนาดใหญ่

การสั่นส่วนใหญ่จะเป็นแบบถูกบังคับ (Forced vibration or Forced oscillation) เพราะทุกระบบต้องการอยู่นิ่ง ในภาวะที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด คงไม่มีอะไรสั่นให้เสียพลังงาน ดังนั้นมันต้องถูกบังคับจากภายนอก เช่นได้รับพลังงานความร้อน ได้รับแรงจากภายนอก

ส่วนที่ว่าจะสั่นแบบสบาย ๆ หรือแบบมีตัวหน่วง Damped oscillation ก็ขึ้นอยู่กับว่าระบบนั้นเป็นอย่างไร สำหรับรถนั่งที่มีสปริงกันกระแทก คงไม่ปล่อยให้สปริงสั่นแบบสบาย ๆ เพราะคนนั่งจะหัวสั่นหัวคลอนอยู่ในรถ ต้องมี chock absorber เป็นตัวหน่วงให้สปริงหยุดสั่นโดยเร็ว แต่ถ้าหยุดเร็วเกินไปคนนั่งจะรู้สึกไม่นุ่มนวลแต่ถ้าเป็นสายกีตาร์ เมื่อดีดแล้วก็อยากให้สายสั่นนาน ๆ ไม่ใช่ดีดแล้วหยุดกึก มีแต่เสียงแป๊ก ๆ เหมือนเสียงกีตาร์ไฟฟ้าที่ไม่ได้เสียบแอมป์ขยาย
บ้านเสม็ด
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 25 ก.พ. 2550 (15:52)
อยากทราบเมตามอฟอซิสของมด มันเป็นแบบสมบูรณ์รึเปล่า
ไส้กรอกสีฟ้า (IP:203.118.93.247)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 16 ก.ย. 2550 (13:27)
อยากทราบเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับระบบต่างๆของแมลงปอ ผีเสื้อ และการเจริญเติบโตแบบเมตามอฟอซิสทั้งแบบสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์อยากได้ทั้งข้อมูลและรูปภาพคะแล้วหาที่ไหนคะ

ขอบคุณคะ
คนเจ้าชู้ (IP:203.150.105.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 11 มี.ค. 2551 (19:34)
ชื่อภาษาไทย : จักจั่น<BR>ชื่อภาษาอีสาน : จักจั่น<BR>ชื่อภาษาอังกฤษ : Cicada<BR>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Meimuna opalifera Walker, Pompania sp.<BR>Order : Homoptera<BR>Family : Cicadidae<BR><BR>ลักษณะทางกายภาพ<BR><BR>จักจั่นเป็นแมลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอันดับ Homoptera ลักษณะเด่นของจักจั่น คือเพศผู้สามารถทำเสียงได้ แหล่งกำเนิดเสียงมาจากบริเวณด้านใต้ลำตัวของท้องปล้องแรกต่อกับส่วนอก จักจั่นแต่ละชนิดมีเสียงเฉพาะในแต่ละตัว ทำให้สามารถแยกประเภทของจักจั่นได้จากเสียงร้อง ทำนองของเสียงร้องอาจบ่งบอกได้ถึงการป้องกันตัว ตกใจเมื่อถูกรบกวน หรือร้องเรียกเพื่อหาคู่ จักจั่นมีส่วนหัวและส่วนอก กว้างเรียวมาทางหาง มีตาเดี่ยว 3 ตาเรียงกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม อยู่ใกล้กับด้านสันหลัง ของศีรษะ หนวดสั้นเป็นรูปขน ปากเป็นแบบเจาะดูด มีปีกบางใสและยาวกว่าลำตัว เวลาเกาะอยู่กับที่ ปีกจะหุบชิดกันเป็นรูป 3 เหลี่ยม มองคล้ายหลังคา ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนสลับกับสีน้ำตาลเข้ม ตัวอ่อนมีสีน้ำตาลอ่อน ตาโต ขาหน้ามีขนาดใหญ่ไว้สำหรับขุดดิน ตัวเต็มวัยมีขนาดลำตัวตั้งแต่หัวจรดปีกประมาณ 30 – 40 มิลลิเมตร<BR><BR><BR>แหล่งที่อยู่อาศัย<BR><BR>ตัวเต็มวัยเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ โดยเฉพาะต้นกุง หรือกอหน่อไม้ ตัวเมียจะเจาะต้นไม้ให้เป็นรูเล็ก ๆ เพื่อวางไข่เมื่อไข่ฟักกลายเป็นตัวอ่อนแล้ว ตัวอ่อนจะร่วงลงสู่พื้นดิน ใช้ขาหน้าขุดฝังตัวอยู่ในดิน เมื่อเจริญเต็มที่จะไต่ขึ้นมาบนต้นไม้ ลอกคราบ กลายเป็นตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนต้นไม้ ระยะที่เป็นตัวเต็มวัยนี้สั้นมาก คือเมื่อผสมพันธุ์และวางไข่จะตายลง<BR>
pack_env@hotmail.com (IP:203.172.201.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 6 มี.ค. 2552 (09:34)
133374

เมตาฟอร์ซิสรุสึกีหลายเเบบ
เเบบที่1 เปลี่ยนเเปลง4ระยะสมบูรณ์
เเบบที่2 เปลี่ยนทีละนิดสมบูรณ์
เเบบที่3เปลี่ยนเเปลงเเต่ไม่สมบูรณ์
เเบบที่4 ไม่เปลี่ยนเลยหน้าเหมือนบิดามารดรตั้งเเต่เกิด

หนูก้ไม่เเน่ใจหนูพิมเท่าที่ทราบ
ถ้าผิดก้ขอประทานโทด


pan*-*
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 52 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 26 ส.ค. 2553 (09:23)
ช่วยน่อยครับ
virus_alert_j@hotmail.com (IP:182.52.22.47)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม