เส้นใยนำแสง คืออะไรค่ะ ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างค่ะ

โพสต์เมื่อ: 18:15 วันที่ 23 ม.ค. 2549         ชมแล้ว: 166,491 ตอบแล้ว: 146
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
เส้นใยนำแสงคืออะไรค่ะ หน้าตาเป็นยังไง

ใช้ทำประโยชน์อะไรได้บ้าง

ช่วยนู๋ด้วยนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ


นู๋คือ เดะ ป.6(203.156.135.99,192.168.2.202,)

จำนวน 70 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ม.ค. 2549 (22:43)


28601
ไฟประดับใช้หลักการของ ไฟเบอร์อ๊อปคิก

(ใยแก้วนำแสง)









หาก ป6 จริงก็เหนื่อยหน่อยนะ ไปย่อและสรุปเอาเองละกันยาวหน่อย

ลองย่อและจับใจความที่สนใจออกมา

ผิดถูก ไม่แน่ใจ มาว่ากันอีกที นะ


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=107&Pid=12722


http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=107&Pid=33688









โก๋แก่
ร่วมแบ่งปัน2629 ครั้ง - ดาว 586 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 23 ม.ค. 2549 (22:50)
เอาง่ายๆก็คือ เส้นใยใสๆ ที่เมื่อฉายแสงเข้าไปแล้วแสงนั้นจะสะท้อนไปมาภายในเส้นใยนั้นครับ ไม่หักเหออกมานอกเส้นใย(จิงๆแล้วออกมานิดหน่อยแต่น้อยมากคับ) เราจึงไม่เห็นแสงออกมาจากเส้นใยนั้น จนกว่าจะสุดเส้นครับ อาศัยหลักการของความแตกต่างระหว่าง ความหนาแน่นระหว่างตัวกลางและดัชนีหักเห ทำให้เกิดการสะท้อนกลับหมด คล้ายๆกับการฉายไฟจากใต้นำขึ้นมาบนอากาศ จะมีอยู๋มุมนึงที่ไปจะถูกสะท้อนกลับหมดครับ...เส้นใยนี้ก็เหมือนกัน เขาออกแบบมาให้แสงภายในเส้นตกกระทบผิวเส้นใยในมุมที่จะถูกสะท้อนกลับได้มากที่สุด...แสงจึงสะท้อนไปมาภายในเส้นได้



ถูกป่าวครับท่าโก๋แก่...^^
novia
ร่วมแบ่งปัน63 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 23 ม.ค. 2549 (22:52)
ถ้าเป็นเด็ก ป.6 ก็ลองนึกว่า เส้นใยเป็นท่อ และแสงเป็นน้ำ น่าจะมองเห็นภาพกว่าปะครับ
novia
ร่วมแบ่งปัน63 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 26 ม.ค. 2549 (09:53)
ขอบคุณมั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะ คูณ.... โก๋แก กะ novia
นู๋ คือ เดะ ป.6 (IP:202.143.172.170,192.168.1.43,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 19 พ.ค. 2549 (18:15)
การสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง (fiber optic) เส้นใยนำแสงมีลักษณะเป็นท่อแก้วที่อ่อนตัวอยู่ในสายที่หุ้มด้วยพลาสติก ลักษณะของท่อแก้วหุ้มด้วยสารพิเศษที่ทำให้เกิดการหักเหของแสงอยู่ภายในท่อแก้ว ดังนั้นเราสามารถส่งแสงจากปลายด้านหนึ่งให้ไปปรากฏที่ปลายอีกด้านหนึ่งได้ แม้ว่าเส้นใยนำแสงนั้นจะคดงอไปอย่างไรก็ตามก็จะส่งแสงเข้าไปในท่อแก้วได้ เมื่อมีการนำเอาข้อมูลเข้าไปผสมกับแสง เพื่อให้แสงกระพริบตามการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล ทำให้เรารับส่งสัญญาณข้อมูลไปกับแสงได้ การรับส่งข้อมูลเข้าไปในแสงทำได้มากและรวดเร็ว
โอปอ ค่ะ (IP:125.24.71.53,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 19 พ.ค. 2549 (18:17)
http://it.benchama.ac.th/ebook3/page/Lesson9_7_2.htm



หากอยากรู้ก็คลิกเข้าชมได้คะ
โอปอ (IP:125.24.71.53,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 23 พ.ค. 2549 (10:54)
การที่เราจะรู้อะไรซักอย่างต้องค้นหาด้วยตัวเอง
อ้อม (IP:61.19.195.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 23 พ.ค. 2549 (11:29)
พาร์การที่ใครสักคนที่ดีคือ
เกด (IP:61.19.195.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 24 พ.ค. 2549 (10:09)
ได้ความรุ้เพิ่มเติมดีจัง
แตงกวา (IP:61.19.195.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 25 พ.ค. 2549 (11:46)
เส้นใยนำแสง มีแกนกลางของสายซึ่งประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือพลาสติกขนาดเล็กหลาย ๆ เส้นอยู่รวมกัน เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กเท่าเส้นผมและภายในกลวง และเส้นใยเหล่านั้นได้รับการห่อหุ้มด้วยเส้นใยอีกชนิดหนึ่งก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวน การส่งข้อมูลผ่านทางสื่อกลางชนิดนี้จะแตกต่างจากชนิดอื่น ๆ ซึ่งใช้สัญญาณไฟฟ้าในการส่ง แต่การทำงานของสื่อกลางชนิดนี้จะใช้เลเซอร์วิ่งผ่านช่องกลวงของเส้นใยแต่ละเส้นและอาศัยหลักการหักเหของแสงโดยใช้ใยแก้วชั้นนอกเป็นกระจกสะท้อนแสง การให้แสงเคลื่อนที่ไปในท่อแก้วสามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความหนาแน่นของสัญญาณข้อมูลสูงมาก และไม่มีการก่อกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งข้อมูลทั้งตัวอักษร เสียง ภาพกราฟฟิก หรือวิดีทัศน์ได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีความปลอดภัยในการส่งสูง แต่ก็มีข้อเสียเนื่องจากการบิดงอสายสัญญาณจะทำให้เส้นใยหัก จึงไม่สามารถใช้สื่อกลางในการเดินทางตามมุมตึกได้ เส้นใยนำแสงมีลักษณะพิเศษที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงแบบจุดไปจุด ดังนั้นจึงเหมาะที่จะใช้กับการเชื่อมโยงระหว่างอาคารกับอาคาร หรือระหว่างเมืองกับเมือง เส้นใยนำแสงจึงถูกนำไปใช้เป็นสายแกนหลัก
legolast (IP:61.19.42.54,192.168.2.49,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 6 พ.ย. 2549 (17:53)
เหอๆ รู้สึกว่าคนที่มี ไอพี>>[IP: 61.19.195.50,,] จาโพสเยอะจังนะ

นี่มันกระทู้ความรู้ไม่ใช่หรอ..ทำไมโพสมั่วกันจัง
เด็กวิทย์ อยากเรียนวิศวะเหอๆ
ร่วมแบ่งปัน521 ครั้ง - ดาว 176 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 14 พ.ย. 2549 (17:44)
ช่วยบอกประโยชน์ของเส้นใยนำแสงและเลเซอรืด้วยค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
รส (IP:203.209.104.91,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 1 ม.ค. 2550 (12:03)
เส้นใยนำแสง

เส้นใยแก้วที่บริสุทธิ์ที่สุด เส้นเล็กบางกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 10 เท่า ได้เข้ามาแทนที่ทองแดงในสายเคเบิลส่งสัญญาณโทรศัพท์และโทรทัศน์ ใยแก้วนี้ใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก จนมองทะลุแท่งแก้วหนา 20 กม. ได้เหมือนกับเป็นกระจกหน้าต่าง

สายเคเบิลเส้นใยนำแสงเหล่านี้สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้วยความเร็วที่สูงกว่าสายเคเบิลทองแดง ปัจจุบันเคเบิลเส้นใยนำแสงสามารถส่งข้อความทางโทรศัพท์ได้ 20,000 ข้อความในเวลาเดียวกัน

ทั้งเสียง ภาพและข้อมูลคอมพิวเตอร์ สามารถส่งไปในเคเบิลเส้นใยนำแสงสายเดียวกัน เนื่องจากสัญญาณแสงไม่ตกง่ายๆอย่างที่เป็นในสายเคเบิลทองแดง ดังนั้นจึงใช้เครื่องเพิ่มกำลังสัญญาณจำนวนน้อยกว่าด้วย

เมื่อแสงส่องที่ปลายข้างหนึ่งของเส้นใยนำแสงจะสะท้อนกลับภายในประมาณ 15,000 ครั้ง/ เมตร โดยแทบไม่มีแสงลอดออกมาเลย เพราะทุกเส้นมีแกนให้แสงผ่าน พร้อมกับเปลือกหุ้มที่สะท้อนกลับไปยังแกนได้

เส้นใยนำแสง(optical fiber) มี 2 ประเภท คือ แบบทางเดียว(monomode fiber) ซึ่งเป็นแบบที่บางที่สุด สามารถส่งสัญญาณแสงเป็นรูปคลื่นไปได้ไกลถึง 190 กม. โดยไม่ต้องเพิ่มกำลัง

ส่วนแบบหลายทาง(multimode fiber) ส่งสัญญาณแสงเป็นคลื่นต่างๆได้กว่า 1,000 รูป แต่อาจสูญเสียแสงไปได้บ้าง จึงต้องเสริมแรงสัญญาณประมาณทุกๆ 16 กม.
gm วิทย์ (IP:203.114.96.13)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 3 ม.ค. 2550 (14:12)
ถ้าเราอยากจะรู้เรื่องเส้นใยนำแสงมากกว่านี้เราควรเข้าอะไรอีก
อีโบว์ล่า (IP:202.143.137.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 21 ม.ค. 2550 (14:46)
อยากรู้ประโยชน์และโทษของเส้นใยนำแสงค่ะ

ช่วยหน่อยน่ะค่ะ
ตาล Dan_club397@hotmail.com (IP:125.24.177.213)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 23 ม.ค. 2550 (09:18)
เอาจากที่ผมทราบเลยนะครับ



เส้นใยแก้วนำแสงก็คืออุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการส่งข้อมูลที่มีจำนวนมากๆ และต้องการ Bandwidth มากๆ ซึ่งในการส่งข้อมูลนั้นในระบบคอมพิวเตอร์จะใช้สาย lan หรือ สาย UTP ในการส่งข้อมูลซึ่งจะมีข้อจำกัดตรงที่สาย UTP เนี่ยจะมี Maximun ในการใช้งานอยู่ที่ 100 ม. ซึ่งในการสื่อสารข้อมูลระดับ man และ wan นั้น เป็นสิ่งจำเป็นมาก ซึ่งเส้นใยแก้วนำแสงนี้จะแบ่งเป็น 2 ประเถทคือ 1 single mode 2. Multimode ซึ่งจะแตกต่างกันที่ขนาด Core ของแต่ละชนิด รายละเอียดอื่นๆ ผมจะเอามาใส่ในกระทู้ให้โดยระเอียดในเร็วๆ นี้ ครับ
ต้นครับ
ร่วมแบ่งปัน5 ครั้ง - ดาว 183 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 19 ก.พ. 2550 (17:53)
ขอบคุณมากที่ให้ข้อมูล
อนุรักษ์ (IP:125.24.151.235)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 23 ก.พ. 2550 (10:51)
ต้องการเส้นใยนำแสงด่วนมากๆคะ ขอบคุณมั่กมากคะที่ให้ข้ออมูล
แยม - (IP:203.172.169.214)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 4 พ.ค. 2550 (03:14)
Webmaster กรองข้อความหน่อยครับ

หรือไม่ก็ แยกความรู้ที่ต้องการตามกลุ่มระดับ ดีกว่า

มันจะได้ไม่ปนเปเช่นนี้
c2k
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 135 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 15 พ.ค. 2550 (10:47)
เส้นใยนำแสงคือเส้นที่ทำให้แสงผ่านได้กับ
โมโม๊จัง (IP:203.156.44.42)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 25 พ.ค. 2550 (17:35)
อยากให้มีเนื้อหาเยอะกว่านี้นะค่ะ
เด็กสนามบิน (IP:202.91.18.200)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 1 มิ.ย. 2550 (15:17)
รักทุกคนครับ
chanwuit@hotmail.com (IP:202.143.137.50)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 3 มิ.ย. 2550 (16:18)
เส้นใยแก้วนำแสง หรือ Fiber Optic หรือ Optical Fiber


ผมจะขอกล่าวถึงเรื่องประโยชน์ทางด้าน Network นะครับ


คือ Fiber Optic ถูกนำมาใช้ในด้านเครือข่าย ซึ่งเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการใช้ Bandwidth หรือ


ช่องทางของข้อมูลสูง ๆ หากจะเปรียบ Bandwidth ให้ง่าย ๆ แล้ว Bandwidth ก็คือ ถนนนั่นเอง


ยิ่ง Bandwidth มากก็เปรียบกับถนนกว้าง มีหลายเลน แล้วรถที่วิ่งอยู่บนถนนก็คือข้อมูลนั่นเองครับ


สาย Fiber Optic สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ความเร็วสูงถึง 40Gbps หรือ 40 กิกาบิต ต่อวินาที


ถ้าคิดง่าย ๆ แล้วก็คือสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้สูงถึง 320 GB ในเพียงแค่วินาทีเดียว


โดยใช้หลักการการสะท้อนของแสงภายในสาย แสงจะถูกสะท้อนไปมาในสาย ซึ่งจะเร็วมาก


ปัจจุบันต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐ และประเทศที่เจริญแล้ว เค้าจะใช้สาย Fiber Optic เป็นโครงข่าย


โทรคมนาคม แทนสายเคเบิ้ลทองแดง ซึ่งมีปัญหาหลาย ๆ อย่างอาทิเช่น


1.สายเคเบิ้ลทองแดง ต้องอาศัยการนำสัญญาณไปตามลวดทองแดงในสาย จึงได้ความเร็วที่ไม่มากนัก


2.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นรบกวนต่าง ๆ ความชื้น มีผลกระทบอย่างรุนแรงกับสายเคเบิ้ลทองแดง ทำให้ความเร็วลดลงอย่างมาก และมีคลื่นรบกวนในสาย


3.เคเบิ้ลทองแดงมีน้ำหนักมาก และต้องติดตั้งเครื่องทวนสัญญาณ หรือ Repeater เพื่อขยายสัญญาณ


เพราะเมื่อมีระยะทางไกลขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้สัญญาณอ่อนลง




4.มีการสูญเสียของสัญญาณ จนเกิดปัญหาข้อ 3





แต่ในไทยเรายังใช้สายเคเบิ้ลทองแดงเป็นเครือข่ายโทรคมนาคมหลักของประเทศอยู่ครับ





ในประเทศที่กล่างไปเมื่อกี้ อย่างญี่ปุ่นเค้าวางมีโครงข่าย FTTH ย่อมาจาก Fiber To The Home


ซึ่งจะเป็นการให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านสาย Fiber Optic มายังบ้านเลย ซึ่งในญี่ปุ่นเค้าเปิดให้บริการ


อินเตอร์เน็ตพื้นฐานที่ความเร็ว 100 Mbps - 1 Gbps (ทั้ง Up & Down นะครับ)


ในราคาเพียงพันกว่าบาท (เมื่อแปลงเป็นเงินไทยแล้ว)


ซึ่งถูกมาก ๆๆๆ เมื่อเทียบกับของประเทศไทยเรา ของเราเดือนละ 1200 บาท ได้อินเตอร์เน็ต ADSL ความเร็ว 2 Mbps ซึ่งก็หลุดบ่อย ได้ความเร็วไม่เต็ม ปัญหาเหล่านี้เกิดจากเคเบิ้ลทองแดงไงครับ


ไปที่เกาหลีกันเค้าเพิ่งเปิด FTTH 100Mbps ครอบคลุมทั้งประเทศแล้วครับ


......................................


ข้อดีของ Fiber Optic





1.สามารถนำข้อมูลด้วยความเร็วที่สูงมาก ๆๆๆ


2.ระยะทางไม่มีผลต่อสัญญาณ และความเร็ว


3.คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นรบกวน ไม่มีผลใด ๆ ต่อสัญญาณ และความเร็ว


4.สายมีขนาดเล็ก เบา


.........................................


ข้อเสีย


1.สายค่อนข้างมีราคาแพง แต่ถือว่าคุ้มค่ากับความเร็ว และคุณภาพที่ได้มา


2.ต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญในการติดตั้ง


3.สายค่อนข้างบอบบาง ไม่สามารถนำขึ้นเสาไฟ ได้เหมือนเคเบิ้ลทองแดง ต้องเดินลงท่อ แต่ก็ขึ้นเสาไฟได้อย่างภาพด้านล่างครับ แต่ต้องมีท่อหุ้มอีกชั้น


4.สาย Fiber Optic ไม่สามารถนำไฟฟ้า ได้เหมือนสายเคเบิ้ลทองแดง





ซึ่งข้อเสียเหล่านี้จิ๊บจ้อยมาก ถ้าเทียบกับข้อดีของมันแล้ว





ส่วน Thailand FTTH นั้นก็มีนะครับใครว่าไม่มี เป็นของการไฟฟ้าจะทำ


แต่ตอนนี้ไม่มีความคืบหน้ามานานนนนมากกกก ๆๆๆ แล้ว


..........................................................


ภาพด้านล่างเป็น KtFTTH เป็น FTTH ของเกาหลีครับ ดูสิครับโหลดได้วิละกี่ MB


อิอิ เอามาให้อิจฉาเล่น ๆ
11207

tHAiDY
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 10 ก.ค. 2550 (15:31)
คุณ tHAiDY (ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78)



ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อความที่ว่า

"สาย Fiber Optic สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ความเร็วสูงถึง 40Gbps หรือ 40 กิกาบิต ต่อวินาที

ถ้าคิดง่าย ๆ แล้วก็คือสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้สูงถึง 320 GB ในเพียงแค่วินาทีเดียว"



จากที่ผมเรียนมา 8 bit เป็น 1 Byte นั่นหมายความว่า การจะแปลง bit เป็น Byte ต้องหาร 8



ซึ่งในที่นี้ถ้าหาร 8 มันน่าจะเป็น 40Gbps / 8 = 5GBps



แต่ของคุณ tHAiDY เหมือนจะเอา 8 คูณ

40Gbps * 8 = 320GBps



ผมไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า

เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านอื่นๆ

รบกวนคุณ tHAiDY หรือ ผู้รู้ ช่วยให้ความกระจ่างด้วยนะครับ



ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าครับ
buyanyfocus@yahoo.com (IP:210.213.20.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 7 ก.ย. 2550 (00:01)
อยากถามว่า จำนวน core ของสาย fiber optic ระหว่าง

6 core indoor กับ 2x24 core outdoor/indoor

มีความหมาย หรือคุณสมบัติต่างกันยังไงบ้างคะ
s_molee@hotmail.com (IP:58.10.18.182)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 31 ต.ค. 2550 (13:16)
สวัสดีครับ
โอ (IP:61.19.86.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 31 ต.ค. 2550 (13:21)
สวัสดีครับผมอยากดูรูปเส้นใยนำแสง
กอฟล์ (IP:61.19.86.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 31 ต.ค. 2550 (13:26)
ผมอยากรู้ว่าเส้นใยนำแสงเป็นอย่างไร ตอบด้วยนะ
โก้ (IP:61.19.86.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 2 พ.ย. 2550 (19:55)
ThankzZ Ja
Th@YaNe3_BeL!,,,*
ร่วมแบ่งปัน6 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 7 พ.ย. 2550 (13:02)
ผมอยากรู้ว่าเส้ใยนำแสงคืออะไรครับ
เทน (IP:61.19.86.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 7 พ.ย. 2550 (13:13)
อยากได้รูป ลองไปหาใน Google สิครับ

พิมพ์ว่า Fiber Optic ในหมวด รูปก็น่าจะเจอครับ

อยากได้ขข้อมูลก็ลอง Search ใน Google ครับ

หัดอ่านภาษาอังกฤษบ้างครับ อย่าบอกหมดเดี๋ยวเด็ก เคยตัว(อันนี้ไม่ได้ว่าทุกคนนะครับ)

เอาเป็นว่า แค่แนะนำข้อมูลเบื้องต้นแล้วให้ไปหากันเองดีกว่า

อย่างเช่น แนะนำ Keyword ในการค้นหาครับ ถ้าสอบถามควรอ่านมาก่อนแล้วค่อยสอบถาม

อยู่ๆ มาถามเลยไม่รู้เอาการบ้านมาถามป่าว

ตอนพวกผมยังอยู่ม.ปลายเข้ามา web นี้ก็ถามแค่ Keyword หรือวิธีทำว่าถูกต้องหรือป่าวให้อาจารย์แต่ละท่าน แนะนำว่าทำผิดถูกอย่างไร แต่อาจารย์จะไม่เฉลยทีเดียว

มันเป็นสิ่งที่ควรเป็นมากกว่านะครับ

(พยายามอย่าอ้างว่า ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ไม่หัดแล้วจะมีคนเป็น??)

หัดอ่านหน่อยครับ ติดสำนวนค่อยถาม เค้าจะได้รู้ว่าอ่านมาบ้าง ไม่ใช่มาก็ถามจะเอาคำตอบอันนี้คือข้อแตกต่างระหว่างเด็กไทยกับต่างชาติเลยนะครับ คิดด้วยตัวเองซักนิด

คนมีความรู้เค้าก็อยากให้ครับ แต่เค้าก็อยากเห็นเด็กๆ คิดด้วยตัวเองเหมือนกัน
Coquette (IP:203.208.250.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 14 พ.ย. 2550 (19:28)
หวัดดีตอนนี้กำลังทำรายงานเรื่องเส้นใยอยู่เลย
roseapplepu@hotmail.com (IP:203.113.41.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 24 พ.ย. 2550 (11:07)
กำลังทำรายงานเหมือนกันเลย สงสัยโรงเรียนเดียวกันแน่เลย
- (IP:124.157.164.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 25 พ.ย. 2550 (20:27)
ตอนนี้ก็ทำรายงานอยู่ขอความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

แล้วเส้นใยนำแสง กับ เส้นใยแก้วนำแสงนี้อันเดียวกันหรือป่าวครับ
.... (IP:203.113.50.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 28 พ.ย. 2550 (10:28)
ขอความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเส้นใยนำแสงเพื่อประกอบการทำรายงาน
Snilnoy@hotMail.com (IP:202.143.146.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 29 พ.ย. 2550 (19:31)
ข้อความทราบเกี่ยวกับ Topology

รูปแบบลักษณะการเชื่อมต่อของเครือข่าย (Network topology) เป็นลักษณะการเชื่อมภายในระบบเครือข่าย ซึ่ง Topology ขั้นพื้นฐานของเครือข่ายมี 4 ประการคือ Bus topology, Ring topology, Star Topology และ Switched topology

1. Bus topology คือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ โดยการใช้สายสัญญาณเพียงเส้นเดียว หรือหลายเส้นมาต่อกันแบบ Daisy chain หรือแบบ Multi-Drop bus สำหรับสายสัญญาณที่ใช้ในการเชื่อมต่อได้แก่ สาย Thick Coaxial หรือ Coaxial อย่างหนา

2. Ring topology คือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แบบวงแหวน หรือ loop โดยแต่ละโหนด มีจุดเชื่อมต่อทั้ง 2 ด้าน ซึ่งสัญญาณในเครือข่ายจะวิ่งแบบวนไปมา เป็นวงกลมแบบวนไปมา เป็นวงกลม

3. Star topology คือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ โดยมีอุปกรณ์กลางที่เรียกว่า hub หรือ Wiring concentrator เป็นศูนย์กลาง เชื่อมคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งส่งสัญญาณออกมา จะส่งออกไปยังทุก ๆ port ของ hub เรียกลักษณะนี้ว่า Broadcasting

4. Switched topology คล้ายกับ Star topology ที่ใช้ hub มาก แต่แบบนี้ตัว Switched hub จะมี buffer จำนวนหนึ่งของตัวเอง เพื่อเก็บ Address ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่ เมื่อมีการส่งสัญญาณออกมา ข้อมูลจะถูกส่งไปยัง port ที่ระบุโดยตรง ไม่ได้วิ่งไปทุก ๆ port เหมือน hub ธรรมดา และเนื่องจากคุณสมบัตินี้ จึงทำให้ Switched hub มีราคาสูงกว่า hub โดยทั่วไปมาก

กำหนดใช้สายใยแก้วนำแสง (OPTIC FIBER CABLE) ขนาด 6 Core มี Steel Tape Armoured แบบ Multimode ผลิตมา เพื่อใช้งานสำหรับติดตั้งภายนอกอาคาร (Outdoor Type) ขนาดของ Core/Cladding เป็น 62.5/125 Micron จำนวน 4 เส้นทาง ดังนี้

1.1 เส้นทางที่ 1 ติดตั้งสายใยแก้วนำแสงจากอาคารบริหาร ชั้น 3 ห้องคอมพิวเตอร์ ไปอาคารนิเทศศาสตร์(อาคาร 4) ชั้น 2 ความยาวประมาณ 350 จำนวน 1 เส้น

1.2 เส้นทางที่ 2 ติดตั้งสายใยแก้วนำแสงจากอาคารนิเทศศาสตร์(อาคาร 4) ชั้น 2 ไปอาคารศิลปศาสตร์ (อาคาร 10) ห้องสมุด ชั้น 2 ความยาว ประมาณ 310 เมตร จำนวน 1 เส้น

1.3 เส้นทางที่ 3 ติดตั้งสายใยแก้วนำแสงจากอาคารบริหาร ชั้น 3 ห้องคอมพิวเตอร์ ไปหอพักหญิง (หอ 2) ชั้น 3 ความยาวประมาณ 325 เมตร จำนวน 1 เส้น

1.4 เส้นทางที่ 4 ติดตั้งสายใยแก้วนำแสงจากหอพักหญิง(หอ 2) ชั้น 3 ไป หอพักชาย (หอ 1) ชั้น 3 ความยาวประมาณ 100 เมตร จำนวน 1 เส้น



2. รายละเอียดการติดตั้งการเดินสายใยแก้วนำแสง(OPTIC FIBER CABLE) ระหว่างอาคาร

2.1 เส้นทางที่ 1 เดินสายใยแก้วนำแสงจาก RACK 19 นิ้ว เดิม จากห้องคอมพิวเตอร์ชั้น 3 อาคารบริหาร ไปอาคารนิเทศศาสตร์ (อาคาร 4) ในส่วนภายนอกอาคารกำหนดให้เดินสายใยแก้วนำแสงเริ่มจากมุมอาคารบริหารไปตามแนวทางเดินผ่านสันเขื่อนริมอ่างเก็บน้ำ อ้อมไป ด้านหลังอาคารนิเทศศาสตร์(อาคาร 4) โดยผู้รับจ้างต้องจัดหา HAND HOLE จำนวน 4 ชุด เพื่อความสะดวกในการลากสาย ตามรายละเอียดในแบบที่แนบมา ไปสิ้นสุดที่ Rack 19 นิ้ว 15 U ใหม่ ภายในห้องคอมพิวเตอร์ ชั้น 2 กำหนดให้เดินสายใยแก้วนำแสงภายในท่อ PVC สีเหลืองหนา Class 2 ขนาด 3 นิ้ว ฝังดินตลอดความยาวสาย มีความลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

2.2 เส้นทางที่ 2 เดินสายใยแก้วนำแสงจาก RACK 19 นิ้ว เดิม จากห้องคอมพิวเตอร์ชั้น 2 อาคารนิเทศศาสตร์(อาคาร 4) ไปยัง Rack 19 นิ้ว 15 U ใหม่ เช่นเดียวกัน บริเวณห้องสมุด ชั้น 2 อาคารศิลปศาสตร์(อาคาร 10) กำหนดให้เดินสายใยแก้วนำแสงภายในท่อ PVC สีเหลือง หนา Class 2 ขนาด 3 นิ้ว ฝังดินตลอดแนวความยาวสายมีความลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ตลอดแนวสาย ยกเว้นในช่วงที่ใช้แนวเสาไฟฟ้าด้านหลังอาคารเดิม กำหนดให้เดินแขวนตามแนวเสาไฟฟ้านั้น ผู้รับจ้างต้องทำ Riser Pole ช่วงขึ้นและลงเสาไฟฟ้าโดยใช้ท่อเหล็กขนา 3 นิ้ว และมี CAP ป้องกันน้ำหุ้มปลายท่อ ให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

2.3 เส้นทางที่ 3 เดินสายใยแก้วนำแสงจาก RACK 19 นิ้ว เดิมจากห้องคอมพิวเตอร์ชั้น 3 อาคารบริหารไปหอพักหญิง(หอ 2) ชั้น 3 การเดินสาย ใยแก้วนำแสงจากภายนอกอาคารกำหนดให้เดินจากมุมอาคารบริหารไป ตามแนวทางเดินภายในท่อ PVC สีเหลืองหนา Class 2 ขนาด 2 นิ้ว มีความลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ลอดผ่านแนวถนน และแขวนไปตามแนวเสาไฟฟ้าเดิม จนถึงเสาไฟฟ้า หน้าหอพักหญิง, ในช่วงข้ามถนน ใช้ EXTENSION ARM เป็นตัวยึดกับอาคารหอพักหญิง ไปสิ้นสุดที่ RACK 19 นิ้ว 42 U ใหม่ บริเวณชั้น 3 ผู้รับจ้างต้องทำ RISER POLE ช่วงขึ้นเสาไฟฟ้า จำนวน 1 จุด และช่วงผ่านถนน เมื่อผู้รับจ้างขุดและวางท่อแล้ว ให้ใช้ MIXED คลุก กลบ และตบ ให้เรียบร้อยคล้ายกับสภาพเดิม

2.4 เส้นทางที่ 4 เดินสายใยแก้วนำแสงจาก RACK 19 นิ้ว 42 U ใหม่ จากชั้น 3 หอพักหญิงไปหอพักชาย สิ้นสุดที่ RACK 19 42 U ใหม่ ที่บริเวณชั้น 3 เช่นเดียวกัน แนวสายใยแก้วนำแสงในส่วนนอกอาคาร กำหนดให้เดินฝังดินภายในท่อ PVC สีเหลือง หนา Class 2 ขนาด 2 นิ้ว มีความลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

2.5 ผู้เสนอราคาต้องจัดทำแผนผังพร้อมรายละเอียดประกอบการเดินสายติดตั้งและอุปกรณ์ที่เสนอราคา

2.6 การเดินสายใยแก้วนำแสงตามแนวเสาไฟฟ้า กำหนดให้รัดสาย (Lashing) กับลวด Strand 6 M มีอุปกรณ์ยึดจับและการติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

2.7 ผู้รับจ้างต้องทำการ TERMINATE ด้วยหัวต่อสัญญาณปลายสาย (ST-Connector) ทุก Core รวม 48 Core และต้องทำการทดสอบสายสัญญาณ (OTDR Test Report) เพื่อให้เห็นว่าสายใยแก้วนำแสงทุก Core สามารถใช้งานได้ตามมาตรฐานการสื่อสารข้อมูล

2.8 ที่จุดปลายสายใยแก้วนำแสงต้องมีแผงพักปลายสาย(Fiber Optic Patch Panel) แบบติดตั้งกับ RACK 19 นิ้ว

2.9 มีความยาวของสายสำรองก่อนเก็บเข้าตู้อุปกรณ์ไม่ต่ำกว่า 2 เมตร

2.10 รับประกันอย่างน้อย 2 ปี ภายหลังคณะกรรมการตรวจรับ



3. สถาบันกำหนดให้ผู้รับจ้างจัดหา PASSIVE DEVICE ที่ติดตั้งตามอาคารต่าง ๆ ดังนี้

3.1 อาคารบริหาร

3.1.1 12 Port Fiber Optic Patch Panel จำนวน 1 ชุด

3.1.2 ST Connector, Multimode จำนวน 12 ชุด

3.1.3 OTDR Test Report จำนวน 12 ชุด

3.2 อาคารนิเทศศาสตร์(อาคาร 4)

3.2.1 19" High Quality Export Rack 15 U จำนวน 1 ชุด

3.2.2 19" High Quality Export Rack 6 U(Wall Mounted) จำนวน 2 ชุด

3.2.3 12 Port Fiber Optic patch Panel จำนวน 1 ชุด

3.2.4 ST Connector, Multimode จำนวน 12 ชุด

3.2.5 Ventilation Fan Size 4" จำนวน 2 ชุด

3.2.6 Cable Management Panel จำนวน 1 ชุด

3.2.7 AC Power Distribution 6 Outlet จำนวน 3 ชุด

3.2.8 Fix Shelve 45 Cm. Depth จำนวน 1 ชุด

3.2.9 OTDR Test Report จำนวน 12 ชุด

3.3 อาคารศิลปศาสตร์ (อาคาร 5)

3.3.1 19" High Quality Export Rack 15 U จำนวน 1 ชุด

3.3.2 19" High Quality Export Rack 6 U(Wall Mounted) จำนวน 2 ชุด

3.3.3 6 Port Fiber Optic patch Panel จำนวน 1 ชุด

3.3.4 ST Connector, Multimode จำนวน 6 ชุด

3.3.5 Ventilation Fan Size 4" จำนวน 2 ชุด

3.3.6 Cable Management Panel จำนวน 1 ชุด

3.3.7 AC Power Distribution 6 Outlet จำนวน 3 ชุด

3.3.8 Fix Shelve 45 Cm. Depth จำนวน 1 ชุด

3.3.9 OTDR Test Report จำนวน 6 ชุด

3.4 หอพักหญิง(หอ 2)

3.4.1 19" High Quality Export Rack 42 U จำนวน 1 ชุด

3.4.2 12 Port Fiber Optic Patch panel จำนวน 1 ชุด

3.4.3 ST Connector, Multimode จำนวน 12 ชุด

3.4.4 Ventilation Fan Size 4" จำนวน 2 ชุด

3.4.5 Cable Management Panel จำนวน 2 ชุด

3.4.6 AC Power Distribution 6 Outlet จำนวน 1 ชุด

3.4.7 Fix Shelve 45 Cm. Depth จำนวน 1 ชุด

3.4.8 OTDR Test Report จำนวน 12 ชุด

3.5 หอพักชาย (หอ 1)

3.5.1 19" High Quality Export Rack 42 U จำนวน 1 ชุด

3.5.2 6 Port Fiber Optic patch Panel จำนวน 1 ชุด

3.5.3 ST Connector, Multimode จำนวน 6 ชุด

3.5.4 Ventilation Fan Size 4" จำนวน 2 ชุด

3.5.5 Cable Management Panel จำนวน 2 ชุด

3.5.6 AC Power Distribution 6 Outlet จำนวน 1 ชุด

3.5.7 Fix Shelve 45 Cm. Depth จำนวน 1 ชุด

3.5.8 OTDR Test Report จำนวน 6 ชุด



4. รายละเอียดขอบข่ายการติดตั้งสาย UTP

กำหนดให้ใช้ UTP Enhanced Cat 5 E Cable มีรายละเอียดการเดินสายดังนี้

4.1 อาคารบริหาร ไม่มีการเดินสาย

4.2 อาคารนิเทศศาสตร์ (อาคาร 4)

4.2.1 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว 15 U ชั้น 2 ไปยัง Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ชั้น 1 จำนวน 1 จุด

4.2.2 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว 15 U ชั้น 2 ไปยัง Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ชั้น 3 จำนวน 1 จุด

4.2.3 ชั้นที่ 1 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ไปยัง Work Station จำนวน 24 จุด

4.2.4 ชั้นที่ 2 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ไปยัง Work Station จำนวน 27 จุด

4.2.5 ชั้นที่ 3 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ไปยัง Work Station จำนวน 34 จุด

4.3 อาคารศิลปศาสตร์(อาคาร 5)

4.3.1 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว 15 U ชั้น 2 ไปยัง Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ชั้น 1 จำนวน 1 จุด

4.3.2 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว 15 U ชั้น 2 ไปยัง Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ชั้น 3 จำนวน 1 จุด

4.3.3 ชั้นที่ 1 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ไปยัง Work Station จำนวน 26 จุด

4.3.4 ชั้นที่ 2 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ไปยัง Work Station จำนวน 51 จุด

4.3.5 ชั้นที่ 3 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว (Wall Mounted) ไปยัง Work Station จำนวน 12 จุด

4.4 หอพักหญิง(หอ 2)

4.4.1 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว 42 U ไปยัง Work Station จำนวน 101 จุด

4.5 หอพักชาย (หอ 1)

4.5.1 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว 42 U ไปยัง Work Station จำนวน 101 จุด

4.6 บ้านพักอธิการบดี

4.6.1 ผู้รับจ้างจัดหา Rack 19 นิ้ว 6 U (Wall Mounted) จำนวน 1 จุด

4.6.2 เดินสาย UTP จาก Rack 19 นิ้ว 42 U หอพักหญิงมายัง Rack 19 น้ว 6 U (Wall Mounted) ภายในท่อ PVC สีเหลือง หนา Class 2 ขนาด 2 นิ้ว ฝังดินลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

4.6.3 เดินสายจาก Rack 19 นิ้ว 6 U (Wall Mounted) ไปยัง Work Station จำนวน 4 จุด

4.7 ปลายสาย UTP ด้าน Work Station ให้ติดตั้ง RJ-45 MODULAR PLUG OUTLET(BOX ลอย) พร้อมสำหรับใช้งาน

4.8 ปลายสาย UTP ด้าน RACK 19 นิ้ว ให้เข้าหัว RJ-45 MODULAR JACK และต้อง MARKING กำกับสายไว้

4.9 ให้ใช้รางครอบสายสีขาว ครอบสาย UTP จากระดับฝ้าลงมาถึง RJ-45 MODULAR PLUG OUTLET ทุกจุด
bigboom27719 (IP:125.25.209.206)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 29 พ.ย. 2550 (19:37)
อ๋อลืมไป ช่วงนี้ผมเล่น Special Force Online ใครสนใจ มาดวลผมได้นะ^ ^!!

ปืน อะไรบอกกันได้ไม่ต้องห่วง*-*
bigboom27719@hotmail (IP:125.25.209.206)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 29 พ.ย. 2550 (20:44)
เออ โทษที ไอที่ให้ไปมันเป็นแค่อุปกรณ์ - - ยังไงก็ มาเล่นSF กับผมหน่อยนะไม่มีเพื่อน- -"



เอาได้เดี๋ยวจัดให้-----------------------------------------

ประวัติความเป็นมาของเส้นใยแก้วนำแสง

 การใช้แสงเป็นสื่อในการนำสัญญาณแล้วส่งไปในตัวกลางต่างๆ นั้น ได้เริ่มขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ จอห์น ทินดัล ( John Tyndall ) ได้พบว่าแสงสามารถส่งผ่านไปตามลำได้ตั้งแต่ปี พ. ศ. 2413 จากจุดเริ่มต้นนี้ก็ได้มีความพยายามกันเป็นเวลานานที่จะทำให้ปรากฏการณ์นี้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติได้ จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2503 ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงเมื่อมีการทดลองใช้เลเซอร์เป็นครั้งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 ก็มีนักวิทยาศาสตร์สองคนของสหราชอาณาจักร ชื่อ ฮอคแคม ( G.A Hockham) และเกา

 ( C.C. Kao ) ได้ทำการศึกษาวิจัยว่าตัวกลางที่ทำด้วยใยแก้วนำแสงสามารถส่งผ่านได้1% ของแสงอินพุตด้วยระยะทาง 1 กิโลเมตร และตัวกลางนี้จะเป็นคู่แข่งสำคัญกับสายทองแดงและสายหุ้มฉนวน ( Coaxial Cable ) จากนั้นความก้าวหน้าทางวัสดุศาสตร์เรื่อยมา จนปัจจุบันทำให้สามารถมีใยแก้วนำแสงที่มีการส่งผ่านแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือการสูญเสียต่ำได้ ใยแก้วนำแสงบางชนิดซึ่งอาจมีการสูญเสียต่ำมากคือการสูญเสียเพียง0.1 เดซิเบลต่อกิโลเมตร ( dbkm ) เท่านั้น

โครงสร้างของใยแก้วนำแสง

 ส่วนประกอบของใยแก้วนำแสงประกอบด้วยส่วนสำคัญ คือส่วนที่เป็นแกนอยู่ตรงกลางหรือชั้นในที่หุ้มด้วยส่วนที่เป็นแคลด แล้วถูกหุ้มด้วยส่วนที่ป้องกัน ( Coating ) โยที่แต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงที่มีค่าแตกต่างกัน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงค่าหลักการหักเหและสะท้อนกลับมาหมดของแสงดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

 แกน : เป็นส่วนตรงกลางของเส้นใยแก้วนำแสง และเป็นส่วนนำแสง โดยดัชนีหักเหของแสงส่วนนี้ต้องมากกว่าของส่วนแคลดแล้วลำแสงที่ไปในแกนจะถูกขังหรือเคลื่อนที่ไปตามเส้นใยแก้วนำแสงด้วยขบวนการสะท้อนกลับหมดภายใน

 ส่วนป้องกัน: เป็นชั้นที่ต่อมาจากแคลดเป็นที่กันแสงจากภายนอกเข้าเส้นใยแก้วนำแสง และกันแสงจากเส้นใยแก้วนำแสงออกข้างนอก และยังใช้ประโยชน์เมื่อมีการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสง โครงสร้างอาจประกอบไปด้วยชั้นของพลาสติกหลายๆชั้น นอกจากนั้นส่วนป้องกันยังทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันการกระทำจากแรงภายนอกอีกด้วย ตัวอย่างของค่าดัชนีหักเหเช่น แกนมีค่าดัชนีหักเหประมาณ 1.48 ส่วนของแคลดและส่วนป้องกันซึ่งทำหน้าที่ป้องกันแสงจากแกนออกภายนอก และป้องกันแสงภายนอกลบกวนจะมีค่าดัชนีหักเหเป็น 1.46 และ 1.52 ตามลำดับ

รูป แสดงส่วนประกอบของเส้นใยแก้วนำแสง







สายเคเบิลเส้นใยแก้วนำแสง

 ใยแก้วนำแสงนั้นมีกระบวนการผลิตหลายวิธี ซึ่งจะแตกต่างกันที่วิธีทำแท่งพรีฟอร์มหลังจากได้แท่งพรีฟอร์มแล้วก็จะนำมาดึงเป็นใยแก้วนำแสงขนาดและประเภทต่างๆ พร้อมทั้งทำการป้องกันเพื่อทำเป็นเคเบิลตามลักษณะของการใช้งานต่างๆ เช่น สายเคเบิลกับงานเดินสายใต้ดิน สายอากาศใต้น้ำ สายในอาคาร และงานหระว่างอาคาร เป็นต้น ดูดังรูปที่6 จะเป็นตัวอย่างเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วๆไปเท่านั้น สำหรับการใช้งานในปัจจุบันนั้นมีเคเบิลมากมายหลายชนิดแล้วแต่ความต้องการใช้งานเป็นสำคัญ

รูปแสดงส่วนประกอบของใยแก้วนำแสง



ชนิดของเส้นใยแก้วนำแสง

 ภายเส้นใยแก้วนำแสงนั้นจำนวนลำแสงที่เดินทางหรือเกดขึ้นจะเป็นตัวบอกโหมดของแสงที่เดินทางภายในเส้นใยแก้วนำแสงนั้น กล่าวคือถ้ามีแนวเส้นลำแสงอยู่แนวเดียวกันเรียกว่าเส้นใยแก้วนำแสงโหมดเดียว ( Single Mode Fiber ) แต่ภายในเส้นใยแก้วนำแสงนั้นมีแนวลำแสงอยู่เป็นจำนวนมาก เรียกว่าสันใยแก้วนำแสงหลายโหมด ( Multimode Fiber ) ดูรูปนอกจากแบ่งชนิดใยแก้วนำแสงตามลักษณะของโหมดแล้วก็ยังมีวิธีอื่นที่แบ่งโดยจากวัสดุที่ทำเช่น เส้นใยที่ทำจากแก้ว พลาสติก หรือโพลิเมอร์ และก็สามารถแบ่งได้ตามลักษณะและรูปร่าง ลักษณะของดัชนีหักเห เช่น ใยแก้วชนิดดัชนีขั้นบันได ( Step Index ) หรือดีชะนีรูปมน ( Graded Index ) เป็นต้น

 เส้นใยแก้วนำแสงโหมดเดียว

 เส้นใยแก้วนำแสงโหมดเดียวมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของแกนและแคลดประมาณ 5-10 และ125 ไมคอน ตามลำดับ ซึ่งส่วนของแกนมีขนาดเล็กกว่าเส้นใยแก้วนำแสงชนิดหลายโหมดมาก แลให้แสงออกมาเพียงโหมดเดียว ลักษณะหน้าตัดของเส้นใยแก้วนำแสงโหมดเดียวแสดงไว้ดังรูป









รูปแสคงลักษณะภาคตัดของใยแก้วนำแสง



รูปแสดงลักษณะของแสงที่เดินทางภายในใยแก้ว





เส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมด

 โครงสร้างภายในเส้นใยแก้วนำแสง ซึ่งประกอบด้วยแกนและแคลดดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นสำหรับเส้นใยแก้วหลายโหมดส่วนใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางของแกนแคลดประมาณ 50 ไมคอน และ125 ตามลับ เนื่องจากขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางของแกนของเส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมดนั้นมีขนาดใหญ่ดังนั้นแสงที่ตกกระทบที่ปลายอินพุตของเส้นใยแก้วนำแสงมีมุมตกกระทบที่แตกต่างกันหลายค่า จากหลักการสะท้อนกลับหมดของแสงที่เกิดขึ้นภายในส่วนของแกนทำให้มีแนวลำแสงเกิดขึ้นหลายโหมด และแสงแต่ละโหมดใช้เวลาเดินทางโดยใช้ระยะเวลาเดินทางที่แตกต่างกันอันเป็นเหตุให้เกิดการแตกกระจายของโหมดแสง ( Mode Dispersion ) หรือของสัญญาณที่ได้รับได้เนื่องจากความแตกต่างของเวลา จึงได้มีการพัฒนาจะลดการแตกกระจายของสัญญาณซึ่งเกิดขึ้นจากเส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมดด้วนการปรับปรุงลักษณะดัชนีการหลักเหของแสงของแกน

แสดงภาคตัดขวางของเส้นใยแก้วนำแสงหลายโหมด



ระบบสื่อสารใยแก้วนำแสง

 ระบบอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณแสงนั้นทำได้โดยใช้อุปกรณ์ทางแสงได้แก่ แหล่งกำเนิดแสง ( Light Source ) ซึ่งปกติใช้อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำชนิด ไดโอดเปล่งแสง ( LED ) หรือไดโอดเลเซอร์ ( LD ) ส่วนอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้านั้นทำได้โดยใช้ไดโอดแสง( Photodiode ) หรือทรานซิสเตอร์แสง ( Photo Transistor ) นอกจากกรณีของสายส่งยาวมากอาจต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณ ( Repeater ) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วเปลี่ยนกับมาเป็นแสงอีกครั้งและส่งกลับไปในเส้นใยแก้วนำแสง

การผสมและแยกสัญญาณ

 การผสมสัญญาณ ( Modulation ) ของสื่อสารนั้น หมายถึงการทำให้ความถี่ของการสั่นในการส่งเปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณข่าวสาร สำหรับการสื่อสารใยแก้วนำแสงนั้นความถี่ ( หรือความยาวคลื่น ) ของแสงที่ปล่อยออกมาจากอุปกรณ์กำเนิดแสงที่ไม่มีค่าคงที่ ดังนั้นความหมายของการผสมสัญญาณจึงแตกต่างกับการสื่อสารทางไฟฟ้า ถ้าหากสามารถทำให้แสงเป็นแสงอาพันธ์ ( Coherence Light ) ที่สมบูรณ์นั้นคือความถี่คงที่ และสามารถเปลี่ยนความถี่แสงให้อยู่ในย่านความถี่ไมโครเวฟได้ก็ทำให้การสื่อสารใยแก้วนำแสงมีการผสมคลื่นต่างๆ เหมือนกับการสื่อสารทางไฟฟ้า ดังนั้นจงกล่าวไว้ว่าการผสมคลื่นแสงนั้นเป็นเพียงการผสมความเข้มแสง ( Intensity Modulation ) เท่านั้น ดูรูป ประกอบ

แสดงการผสมสัญญาณแลการส่ง





ปกติสัญญาณแสงทางด้านรับของระบบสื่อสารนั้นสัญญาณจะอ่อนกำลังลง และบางครั้งอาจจะเกิดความผิดพลาดเนื่องจากการส่งผ่านไปใยแก้วนำแสง เมื่ออุปกรณ์รับแสงทำการแปลงสัญญาณแสงให้ได้สัญญาณไฟฟ้าที่ออกมาเป็นรูปของสัญญาณเดิมที่สัญญาณพื้นฐาน ( Baseband ) และเป็นไปตามรูปร่างของกรอบคลื่น ( Envelope ) ของสัญญาณที่เกิดจากการรวมกับคลื่นพาห์ทางแสง สัญญาณนี้จะผ่านขั้นตอนทางไฟฟ้าเพื่อทำการขยายสัญญาณ และได้สัญญาณที่เครื่องรับปลายทางเหมือนกับต้นกำเนิดข่าวสารทุกประการ ในอนาคตเราสามารถทำให้แสงที่เป็นแสงอาพันธ์อย่างสมบูรณ์ก็จะสมารถใช้กับวิธีการผสมที่ทำให้ความถี่ของต้นกำเนิดแสงเปลี่ยนแปลงไปตามสัญญาณนั้น คือใช้วิธีผสมคลื่นที่มีประสิทธิภาพดีได้และทำนองเดียวกันกับทางด้านรับแสงก็สามารถใช้แยกสัญญาณที่เรียกว่าเทคนิคทางด้านความถี่ ( Heterodyne Detection ) เป็นส่วนการรับสัญญาณปลายทาง

การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลและแอนะล็อก

 การส่งสัญญาณโดยทั่วไปนั้นมีสองแบบคือ การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล ( Digital ) และแอนะล็อก ( Analog ) การสื่อสารด้วยแสงนั้นมีการส่งสัญญาณอยู่สองชนิดนี้เช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสัญญาณไฟฟ้าที่มาผสมกับแสงว่าเป็นสัญญาณดิจิตอลหรือแอนะล็อกเท่านั้น การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลโดยทั่วไปแล้วจะนำมาเปลี่ยนรหัส ( Code ) ที่เหมาะแก่การส่งก่อนแล้วจึงส่งออกไปเช่นเดียวกับการส่งสัญญาณแบบแอนะล็อก นั้นคือก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณแสงนั้น จะทำการผสมสัญญาณขั้นแรกกับแหล่งกำเนิดแสงก่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่าแสงเอาต์พุตของอุปกรกำเนิดแสงนั้นไม่เป็นสัดส่วนกับระดับสัญญาณไฟฟ้าอินพุตเสมอไป ซึ่งทำให้เกิดความยุงยากในการรักษาคุณสมบัติของการส่งเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องทำการผสมสัญญาณเบื้องต้นก่อน การเลือกระบบการส่งสัญญาณทั้งสองชนิดนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการทำงาน การเลื่อระบบการส่งแบบแอนะล็อกมักใช้กับการส่งสัญญาณภาพในข่าย ( Networks) หรืเคเบิ้ลทีวี แต่ในอนาคตการส่งแบบดิจิตอลที่มีคุณสมบัติดีกว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกๆ ด้าน

การทำมัลติเพลกซ์

 การสื่อสารนั้นถ้าสามารถส่งข่าวสารได้มากกว่าเท่าใดก็จะเป็นการประหยัด ระบบสื่อสารใยแก้วนำแสงก็เช่นเดียวกันต้องมีการทำมัลติเพลกซ์ ( Multiplex ) เหมือนกับระบบสื่อสารในสายที่เป็นโลหะเช่นกันการมัลติเพล็กซ์ทางแสงสามารถแบ่งได้ 4 ประเภทคือ

 1. การมัลติเพลกซ์แบบระยะทาง ( Space Division Multiplexing ) หมายถึง ในสายเคเบิ้ลหนึ่งเส้นจะมีเส้นใยแก้วนำแสงเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ส่งสัญญาณได้จำนวนมากกว่าสายเคเบิ้ลหนึ่งเส้น

 2. การมัลติพลกซ์แบบแบ่งความถี่ ( Frequency Division Multiplexing ) เป็นระบบที่ใช้กับการสื่อสารใยแก้วนำแสงที่มีการส่งสัญญาณจำนวนมาก โดยก่อนส่งไปนั้นจะถูกทำการมัลติเพลกซ์ในขั้นตอนของการแปลงเป็นสัญญาณแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้าก่อนการส่งสัญญาณ ดูรูปฤฤ

 3. การมัลติเพลกซ์แบบแบ่งเวลา ( Time Division Multiplexing ) มีหลักการเช่นเดียวกับการมัลติเพลกซ์แบบแบ่งความถี่ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้สำหรับการส่งสัญญาณแบบดิจิตอล

 4. การมัลติเพลกซ์แบบแบ่งความยาคลื่น ( Wavelength Division Multiplexing ) เป็นวิธีการส่งสัญญาณแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกันจำนวนมากในใยแก้วนำแสงเส้นหนึ่ง ข้อดีคือสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปกับความยาวคลื่นแต่ละความยาวคลื่นไม่ง่าจะเป็นแบบแอนะล็อกหรือแบบดิจิตอลสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ดูรูป

รูป การมัลติเพลกซ์แบบแบ่งความยาคลื่น





อุปกรณ์แหล่งกำเนิดแสง

 แหล่งกำเนิดแสงที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือไดโอดเปล่งแสงชนิดสารกึ่งตัวนำและไดโอดเลเซอร์ เพราะไดโอดเหล่านี้เปล่งแสงที่มีความยาวคลื่นย่าน 0.8-0.9 และ 1.3-1.6 ไมครอน ซึ่งตรงกับย่านที่ใยแก้วนำแสงมีค่าสูญเสียต่ำแลสามารถควบคุมกำลังขาออกได้อย่างรวดเร็วโดยการปรับค่ากระแสไบแอส ( Bias Current ) จึงง่ายต่อการผสมสัญญาณ อีกทั้งอายุใช้งานมากกว่าหนึ่งล้านชั่วโมง ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง LED และ LD คือ LD มีมุมการเปล่งแสงที่แคบกว่าแต่มีความกว้างของสเปกตรัมมากกว่า ( Spectrum Width ) จึงนิยมใช้กับการส่งสัญญาณแบบโคฮีเรนท์ ( Coherent Transmission ) นอกจากนี้ยังเปล่งแสงเมื่อมีการต่อกระแสขับดัน ( Drive Current ) ได้เร็วกว่า แต่เนื่องจาก LD เป็นอุปกรณ์เทรชส์โฮลด์ ( Threshold Device ) การเปล่งแสงจึงไม่คงที่และเป็นสัดส่วนโดยตรงกับกระแส จึงต้องมีวงจรควบคุมแบบป้อนกลับ ( Feedback ) เพื่อทำให้กำลังขาออกของเลเซอร์คงที่

อุปกรณ์รับแสง

 อุปกรณ์รับแสงที่นิยมใช้เป็นประเภทสารกึ่งตัวนำแบ่งออกเป็นพวกใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทตามแรงดันไฟฟ้าที่ป้อนให้จากภายนอกคือ

 1. โพโตไดโอด ( Photodiode, PD ) เป็นพวกที่ได้รับการป้อนแรงดันไฟฟ้าปริมาณน้อย ตัวอย่างเช่น ( PIN-PD )เป็นต้น

 2. อะวาลานช์โฑไอโอด ( Avalanche Photodiode, APD )เป็นพวกที่ได้รับการป้อนปริมาณแรงดันไฟฟ้าปริมาณมาก การเลือกใช้อุปกรณ์รับแสงแบบ PIN หรือ APD นั้น ตามปกติจะขึ้นอยู่กับราคาและความไวของเครื่องรับที่ต้องการ ( Receiver Sensitivity) กระบวนการอะวาลานช์ใน APD มีเทรชส์โฮลด์ซึ่งทำให้มีราคาแพงกว่า PIN เนื่องจาก APD มีการขยายกำลังได้สูงจึงจะทำให้ความไวของเครื่องรับได้ถึงปริมาณ -15 dB ซึ่งมากกว่า ไดโอด PIN นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงระดับสัญญาณระดับต่ำสุดที่จะรับได้ด้วย

คุณสมบัติใยแก้วนำแสง

 การลดทอน

&#61607; กำลังของแสงจากแหล่งกำเนิดแสง ( Pi ) ถูกส่งเข้าไปใยเส้นใยแก้วนำแสงยาว L กิโลเมตรแล้วกำลังของแสงที่ออกจากเส้นใยแก้วนำแสง ( Po ) เมื่อพิจารณาที่ ( Po<Pi ) โดยทั่วไปแล้วการสูญเสียกำลังของแสงในเส้นใยแก้วนำแสงจะถูกส่งเป็นค่าสัมประสิทธิ์ของการลดทอน ( Attenuation Coefficient) ซึ่งมีหน่วยเป็นเดซิเบลต่อกิโลเมตร ซึ่งแทนด้วยความสัมพันธ์คือ



&#61607; เมื่อการลดทอนกำลังของแสงในแก้วนำแสงนั้นมีผลมาจกการดูดกลืนแสงของในส่วนของแกน หรือ แคลด การสะท้อนของรังสีของแสง และการโค้งงอของใยแก้วนำแสง

รูป แสดงการลดท้อนของเส้นใยแก้วนำแสงสัมพันธ์กับความยาวคลื่น





การดูดกลืนของวัสดุ

&#61607; พิจารณาการดูดกลืนในใยแก้วซิลิกาที่บริสุทธิ์ จากรูปที่ 12 จะเห็นว่าแก้วซิลิกาที่บริสุทธิ์จะดูดกลืนแสงน้อย และจะเห็นว่าอยู่ในช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 0.8 ถึง 1.6 ไมครอน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ในช่วงความยาวคลื่นดังกล่าวถูกเลือกใช้งานทางด้านสื่อสาร การดูดกลืนแบบนี้จะมีค่ามากบริเวณความยาวคลื่นในช่วงของอัลตราไวโอเลต ( Ultraviolet, UV ) และอินฟราเรด ( Infrared, IR )

การดูดกลืนจากภายนอก

&#61607; โอเวอร์โทนจะได้จุดยอดที่ 1.24 1.13 และ 0.88 การลดทอนของแสงที่เกิดจากการดูดกลืนของแสงนี้เกิดจากการที่ใช้สารผลิตเส้นใยแก้วนำแสงหรืแก้วที่มีสารอื่นเจือปนอยู่ทำให้เกิดการดูดกลืนของแสงขึ้น โดยทั่วไปจะมีการดูดแสงอันเนื่องมาจากแก้วและสารเจือปน ตัวอย่างเช่น กรณีที่มีสารเจือปนอยู่ 1 ในล้านส่วนก็จะทำให้เกิดการดูดกลืน

&#61607; เทคนิคการผลิตเส้นใยแก้วนำแสงสมัยใหม่สามารถลดอิออนของสารเจือปนพวกนี้ได้จนถึงระดับไม่มีผลต่อการดูดกลืนได้ อย่างไรก็ตามอิออนตัวหนึ่งที่สามารถขจัดได้คือ ไฮดรอกซิล ( Hydroxyl,OH ) ดังแสดงในรูปที่ 13 จุดยอดของการสั่นพื้นฐานของอิออนไฮดรอกซิลจะเกิดที่ความยาวคลื่นประมาณ2.27 ไมครอน และพื้นฐานการสั่นประมาณ 4.2 ไมครอน ซึ่งการสั่นพื้นฐานจะทำให้เกิดโอเวอร์โทน ( Overtone ) ที่ฮาร์มอนิกต่างๆ ดังนี้ 1.38 0.95 และ0.72 ไมครอน และเมื่อรวมระหร่างการสั่นพื้นฐานและไมครอนตามลำดับ

&#61607; การสะท้อนเรย์ลี

&#61607; การดูดกลืนของใยแก้วนำแสงที่ความยาวคลื่นสั้นซึ้งขึ้นอยู่กับการสะท้อนของแสงที่เกิดจากเส้นใยแก้วนำแสงมีค่าดัชนีการหักเหที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน โดยค่าสัมประสิทธิ์ของการดูดกลืนชนิดเรย์ลี ( Rayleigh )จะเท่ากับ 1/ ของค่าสูญเสียของกำลังแสงที่เกิดจากการสะท้อนเรย์ลี



รูป แสดงการเดินทางของแสงในแก้วนำแสงที่โค้งงอ

&#61607; การสูญเสียแบบโค้งงอ ( Bending Loss ) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ การโค้งงอชนิด มหภาคหรือการแมคโคเบนด์ ( Macrobend ) ที่มีรัศมีส่วนโค้งมากกว่า 10 มิลลิเมตร และการโค้งงอชนิดจุลภาคหรือไมโครเบนด์ ( Microbend ) ที่มีรัศมีส่วนโค้งน้อยกว่า 10 มิลลิเมตร การดค้งงอแบบแมคโคเบนด์จะเกิดขึ้นเมื่อเส้นใยแก้วนำแสงม้วนอยู่รอบหลอดม้วน เนื่องจากการถูกโค้งงอตามมุมต่างๆ การเกิดการสูญเสียเนื่องจากการโค้งงอแบบมีรังสีของแสงที่เคลื่อนที่ที่เส้นใยแก้วตรงบริเวณที่โค้งงอ ซึ่งทำให้แสงตกกระทบตรงลอยต่อระหว่างแกน และแคลด ที่มีค่าน้อยกว่ามุมวิกฤต จึงทำให้รังสีของแสงกระจายออกไปนอกเส้นใยแก้วดังแสดงในรูป













รูป แสดงการเดินทางของแสงในแก้วนำแสงที่โค้งงอ



&#61607; การสูญเสียของกำลังแสงจะมีต่ำสำหรับแสงที่มีความยาวคลื่นต่ำ และถ้าผลต่างของค่าดัชนีหักเหระหว่างแกนและแคลดมีค่ามากก็จะทำให้การสูญเสียมีค่าสูง เส้นใยแก้วชนิดโหมดเดียวที่ทำงานที่ความยาวคลื่นยาวๆ จะไวต่อการสูญเสียต่อการโค้งงอ และเส้นใยแก้วที่พันอยู่รอบแกนม้วนที่มรรัศมี 10 เซนติเมตร ซึ่งนับว่าสั้นนั้นก็ยังสามารถแก้ไขได้โยการตัดใยแก้วนำแสงส่วนที่โค้งงอทิ้งไปได้ การโค้งงอชนิดไมโครเบนด์เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของโครงสร้างทางเรขาคณิตของเส้นใยแก้วนำแสงในขบวนการผลิตเช่น รัศมีของแกน จุดต่อระหว่างแกน และแคลดที่ขรุขระ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการผลิต นอกจากนั้นที่เส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใยแก้วไม่เท่ากันตลอดทั้งเส้นก็ทำให้มีแสงบางส่วนกระจายออกมาจากเส้นใยแก้วนำแสงได้เหมือนกัน

การเดินทางของแสงในใยแก้วนำแสง

&#61607; แสงสามารถแพร่กระจายเข้าไปในใยแก้วได้โดยการสะท้อนหรือการหักเหแสง กล่าวคือแสงจะแพร่กระจายอย่างไรขึ้นอยู่กับการแพร่กระจายและรูปแบบของดัชนีการหักเห โหมดของการแพร่กระจายหรือโหมด หมายถึงทางเดิน ( Path ) ของแสงนั้นเอง ถ้าทางเดินของแสงมีเพียงทางเดียวที่ทำให้แสงแพร่กระจายเข้าไปในใยแก้วนำแสงได้เรียกโหมดเดียว ( Single Mode ) ถ้าทางเดินของแสงมีหลายทางๆ เรียกว่า มัลติโหมด ( Multimode ) หรืหลายโหมด ดังรูปที่ 17 แสดงการกระจายของแสงเข้าไปในใยแก้วแสงแบบโหมดเดียวและแบบหลายโหมด

อินเดกซ์โปรไฟล์

อินเดกซ์โปรไฟล์ ( Index Profile ) ของแสงในใยแก้วนำแสงคือกราฟของความสัมพันธ์กับดัชนีหักเหของแกนของเส้นใยแก้วนำแสง โดยที่ดัชนีหักเหถูกเขียนบนแกนนอนและระยะห่างจากแกนของเส้นใยแก้วนำแสงอยู่ในแนวตั้ง อินเดกซ์โปรไฟล์ของใยแก้วทั้งสามชนิด โดยทั่ว๐ไปใยแก้วนำแสงจะมีอินเดกโปรซ์ไฟล์ 2 ประเภทคือ แบบสเตปและเกรดอินเดกซ์ หรือแบบขั้นบันได และแบบบน โดยที่แบสเตปอินเดกซ์จะมีดัชนีหักเหของแสงคงที่ตลอดเนื้อสารที่เป็นแกนและแคลด โดยปกติค่าดัชนีหักเหที่แกนจะมีค่ามากกว่าที่แคลด แนวทางเดินของแสงจะมีลักษณะเป็นเส้นตรงสะท้อนไปมาตรงบริเวณรอยต่อระหว่างแกนและแคลดตามกฎของสเนลล์ ส่วนเส้นใยแก้วนำแสงแบบอินเดกซ์จะมีดัชนีการหักเหของแกนเปลี่ยนแปลงไปตามแนวแกนของใยแก้ว โดยที่ตำแหน่งของศูนย์กลางของใยแก้วจะมีค่าดัชนีหักเหสูงสุดจากนั้นค่าดัชนีหักเหจะค่อยๆ ลดลงไปตามระยะที่ห่างออกจากแนวศูนย์กลาง จนมีค่าเท่ากับดัชนีหักเหของแคลดในตำแหน่งที่แกนต่อกับแคลดพอดี โครงสร้างของเส้นใยแก้วนำแสงโดนทั่วๆ แบ่งแบ่งออกเป็นประเภทตามโครงสร้างได้ 3 ประเภท คือ โหมดเดียว หลายโหมดสเตปอินเดกซ์ และหลายโหมดเกรดอินเดกซ์



รูป แสดงอินเดกซ์โปรไฟล์ของแกนใยแก้วนำแสง



เส้นใยพลาสติกนำแสง

&#61607; การสื่อสารเครือข่ายแบนด์วิดท์กว้างนับว่ามีความสำคัญมากในการนำไปใช้งานทางด้านสื่อสารทั้งด้านข้อมูล ภาพ และเสียง เส้นใยพลาสติกนำแสง ( Plastic Optical Fiber ) ในปัจจุบันนั้นสามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากถึง 300 Mbit/s ถึง 3 Gbit/s ถึงแม้จะไม่เทียบกับความสามารถของใยแก้วนำแสงก็ตาม แต่นับว่ามีอัตราทีมากกว่าการใช้สายทองแดง ด้วยเส้นผ่าศูนย์ขนาด 1 มิลลิเมตร ทำให้ง่ายต่าการติดตั้งแลพเดินสายมากกว่าใยแก้วเส้นใยพลาสติกเหมาะสมกับกาส่งข้อมูลในระยะทางใกล้ๆ ประมาณ 100 เมตร หรือ น้อยกว่า อย่างเช่น ระบบ LAN และการสื่อสารและสื่อประสม แม้กระทั้งการส่งข้อมูลแบบ แอะซิงโคนัส ( Asynchronous Transfer Mode ) ซึ่งเดิมใช้สายทองแดงมีความจุของสัญญาณไม่เพียงพอ ในการเชื่อต่อต่างๆ นั้นเส้นใยพลาสติกก็ทำได้ง่าย ดังนั้น

&#61607; ในไม่ช้าเส้นใยพลาสติกจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากอย่างแน่นอน จนสามารถนำเครือข่ายสื่อสารเข้าถึงบ้านเรีอน หรือที่อยู่อาศัยได้ ( Fiber-optic to the home ) เส้นใยพลาสติกนั้นอาจทำมาจากพลาสติกประเภทต่างๆ ตัวอย่างเช่น โพลิเมทีลเมตะครเลท ( Polymethylmethacrylate ) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความยาวคลื่นประมาณ 650 nm ที่มีค่าการลดทอนของแสงเท่ากับ 150 dB/km อย่างไรก็ตามในช่วงความยาวคลื่นนี้ไม่ได้อยู่ในย่านของการสื่อสารจึงไม่นิยมใช้งาน เส้นใยพลาสติกอีกประเภทหนึ่งคือ ฟลูออริเนทโมโนเมอร์ ( Flourniated Monomer ) ซึ่งพบว่ามีค่าการลดทอนที่ 25-50 dB/km ในช่วงความยาวคลื่นที่สามารถใช้ได้ในเครือข่ายสื่อสารคือ 600-13000 nm เส้นใยแก้วพลาสติกประเภทโพลิเมอร์โยเมื่อนำไปใช้งานจะมีขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง

ประมาณ 750 ถึง 1000 ไมโคเมตร และสามารถส่งผ่านสัญญาณที่ทีอัตราความเร็วได้ถึง 3 Gbit/s เลยที่เดียว รูปเป็นตัวอย่างเส้นใยพลาสติก











รูป ตัวอย่างเส้นใยพลาสติก



การประยุกต์สื่อสารทางแสง

&#61607; การมัลติเพลกซ์ทางแสง

&#61607; จะกล่าวถึงหลักการของการสื่อสารทางแสงและการมัลติเพลกซ์ทางแสงโดยจะกล่าวถึงข้อดีของการสื่อสารทางแสง ในส่วยของการมัลติเพลกซ์ทางแสงก็จะกล่าวถึงวิธีในการมัลติเพลกซ์ทางแสงแบบต่างๆ ที่นำมาใช้ในระบบสื่อสารทางแสง ซึ่งจะกล่าวเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้

&#61607; หลักการสื่อสารทางแสง

&#61607; ในอดีตมนุษย์ได้ค้นคว้าหาวิธีที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลได้รับข่าวสารได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้สัญญาณไฟ สัญญาณควัน หรือเสียงแตรเป็นต้นเพื่อจุดประสงค์ให้ผู้ที่อยู่ห่างไกลสามารถทราบข่าวสารได้จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2381 แซลมวล มอส ( Samuel F.B. Morse ) ได้เสนอทฤษฏีในการสื่อสารทางไฟฟ้าขึ้นจากจุดนี้เองทำให้เกิดการวิจัยเพื่อที่จะทำการส่งข่าวสารให้ได้ระยะไกลยิ่งขึ้น ในปี พ.ศ. 2487 ก็ได้ให้บริการรับส่งทางโทรเลข และต่อมาก็ได้มีการติดตั้งตั้งระบบ

&#61607; โทรศัพท์ขึ้นหลังจากนั้นจึงได้มีการค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ. 2430 โดยเฮิรตซ์ ( Hertz ) จากจุดนี้เองก็ได้มีการพัฒนาระบบสื่อสารขึ้นเป็นอย่างมาก จึงได้มีการนำเอาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ไปใช้ในการสื่อสารอย่างกว้างขวาง และทำให้เทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารเติบโตขึ้นอย่างเร็ว ซึ่งเป็นผลทำให้ช่วงสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ถูกนำมาใช้งานมากขึ้นเนื่องจากการสื่อสารข่าวสารในระบบไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านช่องสัญญาณสื่อสารของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โยจะฝากข่าวสารไปกับตัวกลางเมื่อถึงปลายทางจะดึงข่าวสารออกมาเพื่อนำไปประมาณผลต่อไป โดยปริมาณข้อมูลที่ส่งผ่านไปในตัวกลางนั้นจะสัมพันธ์กับความถี่ของคลื่นพาห์ที่ใช้งาน ถ้าคลื่นพาห์มีความถี่สูงขึ้นแบนด์วิดท์ของการสื่อสารก็จะสูงตามไปด้วย ทำให้ความจุของสัญญาณมากขึ้น ดังนั้นแนวโน้มในการพัฒนาระบบสื่อสารนี้ก็จะมีการใช้ความถี่สูงขึ้น แต่เนื่องจากปัจจุบันมีความต้องการ

&#61607; ช่องสัญญาณมากขึ้น ซึ่งทำให้ช่องสัญญาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอตามความต้องการ จึงทำให้ไปสนพิจารณาช่วงสเปกตรัมของคลื่นแสงทั้งนี้เนื่องจากสเปกตรัมของคลื่นสงอยู่ในย่านความถี่ประมาณ 10-10 เฮิรตซ์ ดังแสคงในรูปที่ 20 คลื่นแสงที่นำไปใช้งานในด้านโทรศัพท์ข้อมูลและสัญญาณภาพซึ่งทำให้ข่าวสารที่ส่งไปนั้นมีความจุของขาวสารจำนวนมากเลเซอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่ได้ถูกนำมาใช้ในการสื่อสาร โดยเลเซอร์นี้ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2503 การส่งสัญาณด้วยแสงในระยะแรกนั้นจะนำไปใช้ในการสื่อสารระยะทางใกล้ๆและต่อมาจึงได้นำไปใช้กับระยะทางไกลๆ จนถึงระยะทางไกลระห่างโลกและอวกาศและการส่งสัญญาณระหว่างดาวเทียมเป็นต้น

มาตราฐานของเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง

&#61607; กะบิตต่อวินาที และเรียกมาตราฐานนี้ว่า SynchronousTransport Module หรือ STM-1 ทั้งนี้ยังในปี 2528 Bellcore ได้พัฒนามาตราฐานระบบที่ มีชื่อว่า SONET ( Synchronous Optical Network ทำให้การสื่อสารข้อมูล ในเครือข่ายดิจิตอลที่ใช้เคเบิ้ล ใยแก้วนำแสง เป็นสื่อรับ-ส่งข้อมูล มีความยืดหยุ่นและถูก ต้องน่า เชื่อถือมากยิ่งขึ้นทั้งในด้านของประสิทธิภาพ ของ การสื่อสารข้อมูล ทำให้สามารถลดจำนวนสายเคเบิ้ล ที่เคย มีจำนวนหลาย ๆ สาย ให้เหลือเพียงสายเส้นเดียวได้ โดย ที่ทางคณะกรรมการ ที่ปรึกษาด้านโทรศัพท์และโทรเลข ระหว่างประเทศ ( CCITT ) ได้ประยุกต์และกำหนดให้ SONET เป็นมาตราฐานสากล แบบหนึ่ง โดยที่มีการส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็ว 155 เมสามารถนำ STM-1 ไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์ ระดับสูง ที่ใช้โครงสร้างการสื่อสาร แบบสองทางด้วย

&#61607; สัญญาณดิ จิตอล เพื่อให้ความเร็วในการ ส่งข้อมูลสูงขึ้นเป็น 622 เมกะบิต ต่อวินาที ( STM-4 ) และ 2.5 กิกะบิตต่อวินาที (STM-16 ) ได้ด้วย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก



แต่อย่างไรก็ตาม SONET ก็เป็นการกำหนดมาตราฐาน เฉพาะจากภาคส่งเท่านั้น ทำให้เกิดความจำเป็นที่ จะต้อง มีการหามาตรการเพื่อกำหนดมาตรฐาน ของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ เคเบิ้ลใย แก้วในภาครัฐด้วย และท้ายสุดก็ได้มีการกำหนดมาตรฐาน ของความ เร็วในการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ผ่านเคเบิ้ลใยแก้ว ที่เรียกว่า FDDI ( Fiber Distributed Data Interface ) ได้ถูกกำหนดขึ้นมาที่ความเร็ว 100 เมกะบิตต่อวินาที

ประโยชน์ของใยแก้วนำแสง

&#61607; 1. การลดทอนสัญญาณในเคเบิ้ลใยแก้ว มีค่าต่ำกว่าในสายเคเบิ้ลธรรมดา ทำให้การติดตั้งระบบเคเบิ้ลใยแก้ว เพื่อการสื่อสารเสียเงินลงทุนต่ำกว่า เพราะในเคเบิ้ล ธรรมดา ต้องมีสถานีทวนสัญญาณทุก ๆ 3-5กิโลเมตร ส่วนใน กรณีของเคเบิ้ลใย แก้วมีระยะห่างได้ถึง 50 กิโลเมตรทีเดียว

2. ช่องกว้างของแถบการส่งสัญญาณ แบนด์ววิดท์ของเคเบิ้ลใยแก้วมีสูงกว่า ทำให้สามารถส่งสัญญาณข้อมูลได้มากกว่า

&#61607; 3. ขนาดของเคเบิ้ลใยแก้วเล็กกว่าเคเบิ้ลธรรมดา ถ้านำไปใช้ในงานบางอย่าง เช่น การวางเคเบิ้ลใต้น้ำ ซึ่งเดิม ต้องใช้ เคเบิ้ลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้วครึ่ง ที่ประกอบด้วยสาย ส่งสัญญาณจำนวน 320 เส้น แต่หากใช้เคเบิ้ลใยแก้วแล้ว ก็จะมีเส้น ผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 125 ไมครอน และใช้สายสัญญาณเพียง 5เส้นเท่า นั้น และที่สำคัญ คือ มีน้ำหนักเบา สามารถติดตั้งบำรุงรักษา และซ่อมแซม ได้ง่ายอีกด้วย

4. เคเบิ้ลใยแก้วช่วยตัดปัญหา เรื่องสัญญาณรบกวน อันเนื่องมาจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ได้โดยเด็ดขาดเพราะมีการ ใช้ สัญญาณแสงเป็นตัวนำข้อมูล ไม่มีสัญญาณไฟฟ้า เข้ามาเกี่ยวข้องทำ ให้การรับ-ส่งข้อมูล มีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า

ข้อดีจองการสื่อสารทางแสง

&#61607; สำหรับข้อดีของการสื่อสารทางแสงมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

&#61607; 1. มีแบนด์วิดท์กว้าง และมีอัตราของการสูญเสียของแสงต่ำ ทำให้ประหยัดช่องสัญญาณ นอกจากนี้ยังทำให้ประหยัดอุปกรณ์ในการทวนสัญญาณ

&#61607; 2. มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานและติดตั้งได้ง่าย

&#61607; 3. ปราศจากสัญญาณรบกวนทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เนื่องจากเป็นแสงจึงไม่มีผลของการรบกวนเนื่องจากผลของการเหนี่ยวนำไฟฟ้าเกิดขึ้น

&#61607; 4. สามารถแยกสัญญาณทางไฟฟ้าได้ด้วยแสง โดยปกติการส่งสัญญาณทางไฟฟ้าจะต้องมีสายดินรวมกัน แต่ในระบบการสื่อสารทางแสงนี้ไม่ต้องต่อสายดิน เนื่องจากอาศัยหลักการเปลี่ยนสัญญาณทางไฟฟ้าเป็นสัญญาณแสง

&#61607; 5. มีความปลอดภัยของสัญญาณ ข่าวสารที่ส่งไปกับแสงจะมีตำแหน่งรับส่งที่แน่นอน ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะลักลอบใช้สัญญาณทางแสงเพื่อไปประมวลผลได้

&#61607; 6. องค์ประกอบที่ใช้ในการส่งสัญญาณทางแสงจะมีขนาดเล็กและราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนช่องสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสาร







------- แวบบ ----- มันมีภาพด้วย อยากได้ก็แอดเมลล์ ผมมาละกัน*-* ผมเพิ่ง 14 ****
bigboom27719@hotmail (IP:125.25.209.206)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 22 ธ.ค. 2550 (19:19)
คุณ buyanyfocus@yahoo.com (ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79)

การ คิด ของคุณ ถูกต้อง นะค๊าบ
muchc92@hotmail.com (IP:203.158.118.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 7 ม.ค. 2551 (17:53)
ขอบคุณ คุณ bigboom27719@hotmail.com มากๆค่ะ เพราะกำลังทำรายงานอยู่พอดีเลย

^o^
Tangkwa (IP:61.91.161.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 18 ม.ค. 2551 (17:08)
ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)

ทำจากแก้วหรือพลาสติกมีลักษณะเป็นเส้นบางๆ คล้าย เส้นใยแก้วจะทำตัวเป็นสื่อในการส่งแสงเลเซอร์ที่มีความเร็วในการส่งสัญญาณเท่ากับ ความเร็วของแสง

หลักการทั่วไปของการสื่อสารในสายไฟเบอร์ออปติกคือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล) ไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสงก่อน จากนั้นจึงส่งออกไปเป็นพัลส์ ของแสง ผ่านสายไฟเบอร์ออปติกสายไฟเบอร์ออปติกทำจากแก้วหรือพลาสติกสามารถส่งลำแสง ผ่านสายได้ทีละหลาย ๆ ลำแสงด้วยมุมที่ต่างกัน ลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์นั้นจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทาง

จากสัญญาณข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณอนาล็อกหรือดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสียก่อน จากนั้นจะส่งสัญญาณมอดูเลต ผ่านตัวไดโอดซึ่งมี 2 ชนิดคือ LED ไดโอด (light Emitting Diode) และเลเซอร์ไดโอด หรือ ILD ไดโอด (Injection Leser Diode) ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้เป็นลำแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นคลื่นแสงในย่านที่มองเห็นได้ หรือเป็นลำแสงในย่านอินฟราเรดซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ ความถี่ย่านอินฟราเรดที่ใช้จะอยู่ในช่วง 1014-1015 เฮิรตซ์ ลำแสงจะถูกส่งออกไปตามสายไฟเบอร์ออปติก เมื่อถึงปลายทางก็จะมีตัวโฟโต้ไดโอด (Photo Diode) ที่ทำหน้าที่รับลำแสงที่ถูกส่งมาเพื่อเปลี่ยนสัญญาณแสงให้กลับไปเป็นสัญญาณมอดูเลตตามเดิม จากนั้นก็จะส่งสัญญาณผ่านเข้าอุปกรณ์ดีมอดูเลต เพื่อทำการดีมอดูเลตสัญญาณมอดูเลตให้เหลือแต่สัญญาณข้อมูลที่ต้องการ

สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีแบนด์วิดท์ (BW) ได้กว้างถึง 3 จิกะเฮิรตซ์ (1 จิกะ = 109) และมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 1 จิกะบิต ต่อวินาที ภายในระยะทาง 100 กม. โดยไม่ต้องการเครื่องทบทวนสัญญาณเลย สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีช่องทางสื่อสารได้มากถึง 20,000-60,000 ช่องทาง สำหรับการส่งข้อมูลในระยะทางไกล ๆ ไม่เกิน 10 กม. จะสามารถมีช่องทางได้มากถึง 100,000 ช่องทางทีเดียว



้ในปัจจุบัน ระบบการสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง ได้เข้ามามีบทบาท ในการสื่อสารคมนาคมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นระบบการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรองรับปริมาณข้อมูลข่าวสาร ได้เป็นจำนวนมาก หัวใจของระบบการสื่อสารนี้ก็คือ ใยแก้วนำแสง (Fiber optic) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูลในรูปของลำแสงนั่นเอง

ใยแก้วนำแสง ผลิตโดยการดึงแก้วที่กำลังหลอมออกมาเป็นเส้นใยขนาดเล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณเส้นผมของคนเราเท่านั้น ใยแก้วนำแสงประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแกน (core) และเปลือก (cladding) ส่วนแกนจะเป็นเนื้อแก้ว ที่มีดัชนีหักเหสูงกว่าชั้นเปลือกเล็กน้อย ดังนั้น หากให้ลำแสงสัญญาณ ที่มีมุมตกกระทบพอเหมาะ ไปบนใยแก้ว จะเกิดการสะท้อนกลับหมด ที่รอยต่อระหว่างชั้นทั้งสอง ไม่เกิดการหักเหออกไปสู่ภายนอก ลำแสงจึงสามารถเดินทางผ่านไป ตามใยแก้วนำแสงเป็นระยะทางไกลๆ โดยมีการสูญเสียพลังงานน้อยมาก



เปรียบเทียบกันแล้ว ระบบสื่อสารผ่านลวดทองแดง จะต้องติดตั้ง อุปกรณ์ทวนสัญญาณ (repeater) ทุกๆ 1 ไมล์ ขณะที่ระบบใยแก้วนำแสงใช้เพียง 1 จุดต่อระยะทางถึง 20 ไมล์ รวมทั้งยังสามารถร้อยใยแก้วจำนวนมาก ไว้ในท่อเดียวกันได้ โดยที่สัญญาณไม่แผ่ออกมารบกวน ซึ่งกันและกัน นอกจากนั้น สัญญาณในรูปลำแสงที่เคลื่อนที่ ไปตามใยแก้วซึ่งเป็นระบบปิดยังช่วยให้ ปลอดภัยจากสิ่งรบกวนภายนอก เช่น สภาพอากาศแปรปรวน หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แผ่ออกมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง คุณภาพของสัญญาณที่ได้จึงมีความคมชัดสูง ไม่ประสบปัญหาคลื่นแทรก เนื่องจากสิ่งรบกวน เหมือนกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ในด้านการบำรุงรักษานั้น ใยแก้วนำแสงทนความร้อนสูงและไม่นำไฟฟ้า จึงมีความปลอดภัย ในการใช้งานสูง รวมทั้งทนต่อการกัดกร่อนได้ดี มีอายุใช้งานยาวนาน

สาเหตุหลักที่ทำให้ใยแก้วนำแสง หมดอายุใช้งาน คือ การแตกหัก หรือการดูดซับโมเลกุล ของไฮโดรเจนเข้าไปในเนื้อแก้ว ซึ่งทำให้คุณภาพการนำสัญญาณเสียไปใยแก้วนำแสงนอกจากใช้ ในด้านการสื่อสารคมนาคมแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก เช่น เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ในการควบคุมการทำงาน ของเครื่องจักรภายในโรงงานอุตสาหกรรม อุปกรณ์ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เพื่อป้องกันการบุกรุก ตรวจวัดความเข้มของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และยังมีความพยายามที่จะนำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยผลิตเป็นอุปกรณ์ตรวจภายในร่างกาย ที่สามารถสอดเข้าไปยังจุดที่ต้องการ และส่งสัญญาณภาพออกมา เพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น



ข้อดีของใยแก้วนำแสดงคือ

1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก

2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ

3. การดักสัญญาณทำได้ยาก ข้อมูลจึงมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น

4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนักเบา

เส้นใยแก้วนำแสง (fiber optic) คืออะไร



เส้นใยแก้วนำแสงหรือไฟเบอร์ออปติก เป็นตัวกลางของสัญญาณแสงชนิดหนึ่ง ที่ทำมาจากแก้วซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงมาก เส้นใยแก้วนำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์เรา เส้นใยแก้วนำแสงที่ดีต้องสามารถนำสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยมีการสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก

เส้นใยแก้วนำแสงสามารถแบ่งตามความสามารถในการนำแสงออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยแก้วนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว (Singlemode Optical Fibers, SM) และชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM)



ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเส้นใยแก้วนำแสง ที่ทำมาจากพลาสติกเพื่องานบางอย่างที่ไม่คำนึงถึงการสูญเสียสัญญาณมากนัก เช่น การสื่อสารในระยะทางสั้น ๆ ไม่กี่เมตร

เส้นใยนำแสง มีแกนกลางของสายซึ่งประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือพลาสติกขนาดเล็กหลาย ๆ เส้นอยู่รวมกัน เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กเท่าเส้นผมและภายในกลวง และเส้นใยเหล่านั้นได้รับการห่อหุ้มด้วยเส้นใยอีกชนิดหนึ่งก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวน การส่งข้อมูลผ่านทางสื่อกลางชนิดนี้จะแตกต่างจากชนิดอื่น ๆ ซึ่งใช้สัญญาณไฟฟ้าในการส่ง แต่การทำงานของสื่อกลางชนิดนี้จะใช้เลเซอร์วิ่งผ่านช่องกลวงของเส้นใยแต่ละเส้นและอาศัยหลักการหักเหของแสงโดยใช้ใยแก้วชั้นนอกเป็นกระจกสะท้อนแสง การให้แสงเคลื่อนที่ไปในท่อแก้วสามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความหนาแน่นของสัญญาณข้อมูลสูงมาก และไม่มีการก่อกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งข้อมูลทั้งตัวอักษร เสียง ภาพกราฟฟิก หรือวิดีทัศน์ได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีความปลอดภัยในการส่งสูง แต่ก็มีข้อเสียเนื่องจากการบิดงอสายสัญญาณจะทำให้เส้นใยหัก จึงไม่สามารถใช้สื่อกลางในการเดินทางตามมุมตึกได้ เส้นใยนำแสงมีลักษณะพิเศษที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงแบบจุดไปจุด
ณัชชา (IP:158.108.2.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 22 ม.ค. 2551 (09:21)
ขอบคูนนะค่ะกำลังทำรายงานอยู่พอดี
mongcreamnarak (IP:125.24.56.179)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 25 ม.ค. 2551 (10:41)
สวัสดีครับผมอยากดูรูปเส้นใยนำแสง

ผมอยากรู้ว่าเส้นใยนำแสงเป็นอย่างไร ตอบด้วยนะ
bouaphan2007@HOTMAIL>COM (IP:202.62.103.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 4 ก.พ. 2551 (15:56)
ช่วยบอกประโยชน์ของเส้นใยนำแสงหน่อยได้ไหมค่ะคุณสุดหล่อ
กาตูนส์ (IP:203.172.199.250)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 14 ก.พ. 2551 (06:06)
<P>อยากรู้ว่าใครคือผูค้นพบเส้นใยนำเเสงค่ะ</P>
plume_enjoy_@hotmail.com (IP:222.123.213.190)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 14 ก.พ. 2551 (14:56)
ใครที่สนใจรูปภาพ&nbsp; งานตัดต่อ สายเคเบิลใยแก้วนำแสง&nbsp; ติดต่อกลับได้นะครับ
BOURIAN_O@YAHOO.CO.TH (IP:203.113.41.40)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 19 ก.พ. 2551 (17:55)
<P><FONT size=3>ขอบคุณน้า เราก้อทำรายงานเรื่องนี้อยู่พอดี</FONT></P>
คนทามรายงาน (IP:61.7.170.105)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 22 ก.พ. 2551 (12:00)
<P>ช่วยบอกประวัติเส้นใยนำแสงหน่อย</P>
Suchila@email.com (IP:203.172.224.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 27 พ.ค. 2551 (09:45)
<P>P' ช่วยบอกความหมายเกี่ยวกับเส้นใยนำแสงหน่อยสิครับ</P>
keo_akawit@hotmail.com (IP:125.25.184.161)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 30 มิ.ย. 2551 (19:07)

ดีครับดีมากๆ


kungsen
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 28 ก.ค. 2551 (14:41)

อยากรู้ประโยชน์ของไดโอดเปล่งแสง และการใช้ประโยชน์


ktr6474@thaimailcom (IP:61.7.133.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 5 ส.ค. 2551 (22:09)
ขออนุญาติถาม  lan  cable สามารถส่งสัญญาณจากเราเตอร์ ไปยังคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ห่าง ไปประมาณ 200 เมตร ได้ไหม  

gooogle_thai@hotmail.com (IP:118.172.123.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 6 ก.ย. 2551 (13:13)

คุนๆๆครับ ผมได้ทำโปรเจคชุดฝึกการส่งสัญญาณทางแสง ไฟเบอร์ออฟติกแต่ผมยังหาวงจรการกำเนิดแสงและรับไม่ได้เลยพอมีใครมีไอเดียร์ดีๆให้บ้างครับ
ช่วยส่งให้ผมบ้างนะครับ ทางเมลล 


one_itt@hotmail.com (IP:203.144.187.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 8 ก.ย. 2551 (21:10)

โทดที่จะเขียนนะมานไม่ไช่เส้นใยนำเเสงก็คือ


เส้นใยนำแสง คือ มีแกนกลางของสายซึ่งประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือพลาสติกขนาดเล็กหลาย ๆ เส้นอยู่รวมกัน เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กเท่าเส้นผมและภายในกลวง และเส้นใยเหล่านั้นได้รับการห่อหุ้มด้วยเส้นใยอีกชนิดหนึ่งก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวน การส่งข้อมูลผ่านทางสื่อกลางชนิดนี้จะแตกต่างจากชนิดอื่น ๆ ซึ่งใช้สัญญาณไฟฟ้าในการส่ง แต่การทำงานของสื่อกลางชนิดนี้จะใช้เลเซอร์วิ่งผ่านช่องกลวงของเส้นใยแต่ละเส้นและอาศัยหลักการหักเหของแสงโดยใช้ใยแก้วชั้นนอกเป็นกระจกสะท้อนแสง การให้แสงเคลื่อนที่ไปในท่อแก้วสามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความหนาแน่นของสัญญาณข้อมูลสูงมาก และไม่มีการก่อกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งข้อมูลทั้งตัวอักษร เสียง ภาพกราฟฟิก หรือวิดีทัศน์ได้ในเวลาเดียวกัน


ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)
ทำจากแก้วหรือพลาสติกมีลักษณะเป็นเส้นบางๆ คล้าย เส้นใยแก้วจะทำตัวเป็นสื่อในการส่งแสงเลเซอร์ที่มีความเร็วในการส่งสัญญาณเท่ากับ ความเร็วของแสง
หลักการทั่วไปของการสื่อสารในสายไฟเบอร์ออปติกคือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล) ไฟฟ้าให้เป็นคลื่นแสงก่อน จากนั้นจึงส่งออกไปเป็นพัลส์ ของแสง ผ่านสายไฟเบอร์ออปติกสายไฟเบอร์ออปติกทำจากแก้วหรือพลาสติกสามารถส่งลำแสง ผ่านสายได้ทีละหลาย ๆ ลำแสงด้วยมุมที่ต่างกัน ลำแสงที่ส่งออกไปเป็นพัลส์นั้นจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทาง
จากสัญญาณข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณอนาล็อกหรือดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสียก่อน จากนั้นจะส่งสัญญาณมอดูเลต ผ่านตัวไดโอดซึ่งมี 2 ชนิดคือ LED ไดโอด (light Emitting Diode) และเลเซอร์ไดโอด หรือ ILD ไดโอด (Injection Leser Diode) ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้เป็นลำแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นคลื่นแสงในย่านที่มองเห็นได้ หรือเป็นลำแสงในย่านอินฟราเรดซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ ความถี่ย่านอินฟราเรดที่ใช้จะอยู่ในช่วง 1014-1015 เฮิรตซ์ ลำแสงจะถูกส่งออกไปตามสายไฟเบอร์ออปติก เมื่อถึงปลายทางก็จะมีตัวโฟโต้ไดโอด (Photo Diode) ที่ทำหน้าที่รับลำแสงที่ถูกส่งมาเพื่อเปลี่ยนสัญญาณแสงให้กลับไปเป็นสัญญาณมอดูเลตตามเดิม จากนั้นก็จะส่งสัญญาณผ่านเข้าอุปกรณ์ดีมอดูเลต เพื่อทำการดีมอดูเลตสัญญาณมอดูเลตให้เหลือแต่สัญญาณข้อมูลที่ต้องการ
สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีแบนด์วิดท์ (BW) ได้กว้างถึง 3 จิกะเฮิรตซ์ (1 จิกะ = 109) และมีอัตราเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 1 จิกะบิต ต่อวินาที ภายในระยะทาง 100 กม. โดยไม่ต้องการเครื่องทบทวนสัญญาณเลย สายไฟเบอร์ออปติกสามารถมีช่องทางสื่อสารได้มากถึง 20,000-60,000 ช่องทาง สำหรับการส่งข้อมูลในระยะทางไกล ๆ ไม่เกิน 10 กม. จะสามารถมีช่องทางได้มากถึง 100,000 ช่องทางทีเดียว

้ในปัจจุบัน ระบบการสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง ได้เข้ามามีบทบาท ในการสื่อสารคมนาคมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นระบบการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรองรับปริมาณข้อมูลข่าวสาร ได้เป็นจำนวนมาก หัวใจของระบบการสื่อสารนี้ก็คือ ใยแก้วนำแสง (Fiber optic) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูลในรูปของลำแสงนั่นเอง
ใยแก้วนำแสง ผลิตโดยการดึงแก้วที่กำลังหลอมออกมาเป็นเส้นใยขนาดเล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณเส้นผมของคนเราเท่านั้น ใยแก้วนำแสงประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแกน (core) และเปลือก (cladding) ส่วนแกนจะเป็นเนื้อแก้ว ที่มีดัชนีหักเหสูงกว่าชั้นเปลือกเล็กน้อย ดังนั้น หากให้ลำแสงสัญญาณ ที่มีมุมตกกระทบพอเหมาะ ไปบนใยแก้ว จะเกิดการสะท้อนกลับหมด ที่รอยต่อระหว่างชั้นทั้งสอง ไม่เกิดการหักเหออกไปสู่ภายนอก ลำแสงจึงสามารถเดินทางผ่านไป ตามใยแก้วนำแสงเป็นระยะทางไกลๆ โดยมีการสูญเสียพลังงานน้อยมาก

เปรียบเทียบกันแล้ว ระบบสื่อสารผ่านลวดทองแดง จะต้องติดตั้ง อุปกรณ์ทวนสัญญาณ (repeater) ทุกๆ 1 ไมล์ ขณะที่ระบบใยแก้วนำแสงใช้เพียง 1 จุดต่อระยะทางถึง 20 ไมล์ รวมทั้งยังสามารถร้อยใยแก้วจำนวนมาก ไว้ในท่อเดียวกันได้ โดยที่สัญญาณไม่แผ่ออกมารบกวน ซึ่งกันและกัน นอกจากนั้น สัญญาณในรูปลำแสงที่เคลื่อนที่ ไปตามใยแก้วซึ่งเป็นระบบปิดยังช่วยให้ ปลอดภัยจากสิ่งรบกวนภายนอก เช่น สภาพอากาศแปรปรวน หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แผ่ออกมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง คุณภาพของสัญญาณที่ได้จึงมีความคมชัดสูง ไม่ประสบปัญหาคลื่นแทรก เนื่องจากสิ่งรบกวน เหมือนกับการสื่อสารผ่านดาวเทียม ในด้านการบำรุงรักษานั้น ใยแก้วนำแสงทนความร้อนสูงและไม่นำไฟฟ้า จึงมีความปลอดภัย ในการใช้งานสูง รวมทั้งทนต่อการกัดกร่อนได้ดี มีอายุใช้งานยาวนาน
สาเหตุหลักที่ทำให้ใยแก้วนำแสง หมดอายุใช้งาน คือ การแตกหัก หรือการดูดซับโมเลกุล ของไฮโดรเจนเข้าไปในเนื้อแก้ว ซึ่งทำให้คุณภาพการนำสัญญาณเสียไปใยแก้วนำแสงนอกจากใช้ ในด้านการสื่อสารคมนาคมแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก เช่น เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ในการควบคุมการทำงาน ของเครื่องจักรภายในโรงงานอุตสาหกรรม อุปกรณ์ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เพื่อป้องกันการบุกรุก ตรวจวัดความเข้มของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และยังมีความพยายามที่จะนำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยผลิตเป็นอุปกรณ์ตรวจภายในร่างกาย ที่สามารถสอดเข้าไปยังจุดที่ต้องการ และส่งสัญญาณภาพออกมา เพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น

ข้อดีของใยแก้วนำแสดงคือ
1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มาก
2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ
3. การดักสัญญาณทำได้ยาก ข้อมูลจึงมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น
4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนักเบา
เส้นใยแก้วนำแสง (fiber optic) คืออะไร

เส้นใยแก้วนำแสงหรือไฟเบอร์ออปติก เป็นตัวกลางของสัญญาณแสงชนิดหนึ่ง ที่ทำมาจากแก้วซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงมาก เส้นใยแก้วนำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์เรา เส้นใยแก้วนำแสงที่ดีต้องสามารถนำสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยมีการสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก
เส้นใยแก้วนำแสงสามารถแบ่งตามความสามารถในการนำแสงออกได้เป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยแก้วนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว (Singlemode Optical Fibers, SM) และชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM)

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเส้นใยแก้วนำแสง ที่ทำมาจากพลาสติกเพื่องานบางอย่างที่ไม่คำนึงถึงการสูญเสียสัญญาณมากนัก เช่น การสื่อสารในระยะทางสั้น ๆ ไม่กี่เมตร
เส้นใยนำแสง มีแกนกลางของสายซึ่งประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือพลาสติกขนาดเล็กหลาย ๆ เส้นอยู่รวมกัน เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กเท่าเส้นผมและภายในกลวง และเส้นใยเหล่านั้นได้รับการห่อหุ้มด้วยเส้นใยอีกชนิดหนึ่งก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวน การส่งข้อมูลผ่านทางสื่อกลางชนิดนี้จะแตกต่างจากชนิดอื่น ๆ ซึ่งใช้สัญญาณไฟฟ้าในการส่ง แต่การทำงานของสื่อกลางชนิดนี้จะใช้เลเซอร์วิ่งผ่านช่องกลวงของเส้นใยแต่ละเส้นและอาศัยหลักการหักเหของแสงโดยใช้ใยแก้วชั้นนอกเป็นกระจกสะท้อนแสง การให้แสงเคลื่อนที่ไปในท่อแก้วสามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความหนาแน่นของสัญญาณข้อมูลสูงมาก และไม่มีการก่อกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งข้อมูลทั้งตัวอักษร เสียง ภาพกราฟฟิก หรือวิดีทัศน์ได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีความปลอดภัยในการส่งสูง แต่ก็มีข้อเสียเนื่องจากการบิดงอสายสัญญาณจะทำให้เส้นใยหัก จึงไม่สามารถใช้สื่อกลางในการเดินทางตามมุมตึกได้ เส้นใยนำแสงมีลักษณะพิเศษที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงแบบจุดไปจุด


เข้าใจ๋ปะเหนื่อยนะเนี้ยต้องมานั่งเขียนให้ไว้มีเวลามาคุยเลี้ยงนำด้วยนะเฟ้ยโอ้เย้baby� บ้ายนะเด็กป.6


55555 (IP:58.64.83.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 8 ก.ย. 2551 (21:18)

ไคคมีปันหาเกี่ยวกับวิชา เลข ศิลปะ วิทย์ อังกิด ถามปมได้อ้อ� คอม� ด้วยผมจัดหาให้หมดเเละก็ระบุมาด้วยนะว่าต้องการเนื้อหายาวเเค่ไหนเพราะคนอย่างผมนะทำงานคนเดียวเป็นโปรเเกรมเมอร์เนี้ยมานก็เหนื่อยอย่างงี้อะนะเเต่ก็ช่วยไม่ได้คนมานเก่งทางด้านเนี้ยเเต่ผมคงบอกว่าตัวตนที่เเท่จิงของผมไม่ได้หรอกนะเพราะเดวมีคนมาหาเยอะเเล้วเราจะโดน�� โด๊น� โดน ยัดเยียดงานเเค่เขียนโปรเเกรมอันนิเมชั่นก็เหนื่อพอเเละเฮอๆที่มาเข้ากระทู้เนี้ยเพราะอยากให้มีคนรู้จักเเละก็การทำงานเกี่ยวกับโปรเเกรมเมอร์ด้วยอ้อถ้าอยากเป็นนะเเนะนำให้ไปเป็นดีไซเหอะงานน้อย2วันก็เส็ดงานผมเนี้ยเป็นปีเซ็งอยากลาออกเเต่ออกไปก็ไม่รู้จะไปทำไงงานเนี้ยก็ดีตรงที่มานได้เงินเดือนประมาณ� 15000/เดือนนี่เเละ


55555 (IP:58.64.83.143)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 20 ก.ย. 2551 (14:04)
อยากรู้ข้อเสียของเส้นใยนำแสง ค่ะ

ใครรู้บอกหน่อยน่ะ
ayonee74282@hotmail.com (IP:117.47.10.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 11 ธ.ค. 2551 (09:40)

ใยแก้วนำแสงเหมือนพลุเลยค่ะ


กุ๊ก (IP:125.27.0.16)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 28 ธ.ค. 2551 (17:44)

อยากรู้เรืองโทษของเส้นใยแลเลเซอร์อ่ะหาไม่เจอช่วยหาให้หน่อยไดด้ไหมคัฟ


nanlovemew@hotmail.com (IP:202.5.83.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 13 ก.พ. 2552 (20:27)

จิงอ่ะ ไม่เหงรู้เลย


เด็กที่งงกะเรื่องนี้ โค่ดๆ (IP:115.67.78.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 4 พ.ค. 2552 (12:22)

เรารักมุก ป.4/1มากที่สุด จาก.......-__-#_#*_*


นกด (IP:125.24.252.128)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 20 ก.ค. 2552 (21:52)
อยากรู้ว่า เมื่อความยาวของเส้นใยเเสงมากขึ้นการสูญเสียแสงจะเปรี่ยนแปลงอย่างรัย คับช่วยหน่อยคับขอบคุณคับ
kay_zaa_ee26@hotmail.com (IP:117.47.34.202)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 9 ก.ย. 2552 (11:02)

ทำรายงานเรื่องเส้นใยนำแสงและเลเซอร์ หาได้แต่ไม่ตรงที่ต้องการ


may00171h@hotmail.com (IP:61.7.230.253)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 28 ต.ค. 2552 (12:02)

แสงใยนำแสงทำงานยังไง ใช้หลักฟิสิกส์อย่างไร


non (IP:122.154.33.120)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 24 พ.ย. 2552 (19:46)
ขอ ข้อมูล เยอะๆๆๆ หน่อย นะ คราฟฟฟ เดียว โพส ให้ เยอะๆๆๆ
กันเองจร้า gun15789498562...hotmail.com (IP:118.172.7.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 19 ธ.ค. 2552 (20:21)

ไป บอก รัก ที่ อื่น ไป  (ม้ง มุกก อารายกาน เป็นเด็กเป็นเล็ก)


..... (IP:222.123.143.187)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 19 ธ.ค. 2552 (20:35)
แล้วเส้นใยนำแสงไปทำอะไรได้บ้างอะครับๆๆ
โปรดตอบด้วยนะครับๆ (IP:222.123.143.187)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 13 ม.ค. 2553 (19:30)

ขอบคุณค่ะ


- (IP:202.149.25.241)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 6 ส.ค. 2553 (18:07)
อยากทราบถึงผลกระทบบ้างค่ะ
555 (IP:125.26.228.186)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 4 ก.ย. 2553 (16:11)
อยากถามว่า พลาสติกที่ทำเส้นใยแก้วนำแสง เป็นพลาสติกประเภทอะไรอะครับ
CTo (IP:202.28.182.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 25 ม.ค. 2554 (13:58)
ดีมากเลยค่ะสำหรับข้อมูล
เจน (IP:182.53.110.180)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม