อยากรู้เรื่อง โครงสร้างกระดูกกบ

โพสต์เมื่อ: 14:04 วันที่ 4 ก.พ. 2549         ชมแล้ว: 28,023 ตอบแล้ว: 2
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
อยากได้เว็ปไซด์หรือรูปโครงสร้างกระดูกกบอ่ะค่ะ ช่วยหน่อยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ


moo_platong@hotmail.com(203.114.104.151,,)

จำนวน 2 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 28 มิ.ย. 2552 (19:39)
ลักษณะภายนอกของกบ
หนัง
หนังกบมีลักษณะบาง อ่อนนุ่ม เรียบ ไม่ขรุขระ ไม่มีเกล็ด และเลื่อนๆเพราะมีเมือกหล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ซึ่งเมือกนี้สร้างมาจาก ต่อมเมือก (Mucous gland) ในหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) หนังกบยังมีสีต่างๆอีกด้วย ซึ่งเกิดจาก Pigment granule ที่กระจายอยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และใน pigment cell หรือ Chromatophore ที่อยู่ในชั้น dermis ทำให้เป็นสีต่างๆ Chromatophore บนหนังกบมีอยู่ 3 ชนิด คือ Lipophore มีสีเหลืองปนแดง Guanophore มีสีน้ำเงินหรือเทา และ Melanophore มีสีน้ำตาลหรือดำ Chromatophore ทั้งสามชนิดนี้จะเรียงกันจากชั้นบนของหนังไปยังชั้นล่างตามลำดับ
การที่หนังกบเปลี่ยนสีได้และมีสีต่างๆนั้น ก็เนื่องจากการกระจายหรือการรวมกันของ Chromatophore เหล่านั้น ซึ่งตามปกติแล้วหนังกบจะมีสีเขียว เป็นเพราะแสงสว่างส่องลงมาถูกสีน้ำเงินของ Guanophore และสีเหลืองของ Lipophore จะสะท้อนกับสีดำของ Melanophore ที่อยู่ล่างสุด ทำให้สีน้ำเงินรวมกับสีเหลืองกลายเป็นสีเขียวไปและการที่หนังกบเปลี่ยนสีได้ก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของ Melanophore นี้มารวมกันก็ทำให้หนังกบมีสีเข้มขึ้นหนังกบทางด้านท้องจะมีสีจางกว่าทางด้านหลัง เพราะมีรงควัตถุน้อยหรือไม่มีเลย
นอกจากนี้แล้ว เราอาจจะดึงหนังกบให้แยกออกจากกล้ามเนื้อได้โดยง่ายอีกด้วย เป็นเพราะว่าระหว่างหนังกับกล้ามเนื้อกบมีเยื่อเกี่ยวพันประสานกันอย่างหลวมๆเท่านั้น
หนังกบประกอบด้วยชั้นต่างๆ คือ
1. หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นหนังชั้นบนหรือหนังชั้นนอก ประกอบด้วยเยื่อบุผิวชนิด stratified squamous epithelium ซึ่งชั้นล่างสุดเป็น Germinative layer (stratum germinativum) และชั้นบนสุดเป็นเนื่อเยื่อบางๆเรียกว่า Cornified layer
2. หนังแท้ (Dermis or Corium) เป็นหนังชั้นล่างหรือหนังชั้นใน ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ชั้นนอกของหนังแท้นี้มีลักษณะหยุ่นๆ มี Chromatophore และมีต่อมต่างๆดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งมีท่อผ่านหนังกำพร้าไปเปิดสู่ข้างนอกด้วย คือ ต่อมเมือก (mucous gland) สร้างน้ำเมือกใสๆ เพื่อทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นตลอดเวลา และ ต่อมพิษ (poison gland) สำหรับสร้างสิ่งที่เป็นพิษซึ่งมีลักษณะเป็น alkaloid ขาวๆเพื่อป้องกันศัตรู (เป็นพิษต่อสัตว์อื่นๆแต่ไม่เป็นพิษต่อคน) ชั้นในถัดเข้ามาจากชั้นที่มีต่อมต่างๆ จะมีลักษณะแน่นหนากว่าชั้นนอก เนื่องจากมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่หนาแน่นกว่ามาเรียงตัวตามขวางประมาณ 45 องศาของแกนลำตัว ส่วนชั้นในสุดของหนังแท้มีปลายประสาทและเส้นเลือดฝอยอีกมากมาย

ส่วนหัว
หัวกบมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมติดกับลำตัว ไม่มี ส่วนที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น คอ (Neck) ประกอบด้วยอัวยวะต่างๆ คือ
1. ตา (Eye) ตาของกบมีลักษณะโปนออกมา และกลมเหมือนลูกบอล มองเห็นได้ดีในที่มืด แต่ในเวลากลางวันหรือในที่สว่างมากๆ มันจะมองเห็นได้ไม่ไกล กบมีหนังตา (Eyelid) 3 ชั้น คือ หนังตาบน (Upper eyelid) หนาและเคลื่อนไหวไม่ได้เลย หนังตาล่าง (Lower eyelid) เป็นหนังที่ติดต่อกับเยื่อบางๆ ที่กล่าวถึงนี้คือ หนังตาที่สาม (Thrid eyelid) หรือ Nictitating membrane ซึ่งมีไว้เพื่อปิดตาไม่ให้น้ำเข้าเวลากบลงไปในน้ำ หรือเอาไว้ปิดเมื่อเวลาหลับ ตรงกลางของตาเป็นช่องค่อนข้างกลม มีสีเข้มเรียกว่า Pupil ซึ่งถูกรอบล้อมด้วยสีจาง (ขาว) เป็นวงแหวนที่เรียกว่า ม่านตา (Lris)
2. หู (Ear) กบมีหูสองส่วนเท่านั้น คือ หูส่วนกลางและหูส่วนใน ไม่มีหูส่วนนอก ส่วนของหูส่วนกลางที่เห็นได้ข้างนอกก็คือ แก้วหู (Tympanic membrane or Tympanum) ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นกลมบางๆ อยู่ถัดจากตาไปข้างหลัง ใกล้กับตอนกลางของเนื้อเยื่อนี้อาจจะเห็นนูนขึ้นมา เนื่องจากส่วนปลายของกระดูกหู (Ear ossicle) 1 ชิ้น ที่เรียกว่า Columella auris
3. จมูก (Nose) จมูกกบไม่มีดั้ง คงมีแต่ รูจมูก (Naris or Nostril) ซึ่งประกอบด้วย External naris 2 รูทะลุเข้าไปในช่องปาก รูที่เปิดเข้าไปในปากเรียกว่า Internal naris สำหรับให้อากาศภายนอกเข้าไปในปากเพื่อประโยชน์ในการหายใจได้ โพรงที่อยู่ระหว่าง External กับ Internal naris เป็นช่องจมูก (Nasal cavity or Nasal chamber) ไม่มีส่วนของกระดูกหรือที่เรียกว่าเพดาน (Palate) มากั้น แบบนี้เรียกว่า Primary palate ผิดกับสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ ซึ่งมีส่วนของกระดูกมากั้น ทำให้แบ่งแยกช่องจมูกออกจากช่องปาก (Oral cavity) ซึ่งเรียกว่า Secondary palate
4. ปาก (Mouth) กบมีปากกว้าง เมื่ออ้าปากกบดูจะเห็น ช่องปาก (Mouth cavity or oral cavity) อยู่ภายในระหว่าง ขากรรไกรบน (Upper jaw) กับ ขากรรไกรล่าง (Lower jaw) ทางเบื้องหลังของช่องปากเป็นช่องแคบๆ เรียกว่า คอหอย (Pharynx) ซึ่งติดกับ ลำคอ (Gullet) หรือ หลอดอาหาร (Esophagus) มีลิ้น (Tongue) ลักษณะแบน โคนลิ้นติดอยู่ทางด้านหน้าของขากรรไกรล่าง ส่วนปลายลิ้นมี 2 แฉก ไม่ติดต่อกับอะไร แต่ทว่าอยู่ข้างในซึ่งกลับกันกับของคนและสัตว์อื่นๆ
ที่ขอบของขากรรไกรบนมีฟันเล็กๆ เป็น Maxillary tooth ถัดเข้าไปข้างในอีกเล็กน้อยบนเพดานปากมีฟันอีก 2 แถว คือ Vomerine tooth ซึ่งเข้าใจว่ามีไว้สำหรับไม่ให้อาหารที่เข้ามาในปากแล้วหลุดออจากปากไปได้ ฟันที่กล่าวมาแล้วนี้จะยึดเกาะกับกระดูกขากรรไกรหรือกระดูกเพดานโดยตรงเลย ซึ่งผิดกับของคน บริเวณใกล้ๆกับ Vomerine tooth มีรูปิด 2 รูของ internal naris ที่พื้นของขากรรไกรล่างถัดจากลิ้นเข้าไปข้างในมีช่อง เรียกว่า Glottis อยู่ตรงกลาง มีหน้าที่ให้อากาศที่เข้ามาจากปากหรือจมูกผ่านเข้าไปยังปอด รูนี้จะเปิดเมื่อมีการหายใจและจะปิดเมื่อกลืนอาหารเข้าไปในลำคอหรือกำลังอ้าปากอยู่ ด้านในสุดของเพดานปากซึ่งรองรับลูกตาทั้งสองข้างที่เรียกว่า Prominence of eye ball อยู่นั่น มีรูเปิดของ Eustachian tube ซึ่งเป็นท่อที่ติดต่อระหว่างหูส่วนกลางกับคอหอย มีหน้าที่ทำให้ความดันภายในหูกับบรรยากาศภายนอกเท่ากันอยู่เสมอ
นอกจากนี้แล้วในกบตัวผู้ยังมีถุงดำๆอยู่ 2 ข้างของปากด้านนอกถัดคางเข้าไป เรียกว่า Vocal sac ถุงนี้จะมีรูทะลุเข้าไปข้างในไปเปิดที่ช่องปาก มีหน้าที่สำหรับบรรจุลมและทำให้เกิดเสียงเมื่อกบตัวผู้ร้องเรียกกบตัวเมีย

ลำตัว
1. ลำตัวทั่วๆไป มี Sacral hump เป็นปุ่ม 2 ปุ่มบนหลังอยู่ประมาณกึ่งกลางของลำตัวมี ท้อง (Abdomen) พองกว้างออกกว่าส่วนเอวและส่วนอื่นๆ และข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเป็นกบตัวผู้เอวมักจะขอดเล็ก ส่วนกบตัวเมียนั้นเอวจะพองหรือกว้างออก ทั้งนี้เพราะภายในช่องท้องของกบตัวเมียมักมีไข่อยู่เต็ม มี Cloacal opening เป็นทางออกของของเสียทุกอย่างและเซลล์สืบพันธ์ด้วย
2. รยางค์ (Appendage) กบจัดอยู่ในพวก tetrapod โดยมีรยางค์หรือขา 4 อัน (2 คู่) ซึ่งเป็น รยางค์ หรือ ขาคู่หน้า (Forelimb) 1 คู่ และ รยางค์ หรือ ขาคู่หลัง (Hind limb) อีก 1 คู่
ขาหน้าหรือแขน ประกอบด้วย ส่วนต้นสุดที่ติดกับลำตัว เรียกว่า โคนแขน (Brachium) ส่วนที่ต่อจากโคนแขนลงมาเป็น ปลายแขน (Ante brachium) ส่วนต่อจากปลายแขนคือ มือ (Manus) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 1) ข้อมือ (Carpus) 2) ฝ่ามือ (metacarpus) เป็นส่วนที่ต่อจากข้อมือและ 3) นิ้วมือ (Digit) เป็นส่วนสุดท้ายของมือ กบมีนิ้วมือ 4 นิ้วเท่านั้นเอง ส่วน นิ้วหัวแม่มือ (Pollex) มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆอยู่ทางด้านใน (Inner side)
ส่วนขาหลังประกอบด้วย ส่วนต้นสุดที่ติดกับลำตัวเรียกว่า โคนขา (Femur or Thigh) ถัดลงไปเป็นปลายขา (Crus or Shank) และส่วนสุดท้ายคือ เท้า (Pes) ซึ่งประกอบด้วย ข้อเท้า (Tarsus) ส้นเท้า (Metatarsus) และ นิ้วเท้า (Digit) ซึ่งมีอยู่ 5 นิ้ว นิ้วหัวแม่เท้า (Hallux) สั้นกว่านิ้วอื่นๆ ส่วนนิ้วที่ 4 หรือนิ้วนางยาวสุด ระหว่างนิ้วเท้าแต่ละนิ้วมีแผ่นหนังบางๆเรียกว่า Web เชื่อมติดต่อกันเพื่อสำหรับพัดโบกน้ำ นอกจากนั้นยังมีตุ่มของนิ้วที่ 6 เรียกว่า Pre-hallux ซึ่งอยู่ทางในของเท้า

ลักษณะภายในของกบ
ระบบโครงกระดูก
โครงกระดูกของกบแบ่งเป็น 2 ส่วน เช่นเดียวกับโครงกระดูกของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ คือ 1) กระดูกแกนกลาง (Axial skeleton) ได้แก่ กระดูกที่ทำหน้าที่เป็นแกนของร่างกาย ประกอบด้วย กระโหลกศีรษะ (Skull) ท่อนสันหลัง (Vertebral column) รวมทั้งกระดูกอก (Sternum) ด้วย (กบไม่มีกระดูกซี่โครง) และ 2) กระดูกรยางค์ (Appendicular skeleton) เป็นกระดูกที่ออกมาจากร่างกายเป็นคู่ๆ ประกอบด้วย กระดูกขาหน้า (Forelimb) และกระดูกรับรองแขน (Pectoral girdle) กระดูกขาหลัง (Hind limb) และกระดูกเชิงกราน (Pelvic girdle)

กะโหลกศีรษะ (Skull)
ประกอบด้วยทั้งกระดูกแข็งและกระดูกอ่อน แบ่งออกเป็น 2 หมู่ใหญ่ๆ คือ Cranium และ visceral skeleton
1. Cranium ประกอบขึ้นด้วย กล่องหุ้มสมองแท้ๆ (Cranium proper) , กล่องหู (Auditory capsule) และกล่องจมูก (Olfactory capsule) ปลายทางหางมีช่องใหญ่ของ Foramen magnum ซึ่งเป็นทางผ่านของไขสันหลัง แต่ละข้างของช่องนี้มีกระดูก Exoccipital และกระดูกนี้มีปุ่มยื่นออกมาเป็นกระเดื่องเรียกว่า Occipital condyle สำหรับต่อแอ่งของกระดูกสันหลังชิ้นแรก (Atlas) ทำให้หัวเคลื่อนไหวเป็นอิสระจากตัวได้
ด้านบนและค่อนไปข้างหน้ามี กระดูกกกหู (Prootis) ห่อหุ้มส่วนในเอาไว้ มี Frontoparietal เป็นกระดูกที่เป็นหลังคาของ cranium ทั้งหมด ส่วนหน้าของ cranium เป็นกระดูกที่มาประกอบกันเป็นสงแหวนเรียกว่า Ethmoid หรือ Sphenethmoid ทำหน้าที่เป็นผนังทางหางของช่องจมูก กระดูกดั้งจมูก (Nasal) เป็นกระดูกรูปสามเหลี่ยมอยู่ทางด้านบนของกล่องจมูก ส่วนทางด้านล่างของ Cranium ก็มีกระดูก Parasphenoid มีรูปร่างเป็น I อยู่ตรงกลางและกระดูก Vomer เป็นที่อยู่ของ vomerine tooth
2.Visceral skeleton ประกอยขึ้นด้วย กระดูกขากรรไกร (Jaw) และ กระดูกอ่อน Hyoid cartilage รวมทั้งกระดูกอ่อนของของกล่องเสียง มีดังนี้ คือ
2.1 กระดูกขากรรไกรบน (Maxilla or Maxillary arch) ประกอบขึ้นด้วย Pre-maxilla 1 คู่ Maxilla 1 คู่ และ Quadratojugal อีก 1 คู่ ทั้ง Pre-maxilla และ Maxilla นี้เป็นที่อยู่ของ maxillary tooth ด้วย
2.2 กระดูกขากรรไกรล่าง (Mandible or Mandibular arch) แต่ละข้างเรียกว่า Rumus ประกอบด้วย Dentary และ Angulosplenial ซึ่งต่างก็เกิดมาจาก Meckel’s cartilage อีกทีหนึ่ง และที่ปลายสุดของกระดูกขากรรไกรล่างเป็น Mentomeckelian
กระดูกขากรรไกรเชื่อมต่อกับ Cranium โดย intermediate suspensory apparatus ซึ่งได้แก่กระดูกต่อไปนี้ คือ Squamosal (Tympanic) เป็นรูปตัว T ซึ่งปลายข้างหนึ่งจะชี้ไปข้างหลังค่อนไปทางด้านนอกไปยังมุมของขากรรไกร ปลายข้างหนึ่งติดกับกระดูกหู ส่วนอีกปลายหนึ่งจะยื่นลงไปด้านล่างค่อนไปข้างหน้า
2.3 Visceral arch เป็นกระดูกอีกพวกหนึ่งของ visceral skeleton ซึ่งในกบที่โตเต็มวัยแล้วจะยังคงเหลือเป็น Hyoid cartilage และแง่ต่างๆของมัน สำหรับเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ ตัวกระดูกอ่อนเรียกว่า Hyoid plate (body) แง่ที่ยื่นไปข้างหน้าไปเล็กและยาวไปยึดกับกระดูกกกหูที่เรียกว่า Anterior cornu of hyoid ส่วนแง่ที่ยื่นออกไปข้างหลังใหญ่และสั้นกว่า สำหรับช่วยค้ำจุนและยึดกล่องเสียง เรียกว่า Posterior of hyoid

ท่อนสันหลัง
ประกอบด้วย กระดูกสันหลัง (Vertebra) ต่อกันเป็นข้อๆ มีอยู่ 9 ข้อ กับกระดูกยาวแบนอีก 1 ชิ้นอยู่ปลายสุด กระดูกชิ้นนี้ก็คือ Urostyle เข้าใจกันว่าเป็นกระดูกสันหลังหลายๆข้อมาเชื่อมกันเป็นท่อนเดียว กระดูกสันหลังเหล่านี้มีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับกระดูกสันหลังของคน แต่ต่างกันตรงที่กระดูกสันหลังของกบ ไม่มี Anapophvsis เท่านั้น
วิธีสังเกตกระดูกสันหลังข้อต่างๆ โดยสังเกตจาก Transverse process, Centrum และลักษณะพิเศษของแต่ละข้อมีดังนี้
1.Transverse process กระดูกสันหลังของกบมี transverse process แตกต่างกันดังนี้
กระดูกสันหลังข้อที่ 1 หรือ Atals ไม่มี transverse process ยื่นออกไปเป็นปีก
กระดูกสันหลังข้อที่ 2 หรือ Axis มี transverse process ซึ่งมีแง่ยื่นออกไปข้างหน้าเล็กน้อย
กระดูกสันหลังข้อที่ 3 มี transverse process ใหญ่แบนและลู่ไปข้างหลังเล็กน้อย
กระดูกสันหลังข้อที่ 4 มี transverse process เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและลู่ไปข้างหลังมาก
กระดูกสันหลังข้อที่ 5 มี transverse process ปลายค่อนข้างแหลมเล็กลู่ไปข้างหลังเหมือนข้อที่ 4
กระดูกสันหลังข้อที่ 6 ปลาย transverse process แหลมเล็ก และลู่ไปข้างหลังกว่าข้อที่ 5
กระดูกสันหลังข้อที่ 7 ปลาย transverse process แหลมเล็กและเหยียดตรง
กระดูกสันหลังข้อที่ 8 คล้ายข้อที่ 7 แต่ลู่ไปข้างหน้าเล็กน้อย
กระดูกสันหลังข้อที่ 9 หรือ กระดูกกระเบนเหน็บ (Sacrum) มี transverse process ใหญ่คล้ายข้อที่ 3 แต่ไม่เบนมาก
2.Centrum กระดูกสันหลังข้อที่ 2-7 มี Centrum เป็นแบบ Procoelous centrum กล่าวคือด้านหน้าเว้า ด้านหลังนูน ส่วนข้อที่ 8 มี Centrum เป็นแบบ Amphicoelous centrum คือ เว้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
3.ลักษณะพิเศษ กระดูกสันหลังที่มีลักษณะพิเศษซึ่งเห็นได้ชัดได้แก่กระดูกสันหลังข้อที่ 1 ข้อที่ 9 และ urostyle กล่าวคือข้อที่ 1 ไม่มี transverse process ยื่นออกมาจึงทำให้ดูคล้ายกับกระบอกไม้ และด้านหน้าก็เป็นแอ่งเว้ามากสำหรับรองรับ occipital condyle ของกะโหลกอีกทีหนึ่ง ส่วนข้อที่ 9 นั้นมี Centrum นั้นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยเฉพาะทางด้านหลัง Centrum จะแบ่งออกเป็นกระเดื่อง (Condyle) 2 อันสำหรับสวมยึดกับ urostyle
สำหรับกระดูก urostyle มีลักษณะยาวเรียว และมีสันคมอยู่ด้านบนด้านหน้าของกระดูกสวมกับกระเดื่องของ sacrum ส่วนทางด้านหลังเป็นอิสระวางอยู่บนกระดูกเชิงกราน

กระดูกขาหน้า
1.กระดูกต้นแขน (Humerus) มี หัว (Head) สวมอยู่กับแอ่งที่เรียกว่า Glenoid fossa บน pectoral girdle มี Deltoid ridge เป็นสันขึ้นมาประมาณกึ่งกลางของ Humerus สำหรับเป็นที่ยึดของกล้าเนื้อ deltoideus และตอนปลายของ Humerus มีหัวกลมเรียกว่า ลูกกรอก (Trochlea)
2.กระดูกปลยแขน (Carnal) แบ่งเป็น 3 แถว แถวต้น (Proximal carpal) ประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ 3 ชิ้น คือ Radiale อยู่ทางด้านใน I ntermedium อยู่กลาง และ Ulnare อยู่ริมนอกสุด แถวกลาง มีกระดูกชิ้นเล็กชิ้นเดียว คือ Centrale แถวปลาย (Distal carpal) ประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ 3 ชิ้น ซึ่งในกบที่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่มี 5 ชิ้นตามตำแหน่งของนิ้วมือ ต่อเมื่อกบเจริญวัยขึ้น แล้วชิ้นที่ 3, 4 และ 5 จะรวมเป็นอันเดียว
4.กระดูกฝ่ามือ (Metacarpal) มี 5 ชิ้น ชิ้นที่ 1 อยู่ตรงหัวแม่มือ มีลักษณะกุดเล็กนิดเดียว
5.กระดูกนิ้วมือ (Phalanges) มีอยู่ 4 นิ้วเท่านั้น ไม่มี นิ้วหัวแม่มือ แต่ละนิ้วประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ เป็นข้อๆ 2 หรือ 3 ข้อก็มี

กระดูกรองรับแขน
เป็นกระดูกสำหรับเป็นที่ยึดของกระดูกแขน ชิ้นที่อยู่บนสุดคือ กระดูกเหนือสะบัก (Suprascapula) ซึ่งมีกระดูกอ่อนพับเข้าข้างใน มีชื่อว่า Cleithrum ถัดลงมาทางด้านล่างเป็น กระดูกสะบัก (Scapula) ซึ่งปลายทางด้านล่างค่อนไปทางหางจะเป็นแอ่งที่เรียกว่า Glenoid fossa สำหรับเป็นที่รองรับ humerus ต่อจากกระดูกสะบักมีกระดูกอีก 2 ชิ้นคือ กระดูกไหปลาร้า (Clavicle) ทางด้านหน้า และถัดไปทางหางเป็นกระดูก Coracoid กระดูกไหปลาร้านั้นเป็น membrane bone ซึ่งทางด้านหน้าประกอบด้วย hyaline cartilage เป็นส่วนที่เรียกว่า Procoracoid และปลายทางด้านที่ติดกับกระดูกสะบักมีส่วนกระดูกที่ยื่นออกมา เรียกว่า Acromion process สำหรับกระดูก coracoid จะมีปลายข้างหนึ่งประกอบเป็น glenoid fossa และอีกปลายข้างหนึ่งเป็น Epicoracoid cartilage ซึ่งอยู่ในแนวกึ่งกลางทางด้านท้อง ระหว่าง coracoid กับกระดูกไหปลาร้าเป็นช่องว่าง เรียกว่า Coracoud fontanelle

กระดูกอก (Sternum)
ประกอบด้วยกระดูก 4 ชิ้น คือ กระดูกอ่อน , กระดูก Omosternum อยู่ทางด้านหน้า , กระดูก Mesosternum (ในรูปเขียนเป็น sternum) อยู่ทางด้านหลัง และมีกระดูกลิ้นปี่ (Xiphisternum or Xiphoid car tilage) เป็นกระดูกอ่อนแผ่นใหญ่อยู่ตรงปลายสุด

กระดูกขาหลัง (Hindlimb) ประกอบด้วยกระดูก 5 ส่วน
1.กระดูกต้นขาหรือโคนขา (Femur) มีหัวสวมอยู่กับแอ่ง acertabulum ของกระดูกเชิงกราน
2.กระดูกปลายขา (Tibio-fibula) ประกอบด้วย กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) กับ กระดูกน่อง (Fibula) เชื่อมกันสนิทเป็นชิ้นเดียว ประมาณตอนกลางของกระดูกนี้มีรูซึ่งเป็นทางผ่านของเส้นเลือด Anrerior tibial artery ด้วย
3.กระดูกข้อเท้า (Tarsal) มี2แถว แถวต้น (Proximal tarsal) ประกอบขึ้นด้วยกระดูก 2 ชิ้น คือ Astragalus (Tibiale) อยู่ด้านในทางหัวแม่เท้าและ Calcaneum (Fibulare) อยู่ด้านนอกทางนิ้วก้อย แถวปลาย (Dista tarsal) ประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ 2 ชิ้น
4.กระดูกฝ่าเท้า (Motatarsal) มี 5 ชิ้น
5.กระดูกนิ้วเท้า (Phalanges) มี 5 นิ้ว นิ้วหัวแม่เท้า และนิ้วที่ 2 มี 2 ข้อ นิ้วที่ 3 และ 4 มี 3 ข้อ ส่วนนิ้วที่ 5 มี 4 ข้อ นอกจากนี้ทางด้านในของ distal tarsal ยังมีกระดูกอีก 1 ชิ้น เรียกว่า กระดูกตาตุ่ม (Calcar)

กระดูกเชิงกราน (Pelvic Girdle)
ประกอบด้วย กระดูกตะโพก (Uium) ยาว 2 อัน ซึ่งปลายทางด้านหน้ายึดติดกับปลายของ Transverse process –ของ sacrum ด้านบนของ ilium มีลักษณะเป็นสัน ส่วนปลายทางด้านหลังจะติดกันเอง และเชื่อมกับกระดูกอื่นอีก 2 ชิ้น คือ กระดูกหัวเหน่า (Pubis) อยู่ทางด้านท้อง และกระดูก Ischium อยู่ทางด้านหลังสุด บริเวณตรงกลางที่กระดูก ilium , pubis ,และ ischium มาต่อกันนั้นมีแอ่งบุ๋มทั้ง 2 ด้าน เรียกว่า Acetabulum ซึ่งเป็นแอ่งสำหรับรองรับหัวของ femur นั่นเอง อนึ่ง ครึ่งซีกของกระดูกเชิงกรานนี้มีชื่อเรียกว่า Osinnominatum

อวัยวะภายในทั่วๆไปของกบ
เมื่อผ่าท้องกบแล้วแหวะออกก็จะเห็นอวัยวะภายใน ซึ่งอยู่ในลักษณะตามปกติวิสัยของมัน หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในตำแหน่งเดิม อวัยวะที่อยู่ในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า Organs in situ ซึ่งอยู่ภายใน ช่องตัว (Body cavity or Coelom) อีกทีหนึ่ง ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ
หัวใจ (Heart) อยู่ในถุงเยื่อบุผิวบางๆ ที่เรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium) ช่องว่างระหว่าง Pericardium กับหัวใจเรียกว่า pericardial cavity ซึ่งเป็น coelom ด้วยเช่นกัน ภายในเยื่อจะมีห้องหัวใจผนังบางสีเข้ม 2 ห้องเป็น Auricle และห้องผนังหนาอยู่ถัดไปทางหาง 1 ห้องเป็น Ventricle สองข้างของหัวใจมี ตับ สีน้ำตาลแก่อยู่ 3 พู ซีกขวา 1 พู และซีกซ้าย 2 พู ตับซีกขวาทางด้านท้องจะมี ถุงน้ำดี เป็นถุงกลมสีเขียวแก่ทางด้านหลังและด้านข้างทั้งสองของหัวใจมี ปอด (Lung) ซึ่งมีลักษณะหยุ่นๆคล้ายฟองน้ำอยู่ 2 ถุง ภายใน coelom จะมีท่อยาวๆ ขดไปขดมามากมาย คือกระเพาะอาหาร (Stomach) และลำไส้ (intestine) กระเพาะอาหาร (Stomach)นั้นเป็นเนื้อแข็งๆ สีขาวอยู่ด้านบนของตับซีกซ้าย ตอนปลายจะแคบและคอดเป็นPyloric constiction ต่อจากกระเพาะอาหารก็เป็นส่วนของ ลำไส้เล็ก (Small intestine) ที่เรียกว่า Duodenum บริเวณปลายกระเพาะอาหารกับบริเวณ Duodenum เป็นส่วนของลำไส้เล็กที่เรียกว่า Ileum ซึ่งมีลักษณะขดไปขดมามากที่สุดโดยมีแผ่นเยื่อบางๆ เรียกว่า ขั้วไส้ (Mesentery) ยึดเอาไว้ บน Mesentery มีม้าม (Spleen) กลมๆ สีเลือดหมูอยู่ด้วย ส่วนปลายสุดของลำไส้เป็น ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) ส่วนที่เรียกว่า ดาก (Rectum) ซึ่งเป็นถุงพองใหญ่กว่าลำไส้เล็กมาก แต่ก็ยังเล็กกว่ากระเพาะอาหารไปสิ้นสุดที่ Cloaca บริเวณท้องน้อยจะเห็นกระเพาะปัสสาวะ (Urinary bladder) เป็นถุงใสๆ อยู่ด้านท้องของ rectum อีกทีหนึ่ง ทางด้านหลังสุดของ coelom แนวเดียวกับ sacral hump ทั้งขวาและซ้ายมี ไต (Kidney) เป็นอวัยวะแบนๆ สีค่อนข้างแดงติดอยู่กับผนังลำตัว ความจริงแล้วไตนี้ติดอยู่นอก coelom อีกทีหนึ่ง กล่าวคือ อยู่หลัง peritoneum นั่นเอง ด้านนอกของไตเป็นท่อขาวๆ เรียกว่า Ureter ส่วนทางด้านท้องและด้านหัวของไตทั้ง 2 ข้างมีอวัยวะรูปไข่เล็กๆ สีเหลือง เรียกว่า อัณฑะ (Testis) ในตัวผู้ส่วนในตัวเมียมีเยื่อบางใสเป็นริ้วๆ สีค่อนข้างเหลือง และบางทีมักมีเม็ดดำๆอยู่ภายใน ถุงนี้ คือ รังไข่ (Ovary) ส่วนเม็ดดำๆ คือ ไข่ (Ovum) ตรงด้านหน้าหรือตรงหัวของไตมี Fat body ซึ่งมีลักษณะเป็นกลีบๆ คล้ายนิ้วมือ สีเหลืองติดอยู่ด้วย นอกจากนี้แล้ว ในกบตัวเมียยังมี ท่อนำไข่ (Oviduct) ซึ่งเป็นเส้นเล็กๆ สีเหลืองอ่อนหรือขาวๆ ขดไปมาอยู่ข้างๆ ของไตทั้งสอง ใน coelom มีเยื่อบางๆ ที่มีกำเนิดมาจาก mesoderm บุอยู่ คือ Peritoneum เมื่อ peritoneum 2 ข้างมาประกบกันเป็นแผ่นเดียวเรียกว่า Mesentery เพื่อยึดอวัยวะในช่องท้องให้ห้อยติดอยู่กับผนังลำตัว Mesentery ถ้ายึดอวัยวะเพศผู้ เรียกว่า Mesorchium และถ้ายึดอวัยวะเพศตัวเมีย ก็เรียกว่าMesovarium Peritoneum ที่บุด้านในของผนังลำตัวมีชื่อว่า Parietal peritoneum และที่หุ้มรอบอวัยวะภายในก็เรียกว่า Visceral peritoneum





ระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกายกบ
ระบบย่อยอาหาร
อาหารของกบได้แก่พวกแมลงและหนอนต่างๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่กบจับอาหารเหล่านั้นโดยใช้ลิ้นกล่าวคือเมื่อมันเห็นอาหารมันก็จะขว้างปลายลิ้นออกไปตวัดมาเข้าปากที่บริเวณลิ้นของกบนั้นมีต่อมชนิดหนึ่ง คือ Lingual gland ทำหน้าที่สร้างน้ำเมือกออกมาเพื่อให้อาหารติดอยู่กับลิ้นได้โดยง่าย เมื่ออาหารเข้าปากแล้วยังมีฟันภายในปากถึง 2 ชุด คือ Vomerine กับ Maxillary tooth คอยยึดอาหารไว้ไม่ให้หลุดออกไปได้ อนึ่ง อาหารที่เป็นพวกแมลงหรือหนอนดังกล่าวนั้นจะต้องกำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้วยกบจึงจะจับถ้าอยู่นิ่งๆ กบจะไม่ทำอะไรเลยเมื่ออาหารเข้าปากแล้ว ก็จะถูกกลืนผ่านทางเดินอาหารส่วนต่างๆ คือ คอหอย (Pharynx) และ หลอดอาหาร (Esophagus) ซึ่งสั้นมากไม่มีอาณาเขตที่แบ่งแยกออกจากกันแน่นอน จากนี้จะลงสู่ กระเพาะอาหาร(Stomach) ซึ่งมีลักษณะพองใหญ่และเป็นกล้ามเนื้อหนามากสีขาวๆ ทอดตามยาวทางซีกซ้ายของลำตัวเกือบทั้งหมด กระเพาะอาหารแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ Cardius, Fundus และ Pylorus นอกจากนั้น กระเพาะอาหารยังมีเยื่อ peritoneum หุ้มอยู่รอบๆ และประกบกันเป็น mesentery ยึดไว้กับผนังลำตัว ซึ่ง mesentery ที่อยู่ทางด้านโค้งหลัง (Dorsal fold) เรียกว่า Mesoaster และอยู่ทางด้านโค้งตรงข้าม (Ventral fold) เป็น Gastrohepatoduodenal Iigament ซึ่งยึดพวกกระเพาะอาหาร,ตับ และ duodenum เอาไว้ อาหารที่ลงสู่กระเพาะจะถูกย่อยได้บ้างโดย gastric juice และมี pepsin ย่อยโปรตีนให้กลายเป็น peptoneจากนั้นอาหารทั้งหมดทั้งที่ย่อยบ้างแล้วและที่ยังไม่ได้ย่อย จึงลงสู่ลำไส้เล็ก (Small intestine) ต่อไปเพื่อทำการย่อยในลำไส้ซึ่งมาจากผนังของลำไส้เล็กเอง (Intestine juice), จากตับ (Liver), ถุงน้ำดี (Gall bladder) และ ตับอ่อน (Pancreas)ผ่านท่อที่เรียกว่า Hepatopancreatic duct (Bile duct) แล้วมาเปิดเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนแรกที่เรียกว่า Duodenum ครั้นย่อยหมดแล้วก็มีการดูดอาหารเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป โดยผ่านผนัง duodenumบ้างเป็นส่วนน้อย แต่ส่วนใหญ่ผ่านผนังของลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายที่เรียกว่า Ileum (กบไม่มี jejunum) ส่วนกากอาหารทั้งที่ย่อยไม่ได้และไม่ได้ย่อยจะผ่านไปยัง ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) ซึ่งมีเพียงตอนเดียวคือ ดาก (Rectum) ทำหน้าที่ดูดน้ำออกจากกากอาหารเข้าสู่กระแสเลือดอีกด้วย กากอาหารดังกล่าวจะมาสะสมกันอยู่ในลำไส้ใหญ่นี้ เพื่อรอการขบถ่ายออกข้างนอกทางช่อง Cloaca และรูเปิด Cloaca opening ผนังของทางเดินอาหารของกบมีส่วนประกอบต่างๆ เช่นเดียวกับของสัตว์ชั้นสูงอื่นๆ

ระบบการหมุนเวียนของเลือด
เลือดของกบมีส่วนประกอบต่างๆ เช่นเดียวกับเลือดของคนและสัตว์ชั้นสูงทั่วๆ ไป คือ ประกอบด้วย น้ำเลือดใสๆ มีเกลือโซเดียมคลอไรด์ละลายอยู่ประมาณ 0.65% และเม็ดเลือด ทั้งเม็ดเลือดแดง ขาว และ Thrombocyte หรือ Spindle cell สำหรับเม็ดเลือดแดงนั้นจะมีลักษณะเป็นรูปไข่แบนๆ มีนิวเคลียสอยู่ภายใน แต่ละเม็ดมีขนาดประมาณ 14-23 ไมครอน และมี hemoglobin สีแดงอยู่ภายในอีกด้วย ปริมาณของเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตรจะมีเม็ดเลือดแดงประมาณ 4 แสนเม็ด แต่ละเม็ดมีอายุอยู่ได้นานราว 100 วัน เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิดและมีนิวเคลียสอยู่ภายใน เลือดกบจะมีเม็ดเลือดขาวอยู่ประมาณ 7000 เม็ดต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ส่วน Thrombocyte ของกบมีรูปร่างคล้ายกระสวยเล็กๆ จึงเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า spindle cell ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ในการจับกันให้เป็นก้อนแข็งเช่นเดียวกับสัตว์ชั้นสูงชนิดอื่นๆ แล้ว ยังมีผู้เข้าใจว่าอาจจะเปลี่ยนไปเป็นเม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดขาวได้อีกด้วย
หัวใจ กบมีหัวใจ 3 ห้อง คือ Atrium (Auricle) 2 ห้อง และ Ventricle อีก 1 ห้อง แต่ทว่าหัวใจกบก็ประกอบด้วยส่วนต่างๆ 4 ส่วน คือ Ventricle เป็นรูปกรวยมีผนังกล้ามเนื้อหนาอยู่ทางปลายหาง, Atrium มีผนังกล้ามเนื้อบางอยู่ปลายหัว, Sinus venosus รูปสามเหลี่ยมผนังบางอยู่ทางด้านบน และRulbus (Conus of Truncus) arteriosus อยู่ต่อจาก Ventricle ไปทางหัวแต่อยู่ทางด้านล่างของ Atrium อีกทีหนึ่ง
ระหว่างแต่ละส่วนที่ติดต่อกันนี้ จะมีช่องติดต่อถึงกันด้วย (นอกจากระหว่าง Atrium ขวาและซ้าย ซึ่งตอนที่เป็นตัวอ่อนอยู่จึงจะมีช่องติดต่อถึงกัน เรียกว่า Foramen ovale ครั้นโตเต็มวัยแล้วช่องดังกล่าวจึงจะปิดหมด) ตรงช่องเหล่านี้มี ลิ้น (Valve) ปิดเปิดคล้ายบานหน้าต่าง คือ Sinu-atrial valve, Atrio-ventricular (Auriculo-ventricular) และ Frist and second row of semilunar valves นอกจากนี้ ยังมีลิ้นที่อยู่กึ่งกลางตามทางยาวของ bulbus arteriosus อีก คือ Spiral valve ซึ่งมีลักษณะคล้ายขั้นบันไดเวียน แบ่ง bulbus arteriosus ออกเป็น 2 ช่อง คือ Cavum aorticum อยู่ทางซีกขวา และ Cavum punnocutanecum อยู่ทางซีกซ้าย
ผนังของ Atrium ซ้าย ยังมีรูเปิดของเส้นเลือด pulmonary อีกด้วย และภายใน ventricle ก็มีใยกล้ามเนื้อระเกะระกะงอกออกจากปลายสุดของผนัง ventricle เรียกว่า Columnae carneae
เส้นเลือด ประกอบด้วย เส้นเลือดดำ (Vein) เส้นเลือดแดง (Artery) ซึ่งมักจะขนาดคู่กัน ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
1.เส้นเลือดดำ (Vein) ประกอบด้วย 3 พวก คือVena cava นำเลือดเสียออกจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมาเข้า sinus venosus มี Anterior (Inferior) vena cava หรือ Precaval 2 เส้นขวาและซ้าย มาจากส่วนหัวของร่างกาย และ Posterior (Superior) vena cava หรือ Postcaval อีก 1 เส้น มาจากอวัยวะและส่วนหางของร่างกาย Portal system มี 2 ระบบ คือ Hepatic portal vein นำเลือดเสียพร้อมด้วยอาหารจากกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับอ่อน ม้าม และบริเวณส่วนหางของลำตัว และพาไปเข้าตับทั้ง 2 ข้าง โดยเฉพาะเส้นเลือดดำที่มาจากส่วนหางของลำตัวนั้นจะทอดอยู่ติดกับผนังด้านเนื้อท้องด้านในด้วย เรียกว่า Anterior abdominal (Ventral abdominal) vein อีกระบบหนึ่งได้แก่ Renal portal vein นำเลือดเสียจากส่วยหางของร่างกายมาเข้าไต เพื่อขับถ่ายของเสียออกไปเสียบ้างPulmonary system ได้แก่ Pulmonary vein นำ เลือดดี ออกจากปอดข้างละเส้น แล้วมารวมเป็นเส้นเดียวกันก่อนที่จะเข้าไปใน atrium ซ้ายเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดดำที่นำเลือดซึ่งฟอกแล้วยังมีอีก คือ Cutaneous vein นำเลือดดีที่ฟอกแล้วจากผิวหนัง มารวมกับเส้นเลือดดำที่นำเลือดเสียจากกล้ามเนื้อบริเวณหลัง กลายเป็น Musculo-cutaneous
mr.apinan@hotmail.com (IP:118.172.93.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 ม.ค. 2556 (22:55)
ขอบคุณค่ะ ขอบคุณสำหรับความรู้นะคะ
เด็กชีวะ (IP:202.29.238.195)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม