ปรากฏการณ์ Earth Shine คืออะไร

โพสต์เมื่อ: 18:29 วันที่ 19 เม.ย. 2549         ชมแล้ว: 19,602 ตอบแล้ว: 23
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
แล้วมันเกี่ยวข้องกับดวงจันทร์อย่างไร


เด็กควอนตัมaom_aink@yahoo.com(125.25.21.227,,)

จำนวน 16 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 เม.ย. 2549 (19:20)


31440
Earth Shine เป็นปรากฎการณ์แสงโลก จะสังเกตได้ดีในช่วง วันขึ้น 1 - 3 ค่ำ หรือ แรม 12 - 14 ค่ำ เราจะเห็นแสงเรื่อๆ จากด้านมืดของดวงจันทร์ แสงนี้ไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์โดยตรง แต่เป็นแสงของดวงอาทิตย์ที่สะท้อนยิวโลกไปยังดวงจันทร์และสะท้อนกลับมายังผู้สังเกตบนโลกอีกต่อหนึ่งครับ



แหล่งสืบค้นเพิ่มเติม
http://www.school.net.th/library/snet3/dr_sutat/l_earth.htm



ภาพจาก : http://www.school.net.th/library/snet3/dr_sutat/l_earth.htm

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2798 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 20 เม.ย. 2549 (19:36)
ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเลยครับ ครูชิตช่วยอธิบายหน่อนคร๊าบบ
นายรอบรู้
ร่วมแบ่งปัน436 ครั้ง - ดาว 167 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 20 เม.ย. 2549 (19:36)
ขอโทษครับ หน่อยครับ ไม่ใช่หน่อน
นายรอบรู้
ร่วมแบ่งปัน436 ครั้ง - ดาว 167 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 21 เม.ย. 2549 (17:31)
คือว่า ครู...ชิต คะ ที่ Genius Camp ได้ให้งานมางานนึง คือ ให้ดูดวงจันทร์ทุกวันหลังดวงอาทิตย์ตก ดูไปเรื่อย ๆ ทุกวัน แล้วก็ให้บอกให้ได้ว่า มันขึ้นช้าวันละกี่นาที คือว่าเราเป็นเด็ก ก็ไม่ค่อยมีเวลาไปเฝ้านั่งดูทุกคืน ครูชิตสามารถบอกได้รึเปล่าคะ ขอบคุณนะคะ จากข้อมูล Earth Shine
เด็กควอนตัมaom_aink@yahoo.com (IP:203.188.41.106,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 22 เม.ย. 2549 (17:15)
อธิบายเพิ่มเติมการเกิดปรากฏการณ์แสงโลก

แสงโลก (earthlight หรือ Earth Shine) คือ แสงสะท้อนของแสงอาทิตย์จากโลกคล้าย ๆ กับแสงจันทร์ที่เป็นแสงอาทิตย์สะท้อนจากดวงจันทร์ ต่อไปในอนาคตเมื่อมนุษย์ไปอาศัยอยู่อย่างถาวรบนดวงจันทร์ ก็จะเห็นโลกสว่างนวลด้วยแสงสะท้อนของแสงอาทิตย์ แต่จะสว่างกว่าแสงจันทร์มากหลายเท่า เพราะโลกมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ (มนุษย์กับจักรวาล ตอนที่ 3 (18))



ปรากฏการณ์แสงโลก Earth Shine เกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผิวโลกไปยังดวงจันทร์ และสะท้อนกลับมายังผู้สังเกตบนโลกอีกต่อหนึ่ง ทำให้ผู้สังเกตบนโลกเห็นแสงจางๆจากด้านกล่างคืนของดวงจันทร์ (วิภู รุโจปการ , เอกภพเพื่อความเข้าใจในจักรวาล , 2547 , หน้า 187)



* เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ ผู้สังเกตบนโลก โดยมีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมาที่พื้นโลก(กลางวัน)แสงนี้ก็สะท้อนไปถึงดวงจันทร์ ดังนั้นในวันขึ้น 1 - 3 ค่ำ หรือ แรม 12 - 14 ค่ำ เราจะเห็นแสงเรื่อๆ จากด้านมืดของดวงจันทร์ แสงนี้ไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์โดยตรง(กลางคืนด้านมืดของดวงจันทร์) แต่เป็นแสงจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนแสงจากผิวโลกไปยังดวงจันทร์และแสงนี้จะสะท้อนมายังผู้สังเกตบนโลกอีกครั้งหนึ่ง*

*ถ้าเราสังเกตจากบนโลกโดยมองไปที่ดวงจันทร์ในข้างขึ้นและข้างแรมในคืนวันดังกล่าว เราจะเห็นดวงจันทร์เป็นทรงกลมมีแสงอยู่ 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรงมองเห็นดวงจันทร์ปรากฏเป็นเสี้ยวบางๆแบบขึ้น 1 - 3 ค่ำ หรือ แรม 12 - 14 ค่ำ เป็นเฟสบางๆนั้นเอง(แสงจากดวงอาทิตย์) ส่วนที่ 2 ที่ด้านมืดของดวงจันทร์ (ไม่ได้รับแสงของดวงอาทิตย์โดยตรงแต่จะได้รับแสงสะท้อนจากผิวโลกซึ่งที่ผิวโลกจะได้รับแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรง)ดังนั้นเมื่อมนุษย์มองดวงจันทร์ด้านที่เป็นกลางคืนมนุษย์บนโลกจะสังเกตเห็นแสงเรื่อๆ จากด้านมืดของดวงจันทร์แสงนี้ก็คือ แสงโลก ครับ*



หมายเหตุ แสงโลก ถ้ามองดวงจันทร์จากโลกก็คือส่วนที่ 2 ครับ





สำหรับประโยชน์ของแสงโลก ถ้าจะหมายถึงการใช้ประโยชน์ดังเช่นที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ของแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหรือเป็นตัวพลังงานในลักษณะเป็นเชื้อเพลิง นำไปใช้งานโดยตรงในรูปของความร้อน หรือนำไปเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ดังเช่น เซลล์สุริยะ หรือ solar cell แล้ว แสงโลกก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะไม่แรงหรือเข้มพอ ประโยชน์ที่เห็นชัดเจนของแสงโลก ก็จะเป็นประโยชน์คล้าย ๆ กับที่มนุษย์โลกใช้แสงจันทร์นั่นเอง คือ ขับไล่ความมืดบนดวงจันทร์ได้ และอย่างค่อนข้างดี อีกทั้งยังมีผลทางอารมณ์สำหรับมนุษย์บนดวงจันทร์ในอนาคต ดังเช่นมนุษย์โลกตั้งแต่อดีตกาลนานมาได้รับอิทธิพลของแสงจันทร์ด้านความรู้สึกนั่นแหละครับ





ดวงจันทร์ขึ้นช้าวันละประมาณ 50 นาที ครับ

ลองศึกษาจากลิงค์ การขึ้นและตกของดวงจันทร์ ดูก่อนนะครับ
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=101&Pid=24387
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2798 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 23 เม.ย. 2549 (06:57)


31441
ภาพการเกิดปรากฏการณ์แสงโลก

ภาพคัดลอกจาก (วิภู รุโจปการ , เอกภพเพื่อความเข้าใจในจักรวาล , 2547 , หน้า 187)



ปรากฎการณ์แสงโลกเกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผิวโลกไปยังดวงจันทร์ และสะท้อนกลับมายังผู้สังเกตบนโลกอีกต่อหนึ่ง ทำให้ผู้สังเกตบนโลกเห็นแสงจางๆจากด้านกลางคืนของดวงจันทร์ (วิภู รุโจปการ , เอกภพเพื่อความเข้าใจในจักรวาล , 2547 , หน้า 187)

ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2798 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 9 ก.ค. 2549 (14:03)
คุนนายรอบรู้คะ ดิฉันว่าคุณไม่สงสารครู...ชิดบ้างเหรอคะ คุณน่าจะไปค้นคว้าเองบ้างนะคะ ดิฉันเข้าจัยว่าพวกสมองทึบอย่างคุณคงจะเข้าจัยอะรัยยาก แต่การค้นคว้าเปนหนทางที่ดีที่คุณควรเลือกไปพิจารณาเองบ้างนะคะ การค้นคว้าเองจะทำหั้ยขี้เรื่อยบนสมองคุนหลุไปบ้างแร่ะนะ...อิอิ
นางรู้เรื่อง (IP:58.147.29.40,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 31 ส.ค. 2549 (17:58)
อืม
sess_code
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 4 ก.ย. 2549 (20:13)
เอาง่ายๆน่ะ ก้อคือเราเห็นดวงจันท์ครึ่งเสี้ยว แล้วเราก้อเห็นด้านมืดของดวงจันทร์ มันคือปรากฎการณ์ที่เรียกว่า เอิร์ธ ไชน์
meena (IP:124.157.145.123,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 19 มิ.ย. 2550 (19:27)
แสงมีสมบัติเฉพาะตัว ดังนี้



1. แสงเดินทางเป็นเส้นตรงจากแหล่งกำเนิดแสง สังเกตได้จากแสงอาทิตย์ยามเช้า แสงจากกระบอกไฟฉาย แสงจากเครื่องฉายภาพ หรือลำแสงที่ผ่านรูเล็ก ๆ เข้ามาในห้องที่มีฝุ่นละออง จะมองเห็นแสงเป็นลำตรง



2. การหักเหของแสง แสงเดินทางจากแหล่งกำเนิดด้วยความเร็วสูงมาก ประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาทีหรือ 186,000 ไมล์ต่อวินาที โดยผ่านหรือกระทบสิ่งต่าง ๆ หรือบางกรณีแสงเดินทางโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใด ๆ เลยก็ได้ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ ก่อนที่เข้าสู่เขตบรรยากาศของโลก ไม่ต้องผ่านสิ่งใดก็เดินทางมาถึงโลกได้ แต่
dayza_008@hotmail.com (IP:125.26.21.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 19 ก.ค. 2550 (18:58)
ขอบคุณมากค่ะ มีการบ้านเรื่องนี้พอดี ขอบคุณมากค่ะ ^-^
PAko~CHaN (IP:203.107.199.148)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 4 มี.ค. 2551 (17:53)
<P>-*-*-*-</P>

<P>&nbsp;</P>
mark_tkt@hotmail.com (IP:117.47.213.240)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 18 มี.ค. 2551 (19:36)
<P>ถ้าหากว่าเราจะหาแสงของดวงจันทร์จากการสะท้อนของแสงโลกจะมีวิธีการหายังไงบ้างคะแล้วถ้าเกิดว่าความเข้มของแสงของดวงจันทร์ที่มีแสงกับไม่มีแสงแล้วมันจะเป็นไปได้ไหมว่าแสงนั่นมันเอามาหักล้างกันได้อีกเพื่อหาความเข้มของแสงจริง</P>
chol_gane@hotmail.com (IP:118.174.255.241)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 10 มิ.ย. 2551 (19:10)
<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt"><?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p><FONT face="Times New Roman">&nbsp;</FONT></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">1. <SPAN lang=TH>ทฤษฎีเบื้องต้นเกี่ยวกับคุณสมบัติและพฤติกรรมของแสง</SPAN></SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></B></P>

<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 18pt"><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman'">แสงและการจัด</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt"><o:p></o:p></SPAN></B></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">เราจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งสวยงามวิจิตรพิสดารในโลกนี้ได้ หากปราศจากซึ่งแสง ทั้งนี้เพราะการมองเห็นของมนุษย์จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่าง แสงมีอิทธิพลต่องานศิลปะในด้านต่างๆตั้งแต่ ขนาดมิติ สีสัน อุณหภูมิ ความชัดเจน รายละเอียด รวมไปถึงอารมณ์ที่ผู้ชมจะได้รับ ทั้งนี้เพราะสรรพสิ่งต่างๆที่เรามองเห็นล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลจากตัวแปรของแสง เช่น ตำแหน่งแสง อุณหภูมิแสง ความสว่าง ประเภทของแสง เป็นต้น หากเป็นแสงในธรรมชาติ ก็จะขึ้นอยู่กับเวลา เช่น ยามรุ่งอรุณ และยามเย็น เป็นต้น เราสามารถกำหนดเงื่อนไขตัวแปรเหล่านี้ได้ด้วย <B>การจัดแสง</B></SPAN><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Lighting)</SPAN></B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> ซึ่งเป็นสิลปะที่มีความละเอียดละออต้องอาศัยประสบการณ์จากการสังเกตร่วมกับความไวในความรู้สึกและจินตนาการของศิลปินและผู้ชม การจัดแสงในคอมพิวเตอร์กราฟิกมีความคล้ายคลึงกับการจัดแสงบนเวทีละคร สตูดิโอ<SPAN style="mso-spacerun: yes">&nbsp; </SPAN>และโรงถ่าย ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความงามและบรรยากาศที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมภายใต้อิทธิพลของแสงนั้น</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">เรามองเห็นวัตถุสิ่งของรอบตัวได้เกิดจากแสงที่สองออกจากจุดกำหนิดแสง เช่น ดวงอาทิตย์ หรือหลอดไป แล้วมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผิวหน้าวัตถุ ทำให้วัตถุแสดงคุณสมบัติที่ผิวหน้าออกมา รวมทั้งการปรากฏของ <B>เงา</B> ซึ่งเป็นพื้นที่ของช่องว่างที่ปราศจากแสงสว่าง </SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 18pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<H1 style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 18pt"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">ลักษณะของแสง</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></H1>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">ในการจัดแสงนั้นเราอาจแบ่งลักษณะของแสงออกได้เป็น<SPAN style="mso-spacerun: yes">&nbsp; </SPAN>5 ประเภท คือ</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 18pt; TEXT-INDENT: -18pt; TEXT-ALIGN: justify; mso-list: l0 level2 lfo1; tab-stops: list 18.0pt"><B style="mso-bidi-font-weight: normal"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-fareast-font-family: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-list: Ignore">1)<SPAN style="FONT: 7pt 'Times New Roman'">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </SPAN></SPAN></SPAN></B><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงปฐมภูมิ</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Primary light)</SPAN></B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> เป็นลำแสงที่สว่างที่สุด และมักเป็นแสงที่สาดส่องจากแหล่งกำเนิดแสง เช่น ดวงอาทิตย์ หรือหลอดไฟที่ให้แสงสว่างจ้าเป็นรัศมีทุกทิศทาง ทำให้วัตถุที่อยู่ใต้อิทธิพลของแสงประเภทนี้ปรากฏเงาอย่างชัดเจน หากเป็นการจัดฉากภายในสตูดิโอมักเป็นการสร้างแสงอาทิตย์เทียม การสร้างแสงชนิดนี้ทำได้ด้วยการติดตั้งหลอดไฟที่สว่างที่สุดไว้ในบริเวณนั้น โดยมักวางสูงเหนือหุ่นทำมุมประมาณ 45 องศา</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 18pt; TEXT-INDENT: -18pt; TEXT-ALIGN: justify; mso-list: l0 level2 lfo1; tab-stops: list 18.0pt 126.0pt"><B style="mso-bidi-font-weight: normal"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-fareast-font-family: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-list: Ignore">2)<SPAN style="FONT: 7pt 'Times New Roman'">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </SPAN></SPAN></SPAN></B><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงเสริม</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Fill light)</SPAN></B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> เป็นแสงที่มีกำลังน้อยไม่ค่อยกระด้าง มักเป็นแสงที่เกิดจากการสะท้อน เช่น แสงจากโคมไฟที่ส่องขึ้นบนเพดานห้องแล้วสะท้อนลงมาสู่พื้น ทำให้ห้องสว่างนุ่มนวล ถ้าใช้กับการถ่ายแบบมักมีวัตถุประสงค์เพื่อลงเงาเข้มที่เกิดขึ้นจากแสงปฐมภูมิ เพื่อทำให้ผิวของหุ่นแลดูนุ่มนวล</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 18pt; TEXT-INDENT: -18pt; TEXT-ALIGN: justify; mso-list: l0 level2 lfo1; tab-stops: list 18.0pt 126.0pt"><B style="mso-bidi-font-weight: normal"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-fareast-font-family: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-list: Ignore">3)<SPAN style="FONT: 7pt 'Times New Roman'">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </SPAN></SPAN></SPAN></B><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงหลัง</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Projector light)</SPAN></B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> <SPAN lang=TH>เป็นการจัดแสงให้ส่องจากด้านหลังของหุ่น โดยกล้องจะวางอยู่ด้านหน้าหุ่น ทำให้ภาพวัตถุปรากฏเป็นเงาดำของรูปร่างวัตถุนั้น หรือที่เรียกว่า ภาพโครงทึบ </SPAN>(Silhouette) <SPAN lang=TH>เช่นเดียวกับการแสดงหนังตะลุง (รูปที่ 1)</SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 18pt; TEXT-INDENT: -18pt; TEXT-ALIGN: justify; mso-list: l0 level2 lfo1; tab-stops: list 18.0pt 126.0pt"><B style="mso-bidi-font-weight: normal"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-fareast-font-family: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-list: Ignore">4)<SPAN style="FONT: 7pt 'Times New Roman'">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </SPAN></SPAN></SPAN></B><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงฉาย </SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Projector light)</SPAN></B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> <SPAN lang=TH>เป็นแสงที่เกิดจากการฉายไปยังวัสดุโปร่างแสง ทำให้เกิดสีสันรูปร่างของวัตถุที่แสงนั้นส่องผ่านไปตกลงบนฉาก ตัวอย่างเช่น แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านกระจกแก้วสีที่หน้าต่าง ไปกระทบลงบนภายในอาคาร (รูปที่ 2) หรือภาพที่ปรากฏจากเครื่องฉายภาพ</SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 18pt; TEXT-INDENT: -18pt; TEXT-ALIGN: justify; mso-list: l0 level2 lfo1; tab-stops: list 18.0pt 126.0pt"><B style="mso-bidi-font-weight: normal"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-fareast-font-family: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-list: Ignore">5)<SPAN style="FONT: 7pt 'Times New Roman'">&nbsp;&nbsp;&nbsp; </SPAN></SPAN></SPAN></B><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงส่องเฉียง</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Grazed light)</SPAN></B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> <SPAN lang=TH>เมื่อจุดกำเนิดแสงอยู่ใกล้กับวัตถุมาก จะทำให้วัตถุแสดงระดับที่ต่างกันของผิวหน้าออกมา เช่นพื้นผิวของกำแพงอิฐเปลือยจะปรากฎร่องเงาที่เป็นรอยต่อของอิฐอย่างชัดเดจน แสงประเภทนี้มักเกิดขึ้นกับพื้นผิวของวัตถุที่มีความสากหรือหยาบรวมทั้งบัมพ์แมป โดยหากจุดกำเนิดแสงทำมุมกับผิวหน้าไม่เกิน 45 องศา จะปรากฏเงาบนตัวผิววัตถุที่สวยงาม</SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<H2 style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 18pt; TEXT-ALIGN: left" align=left><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt"><FONT face="Angsana New">คุณสมบัติของแสง<o:p></o:p></FONT></SPAN></H2>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงมีคุณสมบัติเป็นของตัวเองหลายประการ ได้แก่ การมีจุดกำเนิดแสง และมีตำแหน่งที่ตั้ง ซึ่งแสดงในลักษณะของค่าพิกัด </SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">X ,Y<SPAN lang=TH> และ </SPAN>Z <SPAN lang=TH>บนที่ว่างพิกัดคาร์ทีเซียนเช่นเดียวกับวัตถุ จุดกำเนิดแสงอาจถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่ไกลในระยะอนันต์ เช่น ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นจุดกำเนิดแสงที่เป็นเพียงจุดสว่างเล็กๆในอวกาศที่มืดมิด หรือจุดกำเนิดแสงอาจวางอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ เช่น หลอดไฟบนโต๊ะทำงาน และเนื่องจากแสงเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่ให้ความสว่างแก่สรรพสิ่ง ดังนั้นความจ้า </SPAN>(Brightness) <SPAN lang=TH>จึงเป็นคุณสมบัติอีกตัวหนึ่งที่แสดงถึงปริมาณของกำลังงานแสงที่เปล่งออกมาจากจุดกำเนิดโดยกำหนดเป็นค่าตัวเลข 0-1 ค่าดังกล่าวนี้จะใช้ควบคุมความจ้าของแม่สีแสง</SPAN> RGB <SPAN lang=TH>แต่ละตัว ซึ่งมีผลไปถึงความจ้าสีสันต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับส่วนจำเพาะเอชแอลเอส</SPAN>(HLS module)<SPAN lang=TH> อย่างใกล้ชิดอีกด้วย คุณสมบัติของแสงยังเกี่ยวข้องกับ การสะท้อน การหักเหของแสงเมื่อแสงส่องผ่านตัวกลางต่างๆรวมทั้งเงาซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้วัตถุต่างๆแลดูมีมิติ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงคุณสมบัติของแสง 3 ประการ ดังนี้</SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">1) ความจ้าของแสงสว่าง</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></B></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">เมื่อมีการส่องแสงสว่างออกจากแหล่งกำเนิดแสง แสงจะไปตกกระทบวัตถุแล้วจะมีการสะท้อนออกเข้าสู่ตาขงเรา แสงจะสะท้อนออกมามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุที่มันตกกระทบ วัตถุนั้นอาจจะดูดกลืนแสงเข้าไปในพื้นผิวทั้งหมด หรืออาจะสะท้อนออกมาทั้งหมดหรือเพียงเล็กน้อย ถ้ามีการสะท้อนแสงออกมามากก็อาจจะกล่าวได้ว่ามีความจ้ามาก หรือสะท้อนแสงออกมาน้อยก็อาจจะกล่าวได้ว่ามันมีความจ้าน้อย ซึ่งความจ้าของแสงที่สะท้อนออกจากวัตถุหรือพุ่งเข้าหาตาของเรา สามารถวัดค่าต่อหน่วยพื้นที่ของการสะท้อนแสง ได้มีหน่วยเป็นฟุตแลมเบิร์ต </SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Foot-lambert) <SPAN lang=TH>ซึ่งค่าฟุตแลมเบิร์ตนี้จะมีค่าเท่ากับปริมาณแห่งการส่องสว่างคูณกับค่าความสามรถในการสะท้อนของวัตถุนั้น และค่าฟุตแลมเบิร์ตนี้เป็นค่าที่สายตาคนเราเห็น หรือที่เรียกว่า ความจ้า ไม่ใช่ความสว่างในหน่วยของฟุตแคนเดิล</SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">2) การสะท้อนของแสง</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></B></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">การสะท้อนเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกตัวหนึ่งของแสง ที่คลื่นแสงสะท้อนออกจากผิวหน้าวัตถุไปสู่สิ่งแวดล้อม เมื่อมีแสงสว่างส่องไปยังวัตถุจะพบว่าองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการสะท้อนของแสงมีทั้ง คุณสมบัติของการสะท้อนแสงจากผิวหน้าวัตถุ สีของวัตถุ ความจ้าหรือกำลังความสว่างของแสง วิธีคำนวณการสะท้อนแสงของวัตถุจะเกี่ยวข้องกับหลักการระนาบฉากบนผิววัตถุ ทั้งนี้เพราะระนาบฉากแต่ละระนาบบนพื้นผิว จะกำหนดทิศทางการสะท้อนของลำแสงจากผิวหน้าของวัตถุออกมา นอกจากนี้ปริมาณของแสงที่สะท้อนออกไปยังแปรเปลี่ยนไปตาม <B>มุมตกกระทบ </B></SPAN><B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Angle of Incidence)</SPAN></B><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> <SPAN lang=TH>ซึ่งเป็นมุมระหว่างแหล่งกำเนิดแสงกับผิวระนาบวัตถุ รวมทั้งยังแปรตาม <B>มุมมอง </B></SPAN><B>(Angle of View)</B> <SPAN lang=TH>ซึ่งเป็นมุมระหว่างตัวระนาบฉากกับกล้องหรือตาของผู้สังเกตอีกด้วย ทั้งนี้แสงสีที่ปรากฏจากพื้นผิวของวัตถุมายังตาผู้ชมมีอยู่ 3 ชนิดคือ แอมเบียนต์ ดิฟิวส์ และสเปคูลา</SPAN></SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt 72pt; TEXT-INDENT: 36pt"><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" /><v:shapetype id=_x0000_t75 stroked="f" filled="f" path="m@4@5l@4@11@9@11@9@5xe" o:preferrelative="t" o:spt="75" coordsize="21600,21600"><v:stroke joinstyle="miter"></v:stroke><v:formulas><v:f eqn="if lineDrawn pixelLineWidth 0"></v:f><v:f eqn="sum @0 1 0"></v:f><v:f eqn="sum 0 0 @1"></v:f><v:f eqn="prod @2 1 2"></v:f><v:f eqn="prod @3 21600 pixelWidth"></v:f><v:f eqn="prod @3 21600 pixelHeight"></v:f><v:f eqn="sum @0 0 1"></v:f><v:f eqn="prod @6 1 2"></v:f><v:f eqn="prod @7 21600 pixelWidth"></v:f><v:f eqn="sum @8 21600 0"></v:f><v:f eqn="prod @7 21600 pixelHeight"></v:f><v:f eqn="sum @10 21600 0"></v:f></v:formulas><v:path o:connecttype="rect" gradientshapeok="t" o:extrusionok="f"></v:path><o:lock aspectratio="t" v:ext="edit"></o:lock></v:shapetype><v:shape id=_x0000_i1025 style="WIDTH: 205.5pt; HEIGHT: 108.75pt" type="#_x0000_t75"><v:imagedata o:title="p1" src="file:///C:DOCUME~1acerLOCALS~1Tempmsohtml11clip_image001.jpg"></v:imagedata></v:shape><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: center" align=center><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">รูปที่ 1 มุมตกกระทบของแสง เป็นมุมที่เกิดขึ้นจากแนวรังสีแสง </SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(LP)<SPAN lang=TH> </SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: center" align=center><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">ซึ่งส่องจากจุดกำเนิดแสงกับแนวระนาบฉากที่ผิวหน้าวัตถุ </SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(NP)<SPAN lang=TH> มุมสะท้อน </SPAN>(NPR)<SPAN lang=TH> </SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: center" align=center><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">เป็นมุมระหว่างแนวระนาบฉาก กับแนวรังสีสะท้อน </SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(RP) <SPAN lang=TH>มุม </SPAN>LPN <SPAN lang=TH>และมุม</SPAN> NPR <SPAN lang=TH>จะมีค่าเท่ากันเสมอ</SPAN></SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">3) การหักเหของแสง</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></B></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงไม่เพียงแต่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผิวหน้าวัตถุ แต่ยังรวมไปถึงปริมาตรที่มีอยู่ในตัววัตถุได้เช่นกัน การหักเหของแสง</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">(Refrection) <SPAN lang=TH>เป็นการเปลี่ยนเส้นทางเดินของแสงที่ส่องผ่านตัวกลางตัวหนึ่งไปสู่ตัวกลางอีกตัวหนึ่ง ทำให้ความเร็ว และเส้นทางของแสงเปลี่ยนแปลงไป เช่น แสงส่องผ่านอากาศลงไปในน้ำ ทำให้ความเร็ว และเส้นทางของแสงเปลี่ยนแปลงไป เช่น แสงส่องผ่านอากาศลงไปในน้ำ ทำให้เรามองเห็นตำแหน่งวัตถุใต้น้ำต่างไปจากเดิม รวมทั้งการกระเพื่อมหรือคลื่นที่ผิวน้ำทำให้แสงส่องผ่านไปได้แตกต่างกัน ในการจำลองการหักเหของแสงจะอาศัย ข้อมูลดัชนีการหักเหแสงของวัตถุแต่ละชนิด ซึ่งส่งผลถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของแสง รวมทั้งความเร็วของแสงที่เดินทางผ่านตัวกลางที่ต่างกันออกไป ตัวแปรเหล่านี้ถูกนำมาใช้คำนวณโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิก ซึ่งจะให้ภาพที่เป็นผลจากการกระทำของแสงกับวัตถุใส เช่น แก้วเลนส์ ก้อนเพชรเจียระไน หรือแก้วผลึกที่มีแสงส่องระยิบระยับสวยงาม และน่าตื่นตา</SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></P>

<H1 style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 18pt"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">ประเภทของจุดกำเนิดแสง</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></H1>

<P class=MsoHeading9 style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><FONT face="Angsana New"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt">โดยทั่วไปจุดกำเนิดของแสงมีด้วยกัน 2 ประเภท คือ</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt"><o:p></o:p></SPAN></FONT></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 54pt; TEXT-INDENT: -36pt; TEXT-ALIGN: justify; mso-list: l1 level1 lfo2; tab-stops: list 36.0pt"><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'; mso-fareast-font-family: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-list: Ignore">1)<SPAN style="FONT: 7pt 'Times New Roman'">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </SPAN></SPAN></SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">Omni Light</SPAN></B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> <B><SPAN lang=TH>หรือ แสงทุกทิศ</SPAN><o:p></o:p></B></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-spacerun: yes">&nbsp;</SPAN>เป็นจุดกำเนิดแสงที่ส่องออกมารอบตัวเอง มีลักษณะเป็นดวงหรือเป็นจุด เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงดาว หลอดไฟ แสงเทียน </SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">omni light<SPAN lang=TH> จะให้อิทธิพลแก่วัตถุต่างๆที่อยู่รอบจุดกำเนิดแสง โดยด้านของวัตถุที่หันเข้าหาจุดกำเนิดแสงจะสว่างที่สุด และด้านตรงข้ามจะมืดที่สุด (รูปที่ 3) สำหรับภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกจะพบว่า </SPAN>omni light<SPAN lang=TH> จะไม่ทำให้เกิดเงาที่ชัดเจนเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับแสงไฟสปอตในความสว่างที่เท่ากัน วัตถุประสงค์ของ</SPAN> omni light<SPAN lang=TH> จึงนำมาใช้เป็นแสงเสริมประเภทหนึ่ง ซึ่งจะสามารถลบเงาที่เกิดขึ้นบนตัววัตถุได้ดี โดยเฉพาะเมื่อติดตั้ง</SPAN> omni light<SPAN lang=TH> ไว้ในระยะไกลๆ จะช่วยลดความกร้านของผิววัตถุได้อย่างดี</SPAN><B><o:p></o:p></B></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 135pt; TEXT-INDENT: 9pt; TEXT-ALIGN: justify"><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p>&nbsp;</o:p></SPAN></B></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt 135pt; TEXT-INDENT: 9pt; TEXT-ALIGN: justify"><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><SPAN style="mso-spacerun: yes">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </SPAN></SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><v:shape id=_x0000_i1026 style="WIDTH: 141pt; HEIGHT: 141pt" type="#_x0000_t75"><v:imagedata o:title="p2" src="file:///C:DOCUME~1acerLOCALS~1Tempmsohtml11clip_image003.jpg"></v:imagedata></v:shape><o:p></o:p></SPAN></B></P>

<H3 style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt 36pt; TEXT-ALIGN: center" align=center><FONT size=5><FONT face="Angsana New"><SPAN lang=TH>รูปที่ 2 แสงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิด</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt"> omni light</SPAN><SPAN lang=TH> </SPAN></FONT></FONT></H3>

<H3 style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt 36pt; TEXT-ALIGN: center" align=center><SPAN lang=TH><FONT face="Angsana New" size=5>ที่มีอยู่ในธรรมชาติและสาดส่องออกมาทุกทิศทาง และทำให้เกิดด้านมืดและด้านสว่างอย่างชัดเจน</FONT></SPAN></H3>

<P class=MsoNormal style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"><o:p><FONT face="Times New Roman" size=3>&nbsp;</FONT></o:p></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 18pt; TEXT-ALIGN: justify"><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">ประเภทของ</SPAN></B><B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> omni light<SPAN lang=TH> ในธรรมชาติ</SPAN><o:p></o:p></SPAN></B></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><B><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">แสงแดดหรือแสงอาทิตย์</SPAN></B><SPAN style="FONT-SIZE: 18pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">เป็นแสงที่เกิดจากแหล่งกำเนิดที่มีลักษณะที่เป็นดวงกลม รังสีของแสงจะเปล่งออกมารอบตัว สีของแสงอาทิตย์จะแตกต่างกันไปตามกาลเวลา คือ ช่วงเช้าจะมีสีเหลืองทอง กลางวันจะมีสีขาวสว่างจ้า และตอนเย็นจะมีสีส้มออกแดง การศึกษาคุณสมบัติของแสงอาทิตย์ที่ดีคือการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแสงแดดในชีวิตประจำวัน หรือจากการถ่ายภาพกลางแจ้ง จึงกล่าวได้ว่าแสงอาทิตย์ให้อิทธิพลต่อทัศนียภาพของบรรยากาศได้ดี โดยเฉพาะกับภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์กราฟิก เมื่อปรากฏอนุภาคของละอองและไปน้ำปะปนอยู่ในบรรยากาศ</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">บรรยากาศเป็นตัวการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อแสงอาทิตย์ในสิ่งแวดล้อม เราจะพบว่าภาพถ่ายบนพื้นโลกและในอวกาศมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากอิทธิพลของบรรยากาศ นอกจากนี้แสงสีของดวงอาทิตยี่ปรากฏสวยงามในยามเช้าและพลบค่ำล้วนเป็นผลมาจากบรรยากาศทั้งสิ้น</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"><o:p></o:p></SPAN></P>

<H2 style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: left" align=left><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 18pt"><FONT face="Angsana New">แสงจันทร์<o:p></o:p></FONT></SPAN></H2>

<P class=MsoNormal style="TEXT-JUSTIFY: inter-cluster; MARGIN: 0cm 0cm 0pt; TEXT-INDENT: 36pt; TEXT-ALIGN: justify"><SPAN lang=TH style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'">เป็นแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากพื้นผิวดวงจันทร์ส่องกลับมายังโลก ด้งนั้นลักษณะของแสงจึงจัดว่าเป็นจุดกำเนิดจากการสะท้อน โดยจะให้ความสว่างเพียงด้านเดียวคือด้านหน้าสว่างและด้านหลังมืด และเนื่องจากเป็นแสงสะท้อนจึงเป็นแสงที่มีกำลังอ่อน ให้ความรู้สึกนุ่มนวลจึงส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ชม สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ สีสันของดวงจันทร์จะเปลี่ยนแปลงไปตามตำแหน่งบนท้องฟ้า โดยจะมีสีเข้มเมื่อดวงจันทร์ลอยอยู่ในตำแหน่งใกล้ขอบฟ้า และจะขาวนุ่มนวลสว่างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อดวงจันทร์ลอยสูงจนอยู่เหนือศีรษะ ในการสร้างแสงจันทร์เทียมเพื่อให้เกิดเงาในฉากคอมพิวเตอร์กราฟิก นิยมใช้แสงไฟสปอตที่ปรับให้มีสีเหลืองนวลและมีความเข้มของแสงน้อย หรืออาจใช้</SPAN><SPAN style="FONT-SIZE: 16pt; FONT-FAMILY: 'Angsana New'"> omni light<SPAN lang=TH> ในกรณีไม่ต้องการเงาในเวลากลางคืน</SPAN><o:p></o:p></SPAN></P>
ตาหวาน (IP:125.25.244.204)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 3 ธ.ค. 2551 (09:38)

หกตกกดกา
เกม


กาน (IP:125.26.117.117)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 12 ก.พ. 2552 (11:40)

d


1231456496 (IP:118.175.185.198)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม