"ไฮโดรโปนิกส์" (Hydroponics)

โพสต์เมื่อ: 23:44 วันที่ 9 ต.ค. 2545         ชมแล้ว: 1,076,785 ตอบแล้ว: 76
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ไฮโดรโปนิกส์" (Hydroponics)
การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน..จากโรงเรือนสู่โครงการอาหารกลางวัน

ปัจจุบันกระแสการหันมาใสใจในสุขภาพของคนไทยมีมากขึ้นเป็นลำดับ ผักปลอดสารพิษ ผักกางมุ้ง และผักไฮโดรโปนิกส์ จึงเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างแล้ว สีสันยังดูน่ารับประทาน และรสชาติดีอีกด้วย
ณ วันนี้ ผักไฮโดรโปนิกส์ นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสุขภาพคนไทยแล้ว ยังจะเป็นหนึ่งในโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนในชุมชนใกล้เคียงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส) ที่อาจารย์อารักษ์ ธีระอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ได้วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ลงไปสู่โรงเรียน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาของชุมชน และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เทคโนโลยีและการจัดการที่ใช้ปลูกยังจะช่วยบ่มเพาะให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ รวมถึงกระตุ้นความสนใจในวิทยาศาสตร์อีกด้วย


"ไฮโดรโปนิกส์" (Hydroponics) คือการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน โดยหลักการแล้ว มี 2 แบบ คือ การปลูกในน้ำ ซึ่งบริเวณรอบๆ รากของพืชเป็นของเหลว และการปลูกในวัสดุแข็ง เช่น แกลบ ทราย ขุยมะพร้าว หินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นวัสดุปลูกที่ไม่ได้ให้ธาตุอาหารกับพืชแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นวัสดุที่ช่วยค้ำและพยุงรากนั่นเอง


ในอดีต กระแสความนิยมของการปลูกพืชแบบนี้เป็นไปเนื่องเพราะความพยายามของบริษัทนำเข้าอุปกรณ์การปลูกมากกว่าจะเป็นกระแสบริโภคนิยมอย่างแท้จริง ทำให้ผักไฮโดรโปนิกส์ซบเซาไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ด้วยคนไทยหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น กระแสการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากผู้บริโภค เกิดตลาดรองรับ และแม้แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เล็งเห็นความสำคัญของการขยายตัว จึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการลงทุนด้านนี้ ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาทำมากขึ้น ก่อให้เกิดรูปแบบ เทคนิค และเทคโนโลยีในการผลิตที่หลากหลายขึ้น กลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคตามมา


อาจารย์ อารักษ์กล่าวว่า พืชที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ กว่า 90 % เป็นประเภทพืชผักที่ใช้รับประทานในชีวิตประจำวัน อาทิ ผักสลัดหรือผักกาดหอมต่างประเทศ ในอดีตที่ต้องนำเข้ากิโลกรัมละหลายร้อยบาท แต่ปัจจุบันสามารถลดการนำเข้าได้เกือบ 100 % นอกจากนี้ยังเป็นพืชผักประเภทกลุ่มผักตะวันออก เช่น คะน้า กว้างตุ้ง คะน้าฮ่องกง ผักกาดขาว เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่ามีคนสนใจเริ่มมาทำตรงนี้มากขึ้น และมีผลตอบรับค่อนข้างดี พืชผักกลุ่มนี้ก็ตอบสนองต่อระบบนี้ได้ดี ตลาดกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผักต่างประเทศกลุ่มเดียวเท่านั้น พืชผักที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง เช่น แตงเทศหรือแตงแคนตาลูป ที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยกำลังผลิตอยู่ ซึ่งหากปลูกในสภาพแวดล้อมปกติจะต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก มีสารพิษตกค้าง ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่หากปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ รวมทั้งสามารถควบคุมคุณภาพได้ด้วย และแม้แต่พืชผักและพืชสมุนไพร เช่น สะระแหน่ วอเตอร์เครส หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา ก็สามารถตอบสนองต่อระบบไฮโดรโปนิกส์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหญ้าเทวดา พบว่าให้ผลผลิตสูงมากเมื่อเทียบต่อตารางพื้นที่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา"


ส่วนวิธีการจัดการการดูแลผักไฮโดรโปนิกส์ ต้นทุนส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนและวัสดุปลุกซึ่งค่อนข้างสูง นอกจากนี้สภาพแวดล้อมของเมืองไทยยังไม่เหมาะสม และงานวิจัยทางด้านนี้ยังมีน้อย "…การจะปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ พืชบางชนิดจำเป็นต้องปลูกในโรงเรือน เช่น แคนตาลูป ซึ่งมีแมลงศัตรูมาก การปลูกในโรงเรือนช่วยกันแมลง กันฝน กันสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงสามารถลดการใช้สารเคมีได้เกือบ 100 % ขณะเดียวกันการปลูกสลัดก็ไม่จำเป็นต้องใช้โรงเรือน เพราะเป็นพืชที่แทบจะไม่มีแมลงศัตรู เป็นต้น ดังนั้นผมคิดว่าจะใช้โรงเรือนหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชมากกว่า เพราะการจัดการโรงเรือนและวัสดุปลูกเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูง โดยฝ่ายวิเคราะห์ต้นทุนของธนาคารกสิกรไทย พบว่า การจัดการโรงเรือนเป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณที่ลงไป แต่ถือว่าเป็นงบลงทุนซึ่งมีผลในระยะยาว ในระดับมหาวิทยาลัยเราเน้นว่าการจัดการควรเป็นเทคโนโลยีแบบง่ายๆ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด และพัฒนาระบบและเทคโนโลยีของเราเองขึ้นมา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ประเพณีหรือวัฒนธรรมของเรา พยายามลดต้นทุนในด้านต่างๆ เช่น หาวัสดุปลูกในประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจุดคุ้มทุนเป็นอย่างไรในการลงทุน การลงทุนในครั้งแรกอาจจะแพงกว่าการปลูกในดินแต่ในระยะยาวหรือภายใน 1 ปี ก็สามารถคืนทุนได้ ฉะนั้นจึงไม่เป็นปัญหาว่าจะเกิดการล้มเหลว แต่มีข้อแนะนำคือหากจะเริ่มก็ไม่ควรเริ่มต้นจากโครงการใหญ่ๆ ต้องลองจากขนาดเล็กๆ ก่อน เพื่อให้รู้จักวิธีการจัดการ เทคโนโลยี รวมถึงมีความเชี่ยวชาญก่อน เมื่อมั่นใจแล้วจึงขยายออกไป"


ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยม สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากก็คือกระแสของการคัดค้าน ซึ่งเหมือนสองด้านของเหรียญอันเดียวกันที่มองต่างมุม "…มีข้อมูลเชิงลึกที่ถกเถียงกันในระดับนานาชาติ ก็คือ เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าไฮโดรโปนิกส์ใช้ปุ๋ยเคมี ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ออกมาบอกว่าน่าจะมีสารตกค้างในพืช โดยเฉพาะสิ่งที่กลัวกันที่สุดคือปุ๋ยเคมีที่เป็นพวกไนโตรเจนไนเตรท ว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพคนโดยตรง แต่ทางไฮโดรโปนิกส์ ก็แย้งว่าถ้าคุณมีความรู้ทางด้านวิชาการ จะรู้ว่าการตกค้างของสารไนโตรเจนไนเตรทแทบจะไม่มีเลย หรือมีก็ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เราใช้ปุ๋ยเคมีจริง แต่คนที่กินผักไม่ได้กินสารเคมีโดยตรง เพราะว่ามันต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน เปลี่ยนสภาพมาเป็นเนื้อเยื่อเป็นอะไรต่างๆ จึงค่อนข้างมั่นใจว่าเราสามารถตอบคำถามตรงนี้ได้ และในฐานะนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่ ผมยืนยันได้ว่าปลอดภัยแน่นอน ไม่ต้องกลัวเรื่องสารพิษตกค้าง ไม่มีแน่นอนคน เพราะฉะนั้นคนที่ทำไฮโดรโปนิกส์จึงไม่กังวลกันมากนักถ้าต้องสู้กันด้วยหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเป็นเรื่องของกระแสการบลั๊พกันก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริง ก็ต้องให้ผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินว่าจะเชื่อฝ่ายไหน"


การปรับแปลง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ชุมมชนถือเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญของมหาวิทยาลัย โดยอาจารย์อารักษ์ได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาการวิจัยไปสู่ชมชนโดยรอบ ด้วยการเข้าไปส่งเสริมให้โรงเรียนได้ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เพื่อเป็นโครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียน "…โครงการนี้เกิดจากการที่เราทำวิจัยได้ระดับหนึ่ง โดยเริ่มจากการทำวิจัยที่เน้นเป็นเชิงธุรกิจขนาดเล็กที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจขนาดเล็กและเกษตรกรผู้สนใจ เป็นการหาคำตอบในทุกๆ ด้าน เช่น ต้นทุน เทคโนโลยี ซึ่งมีผู้สนใจมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้โรงเรียนต่างๆ ก็สนใจจะทำผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ยังขาดความรู้และเทคโนโลยี จึงมีการประสานงานและศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้น ปรากฏว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสนใจ เบื้องต้นในภาคการศึกษาที่ 1/2544 เราเข้าไปส่งเสริมจำนวน 20 โรงเรียนในเขตอำเภอด่านขุนทดก่อน โดยการสำรวจ รับทราบปัญหาและอุปสรรค อบรมครูและผู้บริหารเพื่อถ่ายทอดต่อให้นักเรียน ผลิตวีดีทัศน์เพื่อให้สามารถศึกษาด้วยตัวเองได้ ผลิตชุดปลูกเริ่มต้นแจกฟรี หลังจากนั้นจะติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ ว่าสิ่งที่ได้อบรมถ่ายทอดไป เมื่อโรงเรียนไปทำเองผลเป็นอย่างไร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนจาก สวทช.


"โครงการนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมโครงการอาหารกลางวันแล้ว ยังเป็นการให้เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปด้วยอีกทางหนึ่ง ที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้จริง ได้เรียนรู้ ทดลองทำ ได้ประสบการณ์ สนุกที่จะเรียนรู้ และเกิดความสนใจในวิทยาศาสตร์ในที่สุด นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชน มีการเชื่อมโยงกับชุมชน นอกจากนี้ผลพลอยของโครงการนี้ ต่อไปหากโรงเรียนอื่นๆ สนใจก็อาจไปศึกษาจากโรงเรียนในโครงการได้ รวมถึงโรงเรียนเองอาจทำหน้าที่เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร โดยที่มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น ก็จะเป็นประโยชน์หลายต่อ สำหรับหน่วยงานหรือผู้สนใจข้อมูลทางด้านไฮโดรโปนิกส์เรายินดีให้คำปรึกษาเต็มที่" อาจารย์อารักษ์กล่าวในที่สุด


ในยุคของการพึ่งพาเทคโนโลยี เราคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไฮโดรโปนิกส์ก็เช่นเดียวกัน อาจดูใหม่และไกลเกินเอื้อมสำหรับบางคน แต่ ณ วันนี้ เทคโนโลยีนี้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะมันกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในการบ่มเพาะและพัฒนาเยาวชนของชาติให้เข้าสู่ขั้นตอนของการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง รวมถึงการเชื่อมโยงชุมชนและโรงเรียนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป…


vteam(202.28.68.19)

จำนวน 65 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 4 ก.ค. 2544 (13:58)
พี่ๆขยันอีกแล้ว วิธีนี้เคยทำตอนเรียนLapชีวะแล้วครั้งนึงน่าสนใจตรงที่ไม่ต้องใช้ดิน

winzip (IP:202.28.61.34)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 17 ก.ค. 2544 (13:13)
ขอเสริมเรื่องชื่อ hydroponics หน่อยครับ ศัพท์คำนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการปลูกอื่นๆ ขึ้นมาอีกหลายเทคนิค การปลูกพืชไม่ใช้ดิน ควรใช้คำว่า soilless culture ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 3 เทคนิคใหญ่ๆ คือ


1. hydroponics


2. aeroponics


3. aggregate culture




ดังนั้น hydroponics จึงเป็นเพียงการปลูกพืชไม่ใช้ดิบแบบหนึ่งเท่านั้น

การ์ตูน (IP:202.28.68.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 25 มิ.ย. 2545 (14:34)
การปลูกพืชไม่ใช้ดินเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยนะคะ แต่อยากทราบแหล่งข้อมูลที่เป็นหนังสือที่ใช้ในการอ้างอิง เพื่อทำงานสัมมนา เป็นวิชาเรียนของนักศึกษาปี 4 พอจะหาได้ที่ไหนบ้างคะ

aris.r@chaiyo.com (IP:202.12.73.6)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 19 ก.พ. 2546 (16:00)
อยากได้ข้อมูลการปลูกผัก แบบนี้เพิ่มเติมนะค่ะ คุณพ่อสนใจนะค่ะ ใครให้ข้อมูลได้ขอบคุณนะค่ะ ทั้งวิธีการปลูก วัสดุที่ใช้ ราบละเอียด ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ต้องขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าค่ะ
carrot_sk@yahoo.com (IP:203.151.77.99,203.151.205.250,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 25 มี.ค. 2546 (12:19)
ระบบการปลูกแบบ ไฮโดรโปนิคนี้เหมือนกับวิธี Floating Hydroponic Systemหรือไม่ช่วยบอกหน่อย
การ์ตูน (IP:202.44.130.122,203.158.200.24,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 25 มี.ค. 2546 (12:49)
ผมได้รับความรู้ใหม่มาว่าแถวภาคตะว้นออกเฉียงเหนือ

มีการปลูกพืชชนิดหนึ่งชื่อสบู่ดำซึ่งเราสามารถนำมา

สกัดเป็นน้ำมันที่สามารถนำไปใช้ในรถยนต์ได้ถึงแม้จะ

ไม่ใช่พืชที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินก็ตามแต่ผมก็เชื่อว่าคงจะ

สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แน่ถ้านักวิชาการไทยสนใจ

จริงๆผมว่าเราคงจะประหยัดน้ำมันได้เยอะวิธีง่ายๆคือ

พืชชนิดนี้สามารถปลูกได้โดยไม่ใช้ดินเช่นในประเทศ

เวเนซูเอลาปรับปรุงปลูกโดยไม่ใช้ดินและสามารถนำ

มาสกัดเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้
pornchai.janr@chaiyo.com (IP:203.113.57.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 25 พ.ค. 2546 (18:05)
แนะนำweb ;

http://www.puithai.com
sale@puithai.com (IP:169.210.7.216,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 25 พ.ค. 2546 (21:37)
ก็น่าสนใจมากๆ สำหรับคนรักสุขภาพ และว่างงาน
savan_11@thaimail.com (IP:203.145.14.217,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 27 พ.ค. 2546 (23:57)
แม้ว่า Hydroponics จะเป็นโครงงานที่น่าสนใจก็ตามแต่พวกคุณจะสะดุดกับคำถามของอาจารย์ที่คุณจะสเนอโครงงานนี้ คือ คุณจะหาวสารละลายแร่ธาตุได้จากไหนเพียงแค่นี้พวกคุณก็ล้มเหลวแล้วตามปกติสารละลายแร่ธาตุจะเป็นอะไรที่ผลิตขึ้นมาเองโดยเป็นการลงทุนที่ใ้ชต้นทุนสูงมาก แบบว่าเราใช่แค่นิดเดียวแต่ต้องซื้อมาทั้งหมดอืมใครรู้วิธีหาสารละลายแร่ธาตุแบบง่ายๆๆบอกด้วยน่ะ แต่อย่าคิดซื้อที่จตุจักรหล่ะรับรองล้มเหลวแน่เพราะมีคนเคยทำมาแล้ว make data สุดฤทธิ์เพราะมันไม่ได้ผล
kahumi@thaimail.com (IP:203.118.124.163,203.118.124.163,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 3 มิ.ย. 2546 (14:51)
แปลงสาธิตจริง การใช้เทคโนโลยีการเกษตร

ไฮโดรโปนิกส์มาช่วยในการปลูกผักปลอดสารพิษ



ดูข้อมูล และภาพได้ที่



http://www.bangsaiagro.com
webmaster@bangsaiagro.com (IP:203.145.7.7,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 3 มิ.ย. 2546 (14:53)
แปลงสาธิตจริง การใช้เทคโนโลยีการเกษตร

ไฮโดรโปนิกส์มาช่วยในการปลูกผักปลอดสารพิษ



ดูข้อมูล และภาพได้ที่



http://www.bangsaiagro.com
bangsaiagro.com (IP:203.145.7.7,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 1 ส.ค. 2546 (21:02)
อยากติดต่ออาจารย์อารักษ์ เพื่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ท่ไหนคะ
junjiko (IP:210.203.190.89,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 18 ส.ค. 2546 (15:31)
อยากทราบว่ามีการใช้ไฮโดรโปนิกส์กับไม้ผลที่ไม่ใช่พืชผักอย่างมะเขือเทศบ้างไหมคะ ต้องการข้อมูลโดยละเอียดมากค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างยิ่ง
g4628098@cm.edu (IP:202.28.27.3,10.44.247.12,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 20 ส.ค. 2546 (07:46)
ผมพอมีรายละเอียดอยู่บ้าง ไปอบรมกับอาจารย์อารักษ์มา

พอแนะนำได้ 09 1305411 ทิพ
tcthipyuth@yahoo.com (IP:203.149.6.212,192.168.12.55,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 29 ม.ค. 2547 (17:17)
อยากทราบว่าการปลูกพืชแบบไฮโดโปรนิกจะไม่มีแมลงรบกวนเลยเพราะว่าอะไรเหรอครับ
aob@thaimail.com (IP:202.129.17.132,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 5 ก.พ. 2547 (09:59)
ที่ผมปลูกอยู่ก็มีแมลรบกวนบ้างครับ แต่น้อยส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่มาทางอากาศครับ ( บินมา ) เราป้องกันได้โดยกางมุ้ง แต่สำหรับผมใช้กาวเหนียวดักแมลงครับ และถามผู้รู้ทราบว่าศัตรูพืช มากกว่าร้อยละ 80 มาทางดินครับ
tcthipyuth@yahoo.com (IP:202.47.233.122,192.168.12.55,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 4 มี.ค. 2547 (19:11)
ถ้าใช้ดินแทนวัสดุปลูก ให้น้ำและปุ๋ยโดยใช้ระบบน้ำหยด ผลที่ได้ผักมีการเจริญเติบโตมากกว่า ใช้วัสดุปลูกต่าง ๆ
ppppppp (IP:202.176.77.152,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 18 มี.ค. 2547 (20:52)
เว็บเผยแพร่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรยุคใหม่





ความภูมิใจของคนไทย - การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินเป็นวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะผสมกันที่สามารถใช้ปลูกพืชได้ในทุกสถานที่โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกจำนวนน้อยเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือการผลิตเชิงธุรกิจ

เป็นวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการสำหรับผู้ปลูกที่มีพื้นที่ปลูกน้อย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ บริษัทศูนย์เกษตรกรรมบางไทร จำกัด โทร 02 9466056 - 7, แฟกซ์ 02 9466058



ท่านสามารถแวะชมตัวอย่างภาพแปลงปลูกจริงในไทยได้ที่



http://www.bangsaiagro.com/
bangsaiagro.com (IP:203.148.163.54,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 23 มี.ค. 2547 (12:45)
การปลูกพืชในสารสารละลายโดยไม่ใช้ดินแบบอินทรีย์มีทางเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด มีข้อจำกัดในเรื่องธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตไหม (พืชจะโตหรือเปล่า)
sakjeerat@yahoo.com (IP:202.28.27.2,202.28.26.88,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 10 มิ.ย. 2547 (15:49)
ไม้ดอกที่ทำไฮโดรโปนิกส์ ที่ทำให้มีรายได้ดีดีต่อเสษรฐกิจในปัจจุบันนี้มีอะไรบ้างค่ะ
อยากรู้ (IP:158.108.2.2,158.108.104.118,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 10 มิ.ย. 2547 (15:49)
ไม้ประดับด้วยนะค่ะ
อยากรู้ (IP:158.108.2.2,158.108.104.118,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 18 พ.ย. 2547 (15:19)
อยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องที่ใช้ปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบสารละลายธาตุอาหาร ซึ่งเป็นรูปแบบแบบใช้เครื่องพ่นให้สารละลายธาตุอาหารสัมผัสกับราก ขอบคุณค่ะ
b45300167@csc.ku.ac.th (IP:158.108.2.2,158.108.104.81,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 21 พ.ย. 2547 (10:28)
อยากทราบสูตรของปุ๋ยที่จะให้แก่พืชว่าปัจจุบันมีสูตรใดบ้างและแต่ละสูตรต่างกันอย่างไร ช่วยตอบโดยด่วนด้วยนะคะ เพราะจะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการทำรายงานค่ะ ขอบคุณค่ะ
uam.porn@chaiyo.com (IP:202.28.38.253,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 25 พ.ย. 2547 (20:56)
ดิฉันปลูกไฮโดรโปนิกส์ ที่กทม. แมลงมักจะนืยมชมชอบ ผักกาดทุกชนิด ผักบุ้ง ส่วนผักสลัดอื่นๆ ไม่มีปัญหามากเท่าผักไทย
peelee2000@hotmail.com (IP:61.90.85.223,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 29 พ.ย. 2547 (16:05)
อยากทราบว่าในประเทศไทยมีฟาร์มไฮโรโปนิกส์กี่ฟาร์ม แต่ละฟาร์มตั้งอยู่ที่ไหน เบอร์โทรศัพย์อะไร

ขอบคุณค่ะ
puy_1980hotmail.com (IP:158.108.201.103,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 20 ธ.ค. 2547 (20:47)
อยาทราบว่ามีบริษัทใดบ้างที่ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นอกจาก เกษตรกรรมบางไทร
Kobkit.n@chaiyo.com (IP:203.150.213.50,203.150.100.158,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 17 ม.ค. 2548 (16:38)
ต้องการทราบว่าผักที่ปลูกไฮโดรโปนิกส์มีคุณภาพดีกว่าผักที่ปลูกปกติกอย่างไร(ในด้านสรีรวิทยาของผัก)
vooz1@thaimail.com (IP:202.28.27.3,10.11.1.60,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 25 ม.ค. 2548 (14:28)
พอมีข้อมูลการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มากับการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ไหมค่ะ อยากทราบมากๆค่ะ
kae2110@hotmail.com (IP:158.108.92.167,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 31 ม.ค. 2548 (16:32)
เก่งมากคะ
kib99 (IP:203.150.217.117,203.113.57.103,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 8 ก.พ. 2548 (22:14)
แนะนำเว็บ ปลูกผักไม่ใช้ดินครับ



http://www.bangsaiagro.com
คนทำสวนผัก (IP:61.90.50.237,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 17 พ.ค. 2548 (23:48)
กำลังทำโครงงานเรื่องผักปลอดสารพิษปลูกกินเองได้โดยระบบไฮโดโปนิก ....ไม่มีประสบการอะไรเลย...เห็นแล้วน่าทำมาก..อยากทราบปัญหาทุกท่านช่วยเมล์มาบอกทีรับฟังทุกเรื่อง..ที่น่าจะประสานต่อให้ได้...มีข้อมูลอยู่ที่ตัวแต่ไม่แน่ใจว่าทุกท่านประสบปัญหาอะไรกันบ้าง....ขอบคุณค่ะ
sao_au_7@yahoo.com (IP:202.133.159.129,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 25 พ.ค. 2548 (08:43)
อยากรู้การปลูกครับ
ขอบคุณครับที่อ่าน (IP:61.19.33.142,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 14 ก.ค. 2548 (09:38)
อยากทราบสูตรทำปุ๋ยในการปลูกพืชไม่ใช้ดินครับ
www.zupppp@chaiyo.com (IP:202.29.22.5,10.110.4.186, 202.29.22.12,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 18 ก.ค. 2548 (15:46)
อยากทราบถึงวัสดุ-อุปกรณืที่ใช้ทำ ขนาด ลักาณะการทำงานของระบบหมุนเวียนน้ำ (สารละลายต่างๆ) การคำนวนปู๋ย สูตรปุ๋ย และชนิดของพืชปลูก
www.nnuaon_1@yahoo.co.th (IP:210.1.58.13,210.1.58.8,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 27 ก.ค. 2548 (14:05)
ต้องการทราบวิธีการปลูลผักพร้อมรูปภาพ
ไฮโดรโปนิก (IP:203.188.41.58,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 1 ส.ค. 2548 (08:17)
ผมอยากปลูกพืชไร้ดินแต่ยังไม่มีขอมูลต้องทำไงครับ

อยากทำเองทั้งหมดไม่เอาชุดคิดอ่ะ จะหาขอมูลได้ที่ไหนครับ

ใครรู้ลบกวนเมล์บอกที่ที view_men1@hotmail.com
view_men1@hotmail.com (IP:61.91.165.216,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 10 ส.ค. 2548 (12:01)
อยากทราบวิธีการในการปลูกผักระบบไฮโดรโพนิค ช่วยแนะนำข้อมูลด้วยนะคะ
natsima29@hotmail.com (IP:203.113.71.164,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 10 ส.ค. 2548 (12:01)
อยากทราบวิธีการในการปลูกผักระบบไฮโดรโพนิค ช่วยแนะนำข้อมูลด้วยนะคะ
natsima29@hotmail.com (IP:203.113.71.164,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 27 ก.ย. 2548 (13:52)
เคยปลูกแล้วค่ะ ปลูกง่าย แต่ลงทุนสูง และขายยากด้วยเพราะคนรู้จักน้อย พอเห็นราคาแล้วก็ไม่กล้าซื้อ ไม่ทราบว่าจะหาตลาดที่ไหนได้บ้างคะ
yao_rat@yahoo.com (IP:203.172.200.210,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 23 พ.ย. 2548 (19:22)
พี่ ช่วยนู๋หน่อย นู๋กำลังทำโครงการนี้อ่ะพี่ ช่วยหน่อยเถอะค่ะพี่ว่าต้องทำไงบ้างอ่ะคะ T^T
rikuchan5@hotmail.com (IP:61.90.241.46,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 18 ธ.ค. 2548 (00:26)
กำลังสนใจทำ ปัญหาพิเศษ เรื่องต้นทุนและผลตอบแทนของ

การปลูกผักระบบไฮโดรโพนิค อยากได้ข้อมูลมากๆช่วยส่งให้ที ตามอีเมลล์ powerjune@hotmail.com ขอบคุณที่สุด
จูน powerjune@hotmail.com (IP:203.113.80.137,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 3 ม.ค. 2549 (14:19)
อยากรู้วิธีการปลูกพืชแบบ hydroponic Culture นะ ด่วนนะค๊า
อยากรู้ด่วน นะ (IP:203.113.76.12,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 14 ม.ค. 2549 (11:41)
ควรจะมีข้อมูล ข้อดีเเละข้อเสียจากการปลูกพืชแบบ

ไฮโดรโปนิกส์ ด้วยจะดีมากเลยค่ะ
conan.001@hotmail.com (IP:210.86.143.245,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 15 ก.พ. 2549 (20:29)
แนะนำเว็บ

thaimeehydrofarm.com
thaimee (IP:221.128.102.117,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 17 ก.พ. 2549 (09:25)
อยากทราบต้นทุนและระยะเวลาการคืนทุน และแหล่งข้อมูลในการทำไฮโดรโปนิกอย่างละเอียด เพื่อการค้า
pukpik_ppl@yahoo.com (IP:61.91.171.9,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 26 พ.ย. 2549 (16:00)
คุณการ์ตูนคะ

อยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินทั้งหมดเลยอ่ะคะ



"ควรใช้คำว่า soilless culture ซึ่งแบ่งย่อยเป็น 3 เทคนิคใหญ่ๆ คือ

1. hydroponics

2. aeroponics

3. aggregate culture "
c_cin
ร่วมแบ่งปัน488 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 13 ก.ค. 2551 (12:27)
การปลูผักโดยไม่ใช้ดินนี้ ชั่งน่าสนใจจริงๆ น่ะคับ

ว่าแต่มีคนสนใจเยอะขนาดนี้

แล้วต่อไปประเทศไทยคงจะมีแต่ผักปลอดสารพิษ

รับประทานกันน่ะคับ(ขอให้เป็นอย่างนั้น)

เพราะฉะนั้นแล้ว ผมว่าน่าจะช่วยกัน

ใช้ของไทยกินของไทยน่ะคับ
mod_z
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 29 ก.ย. 2551 (13:16)
กำลังสนใจ อยากทราบต้นทุนและระยะเวลาการคืนทุน และแหล่งข้อมูลในการทำไฮโดรโปนิกอย่างละเอียด ถ้าได้รูปภาพประกอบด้วยก็ดี
stp_ttc@windowlive.com
(โจ๊ย)
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 6 พ.ย. 2551 (19:44)

อยากทราบว่ามีอุปกรณ์อะไรมั่งอ่ะคะ

คือเอาที่ต้นทุนน้อยที่สุดอ่ะคะ

เพราะว่าตอนนี้ทำโครงงานอยู่  งบน้อย


kannikasasi
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 1 มี.ค. 2552 (21:29)
132671
http://pakhydro.blogspot.com
orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 8 มี.ค. 2552 (11:14)

http://pakhydro.blogspot.com/
opatara9@hotmail.com 
Tel. 0813732955

บริการติดตั้งระบบ Hydroponics และให้คำแนะนำการปลูกพืชไร้ดินในประเทศ และต่างประเทศค่ะ


SMART BOX      :  สำหรับผู้อยู่อาศัยในอพาร์ทเม้นท์ หรือคอนโคมิเนียม     


PTC-01                 :  สำหรับครัวเรือนขนาดเล็ก หรือสถานศึกษา        


PTC-05                  : สำหรับสถานศึกษา หรืองานดิเรก

PTC-H                   : สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่  เพื่อผลิตเชิงพานิชย์     

PTC เอนกประสงค์      :  ซุ้ม เรือนเพาะแปลงผัก แปลงผักริมรั๊ว                    

133690

orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 8 มี.ค. 2552 (11:16)

Hydroponics
http://www.itmstrade.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5372517&Ntype=6

133691

orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 8 มี.ค. 2552 (18:33)

ข้อเด่น และข้อด้อย


ข้อเด่นและข้อด้อย ในการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน

ข้อเด่น

1. สามารถปลูกพืชได้ทุกที่ที่มีสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม
เช่น ตามระเบียงอาคารและพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูก
พืชทางดินได้ เช่น ดินเค็ม
2. ประหยัดพื้นที่ปลูกโดยกำหนดระยะปลูกในระยะชิด
ได้ตามที่เราออกแบบไว้
3. สามารถดูแลได้ทั่วถึงเรื่องจากมีการสร้างระบบที่ง่าย
ต่อการควบคุมและสามารถป้องกันโรคและแมลง
หรือศัตรูพืชอื่น ๆ ได้
4. ไม่มีปัญหาในการกำจัดวัชพืชในพื้นที่ปลูก
5. ไม่ต้องเตรียมพื้นที่ปลูกโดยไถพรวน สามารถลด
การทำลายหรือการชะล้างหน้าดิน
6. ประหยัดน้ำ และปุ๋ย เพราะสามารถควบคุมได้ตามที่
ต้นพืชต้องการ
7. มีผลผลิตสม่ำเสมอและอายุเก็บเกี่ยวเร็วขึ้นเนื่องจาก
พืชสามารถนำธาตุอาหารไปใช้อย่างสม่ำเสมอ
8. ผลผลิตมีความสะอาด สด คุณภาพดี
9. เด็ก ผู้หญิง คนชรา คนพิการ สามารถทำได้
10. สามารถนำไปปลูกบนเรือนเดินสมุทรหรือ
บนดาวเทียมได้

ข้อด้อย

1. ในทางปฏิบัติอาจทำได้ไม่กว้างขวางเนื่องจาก
ปัจจุบันยังอาศัยเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
2. ผู้ปลูกต้องมีความรู้อย่างแท้จริงต่อพืชที่ปลูกและ
เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหาร น้ำ ต้นพืช
3. ความหลากหลายของพืชที่ปลูกแบบไม่ใช้ดินยังมี
น้อยในบ้านเรา
4. ปัญหาพื้นที่ที่มีพายุต้องมีการสร้างโรงเรือน
ป้องกันลม กรณีถ้ามีลมพัดแรงมากจำเป็นต้องมี
การค้ำยัน เนื่องจากการยึดต้นของรากไม่แข็งแรง
เช่นเดียวกับการปลูกลงดิน
5. เงินลงทุนครั้งแรกค่อนข้างสูง
6. ปัญหาในด้านการตลาดยังไม่กว้าง เนื่องจากเป็น
การปลูกผักต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่และใน
ปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคยังจำกัดอาจทำให้เกิดปัญหา
ด้านการตลาดที่ทำให้ราคาลดลงเรื่อย ๆ




ติดต่อ: 0813732955
http://pakhydro.blogspot.com/



133724

orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 24 มี.ค. 2552 (07:40)
136803

แนะนำเว็บเสนอเทคโนโลยีทางการเกษตร
แนะนำขั้นตอนการปลูกผักไม่ใช้ดิน (Hydroponics)

http://www.bangsaiagro.com


bangkoksingle
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 29 มี.ค. 2552 (17:38)
138056

รูปแบบการปลูกพืชไม่ใช้ดิน


ในการปลูกไม่ใช้ดิน อาจจำแนกได้หลายรูปแบบ โดยจำแนกได้ดังนี้

1. การปลูกในสารละลาย (Water culture)
ซึ่งเรียกว่าการปลูกแบบ Hydroponics โดยแบบนี้สามารถจำแนกได้ 2 รูปแบบ คือ

1.1 แบบน้ำไหลเวียน
โดยอาจไหลผ่านรางปลูกแบบฟิล์มบางเรียกว่า Nutrient film Technique (NFT) และน้ำลึกประมาณ ( ประมาณ 5 – 10 ซม.) ไหลผ่านรางปลูก เรียกว่า Deep Flow Technique (DFT) ซึ่ง
ทั้ง 2 แบบ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเป็นรูปการค้ามากขึ้นเนื่องจากมีการจัดการที่ไม่ยุ่งยากและสามารถตอบสนองในการเจริญเติบโตของพืชค่อนข้างมาก

1.2 แบบน้ำซึมเข้าสู่ระบบรากพืช (passive system)
โดยอาจทำได้โดยปลูกพืชแล้วมีส่วนที่เป็นท่อนำสารละลายปุ๋ยให้ได้สัมผัสกับรากพืช เช่น
ปลูกในภาชนะ 2 ชั้น โดยมีส่วนขังน้ำด้านล่างและด้านบน มีวัสดุปลูกมีส่วนดูดน้ำขึ้นไป ซึ่งเรียกว่า
แบบ Capillary system อีกแบบคือ ให้รากพืชสัมผัสกับรากโดยตรงคล้ายกับแบบ Deep flow Technique แตกต่างตรงที่น้ำไม่หมุนเวียนแต่จำเป็นต้องเติมปริมาณก๊าซออกซิเจนลงไปละลายกับปุ๋ย
ซึ่งเรียกแบบนี้ว่า Float root system แบบนี้จะนิยมใช้ในการศึกษาพืชปลูกในสารละลายในช่วงแรกแต่กรณีปลูกทางการค้าจะประยุกต์ให้มีการไหลเวียนของน้ำเช่นเดียวกับแบบ NFT

แบบ Float root system
2. การปลูกโดยพ่นสารละลายใต้โคนรากพืช (Aeroponics)
โดยมีการควบคุมให้รากพืชสัมผัสสารละลายต่อเนื่องตลอดที่ต้นพืชต้องการ การปลูกพืชโดยพ่นสารละลายในอากาศทำให้ต้นพืชมีการเติบโตค่อนข้างดี แต่มีปัญหาอาจทำให้รากพืชแห้ง และยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตได้ถ้าหากไม่ศึกษาสภาพแวดล้อมดีพอ การปลูกแบบ Aeroponics อาจนำมาประยุกต์ในการขยายพันธุ์พืชและใช้ในการศึกษาทางสรีรวิทยาของต้นพืชในสภาพแวดล้อม ของแต่ละท้องที่

3. การปลูกโดยใช้วัสดุปลูก (Substrate culture)
ในการปลูกแบบนี้สามารถปลูกได้หลายรูปแบบ โดยพิจารณาจากวัสดุที่ใช้ปลูก ซึ่งจำแนกได้ดังนี้
3.1 วัสดุปลูกที่เป็นอินทรีย์ (Organic subsstrate) เป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ เช่น ขี้เลื่อย
แกลบ ถ่าน เปลือกไม้ ฮิวมัส ปุ๋ยหมักต่างๆ
3.2 วัสดุปลูกทีเป็นอนินทรีย์ (Inorganic substrate) โดยใช้วัสดุที่เป็นพวก ทราย กรวด
ฟองน้ำ การปลูกโดยไม่ใช้ดินแบบใช้วัสดุปลูกจะปฏิบัติหลักการเดียวกับการให้นำปุ๋ยระบบน้ำแต่ต่างกันตรงที่ใช้แล้วจะให้ไหลกลับมาสู่ถังเก็บและปรับสภาพให้เหมาะสมในการปลูกพืชต่อไป การปลูกแบบนี้เหมาะสมกับบ้านเราในการปลูกพืชหัวโดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับพวก กระเจียว ซ่อนกลิ่น ฝรั่ง
และผัก เช่น พริก มะเขือ

พืชที่จำเป็นต้องการให้ยึดโยงต้นให้แข็งแรง เช่น มะเขือเทศ แตงกวา หรือไม้ยืนต้น และไม่เหมาะในการปลูกในพื้นที่ที่มีลมพัดแรง ๆ

4. การปลูกแบบระบบ DFT (Deep Flow Technique)

การปลูกแบบระบบให้สารละลายธาตุอาหารพืช
ไหลผ่านรากพืชในราง / ท่อ / ถาดปลูกระดับลึก (Deep Flow Technique) DFT
วิธีนี้จะนำต้นกล้าที่ปลูกบนแผ่นโฟม มาปลูกบนวัสดุปลูกที่เป็น
3.ท่อปลูกแล้วให้สารละลายธาตุอาหารลึกกว่า 2 แบบแรกที่กล่าวมาปกติแล้วถาดปลูกมักทำด้วย
1.โฟมขึ้นรูปเป็นตัว (U) คล้ายกล่อง
2. ท่อทรงกลมเพื่อใส่สารละลายธาตุอาหารพืช มีฝาปิดเรียกว่า แผ่นปลูกเพื่อรองรับต้นกล้าที่เพาะในฟองน้ำ หรือ เพาะในถ้วยเพาะ
ถ้าเป็นรางปลูกที่ทำจากท่อ และใช้กล้าที่เพาะในถ้วยเพาะจะสามารถให้สารละลายทั้งแบบหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องหรือให้เป็นระยะ ๆ แบบท่วมขังในท่อลึกประมาณ 3 – 5 เซนติเมตร
(โดยน้ำจะท่วมรากพืชในถ้วยบางส่วน) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเมื่อ “ระบบไฟฟ้าขัดข้อง” เพราะรากพืชยังสามารถใช้น้ำหรือสารละลายที่ท่วมขังอยู่ในรางปลูกได้อันเป็นเหตุผลของการปลูกระบบนี้
ถ้าเป็นถาดปลูกก็จะมีลักษณะคล้ายอ่าง สามารถใส่สารละลายธาตุอาหารได้ลึกประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร แล้วให้สารละลายธาตุอาหารพืชแบบหมุนเวียน
การปลูกโดยใช้ถาดปลูกจะเหมือนกับการปลูกพืชแบบลอยน้ำ (Float system) ซึ่งเป็นระบบที่ปลูกได้ดีในที่ที่มีแดดจัด การปลูกโดยวิธีนี้จะมีช่องว่างระหว่างแผ่นปลูกกับสารละลายธาตุอาหารพืช ประมาณ 12 – 25 มิลลิเมตร เพื่อให้รากพืชบางส่วนถูกอากาศและบางส่วนจุ่มแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารซึ่งช่องว่างนี้สารมารถปรับลดได้ตามอายุของพืช โดยมีหลักว่า
1.ให้รากส่วนบริเวณตรงโคนจากส่วนที่เป็นแผ่นปลูกในช่องว่างก่อนที่จะจุ่มลงในสารละลายธาตุอาหารได้สัมผัสกับอากาศเป็น “รากอาหาร (Oxygen roots หรือ Aero roots)” เพื่อดูดอากาศ
2.รากส่วนที่จุ่มอยู่ในสารละลายธาตุอาหารทำหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหารขึ้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตของพืชเป็น “รากอาหาร (Water nutrient roots)” ดังนั้น พืชจึงได้รับทั้งอากาศและอาหารเพื่อการเจริญเติบโต (ซึ่งมีส่วนของรากอากาศประมาณ 12 – 25 มิลลิเมตร)

4.1. ระบบ DFT หรือ Deep Flow Technique แบบปลูกในรางปลูก

Deep Flow Technique Deep Flow Technique คือ การปลูกแบบ
ระบบให้สารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืช
ในระดับลึก ในรางปลูกระบบนี้ จะนำต้นกล้าที่เพาะ
โดยใช้เพอร์ไลท์ผสมกับเวอร์มิพูไลท์มาปลูกในรางปลูก
ซึ่งรางปลูกทำจากท่อพีวีซีทรงกลมแล้วให้สารละลาย
ธาตุอาหารในระดับลึก

ระบบ DFT เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาจากระบบ NFT เพื่อแก้ปัญหาเมื่อ “ระบบไฟฟ้าขัดข้อง” เพราะรากพืชยังสามารถใช้น้ำหรือสารละลายที่ท่วมขังอยู่ในรางปลูก

4.2 ระบบ DFT หรือ Deep Flow Technique แบบปลูกในถาดปลูก.
Deep Flow Technique Deep Flow Technique คือ การปลูกแบบระบบให้สารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืชในระดับลึกในถาดปลูก ระบบนี้จะนำต้นกล้าที่เพาะในฟองน้ำบรรจุลงถ้วยปลูกมาปลูกบนแผ่นปลูกที่ทำด้วยโฟมที่วางอยู่บนถาดปลูก แล้วให้สารละลายธาตุอาหารในระดับลึก โดยมีวัสดุปรับระดับความลึกของสารละลาย
ระบบ DFT แบบนี้เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเมื่อ “ระบบไฟฟ้าขัดข้อง” เพราะ
รากพืชยังสามารถใช้น้ำหรือสารละลายที่ท่วมขังอยู่ในถาดปลูก

คุณลักษณะของระบบปลูก
1. ระบบ DFT แบบปลูกในถาดปลูก มีขนาด 0.65 x1.35 เมตร ปลูกผักจีนได้ ถาดละ 60-100 ถ้วยปลูก ปลูกผักสลัดได้ถาดละ 20 ถ้วยปลูก ถาดปลูกผลิตด้วยพลาสติก ชนิด POLYPROPYLENE(PP) ได้รับการยอมรับ จาก Greenpeace ว่าเป็นความหนาแน่นสูงด้วยระบบ INJECTION MOULDING พลาสติก ชนิด POLYPROPYLENE(PP) ได้รับการยอมรับ จาก Greenpeace ว่าเป็น plastic ที่สะอาดมากที่สุดชนิดหนึ่ง
2. ตัวชุดปลูกสามารถใช้แบบอเนกประสงค์คือ ใช้เป็นถาดเพาะกล้า ถาดอนุบาลกล้า
และถาดปลูก ที่สำคัญคือสามารถต่อเป็นชุดปลูกแบบเป็นแถวได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
3. การเพาะและอนุบาลกล้า ทำการเพาะกล้าเมื่อเมล็ดงอกดีแล้วก็ย้ายลงสู่แปลงอนุบาล
ก่อนย้ายลงสู่แปลงปลูก
4. ตัวอย่างพืชที่ปลูก สามารถปลูกได้ทั้งผักฝรั่ง คือ ผักสลัด ผักไทย และผักจีน



orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 30 มี.ค. 2552 (14:51)

ความปลอดภัยต่อผูบริโภคผักไม่ใช้ดิน


การปลูกพืชไม่ใช้ดินเป็นการนำสารละลายธาตุอาหารมาละลายโดยให้ธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อความต้องการของพืช ซึ่งในการดูดธาตุอาหารเข้าสู่พืชก็เป็นรูปอิออน เช่นเดียวกับการปลูกพืชในดินแต่ต่างกันตรงพืชที่ปลูกในดินจะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนรูปของธาตุให้มาอยู่ในรูปอิออนก่อนที่พืชจะดูด
เข้าไป ซึ่งบางครั้งหากในดินมีธาตุโลหะหนัก เช่น ดีบุก แคดเมี่ยม ซึ่งเป็นพิษต่อผู้บริโภคจุลินทรีย์ก็เปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุเข้าไปได้ แต่ในขณะการปลูกพืชไม่ใช้ดินเราสามารถควบคุมธาตุที่มีความจำเป็นเฉพาะการเจริญเติบโตของพืชและความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชไม่ใช้ดินส่วนใหญ่จะให้ธาตุในรูปของไนโตรเจนเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีโอกาสสะสมไนเตรทในผักสูงซึ่งสารไนเตรท จะถูกรีดิวส์ให้กลายเป็นไนไทรต์ (NO -2) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค
Methemoglobinemia ของเด็กทารกและยังอาจเปลี่ยนแปลงเป็นไนโทรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งเป็น
สารก่อมะเร็ง แต่อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถป้องกันได้โดยเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยในรูปเกลือคลอไรด์
(เช่น โพแทสเซียมคลอไรด์) แทนรูปเกลือไนเตรท หรือกรณีต้องใช้ปุ๋ยที่มีไนเตรท ตลอดจนใช้ปุ๋ยไนโตรเจนรูปอื่น ๆ ก็ต้องให้ใช้ในอัตราที่เหมาะสม หรือควรหยุดใส่ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ การให้ธาตุอาหารอย่างเพียงพอ เช่น กำมะถัน และโมลิบดินัม เพื่อให้ขบวนการใช้ปุ๋ยสมบูรณ์ไม่ตกค้างเหลืออยู่ก็เป็นทางออกที่แก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม ไรเตรทจะมีการสลายตัวได้เมื่อได้รับแสงแดดเต็มที่ ซึ่งประเทศไทยเป็นเมืองร้อน มีแสงแดดที่มากอยู่แล้วทำให้ปริมาณของการสะสมไนเตรทในพืชสลดลงจึงไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป แต่หากป้องกันได้โดยวิธีที่กล่าวมาก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการบริโภค
มากยิ่งขึ้น



orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 31 มี.ค. 2552 (14:45)

การจัดการเพื่อลดไนเตรตตกค้างในพืช


การลดความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารพืชลง เช่นลดลงเหลือ 1 ใน 4 ของการให้ความเข้มข้นตามปกติก่อนการเก็บเกี่ยว 1 สัปดาห์

อย่าให้สารละลายธาตุอาหารพืชขาดธาตุโมลิบดินัม ให้พืชได้รับธาตุอาหารอื่นๆ อย่างพอเพียงโดยเฉพาะ "โมลิบดินัม" เนื่องจากโมลิบดินัมเป็นธาตุที่ช่วย (หรือโคแฟคเตอร์) ในหารทำงานของเอนไซม์ไนเตรตรีดักเตส ดังนั้นอย่าให้พืชขาดธาตุโมลิบดินัมเพราะจะทำให้ความสามารถในการทำงานเพื่อลดการสะสมของไนเตรตของพืชลดลง

การจัดการแสง ให้พืชได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่หรือลดการพลางแสงก่อนการเก็บเกี่ยว 1 สัปดาห์เพราะเอนไซม์ไนเตรตรีดักเตสจะถูกกระตุ้นด้วยแสงแดดให้เอนไซม์ทำงาน

การให้น้ำแทนการให้สารละลายธาตุอาหารพืช ถ้ายังไม่มั่นใจผลจากการปฏิบัติทั้ง 3 ข้อ ข้างต้นก็ควรลดความเข้มข้นของสารละลายลงในสัปดาห์สุดท้ายและให้น้ำเปล่าหรือน้ำประปาแทนการให้สารละลายก่อนเก็บเกี่ยว 1-2 วัน ดังเช่นผู้ผลิตในบางประเทศของยุโรปและในประเทศญี่ปุ่น นิยมปฏิบัติกันแต่ถ้าใช้หลักการนี้กับการปลูกแคนตาลูปอาจทำให้ความหวานลดลงได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยงานวิจัยรองรับ

อนึ่ง การสะสมไนเตรตนี้มิใช่จะเป็นปัญหาเฉพาะพืชที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินเท่านั้น การปลูกพืชบนดินก็สามารถเกิดปัญหาดังกล่างได้เช่นกันถ้ามีการใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก (เช่นแอมโมเนียมไนเตรต) ก่อนการเก็บเกี่ยวโดยที่ไนเตรตที่พืชดูดเข้าไปสะสมในเยื่อที่ยังไม่เปลี่ยนรูปเป็นสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจน เช่น กรดอมิโนและโปรตีน ดังนั้นจึงไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเมื่อใกล้เก็บเกี่ยวพืช


orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 31 มี.ค. 2552 (14:48)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกับสุขอนามัยและการบริโภคผักโภชนาการสูง


ข้อดีที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินก็คือไม่เปื้อนดินและปลอดภัยจากสารพิษผลผลิตที่ได้จึงมีความสะอาดกว่าการปลูกโดยใช้ดิน นอกจากนี้ยังให้ความสุขตาเพลินใจแก่ผู้ปลูกและผู้ที่พบเห็น ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็มีความสวยงามน่ารับประทานและมีรสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูรและปลอดจากสารพิษตกค้าง เรียกได้ว่าพืชที่ปลูกจะเป็นทั้ง "อาหารตา อาหารใจ และอาหารปาก" โดยเฉพาะผักสดจะมีความนุ่มและกรอบว่า ผักที่ปลูกบนดินตามธรรมชาติเข้าลักษณะ "อาหารสะอาด รสชาติดี" หรือ "Clean Food Good Taste" ที่ยอมรับกันในระดับสากล โดยเฉพาะกลุ่มชนที่นิยม "กินเจ" หรือรับประทานอาหารมังสวิรัติทั่วโลก


orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 31 มี.ค. 2552 (14:56)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกับการเพิ่มศักยภาพในการจัดการการผลิต


การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินสามารถ "ผลิตพืชได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี" และ "สามารถเพิ่มรอบการผลิต" ได้มาก "อายุสั้น" และ "คุณภาพสูง" กว่าการปลูกพืชบนดิน เนื่องจากมีการจัดการที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อพืชได้ เช่น การจัดการสารอาหารและการอนุบาลต้นกล้า เป็นต้น ในขณะที่พืชที่ปลูกบนดินมีขีดจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพภูมิอากาศและการใช้พันธุ์เฉพาะจึงทำให้พืชส่วนมากสามารถปลูกได้ดีในฤดูหนาวอันเป็นฤดูที่มีผลผลิตออกมาล้นตลาด


orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 31 มี.ค. 2552 (14:57)

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินกับการผลิตพืชเชิงธุรกิจ


การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินสามารถใช้ได้กับพืชหลากหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการปลูกพืชแต่ละชนิด ตั้งแต่ผัก (ผักจีน ผักไทย ผักฝรั่ง) พืชสมุนไพร ไม่มงคล พรรณไม้น้ำ ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไม้เลื้อย ไปจนถึงพืชยืนต้นสำหรับการผลิตเชิงธุรกิจ ในภาพรวมส่วนมากนิยมปลูกพืชจำพวกผักและไม้ผลที่เป็นพืชที่เก็บเกี่ยวช่วงอายุสั้น

โดยเฉพาะผักเมื่อพิจารณาในเรื่องของส่วนที่ใช้ประโยชน์คือผักใบ ผักผล ผักดอกและลำต้น ผักราก และหัว ผักเมล็ดและถั่วสดชนิดต่าง ๆ และผัก ซึ่งผู้ผลิตสามารถนำไปพิจารณาผลิดในรูปอุตสาหกรรมแบบครบวงจรได้เป็นอย่างดี


orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 31 มี.ค. 2552 (15:04)

การปลูกพืชพืชโดยไม่ใช้ดินกับการศึกษา


การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน โดยเฉพาะชุดเล็ก (ที่เป็นชุดปลูกสำเร็จรูปหรือผลิตขึ้นเอง) จะเหมาะสำหรับการศึกษาทดลองของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป แต่ถ้าเป็นการปลูกเชิงการค้าจะมีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีและหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการควบคุมการผลิต


orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 5 ก.ค. 2552 (10:53)

ประจำปี 52

วันอาทิตย์

วันอาทิตย์ 21 มิถุนายน 2552
วันอาทิตย์ 19 กรกฎาคม 2552
วันอาทิตย์ 16 สิงหาคม 2552
วันอาทิตย์ 13 กันยายน 2552
วันอาทิตย์ 11 ตุลาคม 2552
วันอาทิตย์ 15 พฤศจิกายน 2552
วันอาทิตย์ 13 ธันวาคม 2552
0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้
www.itmstrade.com
http://pakhydro.blogspot.com
http://HydroponicsSME.blogspot.com



 


 


orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง


ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 30 ก.ย. 2552 (00:06)


orisa
ร่วมแบ่งปัน48 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 8 ก.ค. 2554 (18:18)
ข้อเสีย

1.ใช้เงินในปริมาณมาก
2.พืชบางชนิดปรับตัวไม่ทัน

ประโยชน์

1.ช่วยให้มีสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้มากขึ้นสำหรับการเติบโตของพืช
แทนที่จะเป็นการใช้ดินอย่างเดิม ทำให้กำจัดตัวแปรที่ไม่ทราบออกไปจากการทดลองได้จำนวนมาก
2.พืชหลายชนิดจะให้ผลผลิตได้มากในเวลาที่น้อยกว่าเดิม และบางครั้งก็มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิมด้วย
ซึ่งในสภาพแวดล้อมและสภาพการเศรษฐศาสตร์หนึ่งๆ การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จะให้
ผลกำไรแก่เกษตรกรได้มากขึ้น และด้วยการปลูกที่ไม่ใช้ดิน จึงทำให้พืชไม่มีโรคที่เกิดในดิน ไม่มีวัชพืช
และไม่ต้องจัดการดิน
3.สามารถปลูกพืชใกล้กันมากได้ ด้วยเหตุนี้พืชจึงให้ผลผลิตในปริมาณที่มากกว่าเดิม ขณะที่ใช้พื้นที่จำกัด
นอกจากนี้ยังมีการใช้น้ำน้อยมาก เพราะมีการใช้ภาชนะหรือระบบวนน้ำแบบปิด เพื่อหมุนเวียนน้ำ
เมื่อเทียบกับการเกษตรแบบเดิมแล้ว นับว่าใช้น้ำเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น

ด้วยคุณภาพที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ไฮโดรโปนิกส์มีประโยชน์กับการปลูกพืชที่ไม้ใช่วิธีการแบบเดิมๆ
***ไฮโดรโปนิกส์จะทำให้สถานีอวกาศ หรือ ยานอวกาศ สามารถปลูกพืชไร้ดินได้เอง และคุณสมบัติ
ดังกล่าวนี้ทำให้ไฮโดรโปนิกส์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชโดยการการควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้มากที่สุด
และมีความหนาแน่นสูงสุดนั่นเอง***
jolly (IP:124.120.31.187)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม