ประวัติรำวงมาตรฐาน

โพสต์เมื่อ: 20:07 วันที่ 23 พ.ค. 2550         ชมแล้ว: 439,493 ตอบแล้ว: 265
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
อยากได้ค่ะต้องรีบเอาไปทำงาน เพลงด้วยก็ดีนะคะ ขอบคูณค่ะ


jaw(125.24.130.157)

จำนวน 231 ความเห็น, หน้าที่ | -1- 2| 3|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 มิ.ย. 2550 (16:17)
ประวัติรำวงมาตรฐาน



รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจน



เพลงของรำวงมาตรฐาน



1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)

10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

(เที่ยวที่ 2หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว)
ฉัตรนรินทร์ (IP:203.130.159.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 13 มิ.ย. 2550 (19:18)
ค่ะ น่าจะมีเนื้อเพลงด้วยนะค่ะ
poo_40492@hotmail.com (IP:203.209.97.244)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 13 มิ.ย. 2550 (21:54)
1เพลงงามแสงเดือน

งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่อยู่วงรำ (ซ้ำ)

เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ

ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย



2เพลงชาวไทย

ชาวไทยเจ้าเอย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้

เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์

เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ

เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเราเอย



3เพลงรำซิมารำ

รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

ยามงานเราทำงานจริงๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขุก

ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์

ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม

เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ

มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย



4เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ

ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา

ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย

งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ

รูปทรงสมส่วน ยั่วยวนหทัย

สมเป็นดอกไม้ ขวัญใจชาติเอย



5เพลงคืนเดือนหงาย

ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพรายโบกพริ้วปลิวมา

เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



6เพลงดอกไม้ของชาติ

สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาศนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)

เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์

ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม

(สร้อย)

งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย

ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ

(สร้อย)



7เพลงหญิงไทยใจงาม

เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ

แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น

ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ

คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม

ขวัญใจ หญิงไทยส่องศรีชาติ

รูปงามพิลาศ ใจกล้ากาจเรือนงาม

เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม

หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว



8เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า

ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่

จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ

ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย

ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย



9เพลงยอดชายใจหาญ

โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

น้องขอร่วมชีวี กอปกรณีย์กิจชาติ

แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม

น้องจักสู้พยายาม



10เพลงบูชานักรบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มั่นคง ที่มั่นคงกล้าหาญ

เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มานะ ที่มานะอดทน

หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่ขยัน ที่ขยันกิจการ

บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้าน ทำทุกด้านครันครบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่รักชาติ ที่รักชาติยิ่งชีวิต

เลือดและเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติคงอยู่ คงอยู่คู่พิภพ
เบลล์ (IP:203.113.39.9)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 14 มิ.ย. 2550 (18:20)
ประวัติรำวงมาตรฐาน

ในสมัยก่อนนั้นคำว่า “รำวงมาตรฐาน”ยังมิได้มีใช้กัน มีเพียงคำว่า “รำวง” ต่อมาได้มีการกำหนดท่ารำ บทร้อง และดนตรีขึ้นอย่างมีแบบแผน จึงเรียกกันว่า “รำวงมาตรฐาน”เพื่อจะได้ใช้เป็นแบบอย่างต่อไป รำวงเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวบ้านที่เล่นกันเพื่อความสนุกสนาน และความสามัคคีกัน นิยมเล่นกันในระหว่าง พ.ศ. 2484 – 2488 รำวงนั้นแต่เดิมเรียกว่า “รำโทน” อันเป็นศิลปะที่เกิดมาจากพื้นบ้าน มีเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบรำโทนคือ โทน ฉิ่ง ฉาบ และกรับ ส่วนเพลงที่นิยมกันอย่างแพร่หลายก็คือ เพลงใกล้เข้ามาอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา เป็นต้น

ในช่วง พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่2 ญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งฐานทัพที่ประเทศไทย

ไทยจึงตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้คนไทยตึงเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ชักชวนกันเล่นเพลงพื้นเมืองที่ซบเซามานาน คือการรำโทน ขึ้นมาเล่นเพื่อผ่อนคลายทำให้สนุกสนานขึ้นบ้าง การรำโทนเป็นการละเล่นที่ใช้ภาษาเรียบง่าย ทำนองเพลง การร้อง ท่ารำ การแต่งกายก็เรียบง่าย มุ่งแต่ความสนุกสนาน มิได้ประณีตแต่อย่างใด จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกรงว่าชาวต่างชาติที่ได้พบเห็นจะเข้าใจว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยมิได้ประณีตงดงาม มิได้แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม ท่านจึงได้ให้มีการพัฒนาการรำโทนขึ้นอย่างมีแบบแผน ประณีตงดงามทั้งท่ารำ คำร้อง ทำนองเพลงเครื่องดนตรี ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



การใช้ท่ารำประกอบเพลง

1. เพลงงามแสงเดือน (ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย (ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ (ท่ารำซ่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย (ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ (ท่าแขกเต้าเข้ารัง ท่าผาลาเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ (ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม (ท่ายูงฟ้อนหาง ท่าพรหมสี่หน้า)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า (ท่าช้างประสานงา ท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ หญิง (ท่าชะนีร่ายไม้) ชาย (ท่าจ่อเพลิงกาฬ)

10. เพลงบูชานักรบ หญิง ท่าขัดจางนาง (ซ้อนมือแบ) ชาย (ท่าจันทร์ทรงกลด แบมือ 2 ข้าง )

หญิง (ท่าล่อแก้ว ชาย ท่าขอแก้ว)
ปวันรัตน์ (IP:58.8.191.37)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 14 มิ.ย. 2550 (18:37)
รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา



เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)



แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้



การใช้ท่ารำประกอบเพลง

1. เพลงงามแสงเดือน (ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย (ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ (ท่ารำซ่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย (ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ (ท่าแขกเต้าเข้ารัง ท่าผาลาเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ (ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม (ท่ายูงฟ้อนหาง ท่าพรหมสี่หน้า)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า (ท่าช้างประสานงา ท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ หญิง (ท่าชะนีร่ายไม้) ชาย (ท่าจ่อเพลิงกาฬ)

10. เพลงบูชานักรบ หญิง ท่าขัดจางนาง (ซ้อนมือแบ) ชาย (ท่าจันทร์ทรงกลด แบมือ 2 ข้าง )

หญิง (ท่าล่อแก้ว ชาย ท่าขอแก้ว)
เบญจพร (IP:58.8.191.37)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 14 มิ.ย. 2550 (20:46)
ประวัติความเป็นมา

เนื้อเพลง



รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า “มาตรฐาน” จะเรียกกันเพียงว่า “รำวง” เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวไทย ที่บ่งบอกถึงความสนุกสนาน จะเล่นกันในบางท้องถิ่นและบางเทศกาลของแต่ละจังหวัดเท่านั้น รำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการรำโทนหรืออาจพูดได้ว่า “รำวง” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รำโทน” ซึ่งในสมัยก่อนเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการรำโทนก็มี ฉิ่ง ฉาบ และโทน ใช้ตีประกอบจังหวะ โดยการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกการฟ้อนรำชนิดนี้ว่า “รำโทน” ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การหยอกล้อของหนุ่มสาว เชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของการแต่งกายก็เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด

เมื่อประมาณ พ.ศ. 2483 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนอย่างแพร่หลาย ศิลปะชนิดนี้จึงมีอยู่ตามท้องถิ่นและพบเห็นได้ตามเทศกาลต่างๆ มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนี้เอง จึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองเพลงขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม บทร้องและทำนองแปลกๆ ที่มีเกิดขึ้นมาใหม่โดยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นบทเพลงที่ขาดการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไม่ปรากฏว่า ใครเป็นผู้แต่งบทร้องและทำนอง

ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 – 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่างๆ ในแผ่นดินไทยลำเลียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร อังกฤษ อเมริกา ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศ โดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น

เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทะศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทยได้รับความเดือดร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีผ่อนคลายความตึงเครียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั่นก็คือ “การำโทน” คำร้อง ทำนอง และการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่าย สนุกสนานเช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่เพลง ใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น ต่อมา จอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม ได้เล็งเห็นศิลปะอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย หากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่า ศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงามประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม ท่านจึงได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ “รำโทน” ขึ้นใหม่ ให้มีระเบียบแบบแผน ให้มีความประณีตงดงามมากขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเรื่องการแต่งกาย

เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้ประพันธ์บทร้องขึ้นใหม่ 4 เพลง คือ งามแสงเดือน ชาวไทย รำซิมารำ คืนเดือนหงาย และได้กำหนดวิธีการเล่น ตลอดจนท่ารำและการแต่งกายให้มีความเรียบร้อยสวยงามอย่างศิลปะของไทย วิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา และด้วยเหตุนี้เองจึงเปลี่ยนชื่อ “รำโทน” เสียใหม่มาเป็น “รำวง” ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 เพลง คือ ดวงจันทร์วันเพ็ญ ดอกไม้ของชาติ หญิงไทยใจงาม ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ยอดชายใจหาญ บูชานักรบ ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำรับผิดชอบโดยกรมศิลปากร

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่างๆ จนกระทั่งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก “รำวง” เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น “รำบอง” (Rombong) (อรา กล่ำเจริญ ,2531 : 111)

แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลงนี้เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเบียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกาย ให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก รำวงที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า “รำวงมาตรฐาน” สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
จารุชา เมธีพุทธิ (IP:58.136.207.94)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 14 มิ.ย. 2550 (20:56)
ประวัติเพลงรำวงมาตรฐาน

รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)



แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

การแต่งกายในรำวงมาตรฐาน

การแต่งกายของชายและหญิงในสมัยก่อนจะแต่งตามความสะดวกสบายของผู้เล่นเท่านั้นต่อมาเมื่อปรับปรุงเป็นรำวงมาตรฐานการแต่งกายจึงเน้นให้มีความพิถีพิถันมากขึ้นและนิยมแต่งกายเข้าคู่กันการแต่งกายที่นิยมเป็นส่วนมากสามารถแยกได้เป็น 4 รูปแบบคือ

การแต่งกายของฝ่ายชายที่ใช้ในรำวงมาตรฐาน

1.ชุดไทยพื้นบ้าน นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมหรือแพร

2.ชุดไทยสมัยรัชกาลที่5 นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตน

3.ชุดสากล ชายใส่สูท ผูกเนทไท

4.ตามสมัยนิยม แต่งตามความเหมาะสม ตามสมัยนิยม

การแต่งกายของฝ่ายหญิงที่ใช้ในรำวงมาตรฐาน

1.ชุดไทยพื้นบ้าน นุ่งผ้าถุงหรือโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบ หรือ ไม่ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบก็ได้

2.ชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอหมูแฮมแขนพอง

3. แต่งชุดไทยเรือนต้น หรือ ไทยจักษ์กรี หรือชุดไทยอื่น ๆ ก็ได้

4. แต่งตามสมัยนิยม หรือ แต่งตามความเหมาะสมของลักษณะงาน ซึ่งบางครั้งอาจใส่ชุดราตรีก็ได้

เครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีที่ใข้ในการ “รำโทน” หรือ “รำวง” นั้น แต่เดิมมีเครื่องดนตรีประกอบการรำ คือ โทน ฉิ่ง กรับ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนารำโทนขึ้น จนเป็นรำวงมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้เพิ่มเครื่องดนตรีประกอบเป็นวงดนตรีไทย หรือใช้ในวงดนตรีสากล บรรเลงประกอบการรำวงมาตรฐาน เช่น วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรีและวงดนตรีสากล

อธิบายท่ารำ

งามแสงเดือน=สอดสร้อยมาลา

ชาวไทย=ชักแป้งผัดหน้า

รำซิมารำ=รำสาด

คืนเดือนหงาย=สอดสร้อยมาลาแปลง

ดวงจันทร์วันเพ็ญ=ผาลาเพียงไหล่,แขกเต้าเข้ารัง

ดอกไม้ของชาติ=รำยั่ว

หญิงไทยใจงาม=ยูงฟ้อนหาง,พรหมสี่หน้า

ดวงจันทร์ขวัญฟ้า=ช้างประสานงา,จันทร์ทรงกลด

ยอดชายใจหาญ=หญิง=ชะนีร่ายไม้

ชาย=จ่อเพลิงกาฬ

บูชานักรบ=หญิง=ขัดจางนาง,ล่อแก้ว

ชาย=จันทร์ทรงกลด,ขอแก้ว

เพลงบูชานักรบ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนานบ



น้องรักรักบูชาพี่ ที่มั่นคงที่มั่นคงกล้าหาญ

เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่มานะที่มานะอดทน

หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่ขยันที่ขยันกิจการ

บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยิ่งชีวิต

เลือดเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ยงอยู่คู่พิภพ



ความหมาย น้องรักและบูชาพี่ เพราะมีความกล้าหาญ เป็นนักสู้ที่เก่งกล้าสามารถสมกับเป็นชายชาตินักรบที่มีความมานะอดทน แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญ พี่ก็ต่อสู้จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว นอกจากนี้ยังขยันขันแข็งในงานทุกอย่าง อุตส่าห์สร้างหลักฐานให้มั่นคง และพี่ยังมีความรักในชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิต ยอมสละได้แม้ชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อให้ชาติไทยคงอยู่คู่โลกต่อไป

เพลงยอดชายใจหาญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

น้องขอร่วมชีวี กอบกรณีย์กิจชาติ

แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม

น้องจักสู้พยายาม ทำเต็มความสามารถ



ความหมาย ขอผูกมิตรไมตรีกับชายผู้กล้าหาญ และจะขอมีส่วนในการทำประโยชน์ทำหน้าที่ของชาวไทย แม้จะลำบากยากแค้น ก็จะขอช่วยเหลือจนเต็มความสามารถ

เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่

จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ

ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย

ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย



ความหมาย ในเวลาค่ำคืนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ประจำอยู่ ในใจของชายก็มีหญิงอันเป็นสุดที่รักประจำอยู่เช่นกัน สิ่งที่เทิดทูนยกย่องไว้ก็คือชาติไทยที่เป็นเอกราช มีอิสระแก่ตนไม่ขึ้นกับใคร และสิ่งที่แนบสนิทอยู่ในใจของชายก็คือหญิงอันเป็นสุดที่รัก

เพลงหญิงไทยใจงาม

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน

เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ

แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น

ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ

คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม

ขวัญใจ หญิงไทยส่งศรีชาติ

รูปงามวิลาส ใจกล้ากาจเรืองนาม

เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม

หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว



ความหมาย ดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้ามีความงดงามมาก และยิ่งได้แสงอันระยิบระยับของดวงดาวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ดวงจันทร์นั้นงามเด่นยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับดวงหน้าของหญิงสาวที่มีความงดงามอยู่แล้ว ถ้ามีคุณความดีด้วย ก็จะทำให้หญิงนั้นงามเป็นเลิศ ผู้หญิงไทยนี้เป็นขวัญใจของชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ รูปร่างก็งดงาม จิตใจก็กล้าหาญ ดังที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ทั่วไป

เพลงดอกไม้ของชาติ

(สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาสนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)

เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์

ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม

(สร้อย)

งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย

ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ

(สร้อย)

เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา

ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย

งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ

รูปทรงสมส่วนยั่วยวนหทัย สมเป็นดอกไม้ขวัญใจชาติเอย



ความหมาย พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นช่างดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อมกระจายออกรอบดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ถึงจะงามอย่างไรก็ยังไม่เท่าความงามของดวงหน้าหญิงสาว ที่ดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล อีกทั้งรูปร่างก็ดูสมส่วน กิริยาวาจาก็อ่อนหวานไพเราะ สมแล้วกับที่เปรียบว่าหญิงไทยนี้คือดอกไม้ของชาติไทยเรา

เพลงคืนเดือนหงาย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา

เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



ความหมาย เวลากลางคืน เป็นคืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็นสบายใจ แต่ก็ยังไม่สบายใจเท่ากับการที่ได้ผูกมิตรกับผู้อื่น และที่ร่มเย็นไปทั่วทุกแห่งยิ่งกว่าน้ำฝนที่โปรยลงมา ก็คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราช มีธงชาติไทยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร่มเย็นทั่วไป

เพลงรำซิมารำ

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



รำซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

ยามงานเราทำงานจริง ๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขลุก

ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์

ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม

เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ

มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย



ความหมาย ขอพวกเรามาเล่นรำวงกันให้สนุกสนานเถิดในยามว่างเช่นนี้จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะทำงานกันจริงๆ เพื่อจะได้ไม่ลำบาก และการรำก็จะรำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของเราแล้วจะดูงดงามยิ่ง

เพลงชาวไทย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้

เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์

เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ

เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย



ความหมาย หน้าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสีย ในการที่เราได้มาเล่นรำวงกันอย่างสนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทำสิ่งใดๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่งๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป

เพลงงามแสงเดือน

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)

เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ

ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย



ความหมาย ยามที่แสงจันทร์ส่องมายังโลกทำให้โลกนี้ดูสวยงาม ผู้คนที่มาเล่นรำวงยามที่แสงจันทร์ส่อง ก็มีความงดงามด้วย การรำวงนี้เพื่อให้มีความสนุกสนาน มีความสามัคคีกัน และละทิ้งความทุกข์ให้หมดสิ้นไป
วิชุนันท์ 19628 (IP:58.8.53.142)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 14 มิ.ย. 2550 (20:58)
ประวัติความเป็นมาเนื้อเพลง

รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า “มาตรฐาน” จะเรียกกันเพียงว่า “รำวง” เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวไทย ที่บ่งบอกถึงความสนุกสนาน จะเล่นกันในบางท้องถิ่นและบางเทศกาลของแต่ละจังหวัดเท่านั้น รำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการรำโทนหรืออาจพูดได้ว่า “รำวง” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รำโทน” ซึ่งในสมัยก่อนเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการรำโทนก็มี ฉิ่ง ฉาบ และโทน ใช้ตีประกอบจังหวะ โดยการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกการฟ้อนรำชนิดนี้ว่า “รำโทน” ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การหยอกล้อของหนุ่มสาว เชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของการแต่งกายก็เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด

เมื่อประมาณ พ.ศ. 2483 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนอย่างแพร่หลาย ศิลปะชนิดนี้จึงมีอยู่ตามท้องถิ่นและพบเห็นได้ตามเทศกาลต่างๆ มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนี้เอง จึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองเพลงขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม บทร้องและทำนองแปลกๆ ที่มีเกิดขึ้นมาใหม่โดยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นบทเพลงที่ขาดการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไม่ปรากฏว่า ใครเป็นผู้แต่งบทร้องและทำนอง

ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 – 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนชาวไทยได้รับความเดือดร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีผ่อนคลายความตึงเครียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั่นก็คือ “การำโทน” คำร้อง ทำนอง และการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่าย สนุกสนานเช่นเดิม ต่อมา จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เล็งเห็นศิลปะอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย หากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่า ศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงามประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม ท่านจึงได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ “รำโทน” ขึ้นใหม่ ให้มีระเบียบแบบแผน ให้มีความประณีตงดงามมากขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเรื่องการแต่งกาย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลงนี้เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเบียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกาย ให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก รำวงที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า “รำวงมาตรฐาน” สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
จารุชา (IP:58.136.207.94)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 14 มิ.ย. 2550 (22:20)
รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา
พิมพกานต์ สุรเชษฐพงษ์ ม.2/6 เลขที่ 40 (IP:58.9.33.54)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 16 มิ.ย. 2550 (12:54)
ประวัติความเป็นมา

รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)



แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
First_may_2 (IP:124.121.7.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 16 มิ.ย. 2550 (13:34)
รำวงมาตรฐาน วิวัฒนาการมาจากการรำโทน เป็นการละเล่นพื้นเมืองของไทย ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ได้แต่งเนื้อร้องและมอบให้กรมศิลปากรบรรจุท่ารำไว้เป็นมาตรฐาน เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสุภาพ ใช้คำง่าย

ทำนองเพลงง่าย มุ่งให้เห็นวัฒนธรรมของชาติเป็นส่วนใหญ่ การแสดงจะใช้ผู้แสดงหญิงชายไม่น้อยกว่า ๕ คู่

ท่ารำ

คุณครูศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก คุณครูมัลลี คงประภัศร์ และคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ได้ร่วมกันประดิษฐ์ท่ารำขึ้น

ทั้งหมด ๑๔ แม่ท่า เป็นชื่อท่ารำที่อยู่ในรำแม่บท มีทั้งหมด ๑๐ เพลง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย

เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม

เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ



คำร้อง

จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร ได้ประพันธ์ขึ้น ๔ เพลง คือ

เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย

คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์คำร้องไว้ ๖ เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ

เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ



ทำนอง

อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย กรมศิลปากร ได้แต่งทำนองไว้ ๖ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน

เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ

ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ แต่งทำนองไว้ ๔ เพลง คือ เพลงหญิงไทยใจงาม

เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ



เครื่องดนตรี

เดิมนั้น รำโทนมีเครื่องดนตรีประกอบ คือ ฉิ่ง กรับ ฉาบ และโทน เมื่อมีการพัฒนาการรำขึ้น

จึงได้พัฒนาเครื่องดนตรีที่ใช้ด้วย โดยใช้วงดนตรีสากลบรรเลง



การแต่งกาย

มิได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้องแต่งชุดไทยอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน แต่สามารถแต่งได้หลายอย่าง เช่น

แต่งชุดไทยจักรี ชุดไทยสมัย ร.๖ ชุดไทยแบบชาวบ้านคือห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน หรือชุดไทยสมัยใดก็ได้

ขอให้เป็นแบบไทย ขอให้ดูสุภาพ งดงาม ชายก็แต่งได้ทั้งชุดไทยแบบชาวบ้าน คือ นุ่งโจงกระเบน

ใส่เสื้อคอพวงมาลัย แขนสั้น ผ้าคาดเอว หรือชุดไทยเสื้อพระราชทาน กางเกงขายาว ชุดราชปะแตน

หรือชุดสากลใส่เสื้อสูท ผูกเนคไทก็ได้
Ans (IP:58.9.174.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 16 มิ.ย. 2550 (20:46)
เหอๆ จะโพสต์ซ้ำๆ กันเพื่ออะไรเนี่ย ถ้ามีไรเพิ่มเติมก็น่าจะโพสต์เฉพาะส่วนที่เพิ่มเติมเท่านั้นก็พอ โพสต์ซ้ำๆ เยอะๆ แบบนี้ ตาลายอ่ะ
c_cin
ร่วมแบ่งปัน488 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 17 มิ.ย. 2550 (17:34)
อยากได้ประวัติของเพลงในแต่ละเพลงรำวงมาตฐานนะค่ะช่วยทีนะค่ะ
lovely_leel_@hotmail.com (IP:203.170.150.211)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 19 มิ.ย. 2550 (12:32)
อยากรุความหมายเพลงดอกไม้ของชาติ
... (IP:124.121.160.237)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 21 มิ.ย. 2550 (22:15)
รำวงมาตรฐานกับรำโทนแตกต่างกันยังงัยคะ



รำวงมาตรฐานมีทั้งหมดกี่เพลง ใช้ท่ารำใดบ้างคะ
ปลายฟ้า (IP:58.136.194.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 16 ก.ค. 2550 (22:15)
เหนื่อย เนื่องจากตาลาย เพราะเมากไป (ข้อมูลที่ให้มา) ย่อไม่ถูก
งงจังเยย (IP:222.123.46.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 21 ก.ค. 2550 (17:50)
อยากให้มีท่ารำ
nudcharee6@thaimill.com (IP:61.7.141.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 24 ก.ค. 2550 (16:10)
ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพรายโบกพลิ้วปลิวมา

เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

เย็นร่มธงไทยปกไทยทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



ท่ารำคือ ท่าสรอดสร้อยมาลาแปลง
....... (IP:203.151.227.187)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 27 ก.ค. 2550 (14:49)
ประวัติรำวงมาตรฐาน



รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจน



เพลงของรำวงมาตรฐาน



1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)

10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

(เที่ยวที่ 2หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว)



































1เพลงงามแสงเดือน

งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่อยู่วงรำ (ซ้ำ)

เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ

ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย



2เพลงชาวไทย

ชาวไทยเจ้าเอย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้

เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์

เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ

เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเราเอย



3เพลงรำซิมารำ

รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

ยามงานเราทำงานจริงๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขุก

ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์

ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม

เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ

มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย



4เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ

ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา

ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย

งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ

รูปทรงสมส่วน ยั่วยวนหทัย

สมเป็นดอกไม้ ขวัญใจชาติเอย



5เพลงคืนเดือนหงาย

ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพรายโบกพริ้วปลิวมา

เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



6เพลงดอกไม้ของชาติ

สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาศนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)

เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์

ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม

(สร้อย)

งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย

ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ

(สร้อย)



7เพลงหญิงไทยใจงาม

เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ

แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น

ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ

คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม

ขวัญใจ หญิงไทยส่องศรีชาติ

รูปงามพิลาศ ใจกล้ากาจเรือนงาม

เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม

หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว



8เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า

ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่

จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ

ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย

ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย



9เพลงยอดชายใจหาญ

โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

น้องขอร่วมชีวี กอปกรณีย์กิจชาติ

แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม

น้องจักสู้พยายาม



10เพลงบูชานักรบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มั่นคง ที่มั่นคงกล้าหาญ

เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มานะ ที่มานะอดทน

หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่ขยัน ที่ขยันกิจการ

บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้าน ทำทุกด้านครันครบ

น้องรัก รักบูชาพี่ ที่รักชาติ ที่รักชาติยิ่งชีวิต

เลือดและเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติคงอยู่ คงอยู่คู่พิภพ



















































ประวัติเพลงรำวงมาตรฐาน

รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)



แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

การแต่งกายในรำวงมาตรฐาน

การแต่งกายของชายและหญิงในสมัยก่อนจะแต่งตามความสะดวกสบายของผู้เล่นเท่านั้นต่อมาเมื่อปรับปรุงเป็นรำวงมาตรฐานการแต่งกายจึงเน้นให้มีความพิถีพิถันมากขึ้นและนิยมแต่งกายเข้าคู่กันการแต่งกายที่นิยมเป็นส่วนมากสามารถแยกได้เป็น 4 รูปแบบคือ



การแต่งกายของฝ่ายชายที่ใช้ในรำวงมาตรฐาน

1.ชุดไทยพื้นบ้าน นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมหรือแพร

2.ชุดไทยสมัยรัชกาลที่5 นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตน

3.ชุดสากล ชายใส่สูท ผูกเนทไท

4.ตามสมัยนิยม แต่งตามความเหมาะสม ตามสมัยนิยม





การแต่งกายของฝ่ายหญิงที่ใช้ในรำวงมาตรฐาน

1.ชุดไทยพื้นบ้าน นุ่งผ้าถุงหรือโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบ หรือ ไม่ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบก็ได้

2.ชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอหมูแฮมแขนพอง

3. แต่งชุดไทยเรือนต้น หรือ ไทยจักษ์กรี หรือชุดไทยอื่น ๆ ก็ได้

4. แต่งตามสมัยนิยม หรือ แต่งตามความเหมาะสมของลักษณะงาน ซึ่งบางครั้งอาจใส่ชุดราตรีก็ได้

เครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีที่ใข้ในการ “รำโทน” หรือ “รำวง” นั้น แต่เดิมมีเครื่องดนตรีประกอบการรำ คือ โทน ฉิ่ง กรับ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนารำโทนขึ้น จนเป็นรำวงมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้เพิ่มเครื่องดนตรีประกอบเป็นวงดนตรีไทย หรือใช้ในวงดนตรีสากล บรรเลงประกอบการรำวงมาตรฐาน เช่น วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรีและวงดนตรีสากล



อธิบายท่ารำ

งามแสงเดือน=สอดสร้อยมาลา

ชาวไทย=ชักแป้งผัดหน้า

รำซิมารำ=รำสาด

คืนเดือนหงาย=สอดสร้อยมาลาแปลง

ดวงจันทร์วันเพ็ญ=ผาลาเพียงไหล่,แขกเต้าเข้ารัง

ดอกไม้ของชาติ=รำยั่ว

หญิงไทยใจงาม=ยูงฟ้อนหาง,พรหมสี่หน้า

ดวงจันทร์ขวัญฟ้า=ช้างประสานงา,จันทร์ทรงกลด

ยอดชายใจหาญ=หญิง=ชะนีร่ายไม้

ชาย=จ่อเพลิงกาฬ

บูชานักรบ=หญิง=ขัดจางนาง,ล่อแก้ว

ชาย=จันทร์ทรงกลด,ขอแก้ว

















เพลง บูชานักรบ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนานบ



น้องรักรักบูชาพี่ ที่มั่นคงที่มั่นคงกล้าหาญ

เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่มานะที่มานะอดทน

หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่ขยันที่ขยันกิจการ

บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยิ่งชีวิต

เลือดเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ยงอยู่คู่พิภพ



ความหมาย น้องรักและบูชาพี่ เพราะมีความกล้าหาญ เป็นนักสู้ที่เก่งกล้าสามารถสมกับเป็นชายชาตินักรบที่มีความมานะอดทน แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญ พี่ก็ต่อสู้จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว นอกจากนี้ยังขยันขันแข็งในงานทุกอย่าง อุตส่าห์สร้างหลักฐานให้มั่นคง และพี่ยังมีความรักในชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิต ยอมสละได้แม้ชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อให้ชาติไทยคงอยู่คู่โลกต่อไป





เพลง ยอดชายใจหาญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

น้องขอร่วมชีวี กอบกรณีย์กิจชาติ

แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม

น้องจักสู้พยายาม ทำเต็มความสามารถ



ความหมาย ขอผูกมิตรไมตรีกับชายผู้กล้าหาญ และจะขอมีส่วนในการทำประโยชน์ทำหน้าที่ของชาวไทย แม้จะลำบากยากแค้น ก็จะขอช่วยเหลือจนเต็มความสามารถ





เพลง ดวงจันทร์ขวัญฟ้า

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่

จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ

ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย

ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย



ความหมาย ในเวลาค่ำคืนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ประจำอยู่ ในใจของชายก็มีหญิงอันเป็นสุดที่รักประจำอยู่เช่นกัน สิ่งที่เทิดทูนยกย่องไว้ก็คือชาติไทยที่เป็นเอกราช มีอิสระแก่ตนไม่ขึ้นกับใคร และสิ่งที่แนบสนิทอยู่ในใจของชายก็คือหญิงอันเป็นสุดที่รัก



เพลงหญิงไทยใจงาม

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ

แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น

ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ

คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม

ขวัญใจ หญิงไทยส่งศรีชาติ

รูปงามวิลาส ใจกล้ากาจเรืองนาม

เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม

หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว



ความหมาย ดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้ามีความงดงามมาก และยิ่งได้แสงอันระยิบระยับของดวงดาวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ดวงจันทร์นั้นงามเด่นยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับดวงหน้าของหญิงสาวที่มีความงดงามอยู่แล้ว ถ้ามีคุณความดีด้วย ก็จะทำให้หญิงนั้นงามเป็นเลิศ ผู้หญิงไทยนี้เป็นขวัญใจของชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ รูปร่างก็งดงาม จิตใจก็กล้าหาญ ดังที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ทั่วไป

เพลงดอกไม้ของชาติ

(สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาสนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)

เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์

ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม

(สร้อย)

งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย

ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ

(สร้อย)





เพลง ดวงจันทร์วันเพ็ญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา

ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย

งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ

รูปทรงสมส่วนยั่วยวนหทัย สมเป็นดอกไม้ขวัญใจชาติเอย



ความหมาย พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นช่างดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อมกระจายออกรอบดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ถึงจะงามอย่างไรก็ยังไม่เท่าความงามของดวงหน้าหญิงสาว ที่ดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล อีกทั้งรูปร่างก็ดูสมส่วน กิริยาวาจาก็อ่อนหวานไพเราะ สมแล้วกับที่เปรียบว่าหญิงไทยนี้คือดอกไม้ของชาติไทยเรา





















เพลง คืนเดือนหงาย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา

เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



ความหมาย เวลากลางคืน เป็นคืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็นสบายใจ แต่ก็ยังไม่สบายใจเท่ากับการที่ได้ผูกมิตรกับผู้อื่น และที่ร่มเย็นไปทั่วทุกแห่งยิ่งกว่าน้ำฝนที่โปรยลงมา ก็คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราช มีธงชาติไทยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร่มเย็นทั่วไป





เพลง รำซิมารำ

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



รำซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

ยามงานเราทำงานจริง ๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขลุก

ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์

ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม

เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ

มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย



ความหมาย ขอพวกเรามาเล่นรำวงกันให้สนุกสนานเถิดในยามว่างเช่นนี้จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะทำงานกันจริงๆ เพื่อจะได้ไม่ลำบาก และการรำก็จะรำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของเราแล้วจะดูงดงามยิ่ง











เพลงชาวไทย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้

เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์

เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ

เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย



ความหมาย หน้าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสีย ในการที่เราได้มาเล่นรำวงกันอย่างสนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทำสิ่งใดๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่งๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป

เพลงงามแสงเดือน

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)

เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ

ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย



ความหมาย ยามที่แสงจันทร์ส่องมายังโลกทำให้โลกนี้ดูสวยงาม ผู้คนที่มาเล่นรำวงยามที่แสงจันทร์ส่อง ก็มีความงดงามด้วย การรำวงนี้เพื่อให้มีความสนุกสนาน มีความสามัคคีกัน และละทิ้งความทุกข์ให้หมดสิ้นไป
yuya_sod@hotmail.com (IP:58.147.121.196)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 7 ส.ค. 2550 (21:25)
ผมอยากให้มีบอกภาคของเพลงด้วยอ่ะครับ
........................................ (IP:124.121.213.186)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 11 ส.ค. 2550 (14:14)
ทุกเพลงที่อ่านมาจะมีความหมายแนบท้ายมาด้วย แต่..! เพลงดอกไม้ของชาติไม่มีความหมายแนบท้าย ซึ่งดิฉันต้องการเป็นอย่างมากเพื่อจะทำรายงานส่งอาจารย์ หากผู้ใดทราบโปรดส่งหั้ยด้วยนะจะขอหั้ย รวย...รวย...เงินเหลือกินเหลือใช้ จ้า.............
yada_1122@yahoo.co.th (IP:124.157.227.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 13 ส.ค. 2550 (17:20)
ขอบคุณคร้าบบบบ
ABC_DEF@GHT (IP:203.113.71.169)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 13 ส.ค. 2550 (19:14)
ขอบคุณมากเลยค่ะพอดีเรามีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้
a-x-f@hotmail.com (IP:58.8.141.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 20 ส.ค. 2550 (12:56)
ดีค่ะ ก็อย่าง
ทราย (IP:125.24.166.217)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 20 ส.ค. 2550 (16:28)
เนื้อหายาวมากแต่ก้มีเนื้อหาดีมักมากค่ะ
รักเกมส์ (IP:125.25.147.224)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 20 ส.ค. 2550 (16:32)
ชอบเนื้อหานี้มากค่ะ ถึงจะยาวปัยหน่อยแต่ก้มีเนื้อหาดี๊ดีค่ะ

สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
นู๋พลอย ploy.pig@hotmail.com (IP:125.25.147.224)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 22 ส.ค. 2550 (20:39)
ขอบคุณนะค่ะสำหรับเนื้อหาที่ให้มามีประโยชน์ต่อหมวยเล็กมากๆเลยค่ะ
Mauylek_naruk@hotmail.com (IP:203.113.81.6)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 27 ส.ค. 2550 (17:48)
ดีจัง
pac-1234@hotmail (IP:203.118.113.228)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 30 ส.ค. 2550 (18:55)
ไม่เห็นดีเลยน่าจะดีกว่านี้
pac-1234@hotmail (IP:125.26.203.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 4 ก.ย. 2550 (16:42)
ก็ดีนะเว็บนี้มีความรู้ดี
max_nick69@hotmail.com (IP:203.118.112.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 5 ก.ย. 2550 (17:52)
ดีจังเลยคะ
แพน (IP:125.26.52.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 12 ก.ย. 2550 (17:56)
ชอบเว็บนี้เวลามีงานก้อมาหาที่เว็บนี้ค่ะ
เด็กเรี่ยนจ้า (IP:58.64.106.178)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 17 ก.ย. 2550 (16:53)
อยากได้ประวัติการรำวงประยุกต์มั่งอ่ะ ถ้าครายมีอ่ะน่ะช่วยกานโพสมาบ้างน๊ะ หรือว่าส่งมาที่เมลอัน dawai_bbw4@hotmai.com ก้อได้น่ะ ขอบคุณค่ะ ด่วนนะค่ะ
dawai_bbw4@hotmail.com (IP:222.123.108.121)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 17 ก.ย. 2550 (16:54)
อยากได้ประวัติการรำวงประยุกต์มั่งอ่ะ ถ้าครายมีอ่ะน่ะช่วยกานโพสมาบ้างน๊ะ หรือว่าส่งมาที่เมลอัน dawai_bbw4@hotmai.com ก้อได้น่ะ ขอบคุณค่ะ ด่วนนะค่ะ
dawai_bbw4@hotmail.com (IP:222.123.108.121)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 19 ก.ย. 2550 (20:59)
ขอบคุณมากๆ สำหรับข้อมูลนะครับ
เกม (IP:203.151.240.203)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 27 ต.ค. 2550 (13:35)
อยากรู้ ชื่อผู้แต่งเนื้อร้องและทำนอง+ความหมาย

ของเพลงดอกไม้ของชาติ

ค่วนมากเลย

ใครรู้

ช่วย

บอกทีนะคะ

ขอบคุณค่ะ

ต้องส่งวันที่1พ.ย.นี้ค่ะ

ด่วนมากกกกกกกกกกกกกกกก

ขอบคุณมากกกกกกกกค่ะ...................... ...............T_T
damisa906@hotmail.com (IP:210.203.176.173)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 27 ต.ค. 2550 (18:34)
ขอบคุณค่ะที่ส่งมาให้ดูกัน
เด็กน.ว. (IP:203.113.45.198)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 28 ต.ค. 2550 (13:08)
"ชอบเว็บนี้เวลามีงานก้อมาหาที่เว็บนี้ค่ะ"



อืม ให้ได้อย่างนี้สิเด็กไทย แต่ผมก็ชอบนะ อิ ๆๆ
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 28 ต.ค. 2550 (15:17)
อยากได้ท่ารำครับ
เด็กนว.ม.2 (IP:125.24.236.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 30 ต.ค. 2550 (20:25)
สวัสดีคับทุกคน พอดีผมกำลังทำงานส่งอาจารย์ เกี่ยวกับเพลงหญิงไทยใจงาม แต่เนื้อเพลงนั้น

ผมหามาได้แล้ว เหลือแต่ ท่าประกอบแต่ละเนื้อร้องไม่รุว่าจะหาที่ไหนแล้ว เลยอยากจะรบกวนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่คิดว่าเป็นคนดีนะคับ มีน้ำใจ ก็ช่วยตอบกลับทาง e-mail หน่อยนะคับ

ขอบคุณทุกๆคนมากคับ
เด็กรร.ชาย นว. bombound55@hotmail.com (IP:117.47.88.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 31 ต.ค. 2550 (18:13)
รำวงมาตราฐานมีทั้งหมดกี่เพลง และมีชื่ออะไรบ้างค่ะ
First (IP:210.246.72.186)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 31 ต.ค. 2550 (18:18)
ช่วยตอบหน่อยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
First (IP:210.246.72.186)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 31 ต.ค. 2550 (18:45)
ประวัติรำวงมาตรฐาน



รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจน



เพลงของรำวงมาตรฐาน



1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)

10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)
อัสสัมชัญคอนแวนต์ 95 (IP:58.8.107.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 1 พ.ย. 2550 (11:48)
อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ และความเป็นมาของศิลปะพื้นบ้าน
ก้อย (IP:125.27.249.69)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 1 พ.ย. 2550 (17:19)
ท่ารำเพลงรำวงมาตรฐาน คุณครูศุภรักษณ์ ภัทรนาวิก คุณครูมัลลี คงประภัศร์ และคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันประดิษฐ์ท่ารำขึ้นทั้งหมด ๑๔ แม่ท่า )ฃ(ที่เรียกว่าแม่ท่า เพราะเป็นชื่อเรียกท่ารำที่อยู่ในรำแม่บทซึ่งบรมครูได้บัญญัติไว้ และมีทั้งหมด ๑๐ เพลง) เรียกว่ารำวงมาตรฐาน) ดังนี้

๑. เพลงงามแสงเดือน ท่าสอดสร้อยมาลา

๒. เพลงชาวไทย ท่าชักแป้งผัดหน้า

๓. เพลงรำซิมารำ ท่ารำส่าย

๔. เพลงคืนเดือนหงาย ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง

๕. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ท่าแขกเต้าเข้รังและท่าผาลาเพียงไหล่

๖. เพลงดอกไม้ของชาติ ท่ารำยั่ว

๗. เพลงหญิงไทยใจงาม ท่าพรหมสี่หน้าและท่ายูงฟ้อนหาง

๘. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชาย ท่าจันทร์ทรงกลดแปลง หญิง ท่าช้างประสานงา

๙. เพลงยอดชายใจหาญ ชาย ท่าจ่อเพลิงกาล หญิง ท่าชะนีร่ายไม้

๑๐. เพลงบูชานักรบ เที่ยวที่ ๑ ชาย ท่าจันทร์ทรงกลด หญิง ท่าขัดจางนาง

เที่ยวที่ ๒ ชาย ท่าขอแก้ว หญิง ท่าล่อแก้ว
อรณิชา asc95 (IP:210.246.75.118)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 1 พ.ย. 2550 (18:54)
รำวงมาตรฐานมีลักษณะการเเต่งกายอย่างไร



ช่วยตอบทีอยากรู้
พระหฤทัย (IP:58.10.74.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 1 พ.ย. 2550 (19:06)
การแต่งกายของชายและหญิงในสมัยก่อนจะแต่งตาม

ความสะดวกสบายของผู้เล่นเท่านั้นต่อมาเมื่อปรัีบปรุงเป็นรำวง

มาตรฐานการแต่งกายจึงเน้นให้มีความพิถีิพิถันมากขึ้นและนิยม

แต่งกายเข้าคู่กันการแต่งกายที่นิยมเป็นส่วนมากสามารถแยกได้

เป็น 4 รูปแบบ
นก (IP:58.10.74.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 1 พ.ย. 2550 (19:07)
ทำไมการเล่น รำวงมาตรฐาน จึงซบเซาลง
นก (IP:58.10.74.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 1 พ.ย. 2550 (19:12)
เพระเกิดจากความหวาดกลัวจากสงคราม
asc95 (IP:58.10.74.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 1 พ.ย. 2550 (19:22)
เพลงที่คุณหญิงละเอียดแต่งมีลักษณะเป็นอย่างไร??
อัญ asc95 (IP:58.9.122.23)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 1 พ.ย. 2550 (19:34)
รำวงมาตรฐาน

เพลงงามแสงเดือน

เพลงดอกไม้ของชาติ



เพลงชาวไทย

เพลงหญิงไทยใจงาม



เพลงรำซิมารำ

เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า



เพลงคืนเดือนหงาย

เพลงยอดชายใจหาญ



เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ

เพลงบูชานักรบ



รำวงมาตรฐาน วิวัฒนาการมาจากการรำโทน เป็นการละเล่นพื้นเมืองของไทย ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งเนื้อร้องและมอบให้กรมศิลปากรบรรจุท่ารำไว้เป็นมาตรฐาน เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสุภาพ ใช้คำง่าย ทำนองเพลงง่าย มุ่งให้เห็นวัฒนธรรมของชาติเป็นส่วนใหญ่ การแสดงจะใช้ผู้แสดงหญิงชายไม่น้อยกว่า ๕ คู่

ท่ารำ

คุณครูศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก คุณครูมัลลี คงประภัศร์ และคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ได้ร่วมกันประดิษฐ์ท่ารำขึ้น ทั้งหมด ๑๔ แม่ท่า เป็นชื่อท่ารำที่อยู่ในรำแม่บท มีทั้งหมด ๑๐ เพลง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ

คำร้อง

จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร ได้ประพันธ์ขึ้น ๔ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย

คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์คำร้องไว้ ๖ เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ

ทำนอง

อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย กรมศิลปากร ได้แต่งทำนองไว้ ๖ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ

ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ แต่งทำนองไว้ ๔ เพลง คือ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ

เครื่องดนตรี

เดิมนั้น รำโทนมีเครื่องดนตรีประกอบ คือ ฉิ่ง กรับ ฉาบ และโทน เมื่อมีการพัฒนาการรำขึ้น จึงได้พัฒนาเครื่องดนตรีที่ใช้ด้วย โดยใช้วงดนตรีสากลบรรเลง

การแต่งกาย

มิได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้องแต่งชุดไทยอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน แต่สามารถแต่งได้หลายอย่าง เช่น แต่งชุดไทยจักรี ชุดไทยสมัย ร.๖ ชุดไทยแบบชาวบ้านคือห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน หรือชุดไทยสมัยใดก็ได้ ขอให้เป็นแบบไทย ขอให้ดูสุภาพ งดงาม ชายก็แต่งได้ทั้งชุดไทยแบบชาวบ้าน คือ นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอพวงมาลัย แขนสั้น ผ้าคาดเอว หรือชุดไทยเสื้อพระราชทาน กางเกงขายาว ชุดราชปะแตน หรือชุดสากลใส่เสื้อสูท ผูกเนคไทก็ได้
~maey~asc95 (IP:202.133.157.9)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 2 พ.ย. 2550 (17:10)
รำวงมาตรฐาน วิวัฒนาการมาจากการรำโทน เป็นการละเล่นพื้นเมืองของไทย ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งเนื้อร้องและมอบให้กรมศิลปากรบรรจุท่ารำไว้เป็นมาตรฐาน เป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสุภาพ ใช้คำง่าย ทำนองเพลงง่าย มุ่งให้เห็นวัฒนธรรมของชาติเป็นส่วนใหญ่ การแสดงจะใช้ผู้แสดงหญิงชายไม่น้อยกว่า ๕ คู่



ท่ารำ

คุณครูศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก คุณครูมัลลี คงประภัศร์ และคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ได้ร่วมกันประดิษฐ์ท่ารำขึ้น ทั้งหมด ๑๔ แม่ท่า เป็นชื่อท่ารำที่อยู่ในรำแม่บท มีทั้งหมด ๑๐ เพลง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ





คำร้อง

จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร ได้ประพันธ์ขึ้น ๔ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย

คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์คำร้องไว้ ๖ เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ





ทำนอง

อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย กรมศิลปากร ได้แต่งทำนองไว้ ๖ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ

ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ แต่งทำนองไว้ ๔ เพลง คือ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ





เครื่องดนตรี

เดิมนั้น รำโทนมีเครื่องดนตรีประกอบ คือ ฉิ่ง กรับ ฉาบ และโทน เมื่อมีการพัฒนาการรำขึ้น จึงได้พัฒนาเครื่องดนตรีที่ใช้ด้วย โดยใช้วงดนตรีสากลบรรเลง





การแต่งกาย

มิได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้องแต่งชุดไทยอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน แต่สามารถแต่งได้หลายอย่าง เช่น แต่งชุดไทยจักรี ชุดไทยสมัย ร.๖ ชุดไทยแบบชาวบ้านคือห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน หรือชุดไทยสมัยใดก็ได้ ขอให้เป็นแบบไทย ขอให้ดูสุภาพ งดงาม ชายก็แต่งได้ทั้งชุดไทยแบบชาวบ้าน คือ นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอพวงมาลัย แขนสั้น ผ้าคาดเอว หรือชุดไทยเสื้อพระราชทาน กางเกงขายาว ชุดราชปะแตน หรือชุดสากลใส่เสื้อสูท ผูกเนคไทก็ได้
{~*-MiLL-*~}~ ASC95~ (IP:203.147.21.225)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 2 พ.ย. 2550 (19:18)
อยากทราบประวัติรำวงมาตรฐานและที่มาแต่แรกเยค่ะ
อรณิชา (IP:58.64.120.188)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 3 พ.ย. 2550 (19:38)
โพสซ้ำกันเยอะแยะ...



ดูแล้วงงจิง

~เฮ้อ~..



อยากได้ที่เยอะก่านี้อ่า...

งึมๆ..
เด็กเรียนๆๆ (IP:203.155.230.36)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 3 พ.ย. 2550 (23:49)
ประวัติรำวงมาตรฐาน



รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเพลงของรำวงมาตรฐาน



คำร้อง

จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร ได้ประพันธ์ขึ้น ๔ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย

คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์คำร้องไว้ ๖ เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติเพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ



ทำนอง

อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย กรมศิลปากร ได้แต่งทำนองไว้ ๖ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือนเพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ

ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ แต่งทำนองไว้ ๔ เพลง คือ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ



เครื่องดนตรี

เดิมนั้น รำโทนมีเครื่องดนตรีประกอบ คือ ฉิ่ง กรับ ฉาบ และโทน เมื่อมีการพัฒนาการรำขึ้น

จึงได้พัฒนาเครื่องดนตรีที่ใช้ด้วย โดยใช้วงดนตรีสากลบรรเลง



การแต่งกาย

มิได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้องแต่งชุดไทยอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน แต่สามารถแต่งได้หลายอย่าง เช่น แต่งชุดไทยจักรี ชุดไทยสมัย ร.๖ ชุดไทยแบบชาวบ้านคือห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน หรือชุดไทยสมัยใดก็ได้ ขอให้เป็นแบบไทย ขอให้ดูสุภาพ งดงาม ชายก็แต่งได้ทั้งชุดไทยแบบชาวบ้าน คือ นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอพวงมาลัย แขนสั้น ผ้าคาดเอว หรือชุดไทยเสื้อพระราชทาน กางเกงขายาว ชุดราชปะแตนหรือชุดสากลใส่เสื้อสูท ผูกเนคไทก็ได้





ท่าต่างๆในแต่ละเพลง

1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)

10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

(เที่ยวที่ 2หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว)



เนื้อเพลงและความหมายของเพลงต่างๆ



1.เพลง บูชานักรบ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนานบ



น้องรักรักบูชาพี่ ที่มั่นคงที่มั่นคงกล้าหาญ

เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่มานะที่มานะอดทน

หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่ขยันที่ขยันกิจการ

บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยิ่งชีวิต

เลือดเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ยงอยู่คู่พิภพ



ความหมาย น้องรักและบูชาพี่ เพราะมีความกล้าหาญ เป็นนักสู้ที่เก่งกล้าสามารถสมกับเป็นชายชาตินักรบที่มีความมานะอดทน แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญ พี่ก็ต่อสู้จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว นอกจากนี้ยังขยันขันแข็งในงานทุกอย่าง อุตส่าห์สร้างหลักฐานให้มั่นคง และพี่ยังมีความรักในชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิต ยอมสละได้แม้ชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อให้ชาติไทยคงอยู่คู่โลกต่อไป





2.เพลง ยอดชายใจหาญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

น้องขอร่วมชีวี กอบกรณีย์กิจชาติ

แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม

น้องจักสู้พยายาม ทำเต็มความสามารถ



ความหมาย ขอผูกมิตรไมตรีกับชายผู้กล้าหาญ และจะขอมีส่วนในการทำประโยชน์ทำหน้าที่ของชาวไทย แม้จะลำบากยากแค้น ก็จะขอช่วยเหลือจนเต็มความสามารถ





3.เพลง ดวงจันทร์ขวัญฟ้า

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่

จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ

ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย

ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย



ความหมาย ในเวลาค่ำคืนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ประจำอยู่ ในใจของชายก็มีหญิงอันเป็นสุดที่รักประจำอยู่เช่นกัน สิ่งที่เทิดทูนยกย่องไว้ก็คือชาติไทยที่เป็นเอกราช มีอิสระแก่ตนไม่ขึ้นกับใคร และสิ่งที่แนบสนิทอยู่ในใจของชายก็คือหญิงอันเป็นสุดที่รัก



4.เพลงหญิงไทยใจงาม

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ

แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น

ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ

คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม

ขวัญใจ หญิงไทยส่งศรีชาติ

รูปงามวิลาส ใจกล้ากาจเรืองนาม

เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม

หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว



ความหมาย ดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้ามีความงดงามมาก และยิ่งได้แสงอันระยิบระยับของดวงดาวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ดวงจันทร์นั้นงามเด่นยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับดวงหน้าของหญิงสาวที่มีความงดงามอยู่แล้ว ถ้ามีคุณความดีด้วย ก็จะทำให้หญิงนั้นงามเป็นเลิศ ผู้หญิงไทยนี้เป็นขวัญใจของชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ รูปร่างก็งดงาม จิตใจก็กล้าหาญ ดังที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ทั่วไป





5.เพลงดอกไม้ของชาติ

(สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาสนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)

เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์

ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม

(สร้อย)

งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย

ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ

(สร้อย)





6.เพลง ดวงจันทร์วันเพ็ญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา

ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย

งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ

รูปทรงสมส่วนยั่วยวนหทัย สมเป็นดอกไม้ขวัญใจชาติเอย



ความหมาย พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นช่างดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อมกระจายออกรอบดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ถึงจะงามอย่างไรก็ยังไม่เท่าความงามของดวงหน้าหญิงสาว ที่ดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล อีกทั้งรูปร่างก็ดูสมส่วน กิริยาวาจาก็อ่อนหวานไพเราะ สมแล้วกับที่เปรียบว่าหญิงไทยนี้คือดอกไม้ของชาติไทยเรา





7.เพลง คืนเดือนหงาย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา

เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



ความหมาย เวลากลางคืน เป็นคืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็นสบายใจ แต่ก็ยังไม่สบายใจเท่ากับการที่ได้ผูกมิตรกับผู้อื่น และที่ร่มเย็นไปทั่วทุกแห่งยิ่งกว่าน้ำฝนที่โปรยลงมา ก็คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราช มีธงชาติไทยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร่มเย็นทั่วไป





8.เพลง รำซิมารำ

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



รำซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

ยามงานเราทำงานจริง ๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขลุก

ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์

ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม

เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ

มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย



ความหมาย ขอพวกเรามาเล่นรำวงกันให้สนุกสนานเถิดในยามว่างเช่นนี้จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะทำงานกันจริงๆ เพื่อจะได้ไม่ลำบาก และการรำก็จะรำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของเราแล้วจะดูงดงามยิ่ง











9.เพลงชาวไทย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้

เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์

เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ

เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย



ความหมาย หน้าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสีย ในการที่เราได้มาเล่นรำวงกันอย่างสนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทำสิ่งใดๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่งๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป





10.เพลงงามแสงเดือน

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)

เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ

ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย



ความหมาย ยามที่แสงจันทร์ส่องมายังโลกทำให้โลกนี้ดูสวยงาม ผู้คนที่มาเล่นรำวงยามที่แสงจันทร์ส่อง ก็มีความงดงามด้วย การรำวงนี้เพื่อให้มีความสนุกสนาน มีความสามัคคีกัน และละทิ้งความทุกข์ให้หมดสิ้นไป
ณัฏฐา 3/2 asc 95 (IP:58.9.79.198)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 5 พ.ย. 2550 (17:07)
-.-*
------------------------ (IP:125.27.237.201)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 6 พ.ย. 2550 (20:52)
อยากรู้ประวัติความเป็นมาของรำวงมาตรฐาน



ช่วยตอบทีนะ
ToEy (IP:125.25.191.66)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 8 พ.ย. 2550 (12:07)
อยากได้รูปภาพของรำวงมาตรฐานในประวัติรำวงมาตรฐาน
ทราย (IP:58.10.12.133)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 8 พ.ย. 2550 (18:34)
ตอนนี้ใครว่าช่วยกรุณาตอบหน่อยค่ะ รำวงมาตราฐาน
belle (IP:202.5.87.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 8 พ.ย. 2550 (18:38)
รำวงมาตรฐาน



รำวงมาตรฐานมีวิวัฒนาการมาจากการรำโทน จะไม่มีท่ารำกำหนดตายตัว และบทร้องมีหลายลักษณะ เริ่มตั้งแต่บทชมโฉม บทเกี้ยวพาราสี เป็นต้น ต่อมาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนในกรุงเทพมหานคร นิยมเล่นกันมาก รัฐบาลโดย ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม จึงได้พัฒนาศิลปะการเล่นรำโทน ให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย โดยได้มอบให้กรมศิลปากรปรับปรุงการเล่นรำโทนขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2478 และได้คิดบทร้องขึ้นใหม่ 4 บท คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงมาซิมารำ และเพลงคืนเดือนหงาย โดยผู้คิดบทร้องคือ จหมื่นมานิตย์ นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และผู้ปรับปรุงทำนองเพลงคือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้ประดิษฐ์ท่ารำคือหม่อมต่วน อาจารย์มัลลี คงประภัทร์ และอาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นใหม่อีก 6 บท คือ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงบูชานักรบ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า และเพลงยอดชายใจหาญ ซึ่งต่อมากรมศิลปากร ได้เปลี่ยนชื่อเรียกจากเพลง "รำโทน" มาเป็นชื่อ "รำวงมาตรฐาน" ท่ารำที่ใช้จะเป็นท่ารำต่างๆในแม่บทนาฏศิลป์ไทย ที่นำมาใส่ไว้ในแต่ละเพลง มีท่ารำประจำไม่ปะปนกัน วิธีเล่นจะเล่นแบบระบำหมู่ โดยหญิงชายหลายๆคู่ การรำต้องมีความพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะเริ่มรำหญิง และชายจะต้องทำความเคารพกัน และตามด้วยดนตรีที่จะนำขึ้นก่อน 1 วรรคเพื่อให้ผู้รำตั้งต้นจังหวะ ได้พร้อมเพรียงกัน
First ASC 95 อตินันท์ (IP:125.25.151.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 8 พ.ย. 2550 (18:42)
ช่วยตอบหน่อยค่ะว่ารำวงมาตรฐานมี่กี่เพลง อะไรบ้าง
เบล (IP:202.5.87.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 8 พ.ย. 2550 (18:45)
ขอโทษค่ะที่สะกดผิด
เบล (IP:202.5.87.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 8 พ.ย. 2550 (18:50)
รำวงมาตรฐาน มีทั้งหมด 10



1เพลงงามแสงเดือน 2เพลงดอกไม้ของชาติ

3เพลงชาวไทย 4เพลงหญิงไทยใจงาม

5เพลงรำซิมารำ 6. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า

7เพลงคืนเดือนหงาย 8เพลงยอดชายใจหาญ

9เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ 10เพลงบูชานักรบ
First ASC 95 อตินันท์ (IP:125.25.151.59)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 14 พ.ย. 2550 (11:41)
รำวงมาตรฐานประกอบด้วยเพลงอะไรบ้าง
Nan Asc9 5 (IP:58.8.21.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 14 พ.ย. 2550 (11:45)
ประกอบด้วยเพลง

1 เพลงงามแสงเดือน

2 เพลงดอกไม้ของชาติ

3 เพลงชาวไทย

4 เพลงหญิงไทยใจงาม

5 เพลงรำซิมารำ

6 เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า

7 เพลงคืนเดือนหงาย

8 เพลงยอดชายใจหาญ

9 เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ

10 เพลงบูชานักรบ
carrot asc 95 (IP:58.8.21.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 14 พ.ย. 2550 (11:48)
แล้วท่ารำต่างๆของแต่ละเพลงใช้ท่าอะไรบ้าง
carrot asc 95 (IP:58.8.21.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 14 พ.ย. 2550 (11:50)
ท่าต่างๆในแต่ละเพลง

1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)

10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

(เที่ยวที่ 2หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว)
Nan Asc 95 (IP:58.8.21.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 14 พ.ย. 2550 (11:51)
เพลงหญิงไทยใจงามมีความหมายว่าอย่างไร
Nan Asc 95 (IP:58.8.21.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 14 พ.ย. 2550 (11:53)
ความหมายของเพลงหญิงไทยใจงามมีอยู่ว่า ดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้ามีความงดงามมาก และยิ่งได้แสงอันระยิบระยับของดวงดาวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ดวงจันทร์นั้นงามเด่นยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับดวงหน้าของหญิงสาวที่มีความงดงามอยู่แล้ว ถ้ามีคุณความดีด้วย ก็จะทำให้หญิงนั้นงามเป็นเลิศ ผู้หญิงไทยนี้เป็นขวัญใจของชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ รูปร่างก็งดงาม จิตใจก็กล้าหาญ ดังที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ทั่วไป
carrot asc 95 (IP:58.8.21.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 14 พ.ย. 2550 (13:44)
ชอบออมทุกเวลา
pelelove-om@hotmail.com (IP:58.147.36.48)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 15 พ.ย. 2550 (16:53)
อยากได้ที่ละเอียดกว่านี้ค่ะ อยากได้ประวัติของแต่ละเพลงท่ารำ ดนตรีที่ใช้ประกอบการแต่งกายนะคะชวยด้วยนะบางครั้งทำงานแล้วข้อมูลไม่ครบไครก็ได้ช่วยทีค่ะ
คนแปกหน้า (IP:58.8.106.155)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 19 พ.ย. 2550 (14:51)
อย่างรำบ้างจัง
ดเยพรีกนิแสด (IP:203.172.164.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 21 พ.ย. 2550 (20:23)
อยากรำเป็นคับ
เข้ามาคุยกับผมได้คับ..........เจมส์ (IP:125.27.196.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 23 พ.ย. 2550 (18:15)
ประวัติรำวงมาตรฐาน



รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเพลงของรำวงมาตรฐาน



คำร้อง

จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร ได้ประพันธ์ขึ้น ๔ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย

คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ประพันธ์คำร้องไว้ ๖ เพลง คือ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติเพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ



ทำนอง

อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย กรมศิลปากร ได้แต่งทำนองไว้ ๖ เพลง คือ เพลงงามแสงเดือนเพลงชาวไทย เพลง รำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดอกไม้ของชาติ

ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ แต่งทำนองไว้ ๔ เพลง คือ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ และเพลงบูชานักรบ



เครื่องดนตรี

เดิมนั้น รำโทนมีเครื่องดนตรีประกอบ คือ ฉิ่ง กรับ ฉาบ และโทน เมื่อมีการพัฒนาการรำขึ้น

จึงได้พัฒนาเครื่องดนตรีที่ใช้ด้วย โดยใช้วงดนตรีสากลบรรเลง



การแต่งกาย

มิได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้องแต่งชุดไทยอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน แต่สามารถแต่งได้หลายอย่าง เช่น แต่งชุดไทยจักรี ชุดไทยสมัย ร.๖ ชุดไทยแบบชาวบ้านคือห่มสไบ นุ่งโจงกระเบน หรือชุดไทยสมัยใดก็ได้ ขอให้เป็นแบบไทย ขอให้ดูสุภาพ งดงาม ชายก็แต่งได้ทั้งชุดไทยแบบชาวบ้าน คือ นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอพวงมาลัย แขนสั้น ผ้าคาดเอว หรือชุดไทยเสื้อพระราชทาน กางเกงขายาว ชุดราชปะแตนหรือชุดสากลใส่เสื้อสูท ผูกเนคไทก็ได้





ท่าต่างๆในแต่ละเพลง

1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)

10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)

(เที่ยวที่ 2หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว)



เนื้อเพลงและความหมายของเพลงต่างๆ



1.เพลง บูชานักรบ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนานบ



น้องรักรักบูชาพี่ ที่มั่นคงที่มั่นคงกล้าหาญ

เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่มานะที่มานะอดทน

หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่ขยันที่ขยันกิจการ

บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ

น้องรักรักบูชาพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยิ่งชีวิต

เลือดเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ยงอยู่คู่พิภพ



ความหมาย น้องรักและบูชาพี่ เพราะมีความกล้าหาญ เป็นนักสู้ที่เก่งกล้าสามารถสมกับเป็นชายชาตินักรบที่มีความมานะอดทน แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญ พี่ก็ต่อสู้จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว นอกจากนี้ยังขยันขันแข็งในงานทุกอย่าง อุตส่าห์สร้างหลักฐานให้มั่นคง และพี่ยังมีความรักในชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิต ยอมสละได้แม้ชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อให้ชาติไทยคงอยู่คู่โลกต่อไป





2.เพลง ยอดชายใจหาญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

น้องขอร่วมชีวี กอบกรณีย์กิจชาติ

แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม

น้องจักสู้พยายาม ทำเต็มความสามารถ



ความหมาย ขอผูกมิตรไมตรีกับชายผู้กล้าหาญ และจะขอมีส่วนในการทำประโยชน์ทำหน้าที่ของชาวไทย แม้จะลำบากยากแค้น ก็จะขอช่วยเหลือจนเต็มความสามารถ





3.เพลง ดวงจันทร์ขวัญฟ้า

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่

จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ

ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย

ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย



ความหมาย ในเวลาค่ำคืนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ประจำอยู่ ในใจของชายก็มีหญิงอันเป็นสุดที่รักประจำอยู่เช่นกัน สิ่งที่เทิดทูนยกย่องไว้ก็คือชาติไทยที่เป็นเอกราช มีอิสระแก่ตนไม่ขึ้นกับใคร และสิ่งที่แนบสนิทอยู่ในใจของชายก็คือหญิงอันเป็นสุดที่รัก



4.เพลงหญิงไทยใจงาม

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน



เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ

แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น

ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ

คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม

ขวัญใจ หญิงไทยส่งศรีชาติ

รูปงามวิลาส ใจกล้ากาจเรืองนาม

เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม

หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว



ความหมาย ดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้ามีความงดงามมาก และยิ่งได้แสงอันระยิบระยับของดวงดาวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ดวงจันทร์นั้นงามเด่นยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับดวงหน้าของหญิงสาวที่มีความงดงามอยู่แล้ว ถ้ามีคุณความดีด้วย ก็จะทำให้หญิงนั้นงามเป็นเลิศ ผู้หญิงไทยนี้เป็นขวัญใจของชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ รูปร่างก็งดงาม จิตใจก็กล้าหาญ ดังที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ทั่วไป





5.เพลงดอกไม้ของชาติ

(สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาสนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)

เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์

ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม

(สร้อย)

งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย

ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ

(สร้อย)





6.เพลง ดวงจันทร์วันเพ็ญ

คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา

ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย

งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ

รูปทรงสมส่วนยั่วยวนหทัย สมเป็นดอกไม้ขวัญใจชาติเอย



ความหมาย พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นช่างดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อมกระจายออกรอบดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ถึงจะงามอย่างไรก็ยังไม่เท่าความงามของดวงหน้าหญิงสาว ที่ดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล อีกทั้งรูปร่างก็ดูสมส่วน กิริยาวาจาก็อ่อนหวานไพเราะ สมแล้วกับที่เปรียบว่าหญิงไทยนี้คือดอกไม้ของชาติไทยเรา





7.เพลง คืนเดือนหงาย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา

เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา

เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย



ความหมาย เวลากลางคืน เป็นคืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็นสบายใจ แต่ก็ยังไม่สบายใจเท่ากับการที่ได้ผูกมิตรกับผู้อื่น และที่ร่มเย็นไปทั่วทุกแห่งยิ่งกว่าน้ำฝนที่โปรยลงมา ก็คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราช มีธงชาติไทยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร่มเย็นทั่วไป





8.เพลง รำซิมารำ

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



รำซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

ยามงานเราทำงานจริง ๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขลุก

ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์

ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม

เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ

มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย



ความหมาย ขอพวกเรามาเล่นรำวงกันให้สนุกสนานเถิดในยามว่างเช่นนี้จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะทำงานกันจริงๆ เพื่อจะได้ไม่ลำบาก และการรำก็จะรำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของเราแล้วจะดูงดงามยิ่ง











9.เพลงชาวไทย

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่

การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้

เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์

เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ

เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย



ความหมาย หน้าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสีย ในการที่เราได้มาเล่นรำวงกันอย่างสนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทำสิ่งใดๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่งๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป





10.เพลงงามแสงเดือน

คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)

ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท



งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)

เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ

ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย



ความหมาย ยามที่แสงจันทร์ส่องมายังโลกทำให้โลกนี้ดูสวยงาม ผู้คนที่มาเล่นรำวงยามที่แสงจันทร์ส่อง ก็มีความงดงามด้วย การรำวงนี้เพื่อให้มีความสนุกสนาน มีความสามัคคีกัน และละทิ้งความทุกข์ให้หมดสิ้นไป
yogyrabbit@hotmail.com (IP:203.118.113.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 24 พ.ย. 2550 (22:33)
อยากได้คนมารำให้ดูมากก่าอ่ะ ส่งมาหน่อย "^______^"
เซวหน่อยนะ (IP:125.25.0.183)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 25 พ.ย. 2550 (19:54)
ฯญณญณซษ๋ศ๋ซษซ
,ฐ (IP:203.156.84.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 27 พ.ย. 2550 (18:12)
น่าจะมีรูปภาพนะคะ เพราะว่าครูบอกให้มีภาพประกอบ
ป๊อป (IP:117.47.165.109)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 27 พ.ย. 2550 (18:26)
ขอภาพด้วย
น่ารัก (IP:203.150.85.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 29 พ.ย. 2550 (16:19)
เอาภาพพพพพพพพพพพพพพพพ
1 (IP:210.203.178.108)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 30 พ.ย. 2550 (06:54)
ขอบคุณครับต้องใช้งานพอดี
...๑... (IP:203.113.41.101)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 1 ธ.ค. 2550 (20:28)
กำลังเรียนเรื่อง รำวง ใช่มะ อยุชั้นไรกังงะ
เด็กดี (IP:124.122.156.153)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 3 ธ.ค. 2550 (19:31)
กำลังเรียนอยู่เหมือนกัน (ป.4/1)
เสนว (IP:125.27.148.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 3 ธ.ค. 2550 (19:33)
อุ๊ยลืมเขียนร.ร.อนุบาลละงู
เสนว (IP:125.27.148.20)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 7 ธ.ค. 2550 (18:01)
อยากได้ประวัติเพลงรำมาซิมารำกับกลางคืนเดือนหงายคะ

ใครมีช่วยส่งมาให้หน่อยนะคะ ขอบคุณคะ
ต้องการมากๆ (IP:61.19.205.110)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 8 ธ.ค. 2550 (12:13)
ไม่ดีเลยเข้าไม่ค่อยได้เลยเบื่อ
www.peekung@narag.com (IP:203.156.41.86)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 9 ธ.ค. 2550 (11:08)
เยอะมากๆอ่านจนรายตา
โท (IP:124.121.245.77)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 11 ธ.ค. 2550 (20:49)
ขอความหมายของทุกเพลงและท่ารำค่ะ
รักรำ แสนล้าน (IP:61.91.160.125)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 14 ธ.ค. 2550 (19:28)
รักพี่ต้นนะรำให้ดูหน่อย
www.teelasuk@ (IP:125.26.138.224)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 18 ธ.ค. 2550 (16:48)
มีรูปเครื่องแต่งกายไหมค่ะ
-*- (IP:203.113.57.39)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 18 ธ.ค. 2550 (17:54)
fdt
hdgfd (IP:124.120.40.120)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 20 ธ.ค. 2550 (09:47)
รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม

เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่



ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น



เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น



ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย



เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา



เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)



แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้



การใช้ท่ารำประกอบเพลง

1. เพลงงามแสงเดือน (ท่าสอดสร้อยมาลา)

2. เพลงชาวไทย (ท่าชักแป้งผัดหน้า)

3. เพลงรำมาซิมารำ (ท่ารำซ่าย)

4. เพลงคืนเดือนหงาย (ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)

5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ (ท่าแขกเต้าเข้ารัง ท่าผาลาเพียงไหล่)

6. เพลงดอกไม้ของชาติ (ท่ารำยั่ว)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม (ท่ายูงฟ้อนหาง ท่าพรหมสี่หน้า)

8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า (ท่าช้างประสานงา ท่าจันทร์ทรงกลด)

9. เพลงยอดชายใจหาญ หญิง (ท่าชะนีร่ายไม้) ชาย (ท่าจ่อเพลิงกาฬ)

10. เพลงบูชานักรบ หญิง ท่าขัดจางนาง (ซ้อนมือแบ) ชาย (ท่าจันทร์ทรงกลด แบมือ 2 ข้าง )

หญิง (ท่าล่อแก้ว ชาย ท่าขอแก้ว)
bancha_command@hotmail.com (IP:125.26.138.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 20 ธ.ค. 2550 (10:19)
เพราะมีคราวรู้
ต๋อม (IP:125.26.140.3)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 20 ธ.ค. 2550 (21:32)
อยากรำ
golf (IP:203.118.97.216)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 21 ธ.ค. 2550 (18:06)
ดีมากคะเป็นเอกรักไทยดคะ
นัท รำวงมาตรฐาน (IP:117.47.154.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 25 ธ.ค. 2550 (09:42)
สวยสยอง
022722205 (IP:125.26.146.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 25 ธ.ค. 2550 (09:46)
สวยสยอง
0225532564 (IP:125.26.146.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 25 ธ.ค. 2550 (16:15)
lo6d,kd



สนุกมาก
ljk (IP:58.10.21.200)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 26 ธ.ค. 2550 (17:04)
เมื่อไรรำวงมาตฐานจะมา
มดแดง (IP:124.157.129.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 26 ธ.ค. 2550 (17:05)
รำวงมาตฐานมีประโยชน์
ในหลวง (IP:124.157.129.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 26 ธ.ค. 2550 (19:51)
อืมมีแต่เพลงน่าสนใจทั้งนั้นครับ
MAGA CLEVER
ร่วมแบ่งปัน792 ครั้ง - ดาว 166 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม