วิทย์ฯไทยรั้งท้ายโลก--- ไทยแพ้กระทั่งเวียดนาม (อ่านแล้วเหนื่อย)

โพสต์เมื่อ: 10:00 วันที่ 20 มิ.ย. 2545         ชมแล้ว: 3,279 ตอบแล้ว: 30
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
วิทย์ฯไทยรั้งท้ายโลก

จากการที่ International Institute for management development (IMD)
แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันการจัดอันดับความสามารถการแข่ง
ขันด้านวิทยา-ศาสตร์ในระดับนานาชาติ ได้ประเมินขีดความสามารถก ารแข่ง
ขันด้านวิทยาศาสตร์และเทค-โนโลยีของไทยปี 2543 เป็นลำดับที่ 47 จาก
47 ประเทศนั้น

การจัดอันดับดังกล่าว ถือเป็นข้อบ่งชี้ถึงความอ่อนแอทางด้าน
วิทยาศาสตร์ และเทค-โนโลยีของประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งในฐานะหน่วยงานวิจัย
และพัฒนาอย่างสถาบันวิจัยวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จึง
มีแนวคิดที่จะจัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน เพื่อเป็นแนวทางใน
การสร้างทัศนคติที่ดีให้ เยาวชนสนใจงานวิท ยาศาสตร์มากขึ้น

ประเด็นเรื่องการจัดทำหนังสือแม้จะเป็น แนวทางหนึ่งในการยก
ระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชนก็ตาม

แต่หากพิจารณาถึงเนื้อแท้ของปัญหาคือ ระดับคุณภาพการศึกษาของ
ไทย โดยเฉพาะในเ รื่องวิทยาศาสตร์ถือว่ามีมาตรฐานค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ
ต่างประเทศ
วิทยาศาสตร์ไทยห่วยยิ่งกว่าห่วย


จากปัญหาที่เกิดขึ้น มิใช่ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองจะไม่รับทราบถึง
ปัญหาเพราะในการส ัมมนา ทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 28 ปี ของ
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อวันที่ 1 กันยายน
2543 ทุกคนยอมรับสภาพดังกล่าวโดยดุษณี

ไม่ว่าจะเป็น "ดร.วิชัย ตันศิริ" อดีตรัฐมนตรี ช่วย ว่าการกระทรวงศึกษาธิ
การที่กล่าวว่าเด็กไทยไม่ค่อย สนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ เห็น
ได้จาก อัตรานักวิทยาศาสตร์ต่อพลเมืองของประเทศไทยยังต่ำกว่าประเทศ
เพื่อนบ้าน

พร้อมทั้งเสนอให้มีกา รปรับกระบวนการเรียนการสอนให้เด็กเกิดความ
สนใจคิดเป็นและค้นคว้า ได้ โดยฝึกอบรมครูให้รู้จักวิธีการสอนแบบ
ใหม่ เพื่อสร้างทัศนคติให้เด็กมีความสนใจในวิชาที่จะเรียนวิทยาศาสตร์-
คณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดั บประถมศึกษา

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะ
นั้นก็กล่าวว่า ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่มีค่านิยมเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์ นักวิจัย รวมทั้งไม่มีการสร้างแรงจูง ใจเรื่องเกียรติและค่าตอบ
แทนที่ดีแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการปฏิรูปการสอนปรับหลักสูตรหรือมีสื่อที่วิเศษ
อย่างไร แต่ในเมื่อใจคนไม่อยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม และเด็กยังคง
เรียนวิทยาศ าสตร์แบบท่องจำเพื่อนำไปสอบเท่านั้น
สับเละสอนวิทย์ฯ ในร.ร.

"หลักสูตรอ่อน-ครูไม่เก่ง"

รศ.สุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีมหา-วิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้
ความเห็นว่าสาเหตุสำคัญของความอ่อนแอทางด้านวิท ยาศาสตร์ของเด็กไทย
มี 3 ปัจจัยสำคัญ

ประการแรก หลักสูตรทางด้านวิชาวิทยาศาสตร์ ของไทยอ่อนมาก วิชา
วิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นเรียนในระดับประถมฯไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะ
ทำให้เด็กอยากเรียนรู้ อยาก เป็นนักทดลอง

"วิชาวิทยาศาสตร์ ในชั้นประถมได้ถูกแทรกอยู่ ในวิชาสร้างเสริมประสบ
การชีวิต เท่านั้น เด็กเรียนและศึกษาเพียงการท่องจำในตำรา ไม่ค่อยได้มี
โอกาส ทดลอง หรือคิดค้น ฝึกทดลอง ทำให้เด็กขาดท ักษะ การคิด และ
การวิเคราะห์"

ประการที่สอง ครูที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ในบ้านเรา ส่วนใหญ่ไม่จบสาย
วิทย์ หรือศึกษาทางด้าน วิทยาศาสตร์เฉพาะทาง ทำให้ประสิทธิภาพและ
ความ สามารถของครูผู้สอนไม่มีทักษะเพ ียงพอที่จะถ่าย ทอดแก่นแท้ของวิชา
วิทยาศาตร์ให้เด็กได้

โดยเฉพาะ ครูที่สอนในระดับชั้นประถมฯแทบ จะไม่มีครูที่จบทางด้าน
วิทยาศาสตร์มาสอนเด็ก ส่วน ใหญ่จบทางด้านอื่น ทำให้พื้นฐานของเด็ก ซึ่ง
ควรจะเร ิ่มเรียนอย่างที่ควรจะเป็นตั้งแต่ชั้นประถม ถูกปูพื้นฐานอย่างไม่มีประ
สิทธิภาพ

ประการสุดท้าย การวัดผลและประเมินผลทาง วิชาเรียน เน้นระบบการ
เรียนแบบท่องจำ มากกว่าการทำวิจัย ทำให้เด็กขาดทักษะการพั ฒนาความ
คิด ทางเชิงวิเคราะห์

จากปัจจัยทั้งสาม เป็นปัญหาสำคัญที่ทางกระทรวงศึกษาฯกำลังวิ
เคราะห์ และประเมินจุด อ่อน สำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยอยู่
ตรงจุดใด รวมทั้งจุดเด่นทางวิทยาศาต ร์ของไทย อยู่อยู่ใด

ทั้งนี้จากการประเมินและการดำเนินการ เบื้องต้น ในการแก้ไขจุดด้อย
คือ การปฏิรูประบบการเรียน การสอน เน้นวิธีปฏิบัติมากกว่าการเรียนรู้ทาง
การท่องตำรา โดยขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาฯ ได้เข้าไปเปลี่ยนระบบการ
เรียนการสอนในหลายๆ โรงเรียนแล้ว ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีก
ระยะหนึ่ง

นอกจากนี้ ส่วนสำคัญที่จะยกระดับมาตรฐาน วิทยาศาตร์ของไทยได้คือ
การพัฒนาอบรมครูผู้สอน วิทย์ขอ งไทย ให้เข้มข้นในเนื้อหา และเพิ่มทักษะ
วิธีให้เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ ค้นคว้าและทดลอง มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การยกระดับการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ของ
ไทยจะต้องใช้เวลาอีกมาก อย่างต่ำป ระมาณ 1 ช่วง หรือประมาณ 20 ปี
เด็กไทยถึงจะพัฒนาได้ทัดเทียมกับประเทศชั้นแนวหน้าทางวิทยาศาสตร์
หลักสูตรไม่เหมือนชาวโลก
คำตอบ "แข่งทีไร แพ้ทุกที"

ดร.สุทัศน์ ยกส้าน อาจารย์ประจำคณะวิทยา-ศาสตร์ มห าวิทยาลัยศรี
นครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กล่าวว่า ในการสอบแข่งขันทางวิทยาศาสตร์
สาเหตุที่ประเทศไทยมักจะอยู่อันดับท้ายๆ เพราะหลักสูตร ที่เราใช้เรียนใช้
สอนนั้น เราคิดหลักสูตรเอง สอนเอง โดยไม่ได้ดูต่างป ระเทศว่าเขาสอนอะไร

"นักเรียนเขารู้อะไรหรือเราควรจะรู้อะไรเหมือน อย่างที่ต่างประเทศเขาได้
เรียนและได้รู้ ดังนั้นมาตร ฐาน หลักสูตรและเนื้อหา จึงแตกต่างกัน ซึ่งใน
การสอบเราสู้เขาไม่ได้

"อี กอย่าง เวลาสอบแข่งขันหรือทดสอบอะไรก็แล้วแต่ ต่างประเทศเขาทำ
กันเป็นกระบวนการ เอา จริงเอาจัง และมีการทุ่มเททุกอย่าง ขณะที่บ้านเรา
เป็น ลักษณะของอาสาสมัคร เป็นครั้งคราว"

ดร.สุทัศน์ เผยอีกว่า ในก ารเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ต้องปรับเปลี่ยน
วัฒนธรรมการเรียนบางอย่าง

อาทิ เรื่อง การซักถาม ต้องเปิดโอกาส ให้เด็กได้ถามอย่าง
จริงจัง รวมทั้งกระตุ้นให้เด็ก คิด ไม่ใช่สอนให้ท่องจำ เพราะ
วิทยาศาสตร์ต้องคิดเองเป็น

"โดยเฉพาะความคิดที่ว่าอีกอย่างบ้านเราถือว่า เรียนวิทยาศาสตร์เพื่อ
เป็นวิศวกร หรืออย่างอื่น ไม่ใช่ เพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันมีผลต่อวิธีคิด
ในการเรียนการสอ น วิธีคิดแบบนี้ต้องเลิกให้หมด"

อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์เผยอีกว่า วิชา วิทยาศาสตร์กับสังคม
ไทยนั้น เรียกได้ว่า ไม่ว่าเด็ก ผู้ปกครอง หรือรัฐบาล เรามีปัญหาเรื่องวัฒน
ธรรมการ เรียนวิทยาศาสตร์
< dd>"เด็กและครูอ่านแต่ในตำราเรียน แม้แต่การเอนทรานซ์ก็ออกเฉพาะจาก
ตำราเรียน เราก็เลยรู้แคบ แค่สอบผ่านไปวันๆ แต่ไม่ได้กระตุ้นให้อยากรู้นอก
ไปจากนั้น ไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น ทำให้นักเรียน ไม่รู้กว้าง"

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุสำคัญก็มาจากครูผู้สอน ซึ่งถ้าจะปฏิรูปการเรียน
การสอนวิทยาศาสตร์ก็ต้องปฏิรูปครูผู้สอนเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด "ที่ผ่าน
มา เรามีแผนมุ่งเน้นให้เร่งเพิ่มปริมาณค รูวิทยาศาสตร์ แต่ ไม่ได้มุ่งเน้นคุณ
ภาพเท่าที่ควร"
ครูวิทย์ไม่ได้คุณภาพ
ต้นเหตุเรียนไม่ได้เรื่อง

ดร.สุทัศน์ เผยว่า รูปแบบของครูวิทยาศาสตร์ ในบ้านเราก็มุ่งเน้นสอน
แต่ในตำรา ครูไม่ได้แสวงหาควา มรู้เพิ่มเติม ทำให้การสอนเด็กก็มีข้อจำกัด

"เมื่อเด็กสงสัย ครูก็ตอบไม่ได้ อย่างหลักสูตร ประถมศึกษา เราใช้วิชา
สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เป็นการปูพื้นเด็กในสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ให้รู้
จักสังเกตแล ะจดจำ ให้มีความรู้เรื่องทั่วๆ ไป แต่บางครั้ง ครูที่สอนวิชานี้ก็ไม่
ใช่ครูวิทยาศาสตร์ เมื่อเด็กมีคำ ถามสงสัยเรื่องใด ครูก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะวิ
เคราะห์ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด มีเหตุผลอย่างไร

ดร.ส ุทัศน์กล่าวอีกว่า ในบางครั้งครูระดับประถมฯ-มัธยมฯ ก็มีงาน
หนัก ต้องสอนเยอะมาก ขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ทำงาน
วิจัยก็จะว่างกว่า

ดังนั้น หนทางหนึ่งที่จะทำให้วิทยาศาสตร์ไทย ก้าวห น้าคือ ต้องช่วยกัน
พัฒนาส่วนนี้อย่างสมดุล

กล่าวคือ อาจารย์มหาวิทยาลัยควรออกมาช่วยเหลือด้านใดด้านหนึ่ง
เพื่อยกระดับการเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กตั้งแต่ระดับเริ่มต้นด้วย

"ถ้าเราไม่พัฒนากระบวนก ารเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เด็กไม่เชื่อ
วิทยาศาสตร์ สังคมก็คงไม่สามารถพัฒนาวิทยาศาสตร์ได้ เด็กๆ ก็มุ่งไปแต่สาย
สังคมหมด"

ดร.สุทัศน์เผยว่า ในแง่วิทยาศาสตร์แล้ว ขณะ นี้ต้องยอมรับว่า เราล้า
หลังสห รัฐฯมากกว่า 100 ปี อีกทั้งไม่มีความคิดในการประดิษฐ์เครื่องไม้
เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดทั้งสิ้น สู้เขาได้เลย เราต้องอาศัยเขาตลอด
"เมืองไทยกลายเป็นทาสทางความรู้ การพัฒนาประเทศสู่การเป็นอุตสาห
กร รมหรือประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้ ทำให้ขาดดุลสูงมาก เพราะเราขายข้าวให้
เขา แต่ต้องซื้อเครื่องบินจากเขา นี่ เป็นตัวอย่างหนึ่งของผลกระทบจากการ
การที่วิทยา-ศาสตร์ในบ้านเราไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร

ไทยแพ้กระทั่งเวียดนาม

การจัดอันดับของ IMD อาจจะสะท้อนภาพความล้มเหลวของการแข่งขันทาง
วิทยาศาสตร์ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีบางข้อมูลที่สะท้อนได้ถึงการเรียนการสอน
ที่ผู้รับผิดชอบควรจะเร่งปรับปรุงเป็นการด่วน

โดยเฉพาะข้อ มูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (
สกศ.) เกี่ยวกับเรื่อง ความสามารถของนักเรียนไทยบนเวทีระดับโลก : ผลจาก
การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการปี 2538- 2542 เปรียบเทียบผลการแข่งขันใน
ช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ( 2538-2541) ระหว่างประเทศไทย กับประเทศจีน
ไต้หวัน เกาหลี เวียดนาม สิงคโปร์ ใน 5 สาขาวิชา คือวิชาคณิตศาสตร์ เคมี
ฟิสิกส์ ชีววิทยา และคอมพิวเตอร์ นั้น คือรูปธรรมที่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้ว
คุณภาพการ ศึกษา ของไทยเป็นอย่างไร

ทั้งนี้เนื่องจากมีข้อมูลว่า นักเรียนไทยที่ไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการในปี
2542 มีผลการแข่งขันในวิชา เคมี ฟิสิกส์ และคอมพิวเตอร์ ดีกว่า 4 ปีที่
ผ่านมา ( 2538-2541)

ส ่วนวิชาคณิตศาสตร์ และชีววิทยา แม้ผลการ แข่งขันในวิชาดังกล่าวอยู่
ในระดับดี แต่ก็ยังต่ำกว่าผล การแข่งขันในปี 2538 และปี 2541 ซึ่งพบว่า
ประเทศไทยมีผลการแข่งขันอยู่ในอันดับที่ 6

โดยได้เหรียญรางวั ลทั้งสิ้น 6 เหรียญทอง 20 เหรียญเงิน 35 เหรียญ
ทองแดง และเกียรติบัตร 16 ฉบับ จากการเข้าร่วมการแข่งขัน 25 ครั้ง โดย
ประเทศ ที่อยู่ในอันดับ 1-5 คือประเทศจีน เกาหลี ใต้หวัน เวียดนาม และ
สิงโปร์ ตามลำดั บ

นอกจากนี้ภาพรวมของความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี ประเทศที่จัดอยู่ใน 3 ลำดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมนี
ตาม ลำดับ ขณะที่ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันปี 2541 อยู่ใน
ลำดับที่ 43 ต่ำกว่าปี 2540 ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 32 และในปี 2542 ความ
สามารถใน การแข่งขันลดลงมาอยู่ในอันดับที่ 46 จากประเทศที่เข้าร่วมแข่ง
ขันทั้งหมด 47 ประเทศ

สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่ง คือการสอน วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนยังมีไม่
เพียงพอ และไม่มีการ กระตุ้นให้เยาวชนมีความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังพบว่าเนื้อ หาการเรียนการสอนวิชา
วิทยาศาสตร์ ขาดความเชื่อม โยงระหว่ างกัน และขาดความเชื่อมโยงกับชีวิต
จริง จึงไม่สร้างกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้อง
ทางวิทยาศาสตร์ให้กับผู้เรียนได้ ด้วยเหตุนี้เด็ก

อีกทั้งเยาวชนไทยส่วนใหญ่จึงไม่ชอบเรียนวิชา วิทยาศาสตร์และคณิต
ศาสตร์ และไม่มีพฤติกรรมทางวิทยาศาสตร์

ปัญหาที่พบอีกประการคือ พบว่าครูในระดับประถมศึกษา ส่วนใหญ่ไม่
มีคุณวุฒิทางด้านวิทยา-ศาสตร์โดยตรง

จากข้อมูลของ สปช.ปี 2537 ระบุว่ าครูที่มีวุฒิทางด้านวิทยาศาสตร์โดย
ตรงมีเพียงร้อยละ 7.7 ของ จำนวนครูทั้งหมด ส่วนระดับมัธยมศึกษามีเพียง
ร้อย ละ 25 ขาดอุดมการณ์ในวิชาชีพ และไม่สามารถที่จะเป็นแบบอย่างของ
การเป็นผู้ที่มีความคิดเชิงวิ ทยาศาสตร์ให้ผู้เรียนได้เห็นและเรียนรู้ และว่าส่วน
ระดับอุดมศึกษาพบว่าขาดแคลนอาจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์


Serios Black ( not serious)(194.82.103.76)

จำนวน 30 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 2 มี.ค. 2544 (22:02)
อ่านแล้วเหนื่อย! (ยาวจัง) -_-'

Z-1
ร่วมแบ่งปัน455 ครั้ง - ดาว 166 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 2 มี.ค. 2544 (23:39)
สาเหตุอย่างหนึ่งก็เพราะเด็กไทยไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเด็กเก่งๆ มักจะหันไป ent หมอ หรือ วิศวะ กันหมด ทั้งนี้เนื่องมาจากอาชีพนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทย ยังไม่มีสถาบันวิจัยที่จะรองรับ อีกทั้งยังได้เงินเดือนน้อยเมื่อเทียบ หมอ หรือ วิศวะ นอกจากนั้น ทุนสนับสนุนการวิจัยก็ยังไม่เพียงพอ อีกทั้งทางรัฐบาลก็ยังไม่จริงจังในการแก้ปัญหา เด็กเก่งๆ จึงมักจะหันไปเรียน หมอ หรือ วิศวะ ซึ่งดูเหมือนจะมีอนาคตที่ดีกว่ากันหมด จึงทำให้ประเทศของเราขาดคนเก่งๆ ที่จะมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไปเรียนอย่างอื่นกันหมด ส่วนคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ก็มักจะต้องจำใจเรียนเพราะยังไงก็ดีกว่าการ ent ไม่ติด(เพราะมักจะเลือกคณะวิทยาศาสตร์เป็นอันดับที่4 รั้งท้ายเอาไว้ แต่คนที่อยากเรียนจริงๆ ก็มีเหมือนกัน แต่น้อย)ตอนเรียนก็มักจะเรียนแบบขอไปที ขอให้จบๆ ไป ขอให้ได้ปริญญาก็พอจึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่จบออกมาขาดคุณภาพ และไม่เข้าใจในแก่นแท้ของการศึกษาวิทยาศาสตร์จริงๆ เมื่อคนเหล่านี้ไปเป็นครูสอนหนังสือ ก็ทำให้คุณภาพการเรียนการสอนด้อยลงไป เนื่องจากไม่เข้าใจแก่นแท้ของการศึกษาวิทยาศาสตร์ และมักจะสอนตามแต่ในตำรา เหมือนเอาตำรามากางแล้วอ่านให้ฟัง


เมื่อนักเรียนถามอะไรลึกๆ ก็มักจะตอบไม่ได้เนื่องจากไม่มีในตำรา ครั้นจะคิดเองก็คิดไม่เป็น เนื่องจากไม่ได้ฝึกคิดตั้งแต่ตอนเรียน(บางคนก็ฉลาดน้อยจริงๆ เคยเจอมาแล้ว แค่โจทย์ข้อเดียว นักเรียนคิดออก แต่ครูคิดตั้งเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ออก สุดท้ายนักเรียนคงรำคาญเลยบอกครูไปว่าต้องคิดยังไง) จึงถือได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ไทย

x (IP:192.100.77.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 มี.ค. 2544 (02:24)
ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะ


นั้นก็กล่าวว่า ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่มีค่านิยมเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์


คณิตศาสตร์ นักวิจัย รวมทั้งไม่มีการสร้างแรงจูง ใจเรื่องเกียรติและค่าตอบ


แทนที่ดีแล้ว




ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการปฏิรูปการสอนปรับหลักสูตรหรือมีสื่อที่วิเศษ


อย่างไร แต่ในเมื่อใจคนไม่อยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม และเด็กยังคง


เรียนวิทยาศ าสตร์แบบท่องจำเพื่อนำไปสอบเท่านั้น






เห็นด้วยกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอย่างยิ่ง


ถ้าแก้ภาพพจน์ของนักวิทยาศาสตร์ได้ และ ให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์ก็ทำเงินไม่แพ้หมอและวิศวะ (แต่งานวิทยาศาสต์สบายกว่านะ i i ) เราก็คงจะได้เด็กที่สนใจวิทย์มากขึ้น


อีกทั้งแก้ระบบเอ็นทรานซ์สะ เด็กจะได้ไม่ต้องไปหน้าดำคร่ำเครียดเรียนกวดวิชา เปิดโอกาสให้นักเรียนเลิกวิชาเรียนตามที่ชอบ ไม่ใช่เปิดเทอมมาอาจาร์ยที่ปรึกษาเดินเข้ามาจดตารางเรียนให้เด็ก เด็กนั่งเรียนอย่างเดียว เดี๋ยวอาจารย์ก็เดินเข้ามาป้อนให้ทุกอย่าง ทำให้เด็กขาดความกระตือรือร้นที่จะไปเลือกเรียนวิชาที่ตนเองถนัดและชอบได้ ผมว่าน่าจะมีโรงเรียนตัวอย่างที่ทดลองใช้ระบบนี้หน่อยนะ ปวดหัวอาจารย์และเด็กๆหน่อย แต่จะทำให้เด็กโตขึ้นเยอะ ลองคิดดูระบบมหาวิทยาลัยไทย ยัง ยัดตารางเรียนให้เด็กปี 1 เลย เพราะอะไรนะเหรอ เพราะเด็กยังไม่รู้จักระบบลงทะเบียนด้วยตนเอง เลือกวิชาเรียนด้วยตนเอง เข้าไปปี 1 ก็ต้องมีคนป้อนให้อยู่ ไม่เอาละเขียนแล้วยาว ไปดีกว่า

fahcram (IP:128.173.35.215)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 3 มี.ค. 2544 (02:50)
ลองหานักจิตวิทยามาช่วยดูสิครับ...ผมว่าเราควรให้วิทยาศาสตร์แทรกซึมไปอยู่ทั่วทุกส่วนของสังคม ไม่ว่าจะทำอะไรก็ควรมีเหตุผลกัน




การที่จะให้เข้าไปถึงประชาชนแบบค่อยๆเป็นค่อยไปก็ควรจะใช่เรื่องของสื่อให้เป็นประโยชน์ พวกวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร แม้จะดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่ถ้าช่วยกันสอดแทรกเข้าไปทีละนิดทีละนิด มันก็ย่อมเข้าไปอยู่ในสังคมมากขึ้น




พวกละคร แฟชั่น การเมือง ร้านข้าวแกง รถเมล์ มีส่วนช่วยด้วยกันทั้งนั้น สมมติว่าดารามาให้สัมภาษณ์ว่าจะเข้าเรียนคณะวิทย์ฯเพื่อเป็นนักวิจัย ก็อาจมีคนให้ความสนใจมากขึ้น ...วิทยาศาสตร์มันน่าสนใจอยู่แล้วครับ แต่บังเอิญคนที่มาทำงานด้านวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยจะได้รับความสนใจจากสังคมเท่าไหร่ ...

Z-1
ร่วมแบ่งปัน455 ครั้ง - ดาว 166 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 3 มี.ค. 2544 (09:08)
ที่คุณ X และคุณ fahcram พูดน่ะ ตรงประเด็น


ที่สุด คนอยากเป็นหมอ วิศวกร ก็เพราะค่า


ตอบแทนสูง สถาบันวิจัยที่ให้เงินเดือนนักวิทยาศาสตร์สูงๆ ก็มี แต่มีแค่ 3 ที่ แถมตัวเงิน


จริงๆ ก็ยังน้อยกว่าหมอ หรือวิศวะ อยู่ดี


โอกาสที่จะก้าวหน้าทั้งในตำแหน่งและ


เงินเดือนก็แทบจะไม่มี คือเป็นนักวิจัยอาชีพ


ก็จะต้องเป็นนักวิจัยไปตลอด ไม่มีการปรับ


วุฒิเหมือนอาจารย์มหาลัย ที่มี ผศ. รศ. ศจ.


เคยมีข่าวแว่วๆ มาว่าจะมีการให้คุณวุฒิ


นักวิจัย เป็นขั้นๆ เพื่อเทียบได้กับ ตำแหน่ง


ทางวิชาการชองอาจารย์มหาลัย แต่ไม่เห็น


มีใครทำอะไรออกมาเลย


นักวิจัยอาชีพในเมืองไทยก็เลยมี 2 ประเภท


( ไม่นับ อ.มหาลัย) คือ อยากจะมาเป็นตรงนี้


อยู่แล้ว กับ จับผลัดจับผลูเรียนมาเรื่อยๆ


ปัญหาความไม่ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์


ของสังคมไทย ผมว่าคนส่วนใหญ่เห็นสาเหตุ


เพราะเวลามีกระทู้แบบนี้ ก็จะมีคนเข้ามา


พูดได้ตรงจุดทุกที แต่ไอ้ที่ไม่มีการแก้ไขคือ


รัฐบาล


ครั้นรัฐบาลจะให้เงินเดือนนักวิจัยสูงๆ


ก็ไม่รู้จะให้ไปทำไม เพราะไม่รู้จะเอานักวิจัย


ไปทำอะไร เพราะคิดว่าผลการวิจัยไม่เห็นเอา


มาใช้ได้เลย ตั้งโครงการไป ก็หาเปอร์เซนต์ยาก สู้ทำถนน ซื้อคอมพ์แจก ยังจะได้เงินง่ายซะกว่า


ฮ่วย! ทำไมถึงมีแต่นักการเมืองแบบนี้ฟะ


วท. ได้ผู้ว่าการใหม่ไฟแรง เป็นนักบริหาร


ที่เป็นวิศวกรด้วย น่าจะเห็นปัญหานี้อยู่แล้ว


ท่านช่วยขยับตัวมาช่วยหน่อยสิครับ


สงสัยต้องฝากไปถึง รมต. กระทรวงวิทย์


กะอีแค่เอาเทคโนโลยีไปช่วยชาวบ้านเฉยๆน่ะ


มันไม่ทำให้ประเทศเจริญขึ้นมาได้หรอก


ถ้าพื้นความคิดของคนในประเทศยังเห็นว่า


วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว เวลาพูดถึงแล้ว


ต้องส่ายหน้าเบ้ปาก บอกคุยเรื่องดารายังมันส์


ซะกว่า


เฮ้อ... ใครช่วยผมที!

ว. (IP:203.151.96.16)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 มี.ค. 2544 (13:14)
ตราบใดที่คนไทยยังขอหวยจากจอมปลวก จากโครงกระดูกโบราณ สภาพสังคมที่เอื้ออำนวยต่อการคิดอย่างวิทยาศาสตร์ก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้

PK5g (IP:4.45.89.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 3 มี.ค. 2544 (17:19)
คราวนี้ขอมาแก้ต่างชี้แจงในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์นะครับ จริงๆ แล้วในความเห็น (ส่วนตัว) ของผม วิศวกร ก็เป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น วิศวกรรมศาสตร์ จึงมีความใกล้ชิดกับวิทยาศาสตร์มาก การที่นักเรียนเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ผมเห็นว่าเขาก็ได้เข้ารับการศึกษาวิทยาศาสตร์ไปด้วย




การที่เมืองไทยมีคนต้องการเรียนวิศวกรรมศาสตร์กันเยอะๆ นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กเหล่านั้นจะทิ้งวิทยาศาสตร์ไปเสียเลย และจำนวนไม่น้อยในหมู่วิศวกรเหล่านี้ที่มีส่วนในการพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ด้วย จะเห็นได้ว่าในบรรดาผู้ได้รับเกียรติให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย ก็มีวิศวกรรวมอยู่ด้วย (เท่าที่ผมรู้จักมีสองท่าน คือ อาจารย์ไพรัช กับ อาจารย์วัลลภ)




เราต้องมาถกกันว่าที่เมืองไทยขาดนั้นคือ "นักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ --- pure science" ใช่หรือเปล่า? ดูเถิดในบรรดาคณะวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในประเทศไทยของเรานั้น ต่างก็เปิดสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ด้วยกันทั้งสิ้น และดูเหมือนว่าเด็กๆ ก็นิยมเลือกเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์มากกว่าด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะสามารถมองเห็นอนาคตได้เป็นรูปธรรมมากกว่า




เมืองไทยขาดแคลนอะไรกันแน่? ผมว่าปัญหาอยู่ที่พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า ไม่ว่าเราจะมีบุคคลากรเป็นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ วิศวกร ต่างก็เป็น "นักวิทยาศาสตร์" ด้วยกันทั้งนั้น ที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็น "วิทยาศาสตร์พื้นฐาน" มากกว่า การกระตุ้นให้เด็กสงสัย และคิดหาวิธีการทดสอบ แก้ปัญหา อันเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ เราได้เคยทำกันมั้ย?




สมควรมองในจุดนี้มากกว่า ผมคิดว่าหลักสูตรวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนควรจะมีการปรับปรุงกันขนานใหญ่ได้แล้ว ตอนนี้เรามีค่ายวิทยาศาสตร์มากมาย แต่ไม่รู้ว่ามีค่ายครูวิทย์มากน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่เริ่มเสียตอนนี้ ก็จะสายเกินไป

ณยศ (IP:134.151.54.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 มี.ค. 2544 (19:11)
เด็กไทยยังกินข้าวเองไม่ได้ ต้องรอคุณครูมา


ป้อน

โต๋เต๋เดินหลงทาง (IP:203.148.218.69)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 4 มี.ค. 2544 (02:22)
ผมว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือการพัฒนาคุณภาพของครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ จากนั้นจึงค่อยไปพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ เพราะต่อให้ประเทศเราใช้หลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่ดีแค่ไหนก็ตาม หากว่าครูผู้สอนไม่มีคุณภาพ สอนไม่เป็น ไม่เข้าใจแก่นแท้ของการศึกษาวิทยาศาตร์แล้ว ผลสุดท้ายก็ออกมาเหมือนเดิม ไม่มีอะไรพัฒนา เพราะครูผู้สอนสอนไม่เป็น ใช้หลักสูตรไม่เป็น หรือไม่ก็ไม่มีปัญญาจะใช้ เปรียบเสมือนกับการนำยอดกระบี่ไปให้ทหารเลว ซึ่งย่อมทำให้ยอดกระบี่หมดคุณค่ากลายเป็นกระบี่ธรรมดาไป เพราะทหารเลวไม่สามารถใช้กระบี่ได้เต็มประสิทธิภาพของมัน เนื่องจากขาดทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ แต่หากนำยอดกระบี่ไปให้ยอดขุนพลซึงมีทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ก็ย่อมสามารถใช้ยอดกระบี่ได้อย่างยอดเยี่ยมเต็มประสิทธิภาพของมัน และแม้แต่กระบี่ธรรมดาก็สามารถทำให้เป็นยอดกระบี่ได้หากยอดขุนพลรู้จักพลิกแพลง สรุปก็คือ ยอดกระบี่ย่อมคู่กับยอดขุนพล และยอดขุนพลสามารถทำให้กระบี่ธรรมดาเป็นยอดกระบี่ได้หากรู้จักพลิกแพลง

bee (IP:192.100.77.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 4 มี.ค. 2544 (02:32)
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

van (IP:192.100.77.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 4 มี.ค. 2544 (06:06)
it was so frustrating after i read this article. for i hink, one of the solution is that we need to increase salary for these teachers for the sake o incentives. what do you think??????f

A Sung! (IP:128.230.244.33)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 4 มี.ค. 2544 (21:11)
เห็นด้วยกับคุณโต๋เต๋เดินหลงทาง


ถ้าเราจะแก้ก็ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆครับ


ครูควรต้องสอนแบบ"แนะ" ไม่ใช่เอาแต่"นำ" สอนแบบให้เด็กคิดเองไม่ใช่เอาแต่ให้ทำตามอย่างเดียว


แล้วมันจะปลูกฝังให้เรามีความกล้าคิดกล้าทำตามความเชื่อของตัวเอง ต่อไปจะเป็นนักวิทย์ฯหรือสาขาอื่นๆที่ขาดแคลนก็จะมีคนกล้าเรียนทั้งนั้น


ตัวอย่าง.. ประเทศพัฒนาแล้วไงครับ

Joe:D� (IP:128.193.44.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 5 มี.ค. 2544 (09:44)
ที่จริง ผมว่าคนไทยต้องการวิทยาศาสตร์มาก


สังเกตดูจากเรตติ้งของรายการช่อง 9


หลังจากที่มีรายการ 9Sci TV champian และ Explorer แล้ว


คนก็แห่กันมาดูช่อง 9 มาก จน ช่องอื่นต้องปรับผังรายการมาสู้




ปัญหาอยู่ที่ผู้นำประเทศมากกว่า




ถ้าจะแก้ไขเศรษฐกิจด้วยสมบัติโกโบริ


หาคนวางระเบิดด้วยหมอดู


หลอกให้คนรวยโดยสัญญาว่าจะให้เงินโดยไม่ต้องทำงาน




ถ้าผู้บริหารประเทศไม่มีวิสัยทัศน์ทางวิทยาศาสตร์


ก็อย่างเพิ่งหวังถึงครู ถึงนักเรียนเลย


ขนาด ผอ.สถาบันที่เป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์ ยังพึ่งไสยศาสตร์อยู่เหยง ๆ


คนที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็พากันหนีหายไปจากประเทศไทย




ผมว่าการศึกษาไทยต้องปฏิวัติ ไม่ใช่ปฏิรูปครับ

นิรันดร์ (IP:203.149.23.215)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 5 มี.ค. 2544 (16:16)
เล่าอดีตให้ฟังหน่อยแล้วกัน


แต่ก่อนตอนผมเป็นเด็ก ๆ


คนเก่ง ๆ ชอบเรียนวิทยฯกัน(เก่งมาก ๆ ก็ต้องฟิสิกส์ ผมเองชอบชีววิทยา)


ตำราเรียน ม. ปลาย สมัยนั้น นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้แยะกว่าเดี๋ยวนี้มาก


มีของ อ.แสวง อ.บุญพฤกษ อ.พงษ์ ฯลฯ


เดี๋ยวนี้เห็นมีแต่ของ สสวท.


นอกนั้นก็เป็นคู่มือสอนทำโจทย์ ไม่มีตำรา


แล้วก็มีครูหลายโรงเรียน ไม่ให้เด็กใช้ตำราของสสวท. ไม่รู้ว่าให้ใช้ของใคร




ความเห็นของผมว่า ถ้ายอมให้แบบเรียนออกมาง่าย ๆ หน่อย


ให้เงินสนับสนุน แบบเรียน ที่เป็นแบบเรียน


เลิกผูกขาดการผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และแบบเรียนแต่เพียงผู้เดียว


ในประเทศไทยขององค์การค้าของคุรุสภาได้ ก็น่าจะช่วยประเทศไทยได้ในระดับหนึ่ง


ระบบผูกขาดนี้ ผมว่าไม่สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาทางความคิดเลย


ยิ่งได้นายกที่ชอบผูกขาดแล้ว ไม่รู้ต่อไปจะเป็นอย่างไร


ว่าจะไม่ออกนอกเรื่องแล้วเชียว ผมไม่ได้เป็นคนวางระเบิดเครื่องบินนะครับฯพณฯ

นิรันดร์ (IP:203.149.23.215)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 5 มี.ค. 2544 (20:30)
ถูกตัดหลักสูตรออกหมดเหลือแต่นํ้าไม่มีเนื้อหา แล้วยังจะเอามารวมกับสังคมอีกทำให้ครูไม่มีเวลาสอน สอนแต่สังคมแล้วจะให้เด็กไทยเก่งวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร

คน (IP:203.148.188.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 6 มี.ค. 2544 (04:31)
ผมสงสัยอย่างหนึ่งครับ


คือสงสัยว่าในโรงเรียนเด็กเราเรียนเยอะไปหรือเปล่า?




ในต่างประเทศ โรงเรียนเรียนกันประมาณครึ่งวัน ตั้งแต่ชั้นประถม


แต่ในไทยและอีกหลายๆ ประเทศแถบเอเชีย เรียนกันทั้งวัน


เผลอๆ เสาร์อาทิตย์หรือหลังเลิกเรียนยังต้องไปเรียนพิเศษอีก




การที่เรียนหนักไปอาจจะทำให้เด็กเหนื่อย และไม่มีเวลาใช้ความคิด


สร้างสรรค์ก็ได้ แค่เรียนกับเล่นก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น


ผมเลยไม่แน่ใจว่าเรียนเยอะๆ แบบเมืองไทย กับเรียนน้อยลงหน่อย


อย่างไหนจะดีกว่ากัน ...




มีตัวอย่างจากเพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นชาวอิหร่าน มีลูกแล้ว เลยส่งเข้าโรงเรียน


ในอังกฤษ เพื่อนคุยให้ฟังว่าลูกเขาสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากๆ เมื่อเทียบกับ


ตัวเขาเองในวัยเดียวกัน ( เพื่อนผมก็หัวดีใช้ได้ อย่างน้อยก็จะจบปริญญาเอกแล้ว )




เขาบอกว่า ตอนเด็กๆ ในโรงเรียนที่อิหร่าน เรียนหลายวิชามากต่อหนึ่งวัน


( เหมือนเมืองไทยเลย ) กลับมาบ้านเล่นเสร็จก็เหนื่อยแล้ว ไม่เคยถามพ่อแม่


ด้วยคำถามแปลกๆ ว่า พ่อค่ะ ทำไมโลกต้องหมุนรอบตัวเองคะ หรือ โลกเกิดมาอย่างไร


อะไรทำนองนั้น




ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะระบบการศึกษาหรือเปล่า หรือว่าลูกของเพื่อนผม


มีนิสัยช่างสังเกตุและอยากรู้อยากเห็นเองอยู่แล้ว


แต่ที่แน่ๆ ในประเทศพัฒนาแล้วแทบทุกประเทศ ( ยกเว้นญี่ปุ่น )


นักเรียน เรียนกันไม่หลายวิชามาก โดยเฉพาะนักเรียนในชั้นเล็กๆ


เด็กชั้นประถมบ้านเราไปโรงเรียน ถือกระเป๋ายังกะจะไปเที่ยวต่างจังหวัด


การที่เราป้อนเด็กมากเกินไป ทำให้เด็กขาดความสนใจหรือเปล่า?


ผมไม่แน่ใจครับ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เด็กไทยเรียนกันหนักมาก


ทั้งเรียนในโรงเรียน และ เรียนพิเศษ


ก็ไม่น่าสงสัยว่าเวลาเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ถึงไม่ค่อยอยากจะเรียนกัน

จ้อ
ร่วมแบ่งปัน1441 ครั้ง - ดาว 268 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 6 มี.ค. 2544 (06:17)
เอ็นติด ก็เหนื่อย ...... หายแหนื่อยแล้วเที่ยวต่อ

โต๋เต๋เดินหลงทาง (IP:203.148.218.63)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 8 มี.ค. 2544 (22:25)
ปัจจุบันนี้ดูตำราเรียนของเด็กแล้วงงมากไม่ทราบว่าจะให้เรียนอะไรเนื้อหามีน้อยมากคิดว่าคงต้องให้เด็กไปค้นคว้าเอาเอง(ประถมต้น)แต่เด็กระดับนี้จะค้นคว้าเองได้อย่างไรจะถามผู้ปกครอง ตัวผู้ปกครองก็ไม่ได้มีความรู้มากมายอะไรถึงต้องส่งเด็กไปเรียนรู้หาความรู้จากโรงเรียน ในหนังสือมีแบบฝึกหัดให้เด็กทำเป็นการตอบปัญหาเกี่ยวกับการทดลอง แต่ไม่ได้มีการทดลองจริงคุณครูก็ให้เด็กกลับบ้านนั่งเทียนเขียนคำตอบกันเอง อันนี้เรื่องจริงเพราะลูก ๆ ที่บ้านโดนทุกคน อย่างนี้จะให้เด็กเก่งได้อย่างไร บางครั้งคำตอบสำหรับคำถามหนึ่ง ๆ มีอยู่หลายคำตอบ ผู้ใหญ่เองยังเลือกตอบคำตอบไม่ถูกเลย แม้กระทั่งครูผู้สอนเองโรงเรียนเดียวกันครูยังตอบต่างกันแล้วอย่างนี้จะให้นักเรียนเรียนรู้อะไรจากโรงเรียนกันแน่

ทิวา (IP:203.144.223.74)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 8 มี.ค. 2544 (23:17)
..สอนให้รู้ว่า..อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา..สาธุ สนุกดีออก เรียนไม่รู้เรื่องเนี่ย ทำให้เกิดจินตนาการ การค้นคว้า..ถ้ารู้เรื่องหมดแล้วผมว่ามันก็น่าเบื่อออก (อ้างจาก พี่จ้อ ความคิดเห็น 16 กระทู้นี้) จริงไหมครับ

Z-1
ร่วมแบ่งปัน455 ครั้ง - ดาว 166 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 9 มี.ค. 2544 (06:22)
โอ๋ยโหย... คุณ Z-1 ผมไม่ได้หมายความว่าให้สอนให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่องจ้าาา




หมายความว่า ไม่ต้องเรียนเยอะมากก็ได้ คิดว่าเรียนครึ่งวัน


อีกครึ่งวันทำอย่างอื่นบ้าง ให้ได้รู้จักพัฒนาด้านอื่นบ้าง


การเรียนไม่ใช่เรียนแต่หนังสืออย่างเดียว




เดี๋ยวนี้เด็กชั้นประถมต้นมีการทดลองด้วยหรือครับ?


ตอนผมเรียนยังปิติมานีมานะชูใจอยู่เลย การทดลองที่ตื่นเต้นที่สุด


คือทำกับข้าวครับ ทอดไข่ดาวเป็นอย่างแรก ยากสุดคือวิชางานฝีมือ


รู้สึกว่าจะชื่อ การงานพื้นฐานอาชีพ หรืออย่างไรนี่ละครับ


ทำกระทงใบตอง ทำขนม เย็บกางแกงด้วย ( จริงๆแล้วคุณแม่เย็บให้ ฮา )


ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกว่าหัดท่องสูตรคูณตอนประถมสอง เอ หรือสามหว่า?


เริ่มเรียนวิทยาศาสตร์ครั้งแรกในวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต


ราวๆ ประถมปีที่ 5 ครับ กว่าจะได้เห็นการทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ


ก็ต้องรอถึงตอนมัธยมปีที่ 1 นะครับ ไม่ทราบสมัยนี้ยังเป็นอย่างนี้อยู่


หรือเปล่าครับ?




รบกวนคุณทิวาช่วยให้ข้อมูลได้มั๊ยครับว่าชั้นนักเรียนชั้นประถมต้นเนี่ยะ


คุณครูให้ทำการทดลองเกี่ยวกับอะไร ลักษณะใหนครับ

จ้อ
ร่วมแบ่งปัน1441 ครั้ง - ดาว 268 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 9 มี.ค. 2544 (06:29)
พูดถึงเด็กมัธยมที่อังกฤษหน่อย ผมไม่เห็นว่าคณิตศาสตร์ของเขาจะสอน


อะไรลึกมากอย่างของเรา แคลคูลัสก็ไม่ต้องสอน แถมบางโรงเรียน


ไม่ได้สอนเมตริกเสียด้วยซ้ำ




แต่แปลกไหม... มหาวิทยาลัยในอังกฤษเรียนแค่ 3 ปี


เด็กก่อนเข้ามาเรียนเนื้อหาเลขมาน้อยกว่า


แต่สร้างนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ที่มีคุณภาพได้


คิดว่าที่อเมริกาก็คงไม่ต่างกันมาก




ผมถึงได้สงสัยไงครับ ว่าเรียนเยอะๆ เนี่ยะ


มันดีจริงๆ หรือ?

จ้อ
ร่วมแบ่งปัน1441 ครั้ง - ดาว 268 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 9 มี.ค. 2544 (10:39)
เคยโดนน้องชายที่เรียนอยู่ป .2 ถามว่าก้อนหินเกิดจากอะไร ก็อึ้งไปพักนึงแล้วตอบเค้าไปว่า


น่าจะเกิดจากการสลายตัวของพวกต้นไม้


เค้าก็เลยถามต่อว่าแล้วต้นไม่ต้นแรกในโลกเกิดได้อย่างไร ปัญหานี้ตอบน้องไม่ได้ อายน้อง


จังเลย ที่เค้ามีเวลาถามก็เพราะว่าละครเรื่อง


โปรด แก้วหน้าม้ายังไม่ได้เวลาออกอากาศน่ะเด็กๆสมัยนี้ติดละครกันมากเลยค่ะไม่รู้จะแก้ด้วยอะไร ถึงจะชักจูงเค้าให้เลิกสนใจละคร


แล้วหันมาสนใจวิทย์แทน

little sun (IP:202.28.18.19)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 9 มี.ค. 2544 (19:56)
การทดลองที่มีในหนังสือ คุณ JOR ลองไปพลิกดูหนังสือสปชของสำนักพิมพ์ประสานมิตรที่แต่งโดยวินัย พัฒนรัฐและคณะ ที่บ้านลูกเรียนอยู่ชั้นป4 และป5 จะใช้หนังสือของสำนักพิมพ์นี้หมด คือการทดลองก็โอเคนะ ถ้าได้ทำจริงแต่ถ้าไม่ได้ทำมันก็ไม่มีความหมายอะไรแล้วพอเด็กตอบไปบางครั้งคุณครูก็เฉลยแบบเขียนให้ตอบตามครูแต่บางเรื่องก็ไม่เฉลยแต่ให้เด็กทำเป็นการบ้านมาเนื่องจากเวลาสอนไม่ทันยิ่งตอนใกล้สอบที่ผ่านมาให้เด็กทำทีสิบกว่าหน้าในหนึ่งคืนก็เลยไม่มีปัญญาจะทดลองให้ลูกดู ก็ต้องช่วยอธิบายแล้วตอบไปตามแกน แต่คิดว่าเด็กคงไม่ได้อะไรมาก อีกเรื่องหนึ่งไม่ทราบใครเคยได้ยินการเรียนของ mad science บ้างอยากทราบว่าเป็นอย่างไร มีประโยชน์หรือไม่ จะช่วยให้เด็กมีความรู้ทางด้านวิทย์ฯมากขึ้นไหม

ทิวา (IP:203.144.223.74)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 11 มี.ค. 2544 (02:37)
คุ้น ๆ แฮะ


เห็นพี่สาวซึ่งมีลูกเรียนอยู่ชั้นประถม บ่น ๆ อยู่ว่าครูบังคับให้ซื้อหนังสือ วินัยฯ ห้ามใช้เล่มอื่น ก็ทะแม่ง ๆ อยู่ว่าหนังสือของ วสท.ใช้ไม่ได้แล้วหรือ เขาไม่เรียนวิชาอื่น นอกจากวินัยฯแล้วหรือ พึ่งรู้ว่าเป็นชื่อคนแต่ง

BB (IP:203.155.35.88)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 11 มี.ค. 2544 (03:22)
แฮะๆ กลายเป็นกระทู้รำลึกความหลังไปแล้วมั้งครับนี่..สำหรับผมนี่ ตอนประถมถือว่ามีบทบาทมากที่ทำให้ผมเรียนวิทย์มาถึงทุกวันนี้




เรื่องสูตรคูณนี่เริ่มท่องตอนป.4 มากกว่าครับสำหรับผม




การเรียนตอนประถมสำคัญมาก นึกกลับไปก็ยังจำได้เลยว่าตอน ป.6 มีคนถือเอามิติที่ 4 ฉบับทำระเบิดนิวเคลียร์ที่บ้านมาให้ดูเล่น เริ่มอ่านรู้รอบตัวของซีเอ็ดตอนป.5 ตอนนั้นออกมาเล่มที่ 29 อ่านๆไปก็ติด เลยสมัครสมาชิกกับไปหาเล่มเก่าๆที่จตุจักร แล้วก็มีการ์ตูนรู้รอบตัวแสนสนุก กับวิทยาศาสตร์แสนสนุกนี่แหละที่สนุกมากอ่านเป็นสิบรอบแล้ว อ้อ..แล้วก็มีของเล่นที่จำได้ติดตาก็จรวดที่มีเม็ดอะไรขาวๆกับน้ำยา (น่าจะเห็นพวก Calcium carbonate กับกรดอะไรสักอย่างทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์)




ไบโอเสฟียร์ของพี่เอ สุรัชน์ในโครงการสตาร์นั่นผมก็เห็นครั้งแรกตอนสัปดาห์วิทย์ที่โรงเรียนจัด มีชุดทดลองที่เอาลูกโป่งมาทำเป็นปอด พอดึงไดอะแฟรมข่างล่างเล่นให้ลูกโป่งพองได้ อีกอันก็เป็นหลอดแก้วลอยในน้ำ (แบบมีน้ำไม่เต็มหลอด พอกดยางความดันก็เปลี่ยนมันก็ลอยขึ้นลอยลง) .. ผมว่ามันก็มีของเล่นให้ดูเยอะดีอยู่




หนังสือก็เป็นแบบเรียนที่ใช้เหมือนกันหมด หอบไปโรงเรียนวันนึงกันไหล่แทบทรุด (ยิ่งเรียนยิ่งถืออะไรไปเรียนน้อยลง พอถึงมหาลัยก็เหลือเป็นเศษกระดาษ) การ์ตูนกับละครผมก็ติดเหมือนกัน จะเอาอะไรกับเด็กนักหนาจริงไหนครับ

Z-1
ร่วมแบ่งปัน455 ครั้ง - ดาว 166 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 16 มี.ค. 2544 (14:08)
เห็นด้วยพอสมควรครับ แต่ผมยังคิดว่าต้องพัฒนาได้แน่นอน


อยากให้ผู้ใหญ่สนับสนุนเรื่องนี้มาก ๆ

ประมาณ ถิระวรนันท์ (IP:203.146.64.164)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 21 มิ.ย. 2545 (10:00)
ผมว่าปัญหาอยู่ที่กระทรวงศึกษาฯ นั่นแหละ

มีเปิดสอบครูที แห่ไปสมัครกันเป็นหมื่นๆ มีแต่จบสายครูกันทั้งนั้น

(พวกที่จบโครงการคุรุทายาท ซึ่งนับว่าเป็นหัวกะทินี่ เค้าจบมาก็ได้งานอยู่แล้ว)

ส่วนพวกที่จบสายตรง ขอบอกว่าหมดสิทธิ์แม้กระทั่งไปคิดสมัครครับ

เพราะพวกท่านๆ ในกระทรวงฯ ได้ออกข้อคุณสมบัติมากีดกันพวกที่ไม่ได้จบสายครูอย่างท่านๆ ไว้หมดแล้ว

คุณสมบัติที่เน้นกันนักหนาคือ "ต้องได้เรียนวิชาการสอนมาก่อน" ฮ่วย แล้วสายตรงที่ไหนมันจะได้เรียนล่ะครับท่าน.

donga (IP:203.144.144.233)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 17 พ.ย. 2548 (21:08)
จากการที่ International Institute for management development (IMD)

แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันการจัดอันดับความสามารถการแข่ง

ขันด้านวิทยา-ศาสตร์ในระดับนานาชาติ ได้ประเมินขีดความสามารถก ารแข่ง

ขันด้านวิทยาศาสตร์และเทค-โนโลยีของไทยปี 2543 เป็นลำดับที่ 47 จาก

47 ประเทศนั้น
bumbim001@hotmail.com (IP:61.91.142.162,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 20 พ.ย. 2548 (00:40)
About this topic



Be confident that#,In the case of intelligence, we asian people are totally smarter than european and america. Especially chinese, vietnamnist, and thai, these student are very intelligent.



However for the scientific performance, even mediocre europe students are equal to these intelligent asians.



Why do an asian one needs more intelligent in order to be as smart as a medium intelligent europian student?



This was a very amazing question for me. How amazing their system is? They can creat a normal one to become a smart one.



I dont want to blame on our system.



I used to see my very very good, dedicate, and smart high school teacher, ummmm, but I also used to see my lazy arrogant brainless teacher in my lovely high school as well.



How come for the future?



I wonder!
rapboy (IP:134.245.3.65,134.245.191.5,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 20 พ.ย. 2548 (14:13)
ก็น่าตกใจไม่น้อยนะครับสำหรับความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กไทยของเราผมว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องยื่นมือเข้ามาดูแลอย่างแท้จริงเท่าที่ผมอ่านความคิดเห็นที่ผ่านมาถ้าเป็นระบบการศึกษาพอมีสาเหตุ 1.หลักสูตร 2.ครูผู้สอน 3.การวัดและประเมินผล แต่ผมขอเสนออีกอย่างครับคือเราเตรียมหรือสร้างเด็กของเราให้เป็นผู้มีจินตนาการควรฝึกมาตั้งแต่เด็กเล่นอย่างสร้างเสริมจินตนาการเพราะผมยังเชื่อว่าจินตนาการมีค่ามากกว่าความรู้ แต่ไม่ใช้ความรู้ไม่สำคัญนะครับแต่อย่าลืมจินตนาการต้องสร้าง ต้องมี การมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่ดีสู่ความรู้เฉพาะด้านผมเชื่อว่าการพัฒนาประเทศไทยของเราเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็นและถูกจุดครับ
ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2800 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม