สารเจือปนในอากาศ ใครรู้ช่วยบอกที

โพสต์เมื่อ: 20:29 วันที่ 21 ก.ค. 2549         ชมแล้ว: 91,624 ตอบแล้ว: 89
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ช่วยบอกเกี่ยวกับ อันตรายของสารต่างๆที่เจือปนในอากาศต่อระบบหายใจของคนเรา รวมทั้งวิธีป้องกันและแก้ไขด้วยค่ะ


Moonshadow
ร่วมแบ่งปัน17 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

จำนวน 80 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ส.ค. 2549 (09:18)
สารเจือปนในอากาศ
masiya_@hotmail.com (IP:125.24.66.129,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 13 ส.ค. 2549 (15:25)
อยากอานมาก
หนูนา (IP:61.7.160.150,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 14 ส.ค. 2549 (13:57)
กำลังหาเหมือนกันนะ พรุ่งนี้แพนต้องส่งอาจารย์ด้วย
แพนเค้ก เขมนิจ เองค่ะ (IP:124.120.187.76,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 14 ส.ค. 2549 (18:23)
ทำงั้ยดีหาข้อมูลยังไม่ได้เลยต้องส่งพรุ่งนี้แล้ว
บ.ว.216 (IP:203.113.51.102,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 14 ส.ค. 2549 (18:55)
สิ่งเจือปนในอากาศมี กำมะถัน อะไรอย่างเนี่ย ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน
conan (IP:58.136.204.18,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 15 ส.ค. 2549 (21:08)
ช่อยบอกสารเจือปนในอากาศหน่อยครับๆๆๆๆๆๆ

ด่วนนะเนี้ย
บ.ว.เหมือนกัน (IP:203.113.51.103,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 15 ส.ค. 2549 (23:04)
เด็กหัวหินเหงม
Min (IP:58.147.60.2,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 20 ส.ค. 2549 (14:52)
แพนรู้แล้ว ชนิดของสารเจือปนในอากาศคือ พวกฝุ่นละออง พลวง สารหนู ทองแดง ตะกั่ว ปรอท คลอรีน และก๊าซต่างๆ

หรือลองเข้าไปหาคำว่ามลพิษทางอากาศนะ เพราะแพนส่งอาจารย์แล้วอาจารย์ บอกว่าถูก
เขมนิจ จามิกรณ์ (IP:124.120.188.105,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 21 ส.ค. 2549 (12:23)
กำลังหาอยู่เลยค่ะใครเจอบอกกันด้วย
แนทตี้ (IP:61.19.33.174,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 24 ส.ค. 2549 (20:20)
ใครรู้ บ้างว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มลพิษต่างๆเข้ามา มีผลกระทบต่อตัวเองอ่ะ
besttykeerin@hotmail.com (IP:203.151.140.117,203.113.51.5,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 27 ส.ค. 2549 (20:58)
กำลังหาเหมือนกันแต่หาไม่เจอสักทีค่ะ
ตุ๊กตา (IP:203.188.36.231,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 28 ส.ค. 2549 (17:13)
ขอบจัยมากนะแพนที่บอก เพราะเราก้อต้องส่งงานพรุ่งนี้เหมือนกัน
ยังไม่มีชื่อเลย (IP:202.44.210.31,10.249.20.49, unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 10 ก.ย. 2549 (12:41)


38143
ช่วยบอกหน่อยนะค่ะ วันพุ่งนี้ต้องส่งแล้วหละนะๆๆๆๆ

momay
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 11 ก.ย. 2549 (18:31)
ขอบใจแพนมากๆๆเลยนะ
หนอนแก้ว (IP:61.19.144.103,192.168.1.213,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 18 พ.ย. 2549 (17:17)
ขอบคุณพี่แพนมากๆค่ะ หาแทบแย่
เด็กเรียน (IP:203.113.44.10,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 9 ธ.ค. 2549 (11:51)
อันตราของสารต่างๆที่เจือปนในอากาศต่อระบบหายใจของคนเรารวมรวามทั้งวิธีป้องกันและแก้ไข หาให้ทีนะๆๆๆๆๆๆๆๆ
pizza50
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 9 ธ.ค. 2549 (11:53)
อันตราของสารต่างๆที่เจือปนในอากาศต่อระบบหายใจของคนเรารวมรวามทั้งวิธีป้องกันและแก้ไข หาให้ทีนะๆๆๆๆๆๆๆๆ



อันตราของสารต่างๆที่เจือปนในอากาศต่อระบบหายใจของคนเรารวมรวามทั้งวิธีป้องกันและแก้ไข หาให้ทีนะๆๆๆๆๆๆๆๆ



อันตราของสารต่างๆที่เจือปนในอากาศต่อระบบหายใจของคนเรารวมรวามทั้งวิธีป้องกันและแก้ไข หาให้ทีนะๆๆๆๆๆๆๆๆ
pizza50
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 12 ธ.ค. 2549 (16:30)
อยากทราบเรื่องสารเจือปนอากาศ
น้องบี (IP:222.123.152.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 26 ม.ค. 2550 (14:59)
ศุกลว้ฒน์ คณาเรศ์ LOVE เขมนิจ จามิกรณ์
ภพธร วรรณพุฒ (IP:125.25.11.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 26 ม.ค. 2550 (15:00)
ศุกลว้ฒน์ คณาเรศ์ LOVE เขมนิจ จามิกรณ์



ภพธร วรรณพุฒ
เขมนิจ จามิกรณ์ (IP:125.25.11.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 10 มิ.ย. 2550 (22:37)
ช่วยบอกที่พรุ่งนี้จะส่งแล้ว แต่ก็ขอบคุณพี่แพนเค้กมากที่ช่วยบอกที่มานะคะขอบคุณมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
numfom_13 @ hotmail.com (IP:203.113.51.73)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 11 มิ.ย. 2550 (18:18)
หายางงายก้อม่ายเจออ่ะต้องทามเปนรายงายซะด้วยสิ

เเย่จังเรา

ใครรุบอกเว็บหน่อยนะ มิสๆๆๆๆ
เด็ก2/1 อ.พ. (IP:203.146.63.185)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 12 มิ.ย. 2550 (19:02)
เราม้ายรู้
กอล์ฟ (IP:203.188.58.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 14 มิ.ย. 2550 (19:37)
สารเจือปนในอากาศมีไรบ้างเนี่ย เเละวิธีป้องกันแก้ไขมีไรบ้าง
tak204 (IP:203.156.0.138)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 4 ก.ค. 2550 (20:27)
I want to know this ?
priaw. (IP:222.123.165.138)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 14 ก.ค. 2550 (11:58)
พวกสารเจือปนในอากาศมีคำจำกัดความว่า สารที่ลอยฟุ้งหรืออยู่ในอากาศ ตัวอย่าง เช่น ฝุ่นละออง ขี้เถ้า เขม่าควัน เป็นต้น
น้ำค้าง : นิศาชล (IP:203.153.175.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 14 ก.ค. 2550 (12:02)
ถ้าใครมีอะไรจะถามก็ถามได้เลยนะคะ ให้ส่งอีเมลล์มาที่ nhumkhang_nisashon@hotmail.com นะค้า............ แต่ต้องเกี่ยวกับบทเรียนนะ ถ้าอยู่เกิน ม.2 ก็อย่าถามมาเพราะน้ำค้างก็ตอบไม่ได้ เพราะอยู่แค่ ม.2 เองนะ
น้ำค้าง : นิศาชล (IP:203.153.175.62)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 21 ก.ค. 2550 (17:00)
สารเจือปนในอากาศมีอารายบ้างอ่า ต้องวันจันทร์ที่ 23 แล้วอ่ะค่ะ ยังหาไม่เจอเลยแล้วมันมีผลต่อการหายใจของคนเราอย่างไรล่ะคะ
bunyacha@hotmail.com (IP:124.157.143.21)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 25 ก.ค. 2550 (12:00)
น้ำค้าง ต้องเรียนเก่งใช่เปล่าคร๊าบบบ ช่วยเราหาวิธีป้องกันและแก้ไขสารเจือปนในอากาศให้หน่อยดิ จะส่งวันศุกร์นี้แล้วอ่ะนะคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบ
nice_loveyou@hotmail.com (IP:125.26.247.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 25 ก.ค. 2550 (12:10)
หน้ารักจัง น้ำค้าง
มนืนย่ทนยรารบ (IP:125.26.247.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 26 ก.ค. 2550 (14:05)
ใครอะนำค้างไม่รู้จักรู้จักแต่อีดโปงลาง
ดคพำนำไคถ้รนี (IP:125.26.247.49)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 7 ส.ค. 2550 (19:41)
หายากมากเลย
brem_1198@hotmail.com (IP:124.120.122.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 12 ส.ค. 2550 (11:22)
หาคำตอบให้ด้วยสิ ไม่ใช่ให้แต่ถาม
คน (IP:125.25.160.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 13 ส.ค. 2550 (22:03)
มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3)



ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ แหล่งกำเนิดสารมลพิษ (Emission Sources) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere) และผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptor) แสดงเป็นแผนภูมิความสัมพันธ์ดังรูป







(1) แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ (Emission Sources)

เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระบายออกสู่อากาศภายนอก โดยที่ชนิดและปริมาณของสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศขึ้นอยู๋กับประเภทของแหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ และวิธีการควบคุมการระบายสารมลพิษอากาศ



(2) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere)

เป็นส่วนของระบบที่รองรับสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และเป็นตัวกลาง (Medium) ให้สารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศ มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความเร็ว และทิศทางกระแสลม รวมทั่งลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา และอาคารบ้านเรือน เป็นตัวกำหนดลักษณะการแพร่กระจายของสารมลพิษในอากาศ



(3) ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors)

เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส



จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง
แคท (IP:203.113.51.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 13 ส.ค. 2550 (22:15)
หามาให้วันสุดท้ายดีนะเส้นตายวันพรุ่งนี้
คนที่ช่วย (IP:203.113.51.4)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 15 ส.ค. 2550 (21:08)
หาข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของสารต่างๆที่เจือปนในอากาศที่มีผลต่อระบบหายใจ วิธีป้องกันและแก้ไขให้เราหน่อยดิน้า
เฟิร์น (IP:58.136.218.83)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 4 ธ.ค. 2550 (18:14)
ขอบคุณครับช่วยได้มากเลย
202ท่าบ่อ(หนองคาย) (IP:203.113.60.12)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 16 ม.ค. 2551 (19:23)
นาย ภพธร วรรณพุฒ 22.ก.ม.2551 แทนคําชอบคุณ อเล็กซานดร้า ธิดาวัลย์ บุญช่วย 28 พฤษภาคม 2551 โทร 08-3117-8484
อเล็กซานดร้า ธิดาวัลย์ บุญช่วย (IP:125.27.114.176)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 10 ก.พ. 2551 (15:16)
แร้ววิธีป้องกันอ่าคร๊า
- - (IP:124.121.162.89)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 26 มิ.ย. 2551 (21:57)
โอ๊ย ๆๆๆ !  จะส่งงานพรุ่งนี้แร้วเนี่ย (27 มิถุนา) จะทำยังไงดี !?  แร้ววิธีป้องกันกับแก้ไขอ่ะ ... ไม่เหงจะมีเรยอ่า !  ฮือ ๆๆๆๆ T^T
โบว์ (IP:118.172.66.242)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 3 ก.ค. 2551 (17:07)
ไม่มีงานส่งอาจารย์เลย  เซ็ง  ช่วยทีนะค่
เตย (IP:118.174.106.127)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 3 ก.ค. 2551 (18:44)

ขอบใจเเพนมักมักมักมักอ่ะที่กรุนาช่วย หวังว่าคงได้รู้จักกัน ถ้ารู้จัก จักขอบคุนเปนอย่างจูง



+_+


บู้บี้ (IP:222.123.28.221)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 27 ก.ค. 2551 (12:31)
กูก็หาอยู่เหมือนกันไม่รู้โวยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
กูหร่อยโวย@hotmail.com (IP:117.47.180.46)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 6 ส.ค. 2551 (20:13)
กะหลั่ว
john_sine.thaimail.com (IP:203.172.54.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 17 ส.ค. 2551 (09:14)
บ้าจริงๆ
กะปุก (IP:222.123.18.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 5 ก.ย. 2551 (20:30)
ช่วยเขียนเนื้อหาให้ด้วย
นิ (IP:118.174.74.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 8 ก.ย. 2551 (05:37)
สารเจือปนในอากาศ

สารเจือปนในอากาศ คือ สารที่เกิดจากการเผาไหม้ของสิ่งต่างๆจึงทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน เป็นต้น เนื่องจากการเผาไหม้ของโรงงานอุสาหกรรมและการเผาไหม้ขยะในตามที่ต่างๆ จึงทำให้เกิดสารเจือปนในอากาศ และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้

สารเจือปนในอากาศก็ส่วนมากจะเป็น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะมีผลทำให้ออกซิเจนในอากาศลดน้อยลง ทำให้เราหายใจไม่สะดวก

ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors) เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส



จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง
คนเลว(เด็กยะลา) (IP:118.174.89.75)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 8 ก.ย. 2551 (05:39)
อึอึ พอยัง พอดี หา ได้เท่านันเอง คงช่วยไว้ได้ ไม่มากน่า













Book_zajr@hotmail.com
คนเลว(เด็กยะลา) (IP:118.174.89.75)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 17 พ.ย. 2551 (21:59)
จะส่งวันพุธที่19แล้วช่วยหน่อย(สาวกเชลซี)
sakontawud_@hotmail.com (IP:118.174.29.207)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 26 พ.ย. 2551 (11:51)

แค่นี้เองเหรอมีรายอีกบ้างเนี้ยยย ย
งง !!


ทีมงาน วานใหญ่ -- -+ (IP:119.42.85.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 8 ธ.ค. 2551 (18:16)

เซง ง งง

งานส่งพรุ่งนิ๊
จะทำทันไม๊นิ๊ห๊า><'
เวน กาม ม สุ๊!!


เดกรร มหาฯ มอ.2 (IP:118.173.163.94)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 24 ธ.ค. 2551 (19:13)
ทำงัยดีเนี่ย
ส่งพรุ่งนี้แล้วอ่ะ
เบื่อและก้อเซ็งมากเลย
ใครเข้ามาดูกระทู่ก้อช่วยอ่านแล้วหาให้หน่อยค่ะ
แล้วเนี่ยคนที่ดูแลกระทู่อ่ะไม่เห็นมใหให้เลย
ไม่ได้เรื่อง
นัฐ (IP:125.27.245.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 6 ม.ค. 2552 (18:30)

ให้สาระมากเลย


อันดาfootfoon.com (IP:125.27.247.225)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 11 ม.ค. 2552 (14:24)

หาไม่เจอซะทีใครก้อได้ช่วยบอกทีน้า ขอร้องเถอะ


วิว (IP:118.174.208.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 28 มิ.ย. 2552 (14:05)

คัยก้อได้ช่อยบอกเนื่อหาที


be-be_o@thaimail.com (IP:114.128.64.92)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 29 มิ.ย. 2552 (16:10)
สารเจือปนในอากาศ
สารเจือปนในอากาศ คือ สารที่เกิดจากการเผาไหม้ของสิ่งต่างๆจึงทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน เป็นต้น เนื่องจากการเผาไหม้ของโรงงานอุสาหกรรมและการเผาไหม้ขยะในตามที่ต่างๆ จึงทำให้เกิดสารเจือปนในอากาศ และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้
สารเจือปนในอากาศก็ส่วนมากจะเป็น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะมีผลทำให้ออกซิเจนในอากาศลดน้อยลง ทำให้เราหายใจไม่สะดวก
ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors) เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส

จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง
Kungnumay_zaa@hotmail.com (IP:202.129.29.130)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 9 ก.ค. 2552 (17:29)

ได้ความรู้เพิ่มขึ้น  ขอบคุณคนที่บอกมากน่ะ


Nuu meaw (IP:203.155.224.191)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 14 ก.ค. 2552 (09:59)
ใครรูบ้างช่วยบอกที
เมย์ นศ.อท (IP:118.175.157.36)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 16 ก.ค. 2552 (20:44)

ขอบคุณพี่แพนเค้กมากๆๆเลยนะค่ะ   จากน้องของพี่แพนเค้กยังไงล่ะ  ถ้ามีโอกาสเราคงได้พบกันนะคะ  พี่แพนเค้ก


น้องของแพนเค้ก เขมนิจ เองค่ะ (IP:118.172.76.49)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 3 ส.ค. 2552 (18:34)

อยากรู้ว่าวิธีป้องกันจากสารเจือปนนอากาศครับ


ban (IP:117.47.169.176)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 12 ส.ค. 2552 (16:38)

หา ยากจังวู้~~


 


สุดท้ายก็รู้ว่า  สิ่งเจือปน ในอากาศ คือ มนุษย์ ที่ค่อยทำลายมันโดยที่เราไม่รู้ตัว


gergely_ton@hotmail.com (IP:118.174.8.65)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 28 ส.ค. 2552 (23:34)
ขอด้วยคนคับ
เบ๊นซ์ (IP:118.173.202.76)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 31 ส.ค. 2552 (21:00)

ช่วยหาหน่อยโว้ย


แพน (IP:118.173.203.93)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 2 มี.ค. 2553 (11:35)
ประเภทของแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศ (Sourcse of Air Pollution)

แหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ (Natural Sources)
เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดสารมลพิษอากาศตามกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่มีการกระทำของมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เช่น ภูเขาไฟระเบิด ไฟป่า ทะเล และมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของละอองเกลือ เป็นต้น

2. แหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (Man-Made Sources)
เป็นแหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ที่ทำให้มีการระบายสารมลพิษอากาศแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

(1) แหล่งกำเนิดที่เคลื่อนที่ได้ (Mobile Source) ได้แก่ รถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน เป็นต้น
(2) แหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ (Stationary Sources) หมายถึง แหล่งกำเนิดที่ไม่สามารเคลื่อนที่ได้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารมลพิษอากาศเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงและเกิดจากกระบวนการการผลิตต่างๆ ดังแสดงในตัวอย่างตาราง โดยสรุปได้ดังนี้
(ก) กระบวนการเผาไหม้ของหม้อไอน้ำ เตาเผาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการก่อให้เกิดพลังงานความร้อน เช่น เตาเผาเพิ่มความร้อน เตาเผากำจัดของเสีย นอกจากจะทำให้เกิด SO2 NOx เขม่าและ CO แล้วบางครั้งก็ยังมีไฮโดรคาร์บอน ไฮโดรเจนคลอไรด์ และไดอกซินเกิดขึ้นอีกด้วย
(ข) การถลุงและแปลรูปโลหะ ในกระบวนการถลุงแร่ เช่น การเผาและอบ จะเกิดการแพร่กระจายของทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี แคดเมียม ปรอทและธาตุอื่นๆ ในสินแร่ ในการอบแร่ที่ปนอยู่กับกำมะถัน นอดจากจะเกิด SO2 เป็นจำนวนมากแล้ว ก็ยังมี NOx และเขม่าเกิดขึ้นอีกด้วย
(ค) การทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุที่มีลักษณะเป็นผง เช่นการบดวัตถุดิบ การคัดแยก การผสม แปรรูปและการขนส่งที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง
(ง) การกลั่นเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งการใช้สารละลายและสีจะทำให้เกิดไฮโดรคาร์บอน
(จ) การแพร่กระจายของก๊าซพิษเกิดจากการจัดการที่ขาดความระมัดระวัง การกระจายของสารเคมีทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าย่า เป็นต้น
(ฉ) การก่อสร้างทำให้เกิดฝุ่นละออง

ตัวอย่างมลพิษอากาศกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ประเภทอุตสาหกรรม ชื่อสารมลพิษอากาศ
อุตสาหกรรมปุ๋ย อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมอลูมิเนียม ไฮโดรเจนฟลูออไรด์ : HF
ดรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมก๊าซ แอมโมเนียและเยื่อกระดาษ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ : H2S
โรงถลุงโลหะ อุตสาหกรรมเคมี เซเลเนียมไดออกไซด์ : SeO2
อุตสาหกรรมโซดาไฟ กระบวกการผลิตพลาสติก ไฮโดรเจนคลอไรด์ : HCl
การผลิตกรดดินประสิว อุตสาหกรรมต่างๆที่มีการสันดาป ไนโตรเจนไดออกไซด์ : NO2
การผลิตกรดกำมะถัน อุตสาหกรรมให้น้ำมันเตา-ถ่านหิน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ : SO2
อุตสาหกรรมปุ๋ย ซิลิคอนฟลูออไรด์ : SiF4
อุตสาหกรรมย้อมสี การสังเคราะห์สรอินทรีย์ ฟอสจีน (PHOSGENE) : COCl2
การผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวทำลาย การฆ่าเชื้อของพืช คาร์บอนไดซัลไฟด์ : CS2
การผลิตกรด Hydrocyanic, การผลิตเหล็ก อุตสาหกรรมก๊าซ อุตสาหกรรมเคมี ไฮโดรเจนไซยาไนต์ : HCN
อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ย การชุบโลหะ เวชภัณฑ์อินทรีย์ การทำพิมพ์เขียว แอมโมเนีย : NH3
การผลิตเวชภัณฑ์ ฟอสฟอรัสไดคลอไรด์ ฟอสฟอรัสไตรคลอไรด์ : PCl3
ฟอสฟอรัสไตรคลอไรด์ ฟอสฟอรัสไดออกไซด์ ฟอสฟอรัสเพนตะคลอไรด์ : PCl5
การถลุงฟอสฟอรัส การผลิตสารประกอบฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสเหลือ : P4
การผลิตเวชภัณฑ์ การผลิตสีย้อม Chlorosulforic acid คลอโรซัลโฟริก : HSO2Cl
การผลิตฟอร์มาลีน หนัง ยางสังเคราะห์ การผลิตวานิช ฟอร์มาลดีไฮด์ : HCHO
การผลิต Acrylic acid ยางสังเคราะห์ การผลิตวานิช อะโครลีน : CH2CHHO
การผลิตกรดกรดฟอสฟอริก ปุ๋ยฟอสฟอริก ไฮโดรเจนฟอสไฟด์ : PH4
โรงกลั่นน้ำมัน การผลิตฟอร์มาลีน ตัวทำละลายอินทรีย์ เบนซีน : C6H6
การผลิตเมธานอล การผลิตฟอร์มาลีน อุตสาหกรรมสี อุตสาหกรรมยางสังเคราะห์ ทำแชลแลค เมธานอล : CH3OH
อุตสากรรมปิโตรเคมีโรงถลุงนิเกิล นิกเกิลคาร์บอนิก : Ni(CO)4
การผลิตกรดกำมะถัน อุตสาหกรรมปุ๋ย โรงงานสารอินทรีย์ กรดกำมะถัน : H2SO4
สีย้อม เวชภัณฑ์ สารเคมีเกษตร โบรมีน : Br2
อุตสาหกรรมก๊าซ การถลุงโลหะ การสันดาปภายใน คาร์บอนมอนอกไซด์ : CO
อุตสาหกรรมทาร์ ยาเคมี อุตสาหกรรมสี ยางสังเคระห์ ฟินอล : C6H5OH
อุตสาหกรรมยา สารเคมี Pyridine : C5H5N
อุตสาหกรรมปิโตรเลีม อุตสาหกรรมเภสัชกรรม Mercaptan : C2H5SH
อุตสาหกรรมผลิตหลังคาไฟเบอร์ สไตรีน : C6H5CHCH2
อุตสาหกรรมโสดาไฟ อุตสาหกรรมเคมีอื่นๆ คลอรีน : Cl2
พิษ (IP:203.158.4.65)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 15 มิ.ย. 2553 (20:58)
- นิโคติน นิโคตินเป็นสารพิษอย่างแรง สามารถดูดซึมเข้าทางผิวหนังและเยื่อบุร่างกายได้ และเป็นสารที่มีฤทธิ์เสพติด สารนี้ในระยะแรกออกฤทธิ์กระตุ้นสมองและระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจและชีพจรเต้นเร็วขึ้น โดยอาจจะเพิ่มขึ้นถึง ๓๐ ครั้งต่อนาที ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติ และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ แต่ในระยะต่อมาจะมีฤทธิ์กดระบบประสาท นิโคตินและสารเคมีอื่นๆ ที่ทำให้ไขมันชนิดไม่ดีในเลือดสูงขึ้น ทำให้หลอดโลหิตตีบลง ซึ่งทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้นได้

- ทาร์หรือน้ำมันดิน ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็ง โดยร้อยละ ๕๐ ของสารทาร์จะจับอยู่ที่ปอด เมื่อผู้สูบบุหรี่หายใจสูดอากาศที่มีฝุ่นละอองต่างๆปนอยู่เข้าไป สารทาร์ที่ปอดก็จะรวมตัวกับฝุ่นละอองที่สูดเข้าไปนั้น แล้วจับตัวสะสมอยู่ในถุงลมปอดทำให้เกิดการระคายเคือง อันเป็นสาเหตุของการไอและมีเสมหะ และก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด และโรคถุงลมโป่งพองในระยะยาว

- คาร์บอนไดซัลไฟด์ (carbon disulfide) ทำให้เกิดโรคผนังเส้นเลือดแดงรองหนาและแข็งขึ้น

- คาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon mo- noxide) เป็นก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ชนิดเดียวกับที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ ก๊าซนี้จะขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้สูบบุหรี่ได้รับออกซิเจน น้อยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๑๐-๑๕ สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่จัด ร่างกายต้องสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ทำให้เลือดข้นและหนืดมากขึ้น หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้นและทำงานมากขึ้น เพื่อให้เลือดนำออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายให้เพียงพอ ถ้าก๊าซนี้มีจำนวนมากจะทำให้เนื้อเยื่อขาดออกซิเจน

- ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (hydrogencyanide) ก่อให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียน เป็นก๊าซพิษที่ใช้ในสงคราม สารไนเทรตในบุหรี่ทำให้เกิดสารนี้ สารนี้เป็นตัวสกัดกั้นเอนไซม์ที่เกี่ยวกับการหายใจหลายตัว ทำให้เกิดความผิดปกติของการเผาผลาญพลังงานที่กล้ามเนื้อหัวใจและที่ผนังหลอดเลือด

- ไนโตรเจนไดออกไซด์ (nitrogen dioxide) เป็นสาเหตุของโรคถุงลมปอดโป่งพอง โดยจะไปทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลายและถุงลม

- ไนโตรเจนออกไซด์ (nitrogen oxide) ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใจสั่น

- แอมโมเนีย (ammonia) ใช้ในการปรุงแต่งรสชาติ และช่วยให้นิโคตินดูดซึมเข้าสู่สมองและประสาทส่วนกลางเร็วขึ้น มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ

- ไซยาไนด์ (cyanide) สารนี้ถ้าได้รับในปริมาณมากจะทำให้หัวใจเป็นอัมพาต และหยุดหายใจได้ ปกติใช้เป็นยาเบื่อหนู

- เบนซีน (benzene) พบในยาฆ่าแมลง อาจติดมากับใบยาสูบ เป็นสารก่อมะเร็ง

- ฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา เยื่อบุจมูก และทางเดินหายใจ เป็นสารก่อมะเร็งอย่างสูง

- ๑, ๓ บิวทาไดอีน (1, 3 butadiene) เป็นสารที่ทำให้ตา โพรงจมูก คอ และปอดเกิดความระคายเคือง และเป็นสาเหตุของอาการทางระบบประสาทหลายอย่าง เช่น ทำให้สายตาพร่ามัว เมื่อยล้าร่างกาย และปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ และเป็นสารก่อมะเร็ง

- อะซีทาลดีไฮด์ (acetaldehyde) ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง และทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดอาการ หัวใจเต้นเร็ว ไอ ถุงลมปอดบวมและเป็นเนื้อตาย

- อะโครลีน (acrolein) เป็นสารพิษที่ร้ายแรงต่อมนุษย์ มีผลทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อปอด ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนระคายเคืองและบวม ผู้สูบจะรู้สึกหายใจแน่นหน้าอก หายใจไม่โล่ง นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อดวงตาอีกด้วย

- อะไครโลไนไทรล์ (acrylonitrile) ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอย่างอ่อน ปลายมือปลายเท้าซีดเขียว เม็ดเลือดขาวลดลง ระคายเคืองต่อไต เยื่อบุตาขาวมีสีเหลืองเล็กน้อย และหายใจไม่สม่ำเสมอได้ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดอาการแสดงต่อไปนี้คือ เยื่อบุตา จมูก และปอดระคายเคือง ปวดศีรษะ มึนเวียนศีรษะ คลื่นไส้ รู้สึกไม่ค่อยสบายและหงุดหงิด อาจก่อให้เกิดมะเร็ง

- อะโรแมติก อะไมน์-๔ อะมิโน ไบฟีนิล (aromatic amines-4-amino-biphenyl) เป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ง่วง เซื่องซึม ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ปัสสาวะปวดแสบปวดร้อน และอาจมีเลือดปน เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ

- แอสเบสทอส (asbestos) ก่อให้เกิดมะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุหน้าท้อง

- เบนโซ (อะ) ไพรีน (benzo [a] pyrene) เป็นสารก่อมะเร็งอย่างแรง

- เบนซิดีน (benzidine) ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

- บิส (คลอโรเมทิล) อีเทอร์ (bis (chloromethyl) ether) ก่อให้เกิดมะเร็งปอด

- บิวไทราลดีไฮด์ (butyraldehyde) มีผลต่อการหายใจ และมีการศึกษาในสัตว์ทดลองว่า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของระบบสืบพันธุ์

- แคดเมียม (cadmium) การเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดมก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าการรับประทาน การได้รับสารเป็นระยะเวลานานแม้ว่าจะเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำอันตรายต่อไต ตับ และสมอง และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดและอัณฑะ

- สารตะกั่ว (lead) เป็นสารโลหะที่ทำลายสมอง ไต ระบบประสาท และเม็ดเลือดแดงอย่างรุนแรง สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้โดยเฉพาะในเด็กจะดูดซึมได้ดี ทำให้ไปยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง ความเฉลียวฉลาดจะช้ากว่าเด็กปกติ การรับรู้สั้น

- เอ็ม พี และ โอ ครีซอล (m, p and o-Cresol) โครมาริน (cromarin) โครโทนาลดีไฮด์(crotonaldehyde) และ ดีดีที (DDT) ทั้งหมดนี้เป็นสารก่อมะเร็ง

- สารปรอท (mercury) เป็นสารโลหะ ที่เป็นพิษต่อสมองทำให้เกิดอาการสั่น ความจำเสื่อม และโรคไต

- เมทิล เอทิล คีโทน (methyl ethyl ketone) ทำให้ตา จมูก และคอระคายเคือง และกดระบบประสาทส่วนกลาง

- นิกเกิล (nickel) ทำให้ระบบทางเดิน หายใจติดเชื้อง่ายขึ้น

- ไนทริกออกไซด์ (nitric oxide) มีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ถ้าได้รับในปริมาณมาก จะทำให้ปอดหยุดทำงาน สารนี้มีผลทำให้เกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพองและหอบหืดในเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี

- พี-ไฮโดรควิโนน (p-Hydroquinone) ทำให้ตาระคายเคือง ไปจนถึงเกิดการจับตัวกับเยื่อบุตาขาว และตาขาว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหนาและความโค้งของตาขาว ทำให้สายตาพร่ามัว

- ฟีนอล (phenol) เป็นสารที่ทำให้ผิวหนัง ดวงตา และเยื่อบุต่างๆในร่างกายมนุษย์ระคายเคืองอย่างแรง

- พอโลเนียม-๒๑๐ (polonium-210) เป็นสารกัมมันตรังสี ก่อให้เกิดมะเร็ง

- ควิโนลีน (quinoline) ทำให้ระคายเคืองต่อดวงตา จมูก และคอ และอาจทำให้ปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ และคลื่นไส้ นอกจากนี้ยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย

- เซเลเนียม (selenium) ไฮโดรเจนเซเลเนียมที่ได้รับจากการสูดเข้าสู่ร่างกายมีพิษมากที่สุดในสารตระกูลเซเลเนียม ทำอันตรายต่อทางเดินหายใจ ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจระคายเคือง เยื่อบุปอดบวม หลอดลมอักเสบ และปอดบวม

- สไตรีน (styrene) มีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย และซึมเศร้า นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย และต่อการทำหน้าที่ของเอนไซม์ที่เกี่ยวกับไตและโลหิตอีกด้วย

- โทลูอีน (toluene) สารนี้เมื่อได้รับในปริมาณมากจะกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการเดินไม่มั่นคง มือสั่น สมองเหี่ยว พูดไม่ชัด หูอื้อ ตาพร่า ถ้าสูดเข้าร่างกายในระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อดวงตา ทางเดินหายใจ เจ็บคอ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และนอนไม่หลับ
วายร้ายมือใหม่ (IP:222.123.183.80)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 15 มิ.ย. 2553 (21:14)
คงจะหายากน่าดูเลยสินะสารอันตรายที่เจือปนอยู่ในอากาสเนี่ย...แต่ก็พยายามเข้านะจ๊ะ มันไม่ยากเกินความสามารถของพวกคุณหรอก ช่วยอะไรได้ก็ช่วยๆกันไป....^^
วายร้ายมือใหม่...^^ (IP:222.123.183.80)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 19 มิ.ย. 2553 (15:49)
ข้อมูลดีมากเลย
เฟิร์น (IP:203.113.100.174)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 27 มิ.ย. 2553 (19:06)
=ช่วยหาวิธีป้องกันเเละเเก้ไชอันตรายของสารต่างๆ ที่เจือปนในอากาศต่อระบบหายใจของคน
หน่อย นะ *-*
lovekitty2606@hotmail.com (IP:125.26.167.8)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 8 ก.ค. 2553 (20:56)
การควบคุมและป้องกันภาวะมลพิษจึงขึ้นอยู่กับ
๑. รถยนต์ต้องอยู่ในสภาพที่ดี มีการปรับแต่งเครื่องยนต์เป็นประจำ
๒. น้ำมันเชื้อเพลิงสะอาด มีสารเจือปนน้อยการลดตะกั่วในน้ำมันเบนซินย่อมช่วยลดสารมลพิษตะกั่วในอากาศ
๓. กำหนดมาตรฐานของเครื่องยนต์ เพื่อให้สามารถลดสารมลพิษต่างๆ ได้ตามต้องการ
๔. ส่งเสริมการใช้รถโดยสารประจำทางรถไฟ หรือยานยนต์อื่นใดในการขนส่งและการสัญจรไปมา เพราะการใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นจำนวนมากย่อมก่อให้เกิดภาวะมลพิษทางอากาศโดยไม่จำเป็น
๕. การจัดวางผังเมืองให้เป็นระเบียบ แบ่งแยกย่านที่พักอาศัย ออกจากบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหา
๖. ลดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วยการควบคุมทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การใช้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบที่ดี มีกรรมวิธีถูกต้อง ตลอดจนมีระบบควบคุมมลพิษในกรณีจำเป็น
๗. มีความรู้ความเข้าใจเรื่องมลพิษทางอากาศอย่างถูกต้อง และเผยแพร่ ตลอดจนชักจูงให้บุคคลอื่นร่วมมีบทบาทในการป้องกันด้วย




ยังงี้ได้ไหม
prem (IP:125.24.62.238)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 4 ส.ค. 2553 (17:52)
สารเจือปนในแก๊ชคาร์บอนไดออกไซด์

มีอารายบ้าง...

ช่วยบอกหน่อยมีการบ้าน

หั้ยทำอ่ะนร๊ะ...

(ขอด่วยนร๊ะ...)
แต้ว (IP:114.128.35.181)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 4 ส.ค. 2553 (20:21)
อันตรายจากสิ่งเจืปนในอากาศมะเจอเลยง่าTTใครมีบอกหน่อยนะครับ
PoNd (IP:180.183.133.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 4 ส.ค. 2553 (20:26)
นื้อหาของ บทที่ 3-5 เกี่ยวกับสิ่งเจือปนที่เป็นต้นตอของอากาศเสียในอาคาร ผลกระทบของมันและเรื่องโอโซนซึ่ง มีทั้งประโยชน์และโทษมหันต์ ผู้เขียนแยกสิ่งเจือปนในอากาศออกเป็น 10 ประเภทด้วยกัน ซึ่งบางอย่างเรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่บางอย่างเรามองไม่เห็น เขากล่าวถึงเรื่องอาคาร ในสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่เขากล่าวถึงส่วนใหญ่มีอยู่ในอาคารของประเทศด้อยพัฒนาด้วย

อันดับแรก ได้แก่ควันบุหรี่ ซึ่งเป็นที่ ยอมรับกันแล้วว่าเป็นอันตรายทั้งแก่ผู้ที่สูบบุหรี่เอง และผู้ที่ต้องสูดควันของมันเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งเซลล์ในร่างกายกำลังแบ่งตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะยังมี การถกเถียงกันว่าควันบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งกับ คนทั่วไปหรือไม่ แต่ข้อมูลในสหรัฐอเมริกา บ่งว่าผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่แต่หายใจเอาควันบุหรี่เข้าไปตายเพราะควันนั้น ปีละประมาณ 46,000 คน ซึ่งแยกเป็นการตายจากโรคมะเร็ง 12,400 คน และโรคหัวใจ 32,000 คน

อันดับสอง ได้แก่สารเคมีที่มาจากของใช้ภายในอาคาร เช่น สี น้ำหอม เครื่องสำอาง ยาดับกลิ่น ยาฆ่าแมลง สบู่ และของใช้อื่นๆ ข้อมูลบ่งว่าในสหรัฐอเมริกา สารเคมีที่มีการผลิตเกินปีละ 1 ล้านปอนด์ 3,000 ชนิด ราว 500 ชนิดเป็นส่วนประกอบของเครื่องอุปโภค และหลายชนิดเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น เบนซิน และไวนิลคลอไรด์

อันดับสาม ได้แก่สารเคมีที่ใช้ในการควบคุมสัตว์ที่สร้างปัญหา เช่น ยาฆ่าแมลง และยาเบื่อหนู สารเคมีจำพวกนี้ส่วนหนึ่งถูกประเมินโดยองค์การรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วว่าเป็น ตัวก่อมะเร็ง

อันดับสี่ ได้แก่เกสรดอกไม้ ซึ่งพากัน บานสะพรั่งออกมาในเวลาเดียวกันในฤด ูใบไม้ผลิ แม้ดอกไม้จะประดับทัศนียภาพให้งามตา ทว่าคนส่วนหนึ่งแพ้เกสรของมันและ มีอาการหอบหืด คันตา คันคอ คันจมูกจนน้ำมูกไหล ไอและจาม

อันดับห้า ได้แก่ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสัตว์ตัว ขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่มีจำนวนมากมายภายในบ้าน อาหารของมันคือเซลล์ ผิวหนังของเราที่ตายและร่วงลงไป ตามพื้น และของอื่นๆ ที่อยู่ในบ้าน พวกมันอาศัยอยู่ ในพรม ฝ้าปูที่นอน และผ้าม่าน และถ่ายไว้ ทั่วบ้านจนทำให้บางคนแพ้และมีอาการเช่นเดียวกับการแพ้เกสรดอกไม้

อันดับที่หก ได้แก่ควันและสารที่เกิดจากการใช้เตาเผาเชื้อเพลิงในสถานที่ซึ่งมีการถ่ายเท อากาศไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาที่ใช้เตาเผาไม้ ถ่าน และมูลสัตว์ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจำพวกนี้มีสารตกค้าง เช่น คาร์บอนมอนออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ออกไซด์ของกำมะถัน และสารอื่นๆ ซึ่งเป็นอันตรายเมื่อหายใจ เข้าไปในปอด

อันดับที่เจ็ด ได้แก่ก๊าซเรดอน ซึ่งเกิดในดินและเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็ง ในสหรัฐอเมริการาวหนึ่งในสาม ของผู้ที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งในปอด อาศัยอยู่ในบ้านหรืออาคารที่มีสารนี้เกินระดับปลอดภัย บ้านและอาคารที่มีห้องใต้ดินเสี่ยงต่อการมีก๊าซนี้มากที่สุดเพราะมันสามารถ ซึมผ่านผนังที่มีรอยร้าวได้

อันดับที่แปด ได้แก่สัตว์เลี้ยง เช่น หมา และแมว ซึ่งมีขน เซลล์ผิวหนังที่ตาย น้ำลาย และสิ่งที่มันขับถ่ายออกมา สิ่งเหล่านี้มีโอกาสทำให้เกิดความแพ้แก่ผู้อยู่ในบ้าน

อันดับที่เก้า ได้แก่ละอองจากเส้นใยที่ใช้ ในการก่อสร้าง กั้นห้อง บุฝ้า พันท่อ และอื่นๆ ซึ่งอาจทำด้วยไม้ ใยแก้ว แอสเบสตอส และกระดาษ สิ่งเหล่านี้อาจมีส่วนผสมที่เป็นตัวทำให้เกิดมะเร็ง แม้สหรัฐอเมริกาจะห้ามใช้แอสเบสตอสมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ตึกเก่าๆ ยังมีสารนี้อยู่

อันดับที่สิบ ได้แก่จุลินทรีย์ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อเห็ดราต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของโรคร้ายหลายอย่าง จากไข้หวัดใหญ่ไปจนถึงวัณโรค

สำหรับด้าน ผลกระทบจากอากาศภายในอาคารเป็นพิษ ผู้เขียนแยกไว้เป็น 10 ชนิดเช่นกัน เริ่มด้วยความเจ็บป่วยซึ่งแสดงอาการ ออกมาโดยทันทีทันใด เช่น ไอ จาม และ แน่นหน้าอก หรืออาการที่มีติดต่อกันยืดเยื้อ เช่น ปวดหัว แต่หาต้นตอไม่ได้ ผู้เขียนอ้างว่าอาคารบางหลังอาจมีสารต่างๆ ในอากาศที่ ก่อให้เกิดอาการเช่นนั้นต่อบางคน โรคนี้ไม่มีชื่อ แต่มักเรียกกันทั่วๆ ไปว่า โรคเกี่ยวกับ ตัวอาคาร (building-related illnesses) อากาศภายในอาคารอาจมีเชื้อโรคหวัด และไข้หวัดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไปโดยไม่มีใครรู้ ผู้เขียนคาดว่าอีกไม่ช้าโลกจะประสบกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่อีกครั้ง เพราะเชื้อโรคจำพวกนี้ มีความสามารถในการกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ และนานๆ มันจะสามารถเอาชนะภูมิต้านทานของเราได้ ไข้หวัดนกอาจเป็นเชื้อตัวนั้น

โรคที่ 4 ที่เขากล่าวถึง ได้แก่โรคปอดชื้นชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในสหรัฐอเมริกาหลักจากมันคร่าชีวิตทหารผ่านศึกที่เข้าประชุมเมื่อปี 2519 ไปหลายสิบคน หลังจากค้นหากันอยู่นานองค์การควบคุมโรคพบว่าเป็นแบคทีเรียที่ชอบอาศัยอยู่ ในที่ชื้นภายในอาคาร

โรคที่มี เชื้อลอยอยู่ในอากาศ โรคที่ 5 ได้แก่ วัณโรค ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ฆ่าผู้ใหญ่มากที่สุดในโลก ยุคนี้การขนส่งสะดวกและคนเดินทางกันมากขึ้นทุกวันทำให้การแพร่ของโรคนี้เป็น ไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนโรคที่ 6 เป็นโรคใหม่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ความร้ายแรงสูง และแพร่ขยายได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ โรคทางเดินลมหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเรารู้จักกันในนามของ "ซาร์ส" (SARS = severe acute respiratory syndrome)

โรคที่ 7-9 คล้ายโรคที่ผู้เขียนกล่าวถึง ว่าหาต้นตอไม่พบ โรคเหล่านี้อาจมีอาการออกมาในรูปของการหอบหืด และปวดจมูกพร้อมกับมีน้ำมูกไหล คันตา คันจมูก คันตามผิวหนัง ปวดหัว อ่อนเพลีย ไอ เวียนหัว ความเจ็บป่วยพวกนี้บางทีเรียกกันว่า "โรคอาคารป่วย" (sick building syndrome) ในบางกรณีผู้ป่วยแพ้สารเคมีที่มีอยู่ในอากาศหลายอย่าง และมี อาการอ่อนเพลียมาก ปวดหัวอย่างหนัก ปวดกล้ามเนื้อ ลืมง่าย ใจลอย คันตามผิวหนัง หายใจไม่คล่องและท้องเดิน โรคที่มีอาการเหล่านี้บางทีเรียกว่า "การแพ้แก่สารเคมี หลายชนิด" (multiple chemical sensitivity)

ส่วนโรคสุด ท้ายได้แก่มะเร็ง ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางแล้วว่าสารเคมีหลายอย่าง ในอาคารอาจทำให้เกิดได้

สำหรับก๊าซ ที่มีชื่อว่า "โอโซน" ซึ่งมีทั้งโทษมหันต์และคุณอนันต์นั้นเป็นออกซิเจนชนิดหนึ่งซึ่งมี 3 อะตอมในแต่ละโมเลกุล แทนที่จะมีเพียง 2 อะตอมดังออกซิเจนทั่วไป ก๊าซนี้เมื่อ มีอยู่อย่างหนาแน่นจะปรากฏเป็นสีฟ้าดังเช่นเราเห็นท้องฟ้า เนื่องจากในชั้นบรรยากาศมีโอโซนอยู่ในปริมาณสูง แต่ที่แท้จริงแล้วก๊าซนี้ไม่มี สีและถ้ามีในปริมาณมากรอบๆ ร่างกาย และเราหายใจเข้าไปจะเกิดอันตรายร้ายแรง โอโซนอาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากปฏิกิริยาที่แสงอัลตราไวโอเลตมีต่อสารต่างๆ และจากพายุฝนที่มีฟ้าร้องฟ้าผ่า หรือจากการเผาผลาญพลังงานของเครื่องยนต์ เช่น รถยนต์และเครื่องตัดหญ้า สหรัฐอเมริกาจึงตั้งเกณฑ์ว่า อากาศจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพถ้ามันมีโอโซนปนอยู่เกิน 0.105 ส่วนในล้านส่วน

อย่างไรก็ ตาม โอโซนมีประโยชน์มาก เช่นกัน เพราะมันมีประสิทธิภาพสูงในการฆ่า เชื้อโรค ชาวยุโรปเริ่มใช้โอโซน ฆ่าเชื้อโรคในน้ำมาเป็นเวลากว่าร้อยปีในขณะที่สหรัฐอเมริกานิยมใช้สารคลอรีน ผู้เขียนเดาเอาว่าทั้งนี้เพราะอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ผลิตสารคลอรีน ทั้งที่เมื่อมันทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์บางอย่าง ผลที่ได้อาจเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งก็ตาม ฉะนั้นเขาแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ควรใช้โอโซนแทนคลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ เนื่องจาก โอโซนสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในอาหาร เช่น อี.โคไล และซัลโมเนลลา ได้อย่างดี องค์การอาหารและยาและองค์การรักษาสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้ใช้มันฆ่าเชื้อโรคในอาหารทั่วไป และใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง เช่น เขียง

หน้า 46

Fresh Air for Life อันตรายในอากาศ (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3936 (3136)

ภาค 2 เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาซึ่งผู้เขียนแนะนำว่ามีอยู่ ด้วยกัน 5 วิธีด้วยกัน วิธีแรกเป็นการกำจัดที่มาของสิ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ เนื่องจากเขาเห็นว่าในปัจจุบันควันบุหรี่เป็น สารพิษที่ก่อให้เกิดผลร้ายสูงสุด ฉะนั้นการ เลิกสูบบุหรี่ย่อมจะมีผลดีที่สุด นอกจากนั้น ผู้เขียนแนะนำให้เลิกใช้เตาผิงภายในบ้าน ใช้ไม้และกระเบื้องปูพื้นแทนพรม แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ต้องทำความสะอาดพรมบ่อยๆ เลิกเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน หรือถ้าเลี้ยงต้องห้ามมิให้มันเขาไปในห้องนอน ยิ่งกว่านั้นเนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในบ้านมักมี สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายสารพัดชนิดรวมอยู่ จากสบู่ต่างๆ เครื่องสำอาง ของเล่นไปจนถึง ยาฆ่าแมลง ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ต้องเลิกใช้ หรือไม่ก็จำกัดปริมาณการใช้ให้เหลือน้อยที่สุด วิธีที่สอง เป็นการถ่ายเทของอากาศ ในปัจจุบันเนื่องจากบ้านและสำนักงานมีการปรับอากาศมากขึ้น การเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทจึงลดลง ผู้เขียนอ้างถึงการศึกษาที่พบว่าปัญหาเกี่ยวกับอากาศภายในอาคารเป็นพิษ ราว 60% เกิดจากอากาศถ่ายเทไม่พอ อย่างไรก็ตามการเปิดหน้าต่าง ประตู หรือบานเกล็ดอย่างเดียวก็อาจทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่เพียงพอ ฉะนั้นนอกจากการออกแบบอาคารจะต้องคิดถึงเรื่องการถ่ายเทของอากาศตามธรรมชาติ แล้ว อาจจะต้องเพิ่มเครื่องช่วยถ่ายเทอากาศ เช่น พัดลม เข้าไปอีกด้วย ยิ่งอาคารหรือบ้าน ที่อยู่ในย่านที่มีการลักขโมยสูงจนต้องจำกัด การเปิดหน้าต่างด้วยแล้ว การใช้เครื่องช่วยมีความจำเป็นยิ่งขึ้น

วิธีที่สาม เป็นการกรองอากาศ การทำให้อากาศถ่ายเทเป็นการสับเปลี่ยนระหว่างอากาศภายในกับอากาศภายนอกอาคาร ถ้าอากาศภายนอกมีมลพิษมากอยู่แล้ว การถ่ายเท ย่อมไม่เกิดประโยชน์ ฉะนั้นในบางกรณีอาจมีความจำเป็น ที่จะต้องกรองอากาศพร้อมกันไปด้วย สำหรับอากาศที่มีฝุ่นละอองเจือปนอยู่มาก เครื่องกรองอาจเป็นจำพวกแผงเส้นใยสำหรับให้อากาศไหลผ่าน หรือ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ฝุ่นมีประจุไฟฟ้าแล้วลอยไปเกาะติด ตามฝา พื้นและสิ่งอื่นซึ่งมีอยู่ในอาคารก็ได้ ส่วนสิ่งเจือปนที่อยู่ในรูปของไอน้ำ ก๊าซ และเชื้อจุลินทรีย์ เครื่องกรองอาจเป็นจำพวกผงถ่าน ซึ่งผ่านกรรมวิธีให้มีความสามารถในการดูดซับเรียกว่า "ถ่านกัมมันต์" (activated charcoal)

วิธีที่สี่ เป็นการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยเครื่องมือที่เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ การใช้โอโซน หรือ ออกซิเจนที่มีสามอะตอมซึ่งมีความสามารถ ในการทำความสะอาดสูงฟอกปฏิกูลในอากาศ กระบวนการนี้เรียกว่า ozonation อีกกระบวนการหนึ่งเป็นการทำให้เกิดประจุไฟฟ้าในฝุ่นละอองแล้วให้มันรวมกัน เป็นสารอื่นที่ไม่มีอันตราย กระบวนการนี้เรียกว่า ionization กระบวนการสุดท้ายได้แก่ การใช้แสงอัลตราไวโอเลตทำลายสิ่งต่างๆ ที่มีอันตราย กระบวนการนี้เรียกว่า irradiation

วิธีสุด ท้าย ได้แก่การใช้เทคโนโลยีที่ มนุษย์อวกาศใช้เมื่อเขาออกไปอยู่นอกโลก ซึ่งเขาจะต้องฟอกอากาศที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อนำมาใช้อีก กระบวนการฟอกด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้อาจทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่ผู้เขียนเสนอว่าวิธีที่อาจนำมาใช้ได้ผลดีที่สุดในชีวิตประจำวัน ของเราได้แก่วิธีที่เรียกว่า radiant catalytic ionization

ภาค 3 เป็นแนวคิดสำหรับนำไปสู่การปฏิบัติ ในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งผู้เขียนแยกออกเป็น 5 อย่างด้วยกัน อันดับแรก เป็นการทำให้อากาศรอบๆ ตัวเราซึ่งเราต้องใช้หายใจเข้าไปสะอาดที่สุด วิธีหนึ่งได้แก่ การสวมหน้ากากที่มีแผ่นกรองอากาศปิดจมูก และปาก เมื่อมีความจำเป็น หน้ากากที่ดีจะช่วยกรองของเสียได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่า ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กได้แล้ว ผู้ใช้สามารถเอาเครื่อง ดังกล่าวห้อยคอไว้ได้ ฉะนั้นมันจึงมีประสิทธิภาพกว่าการใช้หน้ากากธรรมดา

อันดับสอง ได้แก่ การหาวิธีทำอากาศภายในบ้านให้สะอาดเนื่องจากการศึกษาขององค์การรักษาสิ่งแวด ล้อมของสหรัฐอเมริกา พบว่าโดยเฉลี่ยอากาศภายในบ้านเสียมากว่าอากาศภายนอก 2-5 เท่า ผู้เขียนกล่าวถึงวิธีแก้ไขปัญหา 5 วิธีที่เขากล่าวถึงในภาค 2 ซ้ำอีกครั้งพร้อมกับให้รายละเอียดและตัวอย่างเพิ่มขึ้นด้วย นั่นคือ การจำกัดที่มาของมลพิษ การทำให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทดีขึ้น การกรอง และการฟอกด้วยเครื่องมือที่ทำด้วยทั้งเทคโนโลยีซึ่งมีมานานแล้ว และเทคโนโลยีใหม่ซึ่งใช้ในยานอวกาศ สิ่งที่ผู้เขียนชี้ให้เห็นเป็นพิเศษคือ เราอาจจะต้องทดสอบดูว่าในบ้านมีสาร หรือก๊าซที่เป็นพิษปะปนอยู่มากเกินระดับปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ ก๊าซหุงต้มและปรับอากาศ

อาจต้องมี เครื่องเตือนภัยจากก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ หรือบ้านที่มีห้องใต้ดินอาจต้องวัดก๊าซเรดอนเป็นครั้งคราว

อันดับสาม ได้แก่วิธีที่ใช้ในการเดินทาง ซึ่งผู้เขียนกล่าวถึงเฉพาะการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและโดยเครื่องบิน แต่ไม่ได้พูดถึงการเดินทางอย่างอื่น เช่น รถโดยสารประจำทาง รถไฟ และการเดินด้วยเท้า เขาอ้างว่าการศึกษาพบว่า อากาศในรถยนต์มักมีสิ่งเจือปนสูงมากจนเป็นอันตราย สิ่งเจือปนนั้นอาจเป็นก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ เบนซิน ไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละออง รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลจะผลิตสิ่งเจือปนมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ฉะนั้นจึงควร หลีกเลี่ยงการขับรถตามรถยนต์ชนิดนั้น ผู้เขียนเสนอให้พิจารณาใช้เครื่องฟอกอากาศส่วนตัว หรือเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กที่พกพาไปได้ สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินเขาเสนอให้พกหน้ากากกรองอากาศขนาดเล็ก และเครื่องฟอกอากาศส่วนตัวไปด้วยและนำออกมาใช้ เมื่อยามจำเป็น

อันดับสี่ และห้า เกี่ยวกับอาคารสาธารณะรวมทั้งสำนักงาน ร้านค้า โรงหนัง โรงเรียนและโรงแรม ซึ่งตามปกติเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของหรือผู้บริหารอาคารเหล่านั้นที่จะ ต้องทำให้มันมีอากาศที่สะอาดพอ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ใช้สถานที่เหล่านั้น หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เป็นพ่อแม่ ของเด็กนักเรียน สามารถรวมตัวกันสร้างความกดดันให้เจ้าของ หรือผู้บริหารทำอากาศดีขึ้นได้ ในปัจจุบันนี้จึงมีโรงแรมบางแห่งเสนอห้องที่มีการทำความสะอาดอากาศเป็นพิเศษ เป็นจุดขายแล้ว แต่นั่นอาจจะยังไม่พอ ฉะนั้นผู้ที่มีอาการแพ้ง่ายอาจยังจำเป็นต้องป้องกันตัวด้วยการใช้เครื่องฟอก อากาศส่วนตัวเป็นประจำ

ข้อคิดเห็น - หนังสือเล่มนี้มีลักษณะ ของความเป็นคู่มือตามที่ชื่อของมันบ่งบอก โดยเฉพาะในภาค 2 และภาค 3 ซึ่งมีคำแนะนำหลากหลายว่าเราควรจะทำอย่างไรกับปัญหาอากาศภายในอาคารเป็นพิษ อย่างไรก็ตามค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่คำแนะนำต่างๆ เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การนำข้อมูลมาชี้ให้เห็น ถึงประเด็นปัญหาซึ่งอาจหนักหนาสาหัสแต่ คนทั่วไปมักไม่เคยใส่ใจหรือตระหนักถึงโดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาที่พยายาม เลียนแบบการดำเนินชีวิตตามประเทศที่ก้าวหน้าแล้วผู้ที่อยู่ในเมืองซึ่งมี ความแออัดสูง เช่น กรุงเทพฯ น่าจะศึกษาและหาทางนำคำ เสนอแนะของเขาไปใช้โดยเฉพาะผู้ที่มี ความรับผิดชอบต่อชีวิตของเด็ก ซึ่งได้รับผลกระทบสูงกว่าผู้ใหญ่ ทุกคนอาจไม่สามารถ ซื้อหาเครื่องฟอกอากาศที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ได้ แต่ควรรู้ว่าถ้าอากาศรอบตัวดูจะมีอันตรายแฝงอยู่ ต้องไม่ดูดายและหาทาง แก้ไขไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สำหรับ เครื่องฟอกอากาศซึ่งใช้เทคโนโลยี ที่เรียกว่า radiant catalytic ionization ขณะนี้ยังไม่มีขายในตลาดทั่วไป ในสหรัฐอเมริกา มีบริษัทขายตรงเท่านั้นที่ผลิตขายในราคาสูง ฉะนั้นเรายังไม่ควรรีบไปซื้อหามาใช้ ต้องรอจนกว่ามันจะได้ผ่านกระบวนการทดสอบ จากผู้ใช้ในประเทศนั้นอย่างกว้างขวางเสียก่อน หากมันมีประสิทธิภาพสูงจริง อีกไม่กี่ปีมันคงมีขายอย่างดาษดื่น (เจอแว้วครับ)
PoNd (IP:180.183.133.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 4 ส.ค. 2553 (20:32)
เจอแล้วครับ Fresh Air for Life อันตรายในอากาศ (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3934 (3134)

"โลกนี้ไม่ มีของเปล่า" เป็น สัจธรรม มิใช่คำพูดลอยๆ หรือ คำที่จำกัดอยู่ในหมู่ ของ ผู้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ความก้าวหน้าทางด้านการอุตสาหกรรมในช่วงเวลาราว 250 ปีที่ผ่านมาจึงมีต้นทุน ซึ่งส่วนหนึ่ง คนส่วนใหญ่ต้องจ่ายในรูปของการหายใจอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์นั้น ส่วนมากเกิดจากฝุ่นละออง ควันและสารเคมี ที่เราปล่อยออกไปในอากาศ สิ่งเหล่านั้น ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหนักหนาสาหัสจนกระทั่งเมื่อราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะ โดยธรรมชาติแสงอาทิตย์จะสามารถปรับเปลี่ยนและทำลายฝุ่นละออง ควัน สารเคมีและจุลินทรีย์ในอากาศได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเราปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกไปมากจน เกิดความสามารถของแสงอาทิตย์จะ ปรับเปลี่ยนและทำลายได้ ภาวะมลพิษซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงก็เกิดขึ้น ประเทศที่ก้าวหน้าพยายามกำจัดมลพิษด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งการย้ายโรงงานไปตั้งใน ประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งยินดีอ้าแขนรับความก้าวหน้าโดยไม่ค่อยนึกถึงของเสียที่ติดมาด้วย ในปัจจุบันนี้ปัญหามลพิษในอากาศจึงแพร่กระจายออกไปทั่วโลก

อย่างไรก็ ตามนั่นมักเป็นปัญหาเกี่ยวกับอากาศทั่วๆ ไปที่อยู่ภายนอกอาคารและ บ้านเรือน ยังมีปัญหาอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่ค่อย ถูกกล่าวถึงในประเทศด้อยพัฒนา นั่นคือ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศภายในอาคารและ บ้านเรือนสกปรก ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งการลอกเลียนวิถีชีวิตของประชาชน ในประเทศที่ก้าวหน้ากว่า เช่น การปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนาเพื่อปรับอากาศให้เย็นสบายตามใจชอบ การสร้างบ้านที่มีห้องใต้ดิน และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ เช่น เครื่องสำอาง ยาฆ่าแมลง และยาปรับแต่งกลิ่น ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ในอาคารเป็นอันตรายไม่ค่อยได้รับความสนใจนักเพราะสารที่เป็นอันตรายมักมอง ไม่เห็น และไม่มีกลิ่น นอกจากนั้นผลกระทบของมัน มักเป็นปัญหาในระยะยาว ในประเทศก้าวหน้า เช่น สหรัฐอเมริกา ปัญหานี้มักเป็นที่รู้กันอย่าง กว้างขวางจากการติดตามข่าวสารและจาก การอ่านหนังสือ เมื่อปีที่แล้ว นายแพทย์ Allan Somersall พิมพ์หนังสือเรื่อง Fresh Air for Life : How to Win Your Unseen War Against Indoor Air Pollution ออกมาสำหรับชาวอเมริกาเหนือ แต่เนื้อหาของหนังสือขนาด 300 หน้าเล่มนี้มีเรื่องควรรู้สำหรับคนไทย เนื่องจากเราได้พยายามเดินตามชาวอเมริกาเหนือ มาเป็นเวลานาน จนตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองเช่นเดียวกับเขา และเริ่มมีปัญหาอากาศภายในอาคารและบ้านเรือนคล้ายของเขาด้วย

ผู้เขียน แบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ภาคด้วยกัน คือ ภาคแรกเกี่ยวกับปัญหา ภาคสองเกี่ยวกับวิธีแก้ไข และภาคสามเกี่ยวกับการนำไปสู่การปฏิบัติ

ภาคแรกแบ่ง ออกเป็น 5 บท เริ่มด้วย การนำเข้าสู่ประเด็นว่าเรามักไม่ได้นึกถึง อากาศทั้งที่หากเราไม่มีอากาศเพียงไม่กี่นาที เราก็ตาย ทุกๆ นาทีเราต้องหายใจหลายครั้งและสูดทุกอย่างที่มีในอากาศเข้าไปในปอด ในโลกปัจจุบันเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในอาคาร ความสะอาดของอากาศภายในจึงสำคัญ กว่าอากาศภายนอก ข้อมูลบ่งว่าประชาชน ในอเมริกาเหนือใช้เวลาสูงถึงราว 91% อยู่ภายในอาคารโดยแบ่งออกเป็น 63% ในบ้านและ 28% ในสำนักงาน นอกเหนือจากนั้น พวกเขายังใช้เวลาอยู่ในที่จำกัด เช่น รถยนต์ อีกส่วนหนึ่งด้วย ในยุคนี้มีการออกแบบตึก ให้มิดชิดยิ่งขึ้นเพื่อประหยัดพลังงานในการ ปรับอากาศ ฝุ่นละออง สารเคมีและจุลินทรีย์จึงไม่มีที่ไปยกเว้นในปอดของเราเท่านั้น

สิ่งที่น่า วิตกก็คือ การศึกษาขององค์การรักษาสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาพบว่า อากาศภายในอาคาร มีมลพิษมากกว่าอากาศภายนอกราว 2-10 เท่าและมลพิษภายในอาคารเป็น 1 ใน 5 ของบรรดาสิ่งแวดล้อม ที่มีอันตรายสูงสุดสำหรับชาวอเมริกัน ในระดับโลกองค์การอนามัยโลกประเมินว่าเกือบ 1 ใน 3 ของตึกมีปัญหามลพิษ นั่นหมายความว่าตึกในประเทศด้อยพัฒนาก็มีปัญหาเช่นเดียวกับตึกในอเมริกา เหนือ สมาคมแพทย์โรคภูมิแพ้ของสหรัฐอเมริกาชี้ว่าราว 50% ของ ความเจ็บป่วยในอเมริกามีสาเหตุมาจากมลพิษภายในอาคาร ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาชาวอเมริกันเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นกว่า สองเท่า อัตราการตายจากโรคนี้เพิ่มขึ้น กว่าสามเท่าและราว 6% ของชาวอเมริกันเป็นโรคหอบหืด ซึ่งเป็นโรคใหม่ที่มากับ ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมที่ทำให้อากาศเป็นพิษ โดยเฉพาะเด็กจะได้รับผลกระทบสูงกว่าผู้ใหญ่เพราะเด็กใช้พลังงานมากว่าและ เซลล์ของพวกเขากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นเด็กเล็กจะอยู่ใกล้พื้นซึ่งมีมลพิษหนาแน่นกว่าในอากาศทั่วไป แต่ละปีความเจ็บป่วยนี้นำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ยิ่งกว่านั้นยังมีความสูญเสียที่วัดไม่ได้ เพราะความเจ็บป่วยทำให้คุณภาพของชีวิตลดลง

เนื่องจาก คุณภาพของอากาศทั่วไป มีผลต่ออากาศภายในอาคาร ผู้เขียนจึง กล่าวถึงเรื่องมลพิษในอากาศภายนอก อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะเล่าถึงอากาศภายในอาคารอย่างละเอียดต่อไป เขากล่าวว่า เมื่อราว 40-50 ปีที่แล้วอากาศสกปรกมาก เพราะโรงงานและรถยนต์ปล่อยควันกัน อย่างอิสระ อากาศเต็มไปด้วยหมอกควัน อันประกอบด้วยขี้เถ้า ฝุ่นละอองและสารต่างๆ จนบางครั้งฝนที่ตกลงมามีสภาพเป็น กรด บางครั้งอากาศเสียมากจนทำให้คนตายเพียงเมื่อหายใจเอาอากาศเสียเข้าไปเท่า นั้น เช่น เมื่อวันขอบคุณพระเจ้าปี 2509 ชาวอเมริกันกว่า 150 คนในเมืองเจอร์ซี่ซิตี้เสียชีวิตเพราะหายใจเอา "หมอกมรณะ" เข้าไป เหตุการณ์เช่นนั้นนำไปสู่การออกกฎหมายในปีต่อมาเพื่อแก้ปัญหาอากาศ เป็นพิษ โรงงานและรถยนต์ถูกบังคับให้ติดตั้งเครื่องฟอกควันที่มีสารพิษผสมอยู่

ในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา การใช้กฎหมายแนวนั้นทำให้อากาศสะอาดขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเก่าๆ อีกจำนวนมากที่เผาถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงและปล่อยควันออกไป ในอากาศได้อย่างอิสระ การศึกษาในปี 2547 พบว่าควันที่โรงผลิตไฟฟ้าเหล่านั้นปล่อยออกไปทำให้คนเป็นหืดมากกว่า 5 แสนครั้ง ปัญหาโรคหัวใจเกือบ 4 หมื่นครั้งและตายราว 24,000 คน ทั้งที่ปัญหาดังกล่าว มีให้เห็นอย่างแจ้งชัด แต่สหรัฐอเมริกา ยังไม่ยอมทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ร่างขึ้น ณ เมืองเกียวโตและมอนทรีออล ซึ่งจะลดการเผาผลาญพลังงานที่ปล่อย ควันพิษออกไปในอากาศ

สมาคมปอด ของสหรัฐอเมริกา รายงานเกี่ยวกับคุณภาพของอากาศเป็นระยะๆ ผู้เขียนอ้างถึงรายงานล่าสุด ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2548 สมาคมนี้มองว่าสหรัฐอเมริกา ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของอากาศโดยเฉพาะจากมลพิษที่เกิดจากปัจจัย 2 อย่าง นั่นคือ ฝุ่นละอองและหมอกควันเพราะ กว่าครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในเขต ที่มีปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ ฝุ่นละอองมีอันตรายมากเนื่องจากส่วนที่ละเอียดที่สุดของมันสามารถแทรกเข้าไป ในปอดและไหลเวียนเข้าไปในกระแสเลือดได้ ฝุ่นละอองชนิดนี้เกิดจากกระบวนการทางเคมีในอากาศและอาจก่อให้เกิดมะเร็งใน ปอด โรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินลมหายใจ ส่วนหมอกควันประกอบด้วยโอโซน ไนโตรเจนออกไซด์ ออกไซด์ของกำมะถันและสารอื่นๆ ซึ่งรวมกันเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ปนเหลืองลอยอยู่ทั่วในอากาศเหนือเมืองต่างๆ สิ่งเหล่านั้นถูกปล่อยออกมาจากรถยนต์ โรงงานเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ปั๊มน้ำมัน และโรงงานอื่นๆ และเป็น อันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพเช่นกัน

ทั้งที่ อากาศเสียเช่นนี้มีอันตรายมากพอแล้ว แต่มันกลับถูกทำให้เสียยิ่งขึ้นจากสารต่างๆ ที่อยู่ภายในอาคารและบ้านเรือน ซึ่งผู้เขียนกล่าวถึงอย่างละเอียดในบทต่อๆ ไป สำหรับในตอนนี้เขานำเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศด้อยพัฒนามาเล่าว่า ที่มาของ อากาศเสียภายในอาคารส่วนใหญ่มาจาก การใช้เตาที่เผาไม้ ถ่านและมูลสัตว์เป็นพลังงาน และการสูบบุหรี่ในสถานที่ ซึ่งมีการถ่ายเทของอากาศไม่เพียงพอ องค์การอนามัยโลกจึงประเมินว่าใน ประเทศด้อยพัฒนามลพิษจากอากาศ ภายในอาคารเป็นต้นเหตุของโรคทางเดิน ลมหายใจ โรคปอดและมะเร็ง ซึ่งทำให้ คนตายรวมกัน ปีละประมาณ 2 ล้านคน

หน้า 50

Fresh Air for Life อันตรายในอากาศ (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3935 (3135)

เนื้อหาของ บทที่ 3-5 เกี่ยวกับสิ่งเจือปนที่เป็นต้นตอของอากาศเสียในอาคาร ผลกระทบของมันและเรื่องโอโซนซึ่ง มีทั้งประโยชน์และโทษมหันต์ ผู้เขียนแยกสิ่งเจือปนในอากาศออกเป็น 10 ประเภทด้วยกัน ซึ่งบางอย่างเรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่บางอย่างเรามองไม่เห็น เขากล่าวถึงเรื่องอาคาร ในสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่เขากล่าวถึงส่วนใหญ่มีอยู่ในอาคารของประเทศด้อยพัฒนาด้วย

อันดับแรก ได้แก่ควันบุหรี่ ซึ่งเป็นที่ ยอมรับกันแล้วว่าเป็นอันตรายทั้งแก่ผู้ที่สูบบุหรี่เอง และผู้ที่ต้องสูดควันของมันเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งเซลล์ในร่างกายกำลังแบ่งตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้จะยังมี การถกเถียงกันว่าควันบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งกับ คนทั่วไปหรือไม่ แต่ข้อมูลในสหรัฐอเมริกา บ่งว่าผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่แต่หายใจเอาควันบุหรี่เข้าไปตายเพราะควันนั้น ปีละประมาณ 46,000 คน ซึ่งแยกเป็นการตายจากโรคมะเร็ง 12,400 คน และโรคหัวใจ 32,000 คน

อันดับสอง ได้แก่สารเคมีที่มาจากของใช้ภายในอาคาร เช่น สี น้ำหอม เครื่องสำอาง ยาดับกลิ่น ยาฆ่าแมลง สบู่ และของใช้อื่นๆ ข้อมูลบ่งว่าในสหรัฐอเมริกา สารเคมีที่มีการผลิตเกินปีละ 1 ล้านปอนด์ 3,000 ชนิด ราว 500 ชนิดเป็นส่วนประกอบของเครื่องอุปโภค และหลายชนิดเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น เบนซิน และไวนิลคลอไรด์

อันดับสาม ได้แก่สารเคมีที่ใช้ในการควบคุมสัตว์ที่สร้างปัญหา เช่น ยาฆ่าแมลง และยาเบื่อหนู สารเคมีจำพวกนี้ส่วนหนึ่งถูกประเมินโดยองค์การรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วว่าเป็น ตัวก่อมะเร็ง

อันดับสี่ ได้แก่เกสรดอกไม้ ซึ่งพากัน บานสะพรั่งออกมาในเวลาเดียวกันในฤด ูใบไม้ผลิ แม้ดอกไม้จะประดับทัศนียภาพให้งามตา ทว่าคนส่วนหนึ่งแพ้เกสรของมันและ มีอาการหอบหืด คันตา คันคอ คันจมูกจนน้ำมูกไหล ไอและจาม

อันดับห้า ได้แก่ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสัตว์ตัว ขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่มีจำนวนมากมายภายในบ้าน อาหารของมันคือเซลล์ ผิวหนังของเราที่ตายและร่วงลงไป ตามพื้น และของอื่นๆ ที่อยู่ในบ้าน พวกมันอาศัยอยู่ ในพรม ฝ้าปูที่นอน และผ้าม่าน และถ่ายไว้ ทั่วบ้านจนทำให้บางคนแพ้และมีอาการเช่นเดียวกับการแพ้เกสรดอกไม้

อันดับที่หก ได้แก่ควันและสารที่เกิดจากการใช้เตาเผาเชื้อเพลิงในสถานที่ซึ่งมีการถ่ายเท อากาศไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาที่ใช้เตาเผาไม้ ถ่าน และมูลสัตว์ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจำพวกนี้มีสารตกค้าง เช่น คาร์บอนมอนออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ออกไซด์ของกำมะถัน และสารอื่นๆ ซึ่งเป็นอันตรายเมื่อหายใจ เข้าไปในปอด

อันดับที่เจ็ด ได้แก่ก๊าซเรดอน ซึ่งเกิดในดินและเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็ง ในสหรัฐอเมริการาวหนึ่งในสาม ของผู้ที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งในปอด อาศัยอยู่ในบ้านหรืออาคารที่มีสารนี้เกินระดับปลอดภัย บ้านและอาคารที่มีห้องใต้ดินเสี่ยงต่อการมีก๊าซนี้มากที่สุดเพราะมันสามารถ ซึมผ่านผนังที่มีรอยร้าวได้

อันดับที่แปด ได้แก่สัตว์เลี้ยง เช่น หมา และแมว ซึ่งมีขน เซลล์ผิวหนังที่ตาย น้ำลาย และสิ่งที่มันขับถ่ายออกมา สิ่งเหล่านี้มีโอกาสทำให้เกิดความแพ้แก่ผู้อยู่ในบ้าน

อันดับที่เก้า ได้แก่ละอองจากเส้นใยที่ใช้ ในการก่อสร้าง กั้นห้อง บุฝ้า พันท่อ และอื่นๆ ซึ่งอาจทำด้วยไม้ ใยแก้ว แอสเบสตอส และกระดาษ สิ่งเหล่านี้อาจมีส่วนผสมที่เป็นตัวทำให้เกิดมะเร็ง แม้สหรัฐอเมริกาจะห้ามใช้แอสเบสตอสมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ตึกเก่าๆ ยังมีสารนี้อยู่

อันดับที่สิบ ได้แก่จุลินทรีย์ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อเห็ดราต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของโรคร้ายหลายอย่าง จากไข้หวัดใหญ่ไปจนถึงวัณโรค

สำหรับด้าน ผลกระทบจากอากาศภายในอาคารเป็นพิษ ผู้เขียนแยกไว้เป็น 10 ชนิดเช่นกัน เริ่มด้วยความเจ็บป่วยซึ่งแสดงอาการ ออกมาโดยทันทีทันใด เช่น ไอ จาม และ แน่นหน้าอก หรืออาการที่มีติดต่อกันยืดเยื้อ เช่น ปวดหัว แต่หาต้นตอไม่ได้ ผู้เขียนอ้างว่าอาคารบางหลังอาจมีสารต่างๆ ในอากาศที่ ก่อให้เกิดอาการเช่นนั้นต่อบางคน โรคนี้ไม่มีชื่อ แต่มักเรียกกันทั่วๆ ไปว่า โรคเกี่ยวกับ ตัวอาคาร (building-related illnesses) อากาศภายในอาคารอาจมีเชื้อโรคหวัด และไข้หวัดใหญ่กระจายอยู่ทั่วไปโดยไม่มีใครรู้ ผู้เขียนคาดว่าอีกไม่ช้าโลกจะประสบกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่อีกครั้ง เพราะเชื้อโรคจำพวกนี้ มีความสามารถในการกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ และนานๆ มันจะสามารถเอาชนะภูมิต้านทานของเราได้ ไข้หวัดนกอาจเป็นเชื้อตัวนั้น

โรคที่ 4 ที่เขากล่าวถึง ได้แก่โรคปอดชื้นชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในสหรัฐอเมริกาหลักจากมันคร่าชีวิตทหารผ่านศึกที่เข้าประชุมเมื่อปี 2519 ไปหลายสิบคน หลังจากค้นหากันอยู่นานองค์การควบคุมโรคพบว่าเป็นแบคทีเรียที่ชอบอาศัยอยู่ ในที่ชื้นภายในอาคาร

โรคที่มี เชื้อลอยอยู่ในอากาศ โรคที่ 5 ได้แก่ วัณโรค ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ฆ่าผู้ใหญ่มากที่สุดในโลก ยุคนี้การขนส่งสะดวกและคนเดินทางกันมากขึ้นทุกวันทำให้การแพร่ของโรคนี้เป็น ไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนโรคที่ 6 เป็นโรคใหม่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ความร้ายแรงสูง และแพร่ขยายได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ โรคทางเดินลมหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเรารู้จักกันในนามของ "ซาร์ส" (SARS = severe acute respiratory syndrome)

โรคที่ 7-9 คล้ายโรคที่ผู้เขียนกล่าวถึง ว่าหาต้นตอไม่พบ โรคเหล่านี้อาจมีอาการออกมาในรูปของการหอบหืด และปวดจมูกพร้อมกับมีน้ำมูกไหล คันตา คันจมูก คันตามผิวหนัง ปวดหัว อ่อนเพลีย ไอ เวียนหัว ความเจ็บป่วยพวกนี้บางทีเรียกกันว่า "โรคอาคารป่วย" (sick building syndrome) ในบางกรณีผู้ป่วยแพ้สารเคมีที่มีอยู่ในอากาศหลายอย่าง และมี อาการอ่อนเพลียมาก ปวดหัวอย่างหนัก ปวดกล้ามเนื้อ ลืมง่าย ใจลอย คันตามผิวหนัง หายใจไม่คล่องและท้องเดิน โรคที่มีอาการเหล่านี้บางทีเรียกว่า "การแพ้แก่สารเคมี หลายชนิด" (multiple chemical sensitivity)

ส่วนโรคสุด ท้ายได้แก่มะเร็ง ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางแล้วว่าสารเคมีหลายอย่าง ในอาคารอาจทำให้เกิดได้

สำหรับก๊าซ ที่มีชื่อว่า "โอโซน" ซึ่งมีทั้งโทษมหันต์และคุณอนันต์นั้นเป็นออกซิเจนชนิดหนึ่งซึ่งมี 3 อะตอมในแต่ละโมเลกุล แทนที่จะมีเพียง 2 อะตอมดังออกซิเจนทั่วไป ก๊าซนี้เมื่อ มีอยู่อย่างหนาแน่นจะปรากฏเป็นสีฟ้าดังเช่นเราเห็นท้องฟ้า เนื่องจากในชั้นบรรยากาศมีโอโซนอยู่ในปริมาณสูง แต่ที่แท้จริงแล้วก๊าซนี้ไม่มี สีและถ้ามีในปริมาณมากรอบๆ ร่างกาย และเราหายใจเข้าไปจะเกิดอันตรายร้ายแรง โอโซนอาจเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากปฏิกิริยาที่แสงอัลตราไวโอเลตมีต่อสารต่างๆ และจากพายุฝนที่มีฟ้าร้องฟ้าผ่า หรือจากการเผาผลาญพลังงานของเครื่องยนต์ เช่น รถยนต์และเครื่องตัดหญ้า สหรัฐอเมริกาจึงตั้งเกณฑ์ว่า อากาศจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพถ้ามันมีโอโซนปนอยู่เกิน 0.105 ส่วนในล้านส่วน

อย่างไรก็ ตาม โอโซนมีประโยชน์มาก เช่นกัน เพราะมันมีประสิทธิภาพสูงในการฆ่า เชื้อโรค ชาวยุโรปเริ่มใช้โอโซน ฆ่าเชื้อโรคในน้ำมาเป็นเวลากว่าร้อยปีในขณะที่สหรัฐอเมริกานิยมใช้สารคลอรีน ผู้เขียนเดาเอาว่าทั้งนี้เพราะอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ผลิตสารคลอรีน ทั้งที่เมื่อมันทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์บางอย่าง ผลที่ได้อาจเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งก็ตาม ฉะนั้นเขาแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ควรใช้โอโซนแทนคลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ เนื่องจาก โอโซนสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในอาหาร เช่น อี.โคไล และซัลโมเนลลา ได้อย่างดี องค์การอาหารและยาและองค์การรักษาสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำให้ใช้มันฆ่าเชื้อโรคในอาหารทั่วไป และใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสกับอาหารโดยตรง เช่น เขียง

หน้า 46

Fresh Air for Life อันตรายในอากาศ (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3936 (3136)

ภาค 2 เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาซึ่งผู้เขียนแนะนำว่ามีอยู่ ด้วยกัน 5 วิธีด้วยกัน วิธีแรกเป็นการกำจัดที่มาของสิ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ เนื่องจากเขาเห็นว่าในปัจจุบันควันบุหรี่เป็น สารพิษที่ก่อให้เกิดผลร้ายสูงสุด ฉะนั้นการ เลิกสูบบุหรี่ย่อมจะมีผลดีที่สุด นอกจากนั้น ผู้เขียนแนะนำให้เลิกใช้เตาผิงภายในบ้าน ใช้ไม้และกระเบื้องปูพื้นแทนพรม แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ต้องทำความสะอาดพรมบ่อยๆ เลิกเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน หรือถ้าเลี้ยงต้องห้ามมิให้มันเขาไปในห้องนอน ยิ่งกว่านั้นเนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในบ้านมักมี สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายสารพัดชนิดรวมอยู่ จากสบู่ต่างๆ เครื่องสำอาง ของเล่นไปจนถึง ยาฆ่าแมลง ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ต้องเลิกใช้ หรือไม่ก็จำกัดปริมาณการใช้ให้เหลือน้อยที่สุด วิธีที่สอง เป็นการถ่ายเทของอากาศ ในปัจจุบันเนื่องจากบ้านและสำนักงานมีการปรับอากาศมากขึ้น การเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทจึงลดลง ผู้เขียนอ้างถึงการศึกษาที่พบว่าปัญหาเกี่ยวกับอากาศภายในอาคารเป็นพิษ ราว 60% เกิดจากอากาศถ่ายเทไม่พอ อย่างไรก็ตามการเปิดหน้าต่าง ประตู หรือบานเกล็ดอย่างเดียวก็อาจทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่เพียงพอ ฉะนั้นนอกจากการออกแบบอาคารจะต้องคิดถึงเรื่องการถ่ายเทของอากาศตามธรรมชาติ แล้ว อาจจะต้องเพิ่มเครื่องช่วยถ่ายเทอากาศ เช่น พัดลม เข้าไปอีกด้วย ยิ่งอาคารหรือบ้าน ที่อยู่ในย่านที่มีการลักขโมยสูงจนต้องจำกัด การเปิดหน้าต่างด้วยแล้ว การใช้เครื่องช่วยมีความจำเป็นยิ่งขึ้น

วิธีที่สาม เป็นการกรองอากาศ การทำให้อากาศถ่ายเทเป็นการสับเปลี่ยนระหว่างอากาศภายในกับอากาศภายนอกอาคาร ถ้าอากาศภายนอกมีมลพิษมากอยู่แล้ว การถ่ายเท ย่อมไม่เกิดประโยชน์ ฉะนั้นในบางกรณีอาจมีความจำเป็น ที่จะต้องกรองอากาศพร้อมกันไปด้วย สำหรับอากาศที่มีฝุ่นละอองเจือปนอยู่มาก เครื่องกรองอาจเป็นจำพวกแผงเส้นใยสำหรับให้อากาศไหลผ่าน หรือ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ฝุ่นมีประจุไฟฟ้าแล้วลอยไปเกาะติด ตามฝา พื้นและสิ่งอื่นซึ่งมีอยู่ในอาคารก็ได้ ส่วนสิ่งเจือปนที่อยู่ในรูปของไอน้ำ ก๊าซ และเชื้อจุลินทรีย์ เครื่องกรองอาจเป็นจำพวกผงถ่าน ซึ่งผ่านกรรมวิธีให้มีความสามารถในการดูดซับเรียกว่า "ถ่านกัมมันต์" (activated charcoal)

วิธีที่สี่ เป็นการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยเครื่องมือที่เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ การใช้โอโซน หรือ ออกซิเจนที่มีสามอะตอมซึ่งมีความสามารถ ในการทำความสะอาดสูงฟอกปฏิกูลในอากาศ กระบวนการนี้เรียกว่า ozonation อีกกระบวนการหนึ่งเป็นการทำให้เกิดประจุไฟฟ้าในฝุ่นละอองแล้วให้มันรวมกัน เป็นสารอื่นที่ไม่มีอันตราย กระบวนการนี้เรียกว่า ionization กระบวนการสุดท้ายได้แก่ การใช้แสงอัลตราไวโอเลตทำลายสิ่งต่างๆ ที่มีอันตราย กระบวนการนี้เรียกว่า irradiation

วิธีสุด ท้าย ได้แก่การใช้เทคโนโลยีที่ มนุษย์อวกาศใช้เมื่อเขาออกไปอยู่นอกโลก ซึ่งเขาจะต้องฟอกอากาศที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อนำมาใช้อีก กระบวนการฟอกด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้อาจทำได้หลายวิธีด้วยกัน แต่ผู้เขียนเสนอว่าวิธีที่อาจนำมาใช้ได้ผลดีที่สุดในชีวิตประจำวัน ของเราได้แก่วิธีที่เรียกว่า radiant catalytic ionization

ภาค 3 เป็นแนวคิดสำหรับนำไปสู่การปฏิบัติ ในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งผู้เขียนแยกออกเป็น 5 อย่างด้วยกัน อันดับแรก เป็นการทำให้อากาศรอบๆ ตัวเราซึ่งเราต้องใช้หายใจเข้าไปสะอาดที่สุด วิธีหนึ่งได้แก่ การสวมหน้ากากที่มีแผ่นกรองอากาศปิดจมูก และปาก เมื่อมีความจำเป็น หน้ากากที่ดีจะช่วยกรองของเสียได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเขากล่าวว่า ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กได้แล้ว ผู้ใช้สามารถเอาเครื่อง ดังกล่าวห้อยคอไว้ได้ ฉะนั้นมันจึงมีประสิทธิภาพกว่าการใช้หน้ากากธรรมดา

อันดับสอง ได้แก่ การหาวิธีทำอากาศภายในบ้านให้สะอาดเนื่องจากการศึกษาขององค์การรักษาสิ่งแวด ล้อมของสหรัฐอเมริกา พบว่าโดยเฉลี่ยอากาศภายในบ้านเสียมากว่าอากาศภายนอก 2-5 เท่า ผู้เขียนกล่าวถึงวิธีแก้ไขปัญหา 5 วิธีที่เขากล่าวถึงในภาค 2 ซ้ำอีกครั้งพร้อมกับให้รายละเอียดและตัวอย่างเพิ่มขึ้นด้วย นั่นคือ การจำกัดที่มาของมลพิษ การทำให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทดีขึ้น การกรอง และการฟอกด้วยเครื่องมือที่ทำด้วยทั้งเทคโนโลยีซึ่งมีมานานแล้ว และเทคโนโลยีใหม่ซึ่งใช้ในยานอวกาศ สิ่งที่ผู้เขียนชี้ให้เห็นเป็นพิเศษคือ เราอาจจะต้องทดสอบดูว่าในบ้านมีสาร หรือก๊าซที่เป็นพิษปะปนอยู่มากเกินระดับปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ ก๊าซหุงต้มและปรับอากาศ

อาจต้องมี เครื่องเตือนภัยจากก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ หรือบ้านที่มีห้องใต้ดินอาจต้องวัดก๊าซเรดอนเป็นครั้งคราว

อันดับสาม ได้แก่วิธีที่ใช้ในการเดินทาง ซึ่งผู้เขียนกล่าวถึงเฉพาะการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวและโดยเครื่องบิน แต่ไม่ได้พูดถึงการเดินทางอย่างอื่น เช่น รถโดยสารประจำทาง รถไฟ และการเดินด้วยเท้า เขาอ้างว่าการศึกษาพบว่า อากาศในรถยนต์มักมีสิ่งเจือปนสูงมากจนเป็นอันตราย สิ่งเจือปนนั้นอาจเป็นก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ เบนซิน ไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละออง รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลจะผลิตสิ่งเจือปนมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ฉะนั้นจึงควร หลีกเลี่ยงการขับรถตามรถยนต์ชนิดนั้น ผู้เขียนเสนอให้พิจารณาใช้เครื่องฟอกอากาศส่วนตัว หรือเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กที่พกพาไปได้ สำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินเขาเสนอให้พกหน้ากากกรองอากาศขนาดเล็ก และเครื่องฟอกอากาศส่วนตัวไปด้วยและนำออกมาใช้ เมื่อยามจำเป็น

อันดับสี่ และห้า เกี่ยวกับอาคารสาธารณะรวมทั้งสำนักงาน ร้านค้า โรงหนัง โรงเรียนและโรงแรม ซึ่งตามปกติเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของหรือผู้บริหารอาคารเหล่านั้นที่จะ ต้องทำให้มันมีอากาศที่สะอาดพอ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ใช้สถานที่เหล่านั้น หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เป็นพ่อแม่ ของเด็กนักเรียน สามารถรวมตัวกันสร้างความกดดันให้เจ้าของ หรือผู้บริหารทำอากาศดีขึ้นได้ ในปัจจุบันนี้จึงมีโรงแรมบางแห่งเสนอห้องที่มีการทำความสะอาดอากาศเป็นพิเศษ เป็นจุดขายแล้ว แต่นั่นอาจจะยังไม่พอ ฉะนั้นผู้ที่มีอาการแพ้ง่ายอาจยังจำเป็นต้องป้องกันตัวด้วยการใช้เครื่องฟอก อากาศส่วนตัวเป็นประจำ

ข้อคิดเห็น - หนังสือเล่มนี้มีลักษณะ ของความเป็นคู่มือตามที่ชื่อของมันบ่งบอก โดยเฉพาะในภาค 2 และภาค 3 ซึ่งมีคำแนะนำหลากหลายว่าเราควรจะทำอย่างไรกับปัญหาอากาศภายในอาคารเป็นพิษ อย่างไรก็ตามค่าของหนังสือไม่ได้อยู่ที่คำแนะนำต่างๆ เพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การนำข้อมูลมาชี้ให้เห็น ถึงประเด็นปัญหาซึ่งอาจหนักหนาสาหัสแต่ คนทั่วไปมักไม่เคยใส่ใจหรือตระหนักถึงโดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาที่พยายาม เลียนแบบการดำเนินชีวิตตามประเทศที่ก้าวหน้าแล้วผู้ที่อยู่ในเมืองซึ่งมี ความแออัดสูง เช่น กรุงเทพฯ น่าจะศึกษาและหาทางนำคำ เสนอแนะของเขาไปใช้โดยเฉพาะผู้ที่มี ความรับผิดชอบต่อชีวิตของเด็ก ซึ่งได้รับผลกระทบสูงกว่าผู้ใหญ่ ทุกคนอาจไม่สามารถ ซื้อหาเครื่องฟอกอากาศที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ได้ แต่ควรรู้ว่าถ้าอากาศรอบตัวดูจะมีอันตรายแฝงอยู่ ต้องไม่ดูดายและหาทาง แก้ไขไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สำหรับ เครื่องฟอกอากาศซึ่งใช้เทคโนโลยี ที่เรียกว่า radiant catalytic ionization ขณะนี้ยังไม่มีขายในตลาดทั่วไป ในสหรัฐอเมริกา มีบริษัทขายตรงเท่านั้นที่ผลิตขายในราคาสูง ฉะนั้นเรายังไม่ควรรีบไปซื้อหามาใช้ ต้องรอจนกว่ามันจะได้ผ่านกระบวนการทดสอบ จากผู้ใช้ในประเทศนั้นอย่างกว้างขวางเสียก่อน หากมันมีประสิทธิภาพสูงจริง อีกไม่กี่ปีมันคงมีขายอย่างดาษดื่น
PoNd (IP:180.183.133.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 4 ส.ค. 2553 (20:33)
ผมมีการแก้ไขการป้องกันและอันตรายในสารเจือปน
แล้วนะครับดุได้ด่านบนนะครับ
PoNd (IP:180.183.133.51)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 18 ส.ค. 2553 (19:38)
ขอบคุนมากก
จะเอาไปส่งพอดี
หาตั้งนาน
ploy (IP:61.90.117.158)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 26 ส.ค. 2553 (19:16)

ขอบคุนนะคะ
่ที่ช่วยให้ส่งงานทัน
{#emotions_dlg.d5}


phonkamon
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 30 ก.ย. 2553 (14:55)
ขอบคุณค่ะ?!
T^T (IP:110.164.146.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 30 ก.ย. 2553 (15:03)
ผิดอ่ะป่าว?!พี่แพน
คน นามสกุล มนุษย์ (IP:110.164.146.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 11 ม.ค. 2555 (19:18)
เซ็ง หาวิธีป้องกันแลแก้ไขสารเจือปนในอากาศยังไม่ได้เลย
ven (IP:49.48.187.119)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 17 ม.ค. 2555 (20:19)
ขอบคุนค่ะ หาตั้งหลายเว็บไม่ตรงกันสักอัน ดีนะที่เจอเว็บนี้ ได้ครบหมดเลยค่ะ ยังไงก้ขอบคุนทุกคนนะค่ะ ที่เอาข้อมูลดีๆๆ มาแชร์กัน ขอบคุนมากค่ะ :)
candy (IP:125.24.187.222)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม