น้ำมันประกอบด้วยธาตุใดบ้าง

โพสต์เมื่อ: 14:36 วันที่ 9 ต.ค. 2549         ชมแล้ว: 6,636 ตอบแล้ว: 10
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
อยากทราบว่าน้ำมันแต่ละชนิดประกอบความธาตุใด มีการจัดเรียงตัวอย่างไร แล้วทำไมนำมันชนิดเดียวกันแต่ยี่ห้อต่างกันสีถึงแตกต่างกันด้วย ใครทราบบ้างช่วยตอบที่ สังสัยมาก ๆ


jittima_pupa@hotmail.com(202.57.182.62,,)

จำนวน 9 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 9 ต.ค. 2549 (16:54)
หมายถึงน้ำมันพืช

น้ำมันเชื้อเพลิง

หรือน้ำมันหล่อลื่น ครับ
xx
ร่วมแบ่งปัน663 ครั้ง - ดาว 165 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 9 ต.ค. 2549 (22:47)
น้ำมันเชื้อเพลิงก็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (C กะ H)

น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นของเหลวใสไม่มีสี แต่เพราะที่มันไม่มีสีทำให้แยกแยะกันไม่ออก(โกงกันได้)จึงเติมสารที่ให้สีลงไป



น้ำมันประกอบอาหาร ก็เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเหมือนกันแต่มีออกซิเจนเพิ่มขึ้นมา เป็นสารที่เรียกว่า ester ที่โฆษณากันว่ามีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เก็บในตู้เย็นก็ไม่เป็นไข เพราะ

ester <----------> alcohol + carboxylic acid

จะอยู่ในสมดุล

กรดไขมันไม่อิ่มตัว ก็มีพันธะที่ไม่อิ่มตัว ในโมเลกุลของกรด(พันธะคู่ พันธะสาม เกิดปฏิกิริยาการเติมได้)

กรดไขมันอิ่มตัว ก็มีแต่พันธะเดี่ยวในโมเลกุลของกรด

กรดไขมันก็จะมีจำนวน C เป็นเลขคู่ อยู่ในช่วง 14-18ตัว

ในส่วนที่เป็น alcoholก็จะเป็น alcohol ตัวเล็กๆ ปกติเป็น glycerol
sunmazter
ร่วมแบ่งปัน186 ครั้ง - ดาว 161 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ต.ค. 2549 (10:43)
อยากทราบทั้งน้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ และน้ำมันดีเซล อยากทราบแบบเจาะจงไปเลยว่ามีธาตุใดเป็นองค์ประกอบ จำนวนของธาตุนั้นมีเท่าไร ใช้พันธะใด อย่างเช่น น้ำมันปาล์มประกอบด้วยธาตุ......... ใช้พันธะ ......... หรือ น้ำมันหมู ประกอบด้วยธาตุ ........... ใช้พันธะ ............ ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
jittima_pupa@hotmail.com (IP:202.57.183.20,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ต.ค. 2549 (15:00)
น้ำมันปาล์มกับน้ำมันหมูประกอบด้วยธาตุ Carbon (C) Hydrogen(H) Oxygen(O) จับกันด้วยพันธะโควาเลนต์ (Covalent bond)
JoKe_zZz
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 16 ต.ค. 2549 (16:34)
ถามธาตุต้องตอบธาตุ

ในโมเลกุลน้ำมันมี H C O

ตอนกลั่นอาจจะมีHg/H2O/CO2ปนมาแต่ไม่ได้อยู่ในโมเลกุลนะ
... (IP:124.120.28.221,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 23 ต.ค. 2549 (01:00)
ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากเมล็ดต้นเรพ(หรืต้นโคลชา) หรือน้ำมันจากเมล็ดดอกทานตะวันที่ใช้สำหรับเป็นจาระบีในระบบไฮโดรลิก หรือใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ต่างก็มีลักษณะทางเทคนิคที่เหมือนกับน้ำมันที่ได้จากแร่ธาตุ แต่มีข้อดีกว่า คือ สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติและมีระดับความเป็นพิษต่ำมาก ในประเทศฝรั่งเศส น้ำมันชนิดใหม่นี้กำลังเป็นที่สนใจของบริษัทป่าไม้ตลอดจนอุตสาหกรรมต่างๆ และบรรดาเกษตรกรทั้งหลาย สำหรับใช้เป็นน้ำมันในระบบไฮโดรลิก หรือใช้ทำน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักรในอุตสาหกรรมป่าไม้ ทำเป็นจาระบีหล่อลื่นสายโซ่เครื่องยนต์ และหล่อลื่นเครื่องยนต์ 2 จังหวะ นอกจากนี้ ยังมีการทดลองเพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการใช้กับเครื่องยนต์ 4 จังหวะอีกด้วย ที่โรงงานในเมือง Nevers ตอนกลางประเทศฝรั่งเศส บริษัท Igol Industrie ผลติน้ำมันทั้งจากต้นเรพและดอกทานตะวัน เพื่อใช้สำหรับเป็นจาระบีหล่อลื่นเลื่อยยนต์ และสำหรับป้อนตลาดน้ำมันในระบบไฮโดรลิกทั้งที่ใช้กับ hydraulic lift เครื่องจักรทางการเกษตร โรงงานผลิตเครื่องมือโยธาเครื่องจักรในการทำสวน หรือเครื่องจักรในอุตสาหกรรมป่าไม้ อนึ่ง บริษัท Igol Industrie นอกจากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในด้านการพัฒนาสูตรน้ำมันแล้ว บริษัทยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสภาพแวดล้อมมาโดยตลอด จนได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 และ Emas อันแสดงถึงความห่วงใยของบริษัทที่มีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี Igol Industrie เกิดความสนใจในน้ำมันพืช เมื่อเกษตรกรที่เพาะปลูกเมล็ดพืชที่ให้น้ำมัน เริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับผลผลิตทางการเกษตรของตน Igol Industrie จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรและดีลเลอร์ทางตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส ตลอดจนโรงงานน้ำมัน ริเริ่มโครงการที่นำไปสู่การพัฒนาชุดผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นจากพืช ซึ่งได้ออกวางจำหน่างแล้วภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Biolube (ไบโอลูป)ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติถึงกว่า 80%



Nicolas N'Guyen-The กล่าวว่า "น้ำมันหล่อลื่นจากพืชมีประโยชน์มากมายหลายอย่าง เช่น มีระดับความเป็นพิษต่อระบบนิเวศต่ำมาก และย่อยสลายตามธรรมชาติได้ดีมาก ทำให้น้ำมันจากพืชเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากน้ำมันที่ได้จากแร่ธาตุที่มีความเป็นพิษสูงและย่อยสลายตามธรรมชาติได้ไม่ดี"



Bertrand Laborde ชี้แจงว่า "น้ำมันที่ผลิตจากพืชสูตรต่างๆที่วางจำหน่ายในขณะนี้ สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ถึงกว่า 80% สำหรับความเป็นพิษต่อระบบนิเวศนั้น น้ำมันจากพืชเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตบนบกและในน้ำ น้อยกว่าน้ำมันจากแร่ธาตุถึง 10-50 เท่าตัว" คุณสมบัติที่ว่านี้เป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในกรณีที่เกิดมลพิษโดยอุบัติเหตุหรือสำหรับการใช้งานที่ก่อให้เกิดการเปื้อนของน้ำมันจาระบี ไม่ว่าจะเป็นการอัดจาระบีโซ่เลื่อย การทำความสะอาดรางรถไฟ การทำความสะอาดภายนอกของเครื่องยนต์ และการใช้งานทางการเกษตร ฯลฯ



Nicolas N'Guyen-The กล่าวว่า "ด้วยคุณภาพทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางเทคนิคเราน่าจะขยายการใช้งานผลิตภัณฑ์นี้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ป่าไม้ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ยิ่งทวีความสำคัยมากขึ้นเมื่อเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางน้ำ เนื่องจากปกติแล้ว น้ำมันมีน้ำหนักเบากว่าน้ำมาก จึงแพร่กระจายปกคลุมผิวน้ำโดยก่อตัวเป็นฟิล์ม ซึ่งจะขัดขวางการแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างน้ำกับอากาศ น้ำมันหล่อลื่นเพียงลิตรเดียวสามารถทำให้น้ำปริมาณหนึ่งล้านลิตรเน่าเสียได้"

ดอกทานตะวันชนิดต่างๆที่อุดมไปด้วยกรดโอเลอิค



จริงอยู่ว่า น้ำมันจากพืชมีคุณสมบัติในการต่อต้านปฏิกิริยา Oxidation ต่ำ แต่จากการพัฒนาสารผสมชนิดพิเศษที่ช่วยต่อต้านปฏิกิริยา Oxidation ทำให้เราสามารถผลิตน้ำมันจากพืชที่มีเสถียรภาพต่อปฏิกิริยา Oxidation ในระดับเดียวกับน้ำมันจากแร่ธาตุ นอกจากนี้ เรายังสามารถเพิ่มคุณสมบัติในการต่อต้านปฏิกิริยา Oxidation ได้อีกวิธี โดยการคัดสรรดอกทานตะวันที่มีส่วนประกอบของกรดโอเลอิคสูง ในสัดส่วนมากว่า 90% ในขณะที่ดอกทานตะวันปกติมีกรดโอเลอิคในสัดส่วนต่ำกว่า 60% เกษตรกรชาวฝรั่งเศสได้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มสัดส่วนของกรดโอเลอคในดอกทานตะวันและได้ใช้น้ำมันจากดอกทานตะวันซึ่งอุดมไปด้วยกรดโอเลอคนี้ในการผลิตสบู่เหลว และ surfactants ในระดับอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม น้ำมันดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะมีบทบาทสูงต่อการผลิตน้ำมันหล่อลื่นต่อไปในอนาคต



Sylvain Claude เจ้าหน้าที่ของ Prolea กล่าวว่า "น้ำมันโอเลอิคจากดอกทานตะวันสามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ นำกลับมาผลิตใช้ใหม่ได้ ไม่เป็นพิษ และมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยมหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสึกหรอ น้ำมันที่ว่านี้สามารถใช้งานได้ด้วยสภาพตามธรรมชาติหรือนำมาผ่านกระบวนการ เพื่อช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความทนทานของน้ำมันหล่อลื่นก็ได้"



เครื่องสำอางจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

29 พฤษภาคม 2545

ภก.อ.เฉลิมพล วนวงศ์ไทย

ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

การนำผลิตผลจากธรรมชาติมาใช้เป็นเครื่องสำอางนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เช่นชาวอียิปต์มีการใช้ใบเทียนกิ่ง(Henna leaves) และลิตมัส(Litmus)ย้อมผิวหนังให้มีสี ชาวอินเดียมีการใช้กฤษณา(eagle wood) มดยอบ(Myrrh) ไม้จันทร์(Sandal wood) เป็นเครื่องหอม ทางยุโรปใช้ดอกลาเวนเดอร์(Lavender) ดอกกุหลาบ ในการอบเสื้อผ้า คนไทยสมัยก่อนก็ใช้ดอกมะลิ บุหงา กระดังงา พิกุล ใบเตยหอม เป็นเครื่องปรุงแต่งกลิ่นอาหาร และ อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม



แต่จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการขึ้น จึงมีการผลิตเครื่องสำอางสำเร็จรูปจากสารสังเคราะห์ออกจำหน่ายเนื่องจาก หาได้ง่าย มีราคาถูก และสะดวกในการผลิตขั้นอุตสาหกรรม แต่ก็พบว่ามีการจากธรรมชาติหลายชนิดที่สารสังเคราะห์ไม่สามารถทดแทนหรือทัดเทียมได้ ประกอบกับความรู้สึกของผู้ใช้เครื่องสำอางในปัจจุบันส่วนใหญ่มักอยากหลีกเลี่ยงสารเคมีสังเคราะห์จึงหันกลับมาสู่ธรรมชาติอีกครั้งหนึ่งโดยการใช้สารปรุงแต่งจากธรรมชาติแทนด้วยความรู้สึกที่ว่าจะทำให้ผิวพรรณแลดูเป็นธรรมชาติ และมีอันตรายน้อยที่สุด ผลิตผลจากธรรมชาติที่นำมาผลิตเป็นเครื่องสำอางได้แก่ ผลิตผลจากธรรมชาติที่ได้จากพืช และผลิตผลจากธรรมชาติที่ได้จากสัตว์



ผลิตผลจากธรรมชาติที่ได้จากพืช



1. ชาโมไมล์ (Chamomile) ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย มีคุณสมบัติช่วยระงับการอักเสบของเนื้อเยื่อหากใช้ในปริมาณน้อย แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากจะช่วยเรียกเนื้อเยื่อได้ มักผสมในเครื่องสำอางประเภทครีมพอกหน้า และยาสีฟัน

2. น้ำมันจากพืช เช่นน้ำมันจมูกข้าวสาลี น้ำมันอโวกาโด และน้ำมันเมล็ดฝ้าย อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดเช่น วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และวิตามินบี นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอื่น ๆ เช่นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หรือฮอร์โมนที่มีอยู่ในพืชนั้น ๆ น้ำมันเหล่านี้จะช่วยหล่อลื่นผิวทำให้ผิวอ่อนนุ่ม

3. สารสกัดจากพืชที่กำลังงอกเช่น ทรีโฟน(trephones) ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึมของเซลล์ผิวหนังที่แก่และเหี่ยวลีบ เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง อลิวรอน(aleuron) ช่วยทำให้เนื้อเยื่อกลับมาเต่งตึงอีกครั้ง

4. น้ำคั้นจากผักและผลไม้ ได้จากการคั้นเอาน้ำออกมาและทำให้เข้มข้นโดยการระเหยเอาน้ำออกไป มักมีส่วนประกอบของวิตามิน ฮอร์โมนของพืช สารหล่อลื่นผิว และสาให้ความชุ่มชื้น โดยที่น้ำคั้นที่มีฤทธิ์เป็นกลางช่วยให้ความสดชื่น และชุ่มชื้นกับผิวหน้า น้ำคั้นที่มีฤทธิ์เป็นกรดเหมาะสำหรับผิวแห้ง ช่วยปรับสภาพผิวหนังให้มีสภาพเป็นกรดเพื่อป้องกันเชื้อโรค



ผลิตผลจากธรรมชาติที่ได้จากสัตว์



1. นมผึ้ง ได้จากการเก็บรังผึ้งที่มีตัวอ่อนที่กำลังจะเจริญไปเป็นราชินี ประกอบด้วยวิตามิน และฮอร์โมนเพศของผึ้ง ช่วยทำให้ดูเป็นหนุ่มสาว เพิ่มการหมุนเวียนโลหิต มีคนอธิบายว่าสารนี้มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน

2. รก นำมาใช้ในรูปสารกสัดแห้งก่อนใช้ต้องละลายน้ำก่อน ประกอบด้วยวิตามินเอ วี อี บี2 บี12 กรดโฟลิก กรดอะมิโน เอนไซม์และ ฮอร์โมน สารสกัดจากรกนี้ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และเพิ่มเมตาบอลิซึมของผิวหนัง

3. สารย่อยสลายโปรตีน(protein hydrolysate) มีผลต่อผิวหนังที่ฝ่อเหี่ยว ช่วยเสริมสารอาหารแก่ผิว บำรุงผิวโดยเฉพาะผิวที่แตกแดงเนื่องจากการใช้ยารักษาสิว แต่ควรระวังในการใช้เนื่องจากอาจทำให้เกิดการแพ้ได้เนื่องจากเป็นสารโปรตีน

4. คอลลาเจน(collagen) ได้จากการสกัดหนังลูกวัว ประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด สารนี้จะช่วยทดแทน คอลลาเจนในร่างกาย ทำให้เซลล์ผิวหนังแต่งตึง อุ้มน้ำได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่ามีการนำสารจากธรรมชาติหลายชนิดมาผสมในเครื่องสำอาง ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรเลือกใช้เครื่องสำอางตามวัตถุประสงค์ในการใช้ เช่นใช้เพื่อบำรุงผิว หรือทำความสะอาดผิว และตามความเหมาะสมของราคา แต่ทั้งนี้การเลือกใช้เครื่องสำอางควรพิจารณาถึงความปลอดภัยในการใช้ โดยสังเกตเครื่องหมาย อ.ย. ที่ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นผ่านการตรวจสอบและมีความปลอดภัยในการใช้ด้วย
qc.lab@cognis.com (IP:61.14.46.14,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 23 ต.ค. 2549 (01:17)
ไขมันและน้ำมัน



ไขมันและน้ำมัน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน(O) ทั้งไขมันและน้ำมันเป็นสารประกอบประเภทเทอร์โดยไขมัน(Fat) เป็นของแข็งและน้ำมัน(Oil)เป็นของเหลว ที่อุณหภูมิ 25&deg; C หน้าที่ที่สำคัญของไขมันและน้ำมันคือ เป็นโครงสร้างที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์เป็นแหล่งพลังงานของสิ่งมีชีวิต การเผาผลาญไขมันอย่างสมบูรณืจะให้พลังงานประมาณ 9.0 กิโลแคลอรีต่อกรัมในขณะที่คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนให้พลังงาน 4 และ 4.2 กิโลแคลอรีต่อกรัมตามลำดับนอกจากนั้นไขมันยังเป็นนวมป้องกัน อวัยวะภายในอีกด้วย ไขมันและน้ำมันถ้ารับประทานมากเกินความต้องการของร่างกายส่วนที่เหลือจะ เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมไว้ในร่างกาย ไขมันและน้ำมันพบได้ทั้งในสัตว์และพืชในสัตว์พบในไขมัน สัตว์ซึ่งสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน เช่น ไขมันวัว ส่วนในพืชมักพบในผลและเมล็ด เช่น มะพร้าว ปาล์ม ถั่วเหลือง เมล็ดฝ้าย เมล็ดทานตะวัน รำข้าว เป็นต้น

กรดไขมัน (Fatty acid)

กรดไขมัน กรดไขมันเป็นกรดอินทรีย์ประเภทหนึ่งที่มีหมู่คาร์บอกซิล เป็นหมู่ฟังก์ชันเหมือนกรดอินทรีย์ทั่ว ๆ ไป แต่ในโมเลกุลของกรดไขมันมีหมู่ เพียง 1หมู่ต่ออยู่กับสาย ของไฮโดรคาร์บอนแบบไม่มีกึ่งที่อิ่มตัว หรือไม่อิ่มตัวก็ได้ กรดไขมันจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ กรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว

กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acids) คือกรดไขมันที่ในโมเลกุลมีจำนวนไฮโดรเจนอะตอมอยู่เต็มที่หรือพันธะระหว่างคาร์บอนอะตอมเป็นพันธะเดี่ยวทั้งหมด กรดไขมันชนิดนี้มีสูตรทั่วไปเป็น CnH2n+1COOH เมื่อ n คือ เลขจำนวนเต็มใด ๆ ที่มีค่ามากและเป็นเลขคี่ (แต่จำนวนคาร์บอนทั้งหมดเป็นเลขคู่) เช่น 11,13,15,17... ตัวอย่างกรดไขมันอิ่มตัวเช่น กรดลอริก (C11H23 COOH) กรดปาล์มิติก (C15H31 COOH) กรดสเตียริก (C17H35 COOH) เป็นต้น

กรดไขมันที่พบในธรรมชาติส่วนใหญ่มีจำนวนคาร์บอนเป็นเลขคู่ คือประมาณ 14-22 อะตอม แต่ที่พบมากเป็นกรดไขมันที่มีคาร์บอน 16 หรือ 18 อะตอม กรดไขมันอิ่มตัวที่พบมากที่สุด คือ ปาล์มิติก รองลงมาคือ กรดสเตียริก ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากที่สุดคือ กรดโอเลอิก



กรดไขมัน

สูตรโครงสร้างอย่างย่อ จุดหลอมเหลว (&deg; C) จำนวนพันธะคู่

ระหว่างคาร์บอน ตัวอย่างแหล่งที่พบ

ก. กรดไขมันอิ่มตัว

ลอริก

(Lauric acid)

ไมริสติก

(Myristic aicd)

ปาล์มิติก

(Palmitic acid)

สเตียริก

(Stearic acid)

อะราชิดิก

(Arachidic acid)

CH3(CH2)10COOH



CH3(CH2)12COOH



CH3(CH2)14COOH



CH3(CH2)16COOH



CH3(CH2)18COOH

44.2



53.9



63.1



69.6



76.5

-



-



-



-



-

น้ำมันมะพร้าว



น้ำมันมะพร้าว



ลูกจันทร์เทศ



น้ำมันปาม,

ไขมันสัตว์

ไขมันพืชและสัตว์

น้ำมันถัวลิสง

ข. กรดไขมันไม่อิ่มตัว

ปาล์มิโตเลอิก

(Palmitoleic acid)

โอเลอิก

(Oleic acid)

โลโนเลอิก

(Linoleic acid)

ไลโนเลนิก

(Linolenic acid)

อะราชิโดนิก

(Arachidonicacid)

CH3(CH2)5CH=CH2(CH)

7COOH

CH3(CH2)7CH=CH2(CH)7COOH

CH3(CH2)4(CH= CHCH2) 2(CH2)6COOH

CH3CH2(CH= CHCH2) 3(CH2)6COOH

CH3(CH2)4(CH= CHCH2) 4(CH2)2COOH

-0.5



13.4



-5



-11



-49.5

1



1



2



3



4

ไขมันพืชและสัตว์



ไขมันพืชและสัตว์



น้ำมันพืช



น้ำมันพืช



ไขมันสัตว์

ตารางสมบัติบางประการของกรดไขมันบางชนิด



จากข้อมูลในตารางสามารถสรุปได้ดังนี้

1.กรดไขมันทั้งประเภทอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวที่มีจำนวนพันธะคู่ระหว่างคาร์บอนเท่ากันจะมีจุดหลอมเหลวเพิ่มขึ้นเมื่อมีจำนวนคาร์บอนอะตอมหรือมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้น

2.กรดไขมันอิ่มตัวมีจุดหลอมเหลวสูงกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีจำนวนคาร์บอนเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน

3. กรดไขมันไม่อิ่มตัวเมื่อมีจำนวนพันธะคู่เพิ่มขึ้น จะมีจุดหลอมเหลวลดลง

องค์ประกอบในไขมันและน้ำมัน

ทั้งไขมันและน้ำมันเป็นเอสเทอร์ที่เกิดจากกรดไขมันทำปฏิกิริยากับกลีเซอรอล เขียนสมการทั่วไปได้ดังนี้

ดังนั้นสูตรทั่วไปของไขมันและน้ำมัน คือ

ส่วนที่มาจากกลีเซอรอล ส่วนที่มาจากกรดไขมัน

R1 , R2 และ R3 เป็นหมู่ของไฮโดรคาร์บอน อาจเหมือนกันหรือต่างกันก็ ได้ โดยปกติ R1 และ R3 ส่วนใหญ่มาจากกรดไขมันชนิดอิ่มตัว ส่วน R2 มาจากกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ในไขมันหมู่ R ส่วนใหญ่เป็นไฮโดรคาร์บอนชนิดอิ่มตัว ส่วนในน้ำมันหมู่ R ส่วนใหญ่เป็นไฮโดรคาร์บอนชนิดไม่อิ่มตัว ไขมันและน้ำมันที่เกิดจากกรดไขมันเข้าทำปฏิกิริยากับหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) ใน

กลีเซอรอลทั้งสามหมู่เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
qc.lab@cognis.com (IP:61.14.46.14,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 15 พ.ย. 2549 (19:15)
ช่วยบอกหน่อยว่า ในน้ำมันปาล์มมีสมบัติอะไรที่จะทำให้ยางรักษาสภาพได้
DA_Naruk_@hotmail.com (IP:202.12.74.5,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 3 ก.พ. 2551 (16:52)
เพราพเหตุใด เมื่อผสมแร่โดโลไมต์ลงในวัตถุดิบที่ผลิตเซรามิกส์ จึงสามารถลดจุดหลอมเหลวของวัตถุดิบได้
บอย (IP:203.172.72.141)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม