คลิปความรู้ทางไอที :
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี Software Engineering Programming Internet and Networking การพัฒนาเว็บไซต์ Web Delveloper
software park
หน้าหลักวิชาการ > คลิปไอที > Software Engineering > การอธิบาย Use Case : Detailing The Use Case by Narong Chansoi

ประเภทวิดีโอ >>


การอธิบาย Use Case : Detailing The Use Case by Narong Chansoi

การอธิบาย Use Case : Detailing The Use Case by Narong Chansoi

Use Case and Functional Requirement
-Use case มีความหมายเท่ากับ Functional Requirement เนื่องจากสมัยนี้นิยมพัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้แนวคิดเชิงวัตถุ(Object-Orientation)มากขึ้น
ซึ่งในแนวคิดเชิงวัตถุนิยมเรียก functional requirement ว่า use case เราจึงได้ยินคำว่า use case มากขึ้น
-Use case คือ ฟังก์ชั่นหรือความสามารถ (Functionality)ของระบบที่ผู้ใช้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์หรือเรียกใช้
-Non-Functional Requirement หรือส่วน non-functionality คือ ฟังก์ชั่นภายในระบบ ที่ผู้ใช้ไม่ได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์หรือเรียกใช้โดยตรง

Requirements and Iterative Development
โดยปกติการอธิบาย Requirements มักจะอยู่ในช่วงกลาง Inception ถึงช่วงกลาง Elaboration

Workflow Detail: Define the System
ขั้นตอนการอธิบายการทำงานทางด้านขอบเขตของระบบ(ขอบเขตความต้องการของระบบ) โดยทั่วไปจะเริ่มจากขอบเขตทางด้าน Functional Requirement ก่อน โดยใช้ use case model ในการอธิบาย
-Use case model คือ แบบจำลองในการอธิบายภาพรวมของ Funtional requirement ซึ่งหมายถึงการอธิบายภาพรวม
-สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ระบุสิ่งที่ยังมีอยู่ในระบบหรือสิ่งที่ต้องทำและอะไรที่ไม่ต้องทำหรือนอกเหนือจากระบบ
-สิ่งอื่นๆที่จำเป็นต้องพิจารณา คือ การรวบรวมคำศัพท์
-การหา actor หรือ use case เพื่อการสร้าง use-case model
-การแคปเจอร์ requirements โดยจักทำเอกสาร Supplementaty Specification
-จัดลำดับความสำคัญของuse-case
-สุดท้ายคือ review requirements

ลำดับต่อมา คือ การอธิบายรายละเอียดของความต้องการ เมื่อเรามี use caseแล้ว เรามี actorแล้ว เราเห็นในภาพรวม สิ่งที่ต้องทำต่อมา คือ การอธิบายรายละเอียด
inputหลัก คือ
-Glossary
-Supplementary Specification
-Use-Case Model (Use Case)
-Use-Case Modeling Guidelides
-Vision(วิสัยทัศน์)

ขอบเขตของการอธิบายรายละเอียด คือ การนำข้อมูลไปปรับ

เมื่อเราได้ทั้ง actorsและuse caseแล้ว จนไปสร้างเป็น use case models
ในแต่ละรายอะเอียดของ use case ควรมีอะไรบ้าง
-Name ชื่อ
-Brief Description คำอธิบายสั้นๆ
-Flows of Events ขั้นตอนการทำ use case models
-Special Requirements
-Preconditions คือส่วนที่ actor ต้องทำก่อนทำ use case นี้
-Postconditions คือส่วนที่ actor ต้องทำหลังจากทำ use case นี้เสร็จแล้ว
รายละเอียดของuse case สามารถนำไปใส่ในเอกสารที่เรียกว่า use-case specification ควรใช้โปรแกรมเกี่ยวกับการจัดการเอกสาร

เมื่อเรามีรายละเอียด use case modelแล้ว เราก็ควรจัดให้มีระเบียบ

Use Case Details
การอธิบาย use case มีสองรูปแบบใหญ่ๆ คือ
-แบบเรียบง่าย ซึ่งเหมาะกับแนวการพัฒนา แบบAgileโดยเป็นการอธิบาย use case ในแบบที่เรียกว่า "Use Story" คือเขียนอธิบายสั้นๆ เช่น ไม่เกิน 1 สไลด์ใน MS PowerPoint
-แบบละเอียด ซึ่งเหมาะกับแนวการพัฒนา ที่ต้องการอธิบาย use case ให้ละเอียด โดยมีรายละเอียดเช่น name,brief description,pre condition,post-condition,basic flow,alternative flows,special requirements เป็นต้น
หัวใจที่สำคัญที่สุดคือการใช้ภาษา การสื่อสารความเข้าใจของผู้อธิบายไปยังผู้ที่จะนำuse caseไปใช้ต่อ เช่น เอาไปวิเคราะห์ เอาไปออกแบบ เอาไปเขียนโปรแกรม
หัวใจของการอธิบายuse case คือ การสื่อสารความต้องการไปยังผู้ใช้นั่นเอง

Use Case: Register Internet member
อธิบาย Use Case (User Story) แบบเรียบง่าย (แบบสั้น)
ผู้ใช้:เลือกเมนู"สมัครสมาชิก"บนเว็บ จากนั้นป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน แล้วเลือกว่าเป็นสมาชิกของทางร้านอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าไม่ต้องป้อนรายละเอียดเพิ่มเติม ถ้าใช่ให้ป้อนหมายเลขสมาชิก จากนั้นจึงป้อนอีเมล์และยืนยันการสมัคร
ระบบ: หากผู้สมัครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ระบบจะตรวจสอบหมายเลขสมาชิกที่ผู้ใช้ป้อนมา เมื่อผู้ใช้ยืนยันการสมัครเสร็จ ระบบจะบันทึกข้อมูลและส่งอีเมล์ยืนยันไปให้
ผู้ใช้: ตรวจสอบอีเมล์แล้วคลิกลิงค์เพื่อยืนยัน(activate)การสมัครสมาชิก
Rule:
-ชื่อผู้ใช้ ใช้ภาษาไทยได้ และรหัสผ่านต้องมีป้อนสองครั้งให้เหมือนกัน โดยต้องเป็นตัวเลขและตัวอักษรผสมกันและห้าเข้าถึงได้มเกิน8ตัว
-รหัสผ่านของสมาชิกต้องมีแต่สมาชิกเท่านั้นที่เห็นได้หรือเข้าถึงได้ แม้แต่DBAก็ไม่ได้

อธิบาย Use case แบบละเอียด
-Brief Description
เป็นuse case สำหรับสมัครสมาชิกเพื่อเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ โดยผู้สมัครอาจเป็นสมาชิกของทางร้านค้าอยู่แล้วหรือยังไม่เป็นก็ได้
หลักการ : หากประสิทธิภาพและการสื่อสารระหว่างทีมของเรามีมาก เอกสารจะน้อย

Flow of Events
-Basic Flow
1.เลือกหัวข้อ"สมัครสมาชิก"บนหน้าเว็บ
ผู้ที่ต้องการสมัครเป็นสมาชิกต้องเข้ามาที่เว็บก่อน โดยในทุกหน้าจะแสดงหัวข้อ สมัครสมาชิก ซึ่งอยู่บนบริเวณที่สังเกตง่าย
2.ป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
ชื่อผู้ใช้ใช้ภาษาไทยได้ และรหัสผ่านต้องป้อนสองครั้งให้เหมือนกัน โดยต้องเป็นตัวเลขและตัวอักษรผสมกันและห้ามเกิน 8 ตัว
3.ระบุว่าเป็นสมาชิกอยู่แล้วหรือไม่
4.ป้อนที่อยู่อีเมล์
5. กดปุ่ม"ตกลง"เมื่อเสร็จสิ้น ระบบจะส่งอีเมล์ยืนยันการสมัครไปให้ผู้สมัครตามที่อยู่อีเมล์ที่ป้อน

- Alternative Flows
- A1 ไม่ได้เป็นสมาชิกร้านค้า
เกิดขึ้นที่ขั้นตอนที่3 ของ Basic Flow
1.เลือกประเภทอาชีของผู้สมัครจากรายการ
2.ป้อนช่วงรายได้ต่อเดือน
3.ป้อนช่วงรายได้รวมของครอบครัวต่อเดือน
4.ป้อนที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
5.กลับไปที่ขั้นตอนที่ 4 ของ Basic Flow

- A2 เป็นสมาชิกของร้านค้าอยู่แล้ว
เกิดขึ้นที่ขั้นตอนที่3 ของ Basic Flow
1. ป้อนหมายเลขสมาชิกร้านค้า
2. กลับไปที่ขั้นตอนที่4 ของ Basic Flow
1. ป้อนหมายเลขสมาชิกร้านค้า

- Special Requirements
- Security
การจัดเก็บและการเข้าถึงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านต้องมีความปลอดภัย ซึ่งต้องมีแต่เจ้าของชื่อผู้ใช้คนนั้นเท่านั้นที่เห็นรหัสผ่านได้

- Post-Conditions
- ตรวจสอบอีเมล์เพื่อ activate
เมื่อสมัครสมาชิกผ่านทางเว็บแล้ว ผู้สมัครต้องตรวจสอบอีเมล์เพื่อคลิกลิงค์ในอีเมล์ เพื่อเข้าสู่หน้าจอยืนยันและทำการ activate ชื่อผู้ใช้รายนั้นให้สามารถเริ่มใช้งานได้

การอธิบายรายละเอียด Use-case Models หัวใจหลักก็คือ มีเวลามากน้อยแค่ไหน มีจำนวนคนแค่ไหน มีงบประมาณแค่ไหน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ คุณภาพและประสิทธิภาพการสื่อสาร