ภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ภูมิคุ้มกันของร่างกาย


                    


1 ไมโครเมตร เซลล์เม็ดเลือดขาวจากปลาเสือตอ ถ่ายผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
เอื้อเฟื้อภาพโดย ร.ศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูตร ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          จากการศึกษาเรื่องการรักษาดุลยภาพของเซลล์และของร่างกาย คงทำให้นักเรียนเข้าใจแล้วว่า แม้สภาพแวดล้อมภายนอกเซลล์หรือภายนอกร่างกายจะเปลี่ยนแปลงเสมอ เซลล์หรือร่างกายก็มีกลไกในการรักษาดุลยภาพภายในเซลล์ และภายในร่างกาย ให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของชีวิตได้ตามปกติ


          นักเรียนคงเคยพบว่าบางครั้งร่างกายของเราก็เกิดอาการผิดปกติได้ เช่น เป็นไข้ หรือเป็นหวัดมีอาการไอ จาม แต่โดยทั่วไปแล้ว ถึงแม้จะมีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ก็จะไม่เกิดการเจ็บป่วยเสมอไป ทั้งนี้เพราะร่างกายของคนมีกลไกการป้องกันตนเองจากโรคที่เรียกว่าภูมิคุ้มกัน(immunity)
                                    
                                ภาพ 3.1 เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล



ร่างกายมีกลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร

3.1 การป้องกันและการทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

          รอบตัวเราเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย และเชื้อรา สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้บางชนิดก่อให้เกิดโรค นอกจากนั้นยังมีสิ่งแปลกปลอมอื่นๆที่อาจทำให้ร่างกายมีอาการผิดปกติได้ ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หรือไวรัส

          ส่วนประกอบของเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแล้วทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้าน เรียกว่าแอนติเจน ถ้าแอนติเจนที่เข้าไปในร่างกายสามารถทำอันตรายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ จะส่งผลให้เราเจ็บป่วย

          ไวรัส เป็นอนุภาคประกอบด้วยกรดนิวคลิอิก และโปรตีน ไม่สามารถดำรงอยู่และเพิ่มจำนวนด้วยตัวเอง ต้องอาศัยภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เมื่อเข้าสู่เซลล์จะแทรกแซงการทำงานของเซลล์ และเป็นเหตุของการเกิดโรคได้ นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มไม่จัดว่าไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิต

          ร่างกายมีอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ผิวหนัง เซลล์ เม็ดเลือดขาว และระบบน้ำเหลือง ที่ทำหน้าที่ป้องกันและทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

เพื่อนๆ จำได้ไหมว่า เลือดประกอบด้วยน้ำเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด 

          ผิวหนัง ทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ผิวหนังที่ไม่ฉีกขาด และไม่เป็นรอยแผลจะสมารถป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามแอนติเจนบางชนิดก็อาจเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านต่อมเหงื่อและรูขุมขน
                              
                                           ภาพ 3.2 ต่อมเหงื่อและรูขุมขนในผิวหนัง



          ภายในร่างกายมีช่องเปิดและท่อต่างๆ เช่นช่องปาก ท่อปัสสาวะ และท่อทางเดินหายใจซึ่งระบุด้วยเยื่อบุผิว เยื่อบุผิวบริเวณที่กล่าวมานี้ต้องสัมผัสกับแอนติเจนจาภายนอกร่างกายอยู่เสมอดังนั้นบริเวณเยื่อบุผิว จึงมีกลไกการป้องกันจุลินทรีย์ และสิ่งแปลกปลอมโดยการหลั่งสารที่เป็นเมือกเหนียวมาเคลือบไว้ เพื่อดักแอนติเจนก่อนจะเข้าสู่เซลล์ เยื่อบุบางแห่งยังมีสมบัติพิเศษ เช่น เยื่อบุตาและเปลือกตามีน้ำตาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ในน้ำตามีเอนไซม์ที่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้

          เยื่อบุทางเดินหายใจ นอกจากจะปกป้องพื้นผิวด้วยเยื่อเมือกแล้ว ยังมีขนเล็กๆเรียกว่า ซิเลีย ช่วยป้องกันเชื้อโรค ซิเลียจะโบกพัดจุลินทรีย์และสิ่งแปลกปลอมที่ถูกดักไว้ด้วยเมือกในหลอดลม ไปสู่หลอดอาหารและผ่านระบบทางเดินอาหารต่อไปยังกระเพาะ ซึ่งมีสภาพเป็นกรด จึงสามารถทำลายเชื้อโรคส่วนใหญ่ได้
                                        
                                                  ภาพ 3.3 ซิเลียบนเยื่อบุทางเดินหายใจ

           ท่อปัสสาวะและเยื่อบุอวัยวะสืบพันธุ์ ก็มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งเป็นกลไกในการป้องกันจุลินทรีย์เช่นกัน นอกจากนี้บริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ช่องปาก ลำไส้ใหญ่ ช่องคลอด และบริเวณผิวหนัง ยังมีแบคทีเรียเหล่านี้สามารถควบคุมการเจริญของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้

 เชื้อโรคมีสมบัติพิเศษอย่างไร จึงจะสามารถฝ่ากลไกการป้องกันต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้
 การใช้ยาปฏิชีวนะส่งผลอย่างไรต่อแบคทีเรียชนิดไม่ก่อให้เกิดโรคที่อาศัยอยู่ในบางบริเวณของร่างกาย