วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-รังสีกับมนุษย์ | บทเรียน วิชาการ.คอม
วิทย์ทั่วไป
 

รังสีกับมนุษย์

สร้างเมื่อ 26 พ.ค. 2554 16:15:48
  • ระดับม.4
  • 18,271 view

รังสีกับมนุษย์

                   นักเรียนได้ศึกษาแล้วว่า  นิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีบางชนิดสามารถแผ่รังสีได้  บางคนอาจได้รับรังสีจากการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์หรือการรักษาโรคบางอย่าง  นักเรียนคิดว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามีรังสีหรือไม่

กิจกรรมสาธิต  4.1  รังสีในสิ่งแวดล้อม


ภาพเครื่องตรวจรังสี

                   นำเครื่องตรวจรังสีที่พร้อมใช้งาน  ไปวางในห้องปฏิบัติการในช่วงเช้าก่อนเปิดใช้  ถ้ามีเสียงดังขึ้นแสดงว่ามีรังสีเข้ามาในห้อง  หัววัดรังสี  นับและบันทึกจำนวนครั้งที่เสียงดังขึ้นเป็นเวลา  5  นาที  ทำซ้ำ  แต่เปลี่ยนสถานที่ตรวจรังสีเป็นบริเวณกลางแจ้งตามที่ต่างๆ  ที่นักเรียนสนใจ
                    -  รังสีที่วัดได้จากสถานที่ทั้งสองแห่ง  เท่ากันหรือไม่  และรังสีเหล่านั้นมาจากไหน

                   ในสิ่งแวดล้อมมีรังสีตามธรรมชาติ  รังสีเหล่านี้ได้แก่  รังสีคอสมิกจากอวกาศ  และรังสีจากเรดอนซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีที่มีอยู่ในอากาศ  หิน  ดิน และต้นไม้  นอกจากนี้ยังมีรังสีจากสิ่งประดิษฐ์และกิจกรรมของมนุษย์เช่น    การทดลองทางนิวเคลียร์   อุตสาหกรรมนิวเคลียร์  การตรวจและรักาโรคด้วยรังสี  รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม  รังสีจึงเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม  ที่ทุกคนได้รับตลอดเวลา  และหลีกเลี่ยงไม่ได้  รังสีเหล่านี้เรียกว่า  รังสีพื้นฐาน   (background  radiation)  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีปริมาณไม่มากและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

หน่วยวัดรังสี
                   ปริมาณรังสีที่บุคคลได้รับมีหน่วยซีเวิร์ต  (sievert  แทนด้วยสัญลักษณ์  Sv)  หน่วยเดิมคือ  เรม  (rem)
                     โดย  1 Sv  =  100  rem
                   ปริมาณรังสีที่ประชาชนทั่วไปได้รับจากแหล่งกำเนิดรังสีทุกแหล่งรวมกันต้องไม่เกิน  1  มิลิซีเวิร์ตต่อปี  สำหรับผู้ทำงานเกี่ยวกับรังสี  ต้องไม่เกิน  20  มิลลิซีเวิร์ตต่อไป
                   ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่  “ปฏิบัติงานอย่างไร...???...กับรังสี”  จัดทำโดย  ฝ่ายพัฒนาการป้องกันอันตรายจากรังสีกองสุขภาพ  สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

                   ในแต่ละปีเราได้รับรังสีพื้นฐานประมาณเท่าใด
                   ปริมาณรังสีที่แต่ละบุคคลอาจได้รับในหนึ่งปีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง  ดังตาราง 4.3

ตาราง 4.3  ปริมาณรังสีที่แต่ละบุคคลอาจได้รับในหนึ่งปี  (โดยประมาณ)

องค์ประกอบ แหล่งกำเนิดรังสี ปริมาณรังสีที่ได้รับ
1. แหล่งที่อยู่อาศัย 1.รังสีคอสมิกจากอวกาศที่ระดับน้ำทะเล 
(ทุกควมสูง  300 เมตร  จะได้รับรังสีเพิ่มขึ้น  0.03 mSv)
2.  หินและดิน
3.  บ้านที่สร้างด้วยซีเมนต์หรืออิฐ
0.26  mSv

0.30  mSv
0.07  mSv
2.สิ่งที่เข้าสู่ร่างกาย 1.  อาหารและน้ำดื่ม
2.  อากาศที่หายใจ
0.03  mSv
2.0  mSv
3.  การดำเนินชีวิตประจำวัน 1.  โทรทัศน์
2.  จอคอมพิวเตอร์
3.  ฝุ่นกัมมันตรังสีในอากาศ
4.  การเดินทางโดยเครื่องบิน
0.01  mSv
0.01  mSv
0.01  mSv
0.005  mSv/h
4.  การตรวจรักษาทางการแพทย์ เอกซ์เรย์ต่อครั้งเช่น
1.ทรวงอก
2.มือ  แขน  ขา  ฟัน
3.  กะโหลกศีรษะ / คอ
4.  กระดูกเชิงกราน  / ตะโพก
เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ต่อครั้ง เช่น   
1.  ศีรษะหรือร่างกาย
2.  เภสัชกรรมรังสีหรือไทรอยด์   

0.06  mSv
0.01  mSv
0.20  mSv
0.65  mSv

1.1  mSv
0.14  mSv

หมายเหตุ  ข้อมูลในตารางดัดแปลงจากรายงายของสภาการวัดแลป้องกันกันรังสีแห่งชาติ  (National  Council  on  Radiation  Protection  and  Measurement)  ของสหรัฐอเมริกา  ปี  ค.ศ.  1987  และ  ค.ศ.  1989  สำหรับประเทศไทยปริมาณรังสีที่ได้รับอาจแตกต่างไปจากนี้

                   -  จากตาราง 4.3  หาปริมาณรังสีที่นักเรียนได้รับในหนึ่งปี  ปริมาณรังสีที่คำนวณได้มีค่ามากหรือน้อยกว่า  5  มิลลิซีเวิร์ตต่อปี
                   -  ถ้ามนุษย์ได้รับรังสีมาก  จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร

                   รังสีที่มนุษย์ได้รับจากสิ่งแวดล้อมมีปริมาณน้อยมากจึงไม่มีผลใดๆต่อร่างกาย  แต่ถ้าร่างกายดั้บปริมาณรังสีระดับสูงมาก   อาการผิดปกติก็อาจเกิดทางร่างกายจนเป็นอันตรายต่อชีวิต  อันตรายนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากสมบัติของรังสีที่ทำให้สารที่รังสีผ่านแตกตัวเป็นไอออน  กล่าวคือเมื่อร่างกายได้รับรังสี  เนื้อเยื่อร่างกายจะดูดกลืนพลังงานของรังสีทำให้เซลล์ต่างๆถูกทำลาย  นอกจากนี้รังสียังอาจทำให้เกิดโรคเช่น  มะเร็ง  และมีผลทางพันธุกรรมซึ่งจะถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกหลาน  อย่างไรก็ตาม  รังสีจะไม่ตกค้างอยู่ในร่างกายหรืออาหารที่อาบรังสี


ภาพ 4.11  บาดแผลที่เกิดจากการได้รับรังสีปริมาณสูงมาก


ภาพ 4.12  สัญลักษณ์สากลที่แสดงว่าบริเวณนั้นมีรังสี


ภาพ 4.13  ภาชนะที่มีเครื่องหมายรังสี

                   -  ถ้านักเรียนพบกล่องหรือภาชนะที่มีเครื่องหมายดังภาพ 4.12  ควรปฏิบัติอย่างไร

                   ถ้าสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย  อันตรายจากรังสีจะเพิ่มมากขึ้น  โดยเฉพาะสารกัมมันตรังสีที่อยู่ในสภาพแก๊สหรือผง  ซึ่งจะเข้าสู่ร่างกายง่าย  โดยการหายใจหรือรับประทาน  เมื่อสารกัมมันตรังสีเข้าไปแล้ว  จะอยุ่ในร่างกายเป็นเวลานานเนื้อเยื่อในร่างกายจะดูดกลืนพลังงานจากรังสีตลอดเวลา  ทำให้ร่างกายเป็นอันตรายได้มากกว่าการได้รับรังสีจากภายนอกร่างกาย

                  นักเรียนทราบหรือไม่ว่า  ถ้าต้องอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดรังสีจะมีวิธีป้องกันอันตรายจากรังสีอย่างไร

กิจกรรม  4.2  สืบค้นข้อมูลเรื่องสารกัมมันตรังสีกับมนุษย์
                  สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารกัมมันตรังสีกับมนุษย์ในด้านต่างๆผลของรังสีต่อร่างกายแลการป้องกัน

                  ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับรังสีประจำ  ต้องมีการป้องกันอันตรายจากรังสีที่เหมาะสม  ได้แก่การติดแผ่นฟิล์มและทำงานให้เสร็จในเวลาอันรวดเร็ว   อยู่ห่างจากต้นกำเนิดรังสีในระยะที่เหมาะสม  ใช้เครื่องกำบังรังสีเพื่อลดปริมาณรังสีที่จะเข้าสู่ร่างกายและป้องกันไม่ให้สารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกายทางปาก  ทางกายหายใจ  ทางผิวหนังและบาดแผล

ฟิล์มวัดรังสี

            ฟิล์มวัดรังสีเป็นอุปกรณ์วัดปริมาณรังสีที่ผู้ทำงานเกี่ยวกับรังสีแต่ละคนได้รับ  ความดำของฟิล์มีนำไปล้างจะบอกปริมาณรังสีที่บุคคลนั้นได้รับถ้าได้รับปริมาณรังสีเกินกำหนด  ต้องหยุดทำงานนั้นทันที

การกำจัดกากกัมมันตรังสี
                  ปัจจุบันมนุษย์นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆมากมาย  กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดของเสียที่ปนเปื้อนด้วยสารกัมมันตรังสี  ถ้าปริมาณรังสีอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าเกณฑ์ซึ่งกำหนดว่าเป็นระดับอันตรายและวัสดุนั้นไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เรียกว่า  กากกัมมันตรังสี    (radioactive  waste)  ซึ่งแบ่งได้  3  ชนิดตามปริมาณรังสี  คือ  กากกัมมันตรังสีระดับสูง  ระดับกลาง  และระดับต่ำ

                  การจัดการกับกากกัมมันตรังทำได้หลายวิธี  กรณีที่เป็นของเหลวอาจใช้วิธีการตกตะกอน  การกลั่น  ส่วนที่เป็นของแข็งอาจใช้วิธีเผาทำลาย  หรือนำมาแปรสภาพ  และตรึงให้แน่นด้วยเนื้อสารที่คงทนต่อการเปลี่ยนแปลง  เช่น  ซีเมนต์  ซิลิกาและแก้ว  แล้วหาสถานที่เก็บชั่วคราวก่อนนำไปกำจัดถาวร  โดยถ้าเป็นกากกัมมันตรังสีระดับต่ำและระดับกลางจะใช้วิธีฝังดินตื้น  ดดยสภาพพื้นที่จะต้องไม่เป็นที่ลุ่ม  ไม่มีประวัติแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด  และน้ำใต้ดินลึกมากกว่า  10  เมตร  ถ้าเป็นกากกัมมันตรังสีระดับสูงจะใช้วิธีฝังชั้นในธรณีลึกและมั่นคง  โดยสภาพพื้นที่จะต้องมีชั้นหินอัคนี  หินแปร  หรือหินชนวน  อยู่ที่ระดับความลึกเหมาะสม




จำไว้ตลอด