|
กลไกลการรักษาดุลยภาพ
การลำเลียงสารผ่านเซลล์เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งของเซลล์เท่านั้น ยังมีกระบวนการดำรงชีวิตอื่นๆ อีกที่ดำเนินอยู่ในเซลล์ ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกิจกรรมต่างๆ นี้จะเกิดขึ้นภายใน 1 เซลล์เท่านั้น ส่วนสิ่งมีชีวิตที่มีหลายจำนวนมาก กลุ่มเซลล์ที่มีรูปร่างเหมือนกันและทำหน้าที่อย่างเดียวกันรวมกันเป็น เนื้อเยื่อ (tissue) เช่นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ กลุ่มเนื้อเยื่อหลายๆ ชนิดประกอบกันเป็น อวัยวะ (organ) ซึ่งทำหน้าที่เฉพาะอย่างในสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น อวัยวะหลายอวัยวะจะทำงานร่วมกันเป็น ระบบอวัยวะ (organ system ) เช่น ระบบหายใจ ดังภาพ 2.10 ระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด เป็นต้นระบบอวัยวะต่างๆนี้ จะทำงานประสานกันในกระบวนการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
.jpg)
ภาพ 2.10 สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ประกอบด้วยระบบอวัยวะ อวัยวะ เนื้อเยื่อ และเซลล์
การรักษาสภาวะภายในร่างกายให้สมดุล อาศัยการทำงานที่สอดประสานกันระหว่างระบบอวัยวะต่างๆเพื่อรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิ น้ำ และสภาพความเป็นกรด-เบส
เมแทบอลิซึม (metabolism) คือปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิตต่างๆ มีกลไกลอย่างไร
2.3.1 การรักษาดุลยภาพของน้ำในพืช
นักเรียนเคยศึกษาเรื่องปากใบของพืชมาแล้วในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น การคายน้ำผ่านปากไปทำให้พืชสูญเสียน้ำ ดังนั้นเพื่อให้เมแทบอลิซึมภายในเซลล์ดำเนินต่อไปได้ตามปกติ จึงมีการดูดน้ำเข้าสู่รากพืชเป็นการทดแทน กลไกสำคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ำในพืช คือการควบคุมระหว่างการคายน้ำผ่านปากใบและการดูดน้ำที่ราก นักเรียนจะได้ตรวจวัดอัตราการคายน้ำของพืชในกิจกรรม 2.2
.jpg)
ก.ภาพถ่ายผิวใบจากกล้องจุลทรรศน์ เอื้อเฟื้อภาพโดย ข. ภาพวาดปากใบและเซลล์คุม
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพ 2.11 ปากใบและเซลล์คุม
กิจกรรม2.2 การคายน้ำของพืช
1. เสียบปลายข้างหนึ่งของหลอดคะปิลลารีหรือหลอดแก้วรูเล็กที่มีความยาว 40 cm เข้าไปในท่อพลาสติก แล้วแช่ลงในอ่างน้ำเข้าจนเต็มหลอดคะปิลลารี
2. นำกิ่งไม้ที่แช่ในน้ำมาตัด โคนออกเล็กน้อยการตัดนี้จะต้องทำใต้ผิวน้ำ เพื่อมิให้มีฟองอากาศเกิดขึ้นในกิ่งไม้
3. เสียบกิ่งไม้กับท่อพลาสติกขณะที่อยู่ในน้า โดยเลือกขนาดของกิ่งไม้ให้กระชับพอดีกับท่อพลาสติก เพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปได้ ควรทาบริเวณรอยต่อไปนี้ด้วยวาสลินเพื่อกันการรั่ว
4. ยกหลอดคะปิลลารีขึ้นจากน้ำ ใช้กระดาษเยื่อซับน้ำจากปลกยออกเล็กน้อยเพื่อให้มีฟองอากาศเกิดขึ้น แล้วจุ่มปลายหลอดลงในอ่างน้ำหรือบีกเกอร์ที่บรรจุน้ำสี
5. หนีบหลอดคะปิลลารีให้ติดกับไม้บรรทัดเครื่องมือที่เตรียมเสร็จแล้วเป็นชุดโพโตมิเตอร์อย่างง่าย มีลักษณะดังภาพ
.jpg)
โพโตมิเตอร์อย่างง่าย
6. ตั้งเครื่องมือไว้ในห้องปฏิบัติการตรงที่ได้รับแสงแดด วัดระยะที่น้ำสีหรือฟองอากาศเคลื่อนที่ไป จากจุดเริ่มต้นทุกๆ 1 นาที อย่างน้อย 15 นาที
7. นำข้อมูลการเคลื่อนที่ของน้ำมาเขียนกราฟ
-นักเรียนทราบได้อย่างไรว่าพืชมีการคายน้ำ
-การคายน้ำเกี่ยวข้องการลำเลียงน้ำในลำต้นพืชหรือไม่ เพราะเหตุใด
-ปัจจัยใดบ้างที่อาจมีผลต่ออัตราคายน้ำของพืช และพืชต่างชนิดกันจะมีอัตราการคายน้ำต่างกันหรือไม่อย่างไร
8. ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการคายน้ำ ทำการทดลองแล้วนำเสนอผลการทดลอง
จากกิจกรรม นักเรียนจะเห็นว่าพืชมีการคายน้ำไอน้ำระเหยออกจากใบผ่านทางปากใบซึ่งเปรียบเสมือน ประตูที่ควบคุมปริมาณน้ำภายในพืช การเปิด-ปิดของปากใบขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความเข้มแสงและความชื้น เป็นต้น โดยทั่วไปเมื่ออัตราการคายน้ำเร็วกว่าการดูดน้ำเข้าสู่พืช โดยทั่วไปเมื่ออัตราการคายน้ำเร็วกว่าการดูดน้ำเข้าสู่พืช ปากใบจะแคบหรือปิดลงเพื่อรักษาปริมาณน้ำในพืชเอาไว้ การควบคุมอัตราการคายน้ำโดยการเปิด-ปิดปากใบช่วยรักษาดุลยภาพของน้ำ สภาวะภายในของพืชจึงมีความชุ่มชื้นในระดับที่พอเหมาะอยู่เสมอ
การที่พืชทะเลทรายบางชนิดไม่มีใบหรือใบขนาดเล็ก จำนวนน้อย หรือมีหนาม มีประโยชน์ต่อพืชอย่างไรบ้าง
นักเรียนจะนำความรู้เกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพของน้ำในพืช มาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง
กลไกลการักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกายของคนและสัตว์เหมือนกับในพืชหรือไม่
2.3.2 การรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆในร่างกาย
ในร่างกายคนมีน้ำอยู่ประมาณ 65% - 70% ซึ่งร่างกายจะต้องรักษาดุลภาพภาพนี้ไว้ การรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกายทำได้โดยการควบคุมปริมาณน้ำที่รับเข้าและที่ขับออกจากร่างกาย ซึ่งมีช่องทางและผ่านกระบวนการต่างๆ ดังภาพ 2.12
.jpg)
ภาพ 2.12 ปริมาณน้ำเฉลี่ยที่รับเข้าและขับออกจากร่างกายของผู้ใหญ่ใน 1 วัน
ถ้าปริมาณน้ำที่รับเข้าและขับออกไม่สมดุลกัน นักเรียนคิดว่าจะเกิดปัญหาแก่ร่างกายอย่าไรบ้าง
ในของเหลวที่ร่างกายรับเข้าและที่ขับออกมานั้น นอกจากจะประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ ยังมีเกลือแร่และสารต่างๆ อยู่ด้วย แม้ว่าสารเหล่านี้จะมีปริมาณน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณของน้ำ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง และร่างกายต้องรักษาดุลยของสารต่างๆ ดังกล่าวไว้ให้ได้เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างปกติอวัยวะสำคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆในร่างกายคือไต ซึ่งมีโครงสร้างและการทำงานร่วมกับอวัยวะอื่น ดังภาพ 2.13
.jpg)
ภาพ 2.13 หน้าที่และอวัยวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับถ่ายปัสสาวะ
ภายในเนื้อไตแต่ละข้างประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่าหน่วยไตจำนวนถึงราว 1 ล้านหน่วยหน่วยไตมีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ พันรอบด้วยหลอดเลือดฝอย ดังภาพ 2.14
.jpg)
ภาพ 2.14 ตำแหน่งของหน่วยไต
เลือดเข้าสู้ไตผ่านทางหลอดเลือกเข้าไต ซึ่งแตกแขนงเป็นกลุ่มของหลอดเลือดฝอยเรียกว่า โกลเมอรูลัส ( glomerulus ) ดังแสดงในภาพ 2.15 เมื่อเลือดไหลเวียนมาจนถึงโกลเมอรูลัส น้ำเลือดและโมเลกุลของสารต่างที่อยู่ในน้ำเลือดจะออกจากโกลเมอรูลัส แล้วผ่านรูเล็กๆเข้าสู่ท่อหน่วยไต ส่วนเซลล์เม็ดเลือกและอนุภาคที่มีขนาดใหญ่จะไม่ออกจากหลอดเลือดฝอย
.jpg)
ภาพ 2.15 โครงสร้างของหน่วยไต
ของเหลวที่ผ่านเข้าสู่ท่อหน่วยไตส่วนหนึ่งจะถูกดูดซึมกลับสู่หลอดเลือด ส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมกลับจะไหลผ่านท่อหน่อยไตไปยังท่อปัสสาวะ ตาราง 2.1 แสดงชนิดและปริมาณของสารที่ร่างกายดูดกลับคืนกลับคืน และสารที่สะสมในปัสสาวะ
ตาราง 2.1 การเปรียบเทียบปริมาณของสารต่างๆ ในน้ำเลือด ในของเหลวทีไต และในปัสสาวะ
| สาร | ในน้ำเลือด (g/100cm3) |
ในของเหลวที่ไต (g/100cm3) |
ในปัสสาวะ |
| น้ำ โปรตีน ยูเรีย กรดยูริก กลูโคส กรดอะมิโน ไอออนต่างๆ เช่น Na+,Cl- |
90 8 0.03 0.004 0.1 0.05 0.9 |
90 0 0.03 0.004 0.1 0.05 0.9 |
95 0 1.8 0.05 0 0 <0.9-3.6 |
ที่มา - Green, N.P.O., G.W., Taylor, D.J. and Soper, R., Ed. Biological Science 2: Systems, Maintenanca and Change 2nd ed.London: Cambridge University Press, 1990 .718.
- เว็บไซต์ http://users.rcn.com/jkimball.ma.ultranet/BiologyPagrs/K/Kidney.html ( 7 พ.ย. 46)
จากตารางนักเรียนบอกได้หรือไม่ว่าในแต่ละวันร่างกายของคนกำจัดสารใดออกจากร่างกาย
สารใดบ้างที่ท่อหน่วยไตดูดกลับ ความเข้มข้นของสารต่างๆ ในน้ำเลือดและในปัสสาวะที่มีค่าที่เสมอหรือไม่
ในกระบวนการดูดกลับที่ท่อหน่วยไต น้ำและโมเลกุลของสารที่ร่างกายต้องการเช่น กลูโคส และโมเลกุลของสารที่ร่างกายต้องการ เช่น กลูโคส และกรดอะมิโน จะลำเลียงผ่านเซลล์ท่อหน่วยไตกลับเข้าสู่หลอดเลือดฝอย โดยการแพร่ การออสโมซิส และการลำเลียงแบบใช้พลังงาน
ในทำนองเดียวกัน ของเสียจากกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น ยูเรีย รวมทั้งสารที่ร่างกายมีมากเกินความจำเป็นและต้องขับออก เช่น โซเดียมไอออนและคลอไรด์ไอออน จะกลับเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณน้อยมาก โดยจะลำเลียงออกโตไปพร้อมกับปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ นักเรียนเห็นว่าปริมาณการดูดน้ำกลับที่ท่อหน่วยไตมีความสำคัญต่อการรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกาย อีกทั้งยังเป็นการควบคุมความเข้มข้นของสารหลายชนิดในเลือด
.jpg)
ไฮโพทาลามัส อยู่ทางด้านล่างของสมองส่วนหน้า ที่ยื่นมาติดต่อมใต้สมองบริเวณนี้ ส่วนมากทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง ไฮโพทาลามัสมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การนอนหลับ การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด ความหิว ความอิ่ม การดูดน้ำกลับของร่างกาย และเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ
สมองส่วนไฮโพทาลามัสควบคุมสมดุลของปริมาณน้ำในเลือกถ้าร่างกายขาดน้ำจะทำให้ความดันเลือดลดลงและเลือกเข้มข้นกว่าปกติ การเปลี่ยนแปลงเช่นส่งผลให้กระแสประสาทจากสมองส่วนไฮโพทาลามัสไปกระตุ้นปลายประสาทของต่อมใต้สมองส่วนท้ายให้หลั่งฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก ( antidiuretic hormone ) หรือ ADH เข้าสู่กระแสเลือด
ADH ทำหน้าที่กระตุ้นท่อหน่วยไตให้ดูดน้ำกลับสู่หลอดเลือด ทำให้น้ำในเลือดสูงขึ้นและความรู้สึกกระหายน้ำลดลง ถ้าเลือดเจือจางไฮโพทาลามัสจะยับยั้งการหลั่ง ADH ทำให้การดูดน้ำกลับคืนมีน้อย ปริมาณน้ำในร่างกายจึงมีภาวะสมดุล
ADH เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วาโซเปรสซิน
.jpg)
ภาพ 2.16 กลไกควบคุมการหลั่ง ADH
เหตุใดเราจึงดูสึกกระหายน้ำ
การดูดน้ำกลับคืนของเซลล์ท่อหน่วยไต มีผลต่อความดันเลือกและความเข้มข้นของเลือดอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อการหลั่ง ADH อย่างไร
กิจกรรม 2.3 สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับไต
สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและอาการของโรคเกี่ยวกับไต ไตเทียม รวมทั้งวิธีปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงโรคไต
นักเรียนคงเห็นแล้วว่า ไตมีความสำคัญต่อการรักษาดุลยภาพของสารในร่างกาย ถ้าไตไม่ทำงานจะมีของเสียสะสมในเลือด เมื่อเลือดไหลไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของร่างกายมีของเสียสะสมอยู่มาก ก็จะมีผลให้การทำงานของเซลล์ผิดไปจากปกติ
นอกจากนี้ร่างกายจะต้องรักษาดุลยภาพของน้ำแล้วจะต้องรักษาดุลยภาพของกรด-เบสอีกด้วย ดังจะได้ศึกษาต่อไป
2.2.3 การักษาดุลยภาพของกรด-เบสในร่างกาย
ปฏิกิริยาเคมีเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในร่างกายของเราถูกควบคุมโดยเอนไซม์โดยเอนไซม์แต่ละชนิดจะทำงานได้ในสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน จากการศึกษาอัตราจากการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่งของร่างกายพบว่าระดับความเป็นกรด-เบสมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ดังภาพ 2.17
.jpg)
ภาพ 2.17 กราฟแสดงอัตราการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่มีค่า pH ต่างๆ
จากภาพ 2.17 ให้นักเรียนอธิบายอัตราการทำงานของเอนไซม์นี้ที่ pH ต่างๆ
ถ้าประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ต่ำจะมีผลอย่างไร
ร่างกายจะรักษาระดับกรด-เบส ให้เหมาะสมได้อย่างไร
จากกราฟ นักเรียนคงเห็นแล้วว่าประสิทธิภาพในการทำงานของเอนไซม์จะสูงในค่า pH ที่เหมาะสมช่วงหนึ่ง จะดีมากในช่วง pH ใกล้เคียงกับ 7 กับค่า pH สูงหรือต่ำเกินไป ประสิทธิของเอนไซม์จะลดลง อย่างไรก็ตามระดับ pH ที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของเอนไซม์แต่ละชนิดมีค่าแตกต่างกัน ดังนั้นเนื้อเยื่อที่เป็นแหล่งสร้างหรือเป็นแหล่งที่เอกไซม์ต่างๆ ทำงาน จึงต้องมีการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสให้สอดคล้องกับชนิดของเอนไซม์นั้นๆ ตัวอย่างของการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในร่างกาย คือกลไกการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือด ซึ่งมีกลไกการทำงานดังนี้
ร่างกายรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดโดยการรักษาดุลยภาพของโฮโดรเจนไอออน ( H+ ) ที่เกินจากกระบวนการแทบอลิซึม กระบวนการหลังที่ส่งผลต่อระดับ H+ในเลือกคือกระบวนการหายใจระดับเซลล์ซึ่งมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซม์เป็นผลผลิตหนึ่ง แก๊สคาร์บอนไซม์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่อิสระ แต่จะรวมตัวกับน้ำในน้ำเลือดหรือในเซลล์เม็ดเลือดแดงเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก ( H2CO3) ซึ่งเมื่อแตกตัว จะได้ H+ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO-3) ดังสมการหากร่างกายมีระดับเมแทบอลิซึมสูงจะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลให้ระดับ H+ ในเลือดสูงขึ้นด้วย
.jpg)
จากสมการให้นักเรียนอธิบายการเปลี่ยนแปลงค่า pH ของเลือด เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แพร่ออกจากเลือดที่ถุงลมในปอด
ถ้า H+ ในเลือดเข้มข้นเกินไป ร่างกายมีวิธีการใดบ้างในการปรับปรุงให้กลับสู่ดุลยภาพ
ไตมีบทบาทสำคัญในการรักษาความเป็นกรด-เบสของเลือด เมื่อ pH ของเลือดต่ำเกินไป หน่วยไตจะขับสารที่มีส่วนประกอบของ H+ และแอมโมเนียมไอออน (NH+4) ออกจากเลือด และในขณะเดียวกันก็จะเพิ่มการดูดกลับไอออนบางประเภท ซึ่งลดความเป็นกรดของเลือด ได้แก่ โซเดียมไอออน ( Na+) และไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน ส่วนเมื่อ pH ของเลือดสูงเกินไปจะเกิดกระบวนการตรงข้าม
เหตุใดจึงต้องรักษาสมดุลของความเป็นกรด-เบสของเลือด
โดยทั่วไปสารต่างๆ ในร่างกายคนปกติจะมีค่าความเข้มข้นอยู่ช่วงหนึ่ง อันเป็นประจักษ์พยานที่ดีว่าร่างกายมีการรักษาดุลภาพของน้ำและแร่ธาตุให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม เมื่อสารละลายในเลือดหรือปัสสาวะมีค่าเบี่ยงเบนไปจากปกติ ซึ่งทราบได้จากการตรวจเลือดและปัสสาวะ จะเป็นสัญญาณเตือนว่า อวัยวะภายในร่างกายทำงานบกพร่องอย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดและการตรวจปัสสาวะเป็นเพียงการวินิจฉัยเบื้องต้น เมื่อพบความผิดปกติ ต้องการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุว่าความผิดปกติต้องทำการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติที่พบมีสาเหตุมาจากความบกพร่องในส่วนใดของร่างกายหรือไม่ อย่างไร
นักเรียนได้เรียนรู้กลไกการรักษาดุลยภาพของน้ำและความเป้นกรด-เบส ในร่างกายคนมาแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีกลไกในการรักษาดุลยภาพของน้ำ แร่ธาตุ และสารต่างๆ อย่างไร นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป
2.3.4 การรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีวิธีรักษาดุลยภาพของน้ำในเซลล์และในร่างกายแตกต่างกันไป สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในน้ำ เช่น อะมีบา หรือพารามีเซียม มีโครงสร้างภายในเซลล์ที่เรียกว่า คอมแทร็กไทล์แวคิวโอล (contractile vacuole) ดัง 2.18 ทำหน้าที่กำจัดน้ำและของเสียออกจากเซลล์ เพื่อรักษาระดับความเข้มข้นส่วนเกินภายในเซลล์และป้องกันไม่ให้เซลล์แตก โดยน้ำส่วนเกินภายในเซลล์ถูกรวบรวมมาอยู่ในคอมแทร็กไทล์แวคิวโอล หลังจากนั้นออร์แกเนลล์นี้จะเคลื่อนที่ไปชิดเยื่อหุ้มเซลล์ เพื่อปล่อยน้ำออกสู่ภานนอก ของเสียจากกระบวนการเมแทบอลิดซึมก็จะถูกกำจัดออกเซลล์ไปพร้อมกัน
.jpg)
ภาพ 2.18 คอมแทร็กไทล์แวคิวโอลของพารามีเซียม
สำหรับสัตว์น้ำ เช่น ปลา น้ำแร่ธาตุต่างๆจะเคลื่อนที่เข้าออกระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อมตลอดเวลาทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารละลายในร่างกายกับในสิ่งแวดล้อม
ในกรณีปลาน้ำจืด ของเหลวในร่างกายมีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำที่อยู่รอบๆ น้ำจึงเข้าสู่ร่างกายด้วยกระบวนการออสโมซิส โดยเข้าสู่เซลล์บริเวณเหงือกของปลา แต่น้ำไม่สามารถผ่านเข้าผิวหนังหรือเกล็ดปลาได้ และเมื่อปลากินอาหาร น้ำก็จะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางปากพร้อมกับอาหารด้วย ปลาน้ำจืดจึงขับถ่ายปัสสาวะบ่อย และปัสสาวะค่อนข้างเจือจางนอกจากนั้น แร่ธาตุในร่างกายอาจสูญเสียไปบ้างทางเหงือก แต่ในขณะเดียวกันในบริเวณเหงือกมีเซลล์พิเศษคอยดูดซึมแร่ธาตุที่จำเป็นกลับคืนเข้าสู่ร่างกาย ด้วยวิธีการลำเลียงแบบใช้พลังงาน
.jpg)
ภาพ 2.19 การควบคุมสมดุลของน้ำและแร่ธาตุในปลา
นักเรียนคิดว่าปลาน้ำจืดจำเป็นต้องได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกายบ้างหรือไม่เพราะเหตุใด
ปลาทะเลอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม มีแรงดันออสโมติกของของเหลวในร่างกายต่ำกว่าน้ำทะเลที่อยู่โดยรอบกระบวนควบคุมระดับน้ำในร่างกายจึงตรงข้ามกับปลาน้ำจืด กล่าวคือ ผิวหนังและเกล็ดของปลาทะเลทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้แร่ธาตุจากน้ำทะเลซึมเข้าสู่ร่างกายและที่เหงือกยังมีกลุ่มเซลล์ซึ่งขับแร่ธาตุส่วนเกินออกโดยวิธีการลำเลียงแบบใช้พลังงาน ปลากน้ำเค็มจะปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง ส่วนแร่ธาตุที่เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากพร้อมกับอาหาร จะผ่านทางเดินอาหารไป และจะถูกจัดออกทางทวารหนักในที่สุด โดยแทบไม่มีการดูดซึมเข้าสู่เซลล์
สำหรับสัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น เต่าทะเล และนกทะเล กินอาหารจากทะเล ทำให้ปริมาณเกลือในร่างกายมากเกินความจำเป็น แต่สัตว์เหล่านี้มีอวัยวะพิเศษสำหรับขับเกลือที่มากเกินออกจากร่างกายในรูปน้ำเกลือเข้มข้นอวัยวะดังกล่าวมักพบอยู่บริเวณส่วนหัว เช่น ต่อมนาซัลและรูจมูกของทะเล ดังภาพ
.jpg)
ภาพ 2.20 ต่อมนาซัลของนกทะเล
2.3.5 การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย
นักเรียนเคยศึกษามาแล้วว่า การทำงานของเอนไซม์แต่ละชนิดขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นกรด-เบสอุณหภูมิในร่างกายมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์หรือไม่ อย่างไร นักเรียนสามารถศึกษาได้จากกราฟในภาพ 2.21
.jpg)
2.21 กราฟแสดงอัตราการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสที่อุณหภูมิต่างๆ
อุณหภูมิที่พอเหมาะกับการทำงานของเอนไซม์ชนิดนี้คือเท่าใด
การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์หรือไม่ อย่างไร
เหตุใดจึงต้องพยายามรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่อยู่เสมอ
อุณหภูมิปกติของร่างกายอยู่ระหว่าง 35.8 - 37.7 องศาเซลเซียส เมื่อใดที่อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 34 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานจะทำให้กระบวนการต่างๆ ของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ จึงต้องมีกลไกที่จะควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม
ร่างกายเรามีวิธีรักษาอุณหภูมิให้คงได้อย่างไร
เหตุใดเมื่อเรารู้สึกร้อนจึงกระหายน้ำและมีสารใดอีกบ้างนอกจากน้ำที่ร่างกายต้องการ
นักเรียนเคยสังเกตหรือไม่ เมื่ออยู่กลางแดดนานๆหรือเล่นกีฬากลางแจ้งในวันแดดจัด หน้าจะแดงและมีเหงื่อออก แต่ถ้าเย็นมากๆมือจะเหี่ยวซีดและมีอาการขนลุก การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เนื่องมาจากอะไร นักเรียนสามารถศึกษากลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ภาพ 2.22
.jpg)
ภาพ 2.22 แผนภาพแสดงกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย
เมื่อร่างกายได้รับความร้อนจากสิ่งแวดล้อม จนทำให้อุณหภูมิที่ผิวหนังกับอุณหภูมิของเลือดสูงกว่าปกติศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสจะกระตุ้นให้เกอดกระบวนการต่างๆ เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้กลับเป็นปกติ มีการลดอัตราเมแทบอลิซึมลดความการเผาผลาญอาหารในเซลล์ตับและเซลล์ไขมันหลอดเลือกฝอยบริเวณผิวหนังจะขยายตัว เพื่อช่วยถ่ายเทความร้อนในร่างการสู่สิ่งแวดล้อม มีการกระตุ้นการทำงานของต่อมเหงื่อให้ขับเหงื่อเพิ่มขึ้นกล้ามเนื้อที่ยึดโคนเส้นขนในผิวหนังจะคลายตัว เราจึงเห็นขนเอนราบติดผิวหนัง ช่วยให้อากาศไหลเวียนบริเวณผิวหนังได้ดีขึ้นความร้อนจึงถ่ายเทสู่สิ่งแวดบ้องได้มากขึ้น
.jpg)
ภาพ 2.23 ส่วนประกอบของผิวหนังที่มีบทบาทในการับรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิร่างกาย
ในทางกลับกัน หากร่างกายสูญเสียความร้อนให้กับสิ่งแวดล้อมจนอุณหภูมิของร่างกายต่ำกว่าปกติศูนย์ควบคุมที่สมองส่วนไฮโพทามัสก็จะกระตุ้นให้อัตราเมแทบอลิซึมสูงขึ้น ทำให้พลังงานความร้อนที่เกิดจากกระบวนการเคมีในเซลล์ถ่ายเทผ่านเลือดไปทั่วร่างกายมีการกระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยบริเวณผิวหนังหดตัวทำให้เลือดไหลเวียนไปยังผิวหนังน้อยลง หากอุณหภูมิต่ำมากๆผิวหนังอาจซีดขาว มีการลดการทำงานต่อมเหงื่อและลดการขับเหงื่อ กล้ามเนื้อที่ยึดโคนเส้นขนหดตัวดึงให้ขนลุก การที่ขนลุกจะช่วยกั้นอากาศไว้ เป็นการลดอัตราการถ่ายเทความร้อนจากร่างกายสู่อากาศที่อยู่รอบการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้กลับเป็นปกติ
กลไกการาควบคุมอุณหภูมิของร่างกายมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะใดบ้าง อย่างไร
ผิวหนังมีความสำคัญต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายอย่างไร
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า การที่ร่างกายสามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้นั้น เป็นผลจากการมีระบบควบคุมที่ประกอบด้วย หน่วยรับรู้อุณหภูมิ ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำหน้าที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและส่งสัญญาณต่อไปยังสมองส่วนไฮโพทามัส ซึ่งทำหน้าที่เป็น ศูนย์ควบคุม คอยรับข้อมูลจากหน่วยรับรู้อุณหภูมิจากนั้นศูนย์ควบคุมจึงมีคำสั่งไปยัง อวัยวะทำงาน ซึ่งได้แก่กล้ามเนื้อยึดกระดูก เซลล์ไขมัน ต่อมเหงื่อ หลอดเลือดพฤติกรรม เพื่อเพิ่มหรือลดความร้อนในร่างกาย ทำให้อุณหภูมิของร่างกายกลับสู่สภาวะปกติ
กิจกรรม 2.5 เทอร์มอสแตทในร่างกาย
ให้นักเรียนค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเทอร์มอสแตทในเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อนำมาอธิบายและเปรียบเทียบกับกลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมมีผลอย่างไรต่ออุณหภูมิร่างกายของสัตว์ชนิดต่างๆ นักเรียนจะศึกษาได้จากกราฟภาพ 2.24
.jpg)
ภาพ 2.24 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิภายนอกและภายในร่างกายสัตว์มีกระดูกสันหลัง 3 ชนิด
เมื่ออุณหภูมิสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิร่างกายคน แมว และ กิ้งก่า เปลี่ยนแปลงอย่างไร
สัตว์บางชนิดสามารถรักษาอุณหภูมิภายของร่างกายไว้ได้เกือบคงที่แม้ว่าจะดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าหรือสูงกว่าอุณหภูมิภายในร่างกาย เรียกสัตว์ประเภทนี้ว่า สัตว์เลือดอุ่น ไดแก่ นก แมว และสุนัข เป็นต้น ส่วนสัตว์ที่ไม่กลไกในการรักษาอุณหภูมิร่างกายจะแปรผันตามอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม เรียกสัตว์ประเภทนี้ว่า สัตว์เลือดเย็น เช่น ปลา กบ และ จระเข้ เป็นต้น
นักเรียนคิดว่าการที่สัตว์เลือดอุ่นมีอุณหภูมิภายในร่างกายค่อนข้างคงที่มีประโยชน์อย่างไรบ้าง
ถึงแม้ว่าสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิด จะสามารถรักษาอุณหภูมิภายในร่างกายให้อยู่ในช่วงคงที่ได้เหมือนกัน แต่สัตว์แต่ละชนิดก็มีวิธีระบายความร้อนและป้องกันการสูญเสียความร้อนของร่างกายที่แตกต่างหลากหลายซึ่งนักเรียนจะศึกษาได้จากตัวอย่างไรต่อไปนี้
.jpg)
ขณะที่อากาศร้อนจัด เรามักเห็นควายลงไปแช่อยู่ในปลัก นักเรียนคิดว่าการแช่ปลักมีผงดีต่อควายอย่างไร
.jpg)
นักเรียนบอกได้หรือหรือไม่ว่า เหตุใดแนวน้ำและสิงโตทะเล จึงอาศัยอยู่ในเขตอากาศหนาวจัดได้
.jpg)
สุนัขที่อาศัยในแถบหนาวจะมีขนยาวกว่าสุนัขที่อาศัยอยู่ในแถบศูนย์สูตร ในสภาพอากาศร้อน สุนัขมีวิธีระบายความร้อนอย่างไร
.jpg)
นักเรียนคิดว่าการที่ช้างใช้งวงสูบน้ำและพ่นใส่ร่างกาย มีประโยชน์ต่อการรักษาอุณหภูมิภายในร่างกายหรือไม่ อย่างไร
กิจกรรม 2.6 การรักษาอุณหภูมิในร่างกายของสัตว์เขตร้อนและเขตหนาว
ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการระบายความร้อนของสัตว์ในเขตร้อน และการป้องกันการสูญเสียความร้อนในเขตที่มีอากาศหนาวจัด
นักเรียนได้เรียนรู้ในบทนี้ว่า กลไกในการรักษาดุลยภาพในร่างกายประกอบด้วย หน่วยรับรู้ศูนย์ควบคุม และอวัยวะทำงาน ทั้งหมดทำหน้าที่สอดประสานกัน ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอยู่ที่ความจำเพาะของกระบวนการต่างๆ ที่กระตุ้นและยับยั้งการทำงานของระบบอวัยวะภายในร่างกายได้ย่างเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้ร่างกายรักษาดุลยภาพและดำรงชีพได้เป็นปกติ
คำถามท้ายบท
1. ศึกษาแผนภาพแสดงโครงสร้างของเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งแล้วตอบคำถาม
- เซลล์นี้เป็นเซลล์พืชหรือเซลล์สัตว์ ทราบได้อย่างไร
- ออร์แกเนลล์ใดเป็นแหล่งผลิตสารที่ให้พลังงานสูงแก่เซลล์
- หมายเลขใดควบคุมการลำเลียงสารผ่านเข้าออกจากเซลล์
.jpg)
2. น้ำ กลูโคส และโปรตีนเข้าสู่เซลล์ด้วยวิธีการใด และในสถานการณ์ใด
3. สาหร่ายไฟเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่เซลล์ต่อกันเป็นสายยาว จากการศึกษาความเข้มข้นของไอออนธาตุต่างๆ ในสารละลายแวคิวโอลของสาหร่ายไฟที่อยู่ในสระน้ำจืด และความเข้มข้นของไอออนในน้ำในสระ ได้ข้อมูลดังตาราง จากข้อมูลนี้ สาหร่ายไฟมีการลำเลียงไอออนของธาตุต่างๆ เข้าสู่เซลล์โดยกระบวนการใด
.jpg)
4. โกงกางเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในบริเวณน้ำกร่อย นักเรียนคิดว่าพืชชนิดว่าพืชชนิดนี้ประสบปัญหาในการรักษาดุลยภาพของน้ำหรือไม่ และจะรักษาดุลยภาพได้ดังภาพกลไกใดบ้าง
5. เราจะเลี้ยงปลาทะเลในน้ำจืดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
6. ในวันที่อากาศเย็น หรืออยู่ในที่เย็นปัสสาวะบ่อยกว่าวันที่มีอากาศร้อน เพราะอะไร
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |