วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-การให้เลือด | บทเรียน วิชาการ.คอม
ชีววิทยา
 

การให้เลือด

สร้างเมื่อ 07 ก.ค. 2554 16:37:40
  • ระดับม.4
  • 23,679 view

การให้เลือด

              เมื่อคนไข้ได้รับอุบัติเหตุที่ทำให้ร่างกายสูญเสียเลือดมากหรือคนไข้ที่มีเลือดในร่างกาย   หรือบุคคลที่ต้องการเลือดไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตามนั้นจะมีข้อจำกัดในการให้และรับเลือด   เนื่องจากการให้เลือดและรับเลือดนั้น   ผู้ให้และผู้รับควรจะมีเลือดหมู่เดียวกันจึงจะปลอดภัยที่สุด   หรืออาจยึดหลักโดยทั่วไปว่าเลือดของผู้ให้ต้องไม่มีแอนติเจนตรงกับแอนติบอดีของผู้รับ เช่น ถ้าผู้รับมีหมู่เลือด B   ซึ่งมีแอนติบอดี A ได้รับเลือดของผู้ที่มีหมู่เลือด A แอนติเจนของผู้ให้ก็จะจับกับแอนติบอดีของผู้รับ   ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงของผู้รับจับตัวกันเป็นกลุ่มจกตะกอน   ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้รับได้ดังภาพที่ 6-40 กล่าวโดยสรุปก็คือ   การให้เลือดจะต้องระวังมิให้แอนติเจนของผู้ให้สามารถจับกับแอนติบอดีของผู้รับ

รู้หรือเปล่า?
          ในการบริจาคเลือดผู้ที่บริจาคจะต้องมีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป   โดยแพทย์จะทำการดูดเลือดทางหลอดเลือดเวนบริเวณท้องแขน   แล้วนำไปตรวจสอบว่าเป็นเลือดหมุนใด   ผู้ให้เลือดต่อไม่มีโรคติดต่อทางเลือด เช่น ไวรัสตับอักเสบ ติดเชื้อ HIV เลือดจะถูกเก็บไว้ในขวดที่มีสารอาหารสำหรับเลี้ยงเซลล์เม็ดเลือดแดง   และมีสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด   เลือดจะถูกนำไปให้แก่คนไข้ทันที   หรืออาจเก็บไว้ในธนาคารเลือด (blood   bank) ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส

ภาพที่ 6-40   ก. การให้เลือดเมื่อผู้ให้และผู้รับมีเลือดหมู่ A
                                           ข. การให้เลือดเมื่อผู้รับมีเลือดหมู่ A และผู้รับมีเลือดหมู่ B

กิจกรรมที่ 6.13 หมู่เลือดของผู้ให้และผู้รับ
             1.   ให้นักเรียนระบุหมู่เลือดลงในตารางของผู้ให้และผู้รับทีสามารถให้และรับเลือดกันได้   โดยไม่เกิดอันตราย

              2.   สรุปหมู่เลือดที่ให้และรับกันได้   โดยไม่เกิดอันตราย
                         -  ถ้าผู้รับมีหมู่เลือด B จะรับหมู่เลือด AB ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
                         -   ถ้านักเรียนมีหมู่เลือด O จะรับหมู่ใดได้บ้าง
                         -   นักเรียนมีเลือดหมู่ใด   สามารถบริจาคเลือดให้แก่ผู้ที่มีเลือดหมู่ใดได้บ้าง   และจะรับเลือดหมู่ใด ได้บ้าง

             นอกจากหมู่เลือด ABO    ดังได้กล่าวมาแล้ว   จากการศึกษาต่อๆ มาพบว่า   ในเลือดของแต่ละคนยังมีแอนติเจนชนิดอื่นอีกหลายระบบที่รู้จักกันดี คือ หมู่เลือดระบบ Rh คนไทยส่วนใหญ่มีแอนติเจน Rh อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง เรียกว่ามี หมู่เลือด \displaystyle Rh^+   ส่วนน้อยคิดเป็นร้อยละ 0.3 ที่ไม่มีแอนติเจน Rh ที่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดสีแดงเรียกว่ามีหมู่เลือด \displaystyle Rh^- หมู่เลือดระบบ Rh นี้แตกต่างจากหมู่เลือดระบบABO   บางประการคือ บุคคลที่มีหมู่เลือด\displaystyle Rh^+   ไม่มีการสร้างแอนติบอดี   แต่คนที่มีหมู่เลือด \displaystyle Rh^-   เมื่อได้รับหมู่เลือด \displaystyle Rh^+   แอนติเจนของหมู่เลือด \displaystyle Rh^+   จะกระตุ้นให้คนที่มีหมู่เลือด \displaystyle Rh^- สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน Rh ฉะนั้นในการให้เลือดแก่กันนั้นจะต้องคำนึงถึงปัจจัย Rh ด้วย ทั้งนี้ถ้าผู้รับเลือดเป็น  \displaystyle Rh^- ได้รับเลือด\displaystyle Rh^+   เข้าไปในร่างกายจะกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน \displaystyle Rh^+   ขึ้นได้   ดังนั้นในการให้เลือด \displaystyle Rh^+   ครั้งต่อไปแอนติบอดี \displaystyle Rh^-  ในร่างกายของผู้รับจะทำปฏิกิริยากับแอนติเจนจากเลือดของผู้ให้   ทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

             ในคนไทยทักจะไม่ค่อยมีปัญหาในการให้เลือดของผู้ที่มีหมู่เลือด Rh   เพราะว่าส่วนใหญ่มีหมู่เลือด\displaystyle Rh^+   และพบว่ามีผู้ที่มีเลือด  \displaystyle Rh^- น้อยมาก   แต่ถ้าเป็นในกรณีที่แม่มีหมู่เลือดเป็น  \displaystyle Rh^-   ตั้งครรภ์และถ้าทารกในครรภ์มีหมู่เลือดเป็น \displaystyle Rh^+    ก็มีโอกาสที่เซลล์เม็ดเลือดแดงของลูกจะพลัดเข้าไปในระบบเลือดของแม่ทางบาดแผล   ในขณะที่คลอดเพราะช่วงแรกที่รกหลุดออกจากเม็ดมดลูกของแม่   เลือดของลูกมีโอกาสเข้าไปในกระแสเลือดของแม่ได้   การกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดีและแอนติเจน Rh ถ้าแม่ตังครรภ์ลูกคนที่สองที่มีหมู่เลือด \displaystyle Rh^+   อีกจะเกิดอันตรายแก่ทารกในครรภ์เพราะเลือดของแม่มีแอนติบอดีต่อแอนติเจน Rh อยู่ด้วย   และแอนติบอดีสามารถผ่านรกเข้าสู่ทารกได้   ซึ่งจะไปจะทำปฏิกิริยากับแอนติเจน Rh ที่เยื่อหุ้มเม็ดเลือดแดงของทารก   ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงจับรวมตัวกันและถูกทำลาย   เกิดอันตรายซึ่งอาจร้ายแรงถึงขึ้นเสียชีวิต   เรียกว่าเกิด อีรีโทรบลาสโทซิลฟีทาลีส (erythroblastosis   fetalis) ดังภาพที่ 6-41 แต่ในบางกรณีลูกคนที่สองอาจจะยังไม่ได้รับอันตรายจากปฏิกิริยานี้   เพราะการสร้างแอนติบอดี Rh  ของแม่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่ทารกในครรภ์   แต่ถ้ามีลูกคนที่สามหรือลูกคนที่สี่ที่หมู่เลือดเป็น\displaystyle Rh^+   อีกจะเป้นอันตรายแก่ทารกแน่นอน   ปัญหาดังกล่าวในปัจจุบันทางการแพทย์หาทางป้องกันได้   ดังนั้นหญิงที่มีครรภ์ที่มีหมู่เลือด  \displaystyle Rh^- จึงควรฝากครรภ์อยู่ในคามดูแลของแพทย์   เพื่อหาทางป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับทารกในครรภ์

ภาพที่ 6-41 แสดงการเกิดอีรีโทรบลาสซิสฟีทาลีส

ระบบน้ำเหลือง
             ในหลอดเลือดอาร์เตอรีมีแรงดันเลือดเมื่อเลือดผ่านหลอดเลือดฝอยจะมีของเหลวซึมออกจากหลอดเลือดฝอย   เพื่อไปหล่อเลี้ยงเซลล์   นักเรียนทราบหรือไม่ว่าของเหลวเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดได้อย่างไร
             โครงสร้างของระบบน้ำเหลือง   ประกอบด้วย น้ำเหลือง(lymph) หลอดน้ำเหลือง (lymph) และซึ่งบางตอนโปร่งออกเป็น ต่อมน้ำเหลือง (lymph node)

ภาพที่ 6-42 หลอดน้ำเหลืองและอวัยวะในระบบภูมิคุ้มกัน

น้ำเหลือง
             ของเหลวที่อยู่ระหว่างเซลล์   หรืออยู่รอบๆ เซลล์ บางส่วนจะถูกดูดซึมเข้าสู่หลอดเลือดฝอย   บางส่วนจะดูดซึมเข้าสู่หลอดน้ำเหลือง   เราเรียกของเหลวที่อยู่ในหลอดน้ำเหลืองนี้ว่า น้ำเหลือง ดังภาพที่ 6-43

ภาพที่ 6-43 การลำเลียงสารออกจากหลอดเลือดฝอยและการลำเลียงน้ำเหลืองเข้าสู่หลอดน้ำเหลืองฝอย

             น้ำเหลืองมีส่วนประกอบคล้ายพลาสมาแต่มีโปรตีนน้อยกว่า   ส่วนประกอบของน้ำเหลืองมีความแตกต่างกัน   ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของน้ำเหลืองว่าอยู่ที่อวัยวะใด เช่น น้ำเหลืองที่มาจากบริเวณลำไส้เล็ก   ซึ่งมีการดูดซึมอาหารจะมีไขมันสูง   เป็นสาเหตุให้น้ำเหลืองบริเวณนี้มีลักษณะคล้ายน้ำนม   ส่วนน้ำเหลืองที่มาจากบริเวณต่อมน้ำเหลืองจะมีลิมโฟไซต์จำนวนมาก

หลอดน้ำเหลือง
             หลอดนำเหลืองที่มีขนาดเล็กที่สุด   คือหลอดน้ำเหลืองฝอยซึ่งมีปลายตัน   จากนั้นหลอดน้ำเหลืองฝอยจากบริเวณต่างๆ จะมาเชื่อมต่อกันเป็นหลอดน้ำเหลืองขนาดใหญ่ขึ้น   การลำเลียงน้ำเหลืองในหลอดน้ำเหลืองจะมีทิศทางการไหลเข้าสู่หัวใจ   และจะเข้าระบบหมุนเวียนเลือด   โดยเปิดเข้าสู่หลอดเลือดเวนขนาดใหญ่เข้าสู่หัวใจ ดังภาพที่ 6-44 ขณะที่มีการลำเลียงน้ำเหลืองไปตามท่อน้ำเหลือง   บางช่วงจะผ่านต่อมน้ำเหลือง   ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่มากับน้ำเหลือง

ภาพที่ 6-44 การลำเลียงน้ำเหลืองในระบบน้ำเหลือง

             โครงสร้างของหลอดน้ำเหลืองมีลักษณะคล้ายกับหลอดเลือดเวน  คือ   มีลิ้นกั้นป้องกันการไหลกลับของน้ำเหลือง   ปัจจัยที่ทำให้น้ำเหลืองไหลไปตามหลอดน้ำเหลืองต่างๆ ได้   คือการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ หลอดน้ำเหลือง   ที่จะไปกดหรือหลอดน้ำเหลือง   หลอดน้ำเหลืองขนาดเล็กจะมีความกดมากกว่าหลอดน้ำเหลืองขนาดใหญ่   ซึ่งการหายใจเข้ามีผลไปขยายทรวงอกและความดันทำให้หลอดน้ำเหลืองบริเวณทรวงอกขยายตัวทำให้น้ำเหลืองไหลไปตามหลอดน้ำเหลืองอย่างช้า ๆ อัตราการไหลของน้ำเหลืองเพียงประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่อนาที
             *   การไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองกับการไหลเวียนของระบบเลือดเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
             *   น้ำเหลืองมาจากส่วนใดของร่างกายและเข้าสู่หลอดน้ำเหลืองฝอยได้อย่างไร
             *   เมื่อของเหลวที่อยู่ระหว่างเซลล์เพิ่มขึ้น   แรงดันของของเหลวที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดผลอย่างไรต่อร่างกาย
             *   พลาสมา ของเหลวระหว่างเซลล์ และน้ำเหลืองมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร


             ขณะที่น้ำเหลืองไหลเข้าสู่หัวใจจะผ่านต่อมน้ำเหลือง   ซึ่งจะกรองแบคทีเรียและสิ่งแปลกปอลม   เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าสู่กระแสเลือด   จะพบต่อมน้ำเหลืองอยู่ระหว่างจุดรวมของหลอดน้ำเหลืองทั่วไปในร่างกาย   เช่น บริเวณที่รักแร้และขาหนีบ ลักษณะเป็นก้อนรูปไข่มีขนาดต่างกัน   ภายในต่อมน้ำเหลืองมีลิมโฟไซต์อยู่รวมกันเป็นกระจุกมีช่องว่างให้น้ำเหลืองซึมผ่านได้   ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ เรียกว่า ทอนซิล(tonsil) ทอนซิลมีลิมโฟไซต์   ทำหน้าที่ดักจับและทำลายจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอาหารไม่ให้ผ่านเข้าสู่หลอดอาหารและกล่องเสียง   ถ้าทอนซิลติดเชื้อจะมีอาการอักเสบและบวมขึ้น   นอกจากนี้ในผนังทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ   ยังคงมีต่อมน้ำเหลืองขนาดต่างๆ ที่ทำหน้าที่ป้องกันการรุกรานของจุลินทรีย์

             นอกจากนี้ยังมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลือง และการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้แก่

             ต่อมไทมัส (thymus gland) เป็นต่อมไร้ท่อมีตำแหน่งอยู่ตรงทรวงอกด้านหน้าหลอดเลือดใหญ่ของหัวใจ   เนื้อเยื่อส่วนใหญ่ของต่อมไทมัสทำหน้าที่พัฒนาลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที

             เซลล์ทีจากต่อมไทมัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและน้ำเหลืองไปสู่อวัยวะต่างๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ม้าม เพื่อทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงการต่อต้านอวัยวะที่ปลูกถ่ายจากผู้อื่นด้วย

             ม้าม (spleen) มีตำแหน่งอยู่ใต้กะบังลมด้านซ้ายติดกับด้านหลังของกระเพาะอาหาร
             ในระยะเอ็มบริโอ   ม้ามเป็นแหล่งผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง   แต่เมื่อหลังการคลอดแล้วม้ามจะเป็นที่อยู่ของลิมโฟไซต์ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกลปอมและเชื้อโรคเข้าไปในกระแสเลือดและสร้างแอนติบอดีเข้าสู่กระแสเลือด   นอกจากม้ามยังทำหน้าที่ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลตที่หมดอายุแล้วด้วย

กลไกการสร้างภูมิคุ้มกัน
             จากที่กล่าวมาแล้วว่าสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างร่างกายซับซ้อนสิ่งแวดล้อมในร่างกายจะมีผลต่อสภาพแวดล้อมภายในเซลล์   ร่างกายจึงต้องพยายามรักษาสภาพแวดล้อมภายในให้คงที่และเหมาะสมต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์   เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค จุลินทรีย์ สารเคมีต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย   ซึ่งอาจจะเข้าทางผิวหนังทางเดินหายใจ ทางเดินอาหารหรือเข้าทางเดินระบบหมุนเวียนเลือดร่างกายจำเป็นต้องมีกลไกต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น   เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย   ซึ่งแบ่งได้เป็น แบบไม่จำเพาะ (nonspecific   defense) และ แบบจำเพาะ (specific   defense)

รู้หรือเปล่า?
         แอนติเจนคือสารที่สามารถทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบภูมิคุ้มกัน เช่นแอนติบอดี หรือเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน
          แอนติเจนส่วนใหญ่สามารถชักนำให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้

             กลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ มีหลายด้านด้วยกัน
             ผิวหนังมีเคอราตินซึ่งเป็นโปรตีนที่ไม่ละลายน้ำเป็นองค์ประกอบอัดแน่นภายในเซลล์และเซลล์เรียงตัวกันหลายชั้น   ช่วยป้องกันการเข้าออกของสิ่งต่างๆ ได้ผิวหนังบางบริเวณยังมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันหลั่งสารบางชนิดเช่น กรดไขมัน กรดแลกติก ทำให้ผิวหนังมีสภาพเป็นกรด   ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด   นอกจากนี้ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ท่อปัสสาวะ ช่องคลอด   ซึ่งติดต่อกับภายนอกยังมีเยื้อบุที่ทำหน้าที่ควบคุมการเข้าออกของสาร   มีการสร้างเมือกและมีซิเลียคอยดักจับสิ่งแปลกปลอมและพัดพาออกนอกร่างกาย   และพบว่าในน้ำตา น้ำลาย ยังมีไลโซไซม์   ที่ช่วยทำลายเชื้อโรคบางชนิดได้   ในกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดและมีเอนไซม์ช่วยย่อยและทำลายจุลินทรีย์บางชนิดได้

             แต่ถ้าสิ่งแปลปลอมผ่านด่านป้องกันดังกล่าวข้างต้นเข้าสู่ร่างกายได้   ร่างกายก็จะมีวิธีการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลมโดยกระบวนการฟาโกไซโทซิสของเซลล์เม็ดเลือดขาวพวกโมโนไซต์ซึงออกจากกระแสเลือดไปยังเนื้อเยื่อและมีขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็นแมโครฟาจ   และยังมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิกกับอิโอซิโนฟิลช่วยทำลายจุลินทรีย์ต่างๆ ด้วย

             การอักเสบเป็นกระบวนการต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย   โดยผ่านกลไกต่างๆ เพื่อยับยั้งและดึงดูดองค์ประกอบจ่างๆ ของระบบภูมิคุ้มกันมายังบริเวณนั้น   เช่น   การอักเสบของบาดแผลที่ติดเชื้อ   จะมีอาการปวดบวมแดง ร้อน ปรากฏให้เห็น

             กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ   จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ได้แก่ เซลล์บีและเซลล์ที

การทำงานของเซลล์บี
             เมื่อแอนติเจนถูกทำลายด้วยวิธีฟาโกไซโทซิลชิ้นส่วนที่ถูกทำลายจะไปกระตุ้นให้เซลล์บีเพิ่มจำนวน    เซลล์บีบางเซลล์จะขยายขนาดและเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีจำเพาะต่อแอนติเจนเรียกว่า เซลล์พลาสมา (plasma cell) เซลล์ที่ได้จากเซลล์บีแบ่งตัวบางเซลล์จะทำหน้าที่เป็น เซลล์เมมเมอรี (memory cell) คือจะจดจำแอนติเจนนั้นๆ ไว้   ถ้าแอนติเจนนี้เข้าสู่ร่างกายอีก   เซลล์เมมเมอรีก็จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว   และเจริญเป็นเซลล์พลาสมาสร้างแอนติบอดีออกมาทำลายแอนติเจน ดังภาพที่ 6-45

การทำงานของเซลล์ที
              เซลล์ทีจะรับแอนติเจนแต่ละชนิด เช่น เซลล์ที่บางตัวจะรับแอนติเจนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ   เซลล์ที่บางตัวจะรับรู้แอนติเจนที่เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น   เซลล์ทีตัวแรกที่ตรวจจับแอนติเจนเรียกว่า เซลล์ทีผู้ช่วย (helper T-cell หรือ CD4+) จะไปทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์บีให้สร้างแอนติบอดีการต่อต้านแอนติเจน   หรือกระตุ้นการทำงานของเซลล์ทีอื่น เช่น เซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม (cytotoxic T-cell หรือ CD8+) เซลล์ทีชนิดนี้จะทำลายเซลล์แปลกปลอม   หรือเซลล์ที่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น เซลล์มะเร็ง เซลล์ติดเชื้อไวรัส เซลล์จากอวัยวะ ที่ร่างกายได้รับการปลูกถ่าย ดังถ่ายที่ 6-45

ภาพที่ 6-45 การสร้างภูมิคุมกันแบบจำเพาะของลิมโฟไซต์

             เซลล์ทีบางเซลล์ทำหน้าที่ควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันเรียกว่า เซลล์ที่กดภูมิคุมกัน (suppressor T-cell) โดยสร้างไปกดการทำงานของเซลล์บีและเซลล์ทีอื่นๆ
             นักเรียนจะเห็นว่าร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้   เมื่อมีแอนติเจนแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย   นอกจากนี้แต่ละคนยังได้รับภูมิคุ้มกันอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา   หลังจากการคลอดออกมาแล้วจะมีการให้ภูมิคุ้มกันเป็นระยะๆ  เพื่อต่อต้านเฉพาะโรค

บันทึกของนักเรียน 
          ให้นักเรียนอธิบายการทำงานของระบบน้ำเหลืองในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย

             การสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายจัดเป็น 2 แบบด้วยกันคือ ภูมิคุ้มกันก่อเอง(active immunization) และ ภูมิคุ้มกันรับมา (passive   immunization)

             ภูมิคุ้มกันก่อเอง  เป็นวิธีการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน   โดยการนำสารที่เป็นแอนติเจนซึ่งอาจเป็นเชื้อโรคที่อ่อนกำลังแล้วไม่สามารถที่จะทำอันตรายต่อร่างกาย นำมาฉีด กิน หรือทาที่ผิวหนังเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน   หรือจะสร้างแอนติบอดีที่ทำปฏิกิริยาจำเพาะต่อแอนติเจนชนิดนั้น   เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนกำลังแล้ว   ที่นำมาให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านเชื้อนั้นเรียกว่า วัคซีน (vaccine)
             วัคซีนได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้วหรือสารบางอย่างจากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น วัคซีนที่คุ้มกันโรคไอกรน ไทฟอยด์ และอหิวาตกโรค   วัคซีนบางชนิดทำจากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่   แต่มีความรุนแรงของโรคลดลง ได้แก่ วัคซีนคุ้มกันวัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน และคางหมู

             นอกจากนี้ยังมีวัคซีนชนิดหนึ่งที่เป็นสารพิษที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษเรียกว่า ทอกซอยด์ (toxoid) แต่สามารถไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนคุ้มกันโรคคอตีบบาดทะยัก

             *   เมื่อร่างกายไดรับวัคซีนคุ้มกันโรคใดก็ตาม   นักเรียนคิดว่าถ้าร่างกายได้รับเชื้อนั้นอีก   มีโอกาสจะเป็นโรคนั้นได้หรือไม่

             ข้อดีของภูมิคุ้มกันก่อเองนี้   ทำให้ร่างกายเกิดภูมิกันอยู่นาน   แต่ก็มีจุดอ่อนคือต้องใช้เวลาในการรอให้ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนหรือแอนติเจน   ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-7 วัน   ในหลายกรณีที่มีโรคบางชนิดแสดงอาการรุนแรงอย่างรวดเร็วต้องมีการใช้ภูมิกันโดยตรงเพื่อให้ผู้ป่วยนั้นมีภูมิคุ้มกันทันที

             ภูมิคุ้มกันรับมา เป็นวิธีให้แอนติบอดีแก่ร่างกายโดยตรง   เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันขึ้นทันที   ซึ่งใช้รักษาโรคบางชนิดที่แสดงอาการรุนแรงและเฉียบพลันโดยเตรียมได้จากการฉีดเชื้อโรคที่อ่อนกำลังแล้วเข้าไปในสัตว์ เช่น ม้า กระต่าย เพื่อให้ร่างกายของสัตว์ดังกล่าว   สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อโรคนั้น   แล้วน้ำเลือดของม้าหรือกระต่ายในส่วนที่เป็นซีรัม   ในซีรัมจะมีแอนติบอดีอยู่   เมื่อนำซีรัมมาฉีดให้แก่ผู้ป่วยก็เป็นการทำให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรงสามารถต่อต้านโรคได้ทันท่วงที เช่น ซีรัมสำหรับคอตีบ ซีรัมสำหรับแก้พิษงู ซีรัมแก้พิษสุนัขบ้า ภูมิคุ้มกันรับมายังรวมถึงภูมิคุ้มกันที่แม่ให้ลูก   โดยผ่านทารกและน้ำนมที่ทารกได้รับจากแม่หลังคลอดจะมีแอนติบอดีอยู่ด้วย

ภาพที่ 6-46 ก. ทารกดื่มน้ำนมแม่จะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่

ข. การกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันโดยการฉีดวัคซีน

              ข้อดีของภูมิคุ้มกันรับมา คือ แอนติบอดีที่ได้รับจะให้ภูมิคุ้มกันทันที   ทำให้ผู้ป่วยรอดตายได้  ข้อเสียคือ   แอนติบอดีอยู่ได้ไม่นานและผู้ป่วยอาจแพ้วัคซีนจากสัตว์ได้
             ข้อควรระวังในการสร้างภูมิคุ้มกันก่อเอง   หญิงมีครรภ์ไม่ควรรับวัคซีนที่เตรียมจากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่   เพราะจุลินทรีย์อาจเข้าไปเจริญในตัวทารกที่อยู่ในครรภ์ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนาจึงอาจเป็นอันตรายได้
             ดารทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ นักเรียนคิดว่ามีปัจจัยใดบ้างที่มีผลเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

กิจกรรมที่ 6.14 ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
             ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย   แล้วนำมาเสนอในชั้นเรียน

ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันโรค
             จะเห็นได้ว่าระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบที่มีกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย   เพื่อตอบสนองจากการที่มีสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย   ฉะนั้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย   จึงมีไว้เพื่อป้องกันตนเองให้พ้นจากอันตรายที่เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ได้ง่าย แต่ถ้ามีการตอบสนองรุนแรงเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคได้ เช่น โรคภูมิแพ้ (allergy) โรคเอสแอลอี(Systemic  Lupus  Erythematosus : SLE) เป็นต้น

             โรคภูมิแพ้ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อแอนติเจนบางชนิดรุนแรง   และก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น การแพ้สารเคมีในบ้าน  ฝุ่นละออง   เกสรดอกไม้   อาหารทะเล  และอากาศ เป็นต้น   แม้บางโรคไม่รุนแรงมากแต่ก็มีอาการต่อเนื่องต้องรับการรักษาตลอดเวลาทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษา จากการศึกษาทางแพทย์พบว่าโรคภูมิแพ้ต่อสารบางชนิดเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมด้วย

             การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อตนเอง เช่น กรณีเป็นโรคเอสแอลอี    เป็นความผิดปกติที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเซลล์ของตนเอง   ซึ่งโดยปกติแล้วภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถแยกความแตกต่างได้ว่าแอนติเจนใดเป็นแอนติเจนของตนเอง   และแอนติเจนใดเป็นสิ่งแปลกปลอม   จึงสร้างแอนติบอดีจำเพาะมาทำลายแอนติเจนเท่านั้นจะไม่ทำลายเซลล์ของตนเอง   แต่ในบางกรณีเกิดภาวะผิดปกติขึ้น   กลไกการควบคุมเสียไปทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีมาต่อต้านแอนติเจนของตนเอง   ผู้ป่วยเป็นโรคเอสแอลอีจะต้องดูแลรักษาตนเองควบคูกับการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

             เมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนหรือสิ่งแปลกปลอมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะกำจัดแอนติเจนนั้นให้หมดไปเพื่อไม่ให้เกิดโรค   ถ้าแอนติเจนถูกกำจัดไม่ได้หรือกำจัดไม่หมด   ก็จะทำให้เกิดโรคได้   ในปัจจุบันโรคที่ทำลายชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก   และยังไม่สามารถหาวิธีรักษาให้หายขาดได้คือ โรคเอดส์ ซึ่งมีการแพร่กระจายของโรคอย่างรวดเร็วมากในระยะเวลาสั้น
             กองควบคุมโรคระบาดได้เก็บข้อมูลคนที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ในปัจจุบันพบว่าเป็นดังภาพที่ 6-47

ภาพที่ 6-47   จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับรายงานจากโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2535-2544

แหล่งข้อมูล :กองระบาดวิทยา   สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
หมายเหตุ ยังมีผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน   คาดว่าน่าจะมีจำนวนผู้ป่วยเอดส์มากกว่านี้ประมาณ 30-60%
             *   นักเรียนคิดว่าจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร เพราะเหตุใด

             จากการศึกษาจำนวนเซลล์ทีของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV พบว่าจำนวนเซลล์ทีเป็นดังภาพที่ 6-48

ภาพที่ 6-48 จำนวนเซลล์ทีของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV

             *   นักเรียนคิดว่าในระยะแรกจำนวน HIV ลดลงและเพิ่มขึ้นในปีหลัง ๆ เพราะเหตุใด
             *   จากกราฟนี้เมื่อได้รับเชื้อ HIV จำนวนเซลล์ทีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร   และคิดว่ามีผลต่อร่างกายของผู้ป่วยอย่างไร

             โรคเอดส์  เป็นโรคที่มีอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่อง   อันเกิดจากเชื้อไวรัสชนิด HIV เข้าไปเจริญเพิ่มจำนวนในเซลล์ที่ผู้ช่วยและทำลายเซลล์ทีในเวลาต่อมา   ซึ่งมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมหรือบกพร่องลง   ร่างกายจึงอ่อนแอและติดเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งเป็นโรคมะเร็งบางชนิดได้ง่าย   ไวรัสเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ไขกระดูก สมอง ปอด ไต และดวงตา เป็นต้น   นอกจากนี้   ไวรัส HIV  ยังพบในสารคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกาย เช่น เลือด อสุจิ น้ำนม น้ำตา และน้ำลาย เป็นต้น

เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต
          หัวข้อ : โรคเอดส์ ลิงค์ไปที่ http://www.ipst.ac.th/ biology/Bio-Articles/monthly-mag.html 

             นักเรียนคงสงสัยว่าทำไมติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น เช่น ไวรัสหวัด ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสไข้เลือดออก เป็นต้น   เมื่อเกิดภูมิต้านทานต่อเชื้อแล้วร้อยละ 90 ของคนไข้จะหายจากโรค   แต่คนที่ติดเชื้อ HIV แม้ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อ HIV นี้ก็ตาม   แต่ในที่สุดภูมิต้านทานจะเสียไป   อาการก็ทรุดลงเรื่อยๆ และเสียชีวิตในที่สุด   สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากเชื้อ HIV มีลักษณะพิเศษต่างจากเชื้อไวรัสอื่นๆ 4 ประการ

             1.   เชื้อ HIV จะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวของร่างกายชนิดเซลล์ทีผู้ช่วยจึงทำให้ไม่มีสารที่จะไปกระตุ้นเซลล์ บี แบ่งตัวเพื่อสร้างเซลล์พลาสมา   ประสิทธิภาพของการสร้างแอนติบอดีที่จะทลายแอนติเจนต่างๆ จึงลดลง
             2.   เชื้อ HIV เพิ่มจำนวนและมีการกลายพันธุ์ได้ง่าย   ดังนั้นในช่วงแรกๆ ของการติดเชื้อ   ร่างกายจะมีการสร้างภูมิต้านทานสำหรับเชื้อ HIV แต่ในระยะต่อๆ มาเชื้อกลายพันธุ์ไปบางส่วน   ทำให้ภูมิต้านทานที่สร้างขึ้นมาแล้วนั้นไม่สามารถทำลายเชื้อ HIV ให้หมดไปได้
             3.   เชื้อ HIV เจริญและเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวเซลล์ทีผู้ช่วย   และใช้องค์ประกอบต่างๆ ในเซลล์เม็ดเลือดขาวในการเพิ่มปริมาณเชื้อ HIV และแพร่กระจายไปสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นต่อไป
             4.   เชื้อ HIV มีสารพันธุกรรมเป็น RNA ซึ่งเมื่อเข้าสู่เซลล์จะสร้างสารพันธุกรรมในรูป DNA และแทรกเข้าไปอยู่ใน DNA ของเซลล์   ซึ่งอาจทำหน้าที่สร้างไวรัสหรือแฝงตัวอยู่เป็นเวลาก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้สร้างไวรัส
             ดังนั้นจึงได้มีการรายงานว่างมีคนติดเชื้อ HIV แล้วจะหายจากโรคเอดส์นี้ได้   การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด   ทางการแพทย์มีหลักฐานที่สำคัญที่จะระบุว่าโรคเอดส์มีการระบาดและการติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การได้รับเลือดที่มีเชื้อ HIV การคลอดจากแม่ที่ติดเชื้อ

             *   นักเรียนคิดว่าควรจะมีวิธีการป้องกันการติดเชื้อ HIV อย่างไร
             *   นักเรียนว่าคนที่ได้รับเชื้อ HIV เมื่อรู้ตัวว่าเป็นเอดส์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะมีอายุยืน
             *   นักเรียนคิดว่าจะป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ได้อย่างไรและใคร หรือหน่วยงานใดควรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาแพร่ระบาดของเอดส์

ภาพที่  4 - 69 ไวรัสโรคเอดส์ทำลายเซลล์ทีผู้ช่วย (CD4+)

กิจกรรมเสนอแนะ
             1.   ให้นักเรียนค้นคว้า รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเอดส์หรือการเป็นโรคเกี่ยวข้อกับระบบภูมิคุ้มกันของคนในท้องถิ่น และในประเทศ ในแง่ต่าง ๆ ดังนี้
                -   สถิติของผู้ป่วย
                -   สาเหตุของการเป็นโรค
                -   อาการของโรค
                -   แนวทางในการป้องกันโรค
             2.   จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ในโรงเรียน
             ธรรมชาติได้สร้างให้มีระบบภูมิคุ้มกัน   เพื่อต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ   ซึ่งแพร่ระบาดอยู่ทั่วไป   ร่างกายมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโรค   และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ   ตลอดเวลา  แต่การเกิดโรคขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคและความแข็งแรงของร่างกาย   ซึ่งจะทำให้คนที่ได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นแสดงอาการของโรคหรือไม่   นอกจากระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายมีอยู่ในสภาพปกติแล้ว   ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังช่วยให้มนุษย์ได้คิดวิธีการที่จะรักษาโรคได้มากมาย   แต่เชื้อโรคก็มีวิวัฒนาการ เช่น กรณีของเชื้อมาลาเลียและเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ มนุษย์จึงต้องมรการค้นคว้าหาวิธีที่จะเอาชนะโรคต่างๆ ต่อไป

กิจกรรมท้ายบทที่
1.   จงระบุความเหมือนกันของการแลกเปลี่ยนแก๊สของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และของคนมาสัก 3 ข้อ
2.   ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลืองเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร
3.   มีผู้กล่าวว่าระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด   ไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างซับซ้อน   นักเรียนเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้หรือไม่ เพราะเหตุใด
4.   ถ้านักเรียนเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามจะสร้างหลอดเลือดเทียมเพื่อช่วยผู้ป่วย   นักเรียนจะเลือกใช้วัสดุที่มีลักษณะอย่างไรสำหรับสร้างหลอดเลือดเทียม เพราะเหตุใด
5.   ในการศึกษาผลของการออกกำลังกายต่ออัตราการเต้นของหัวใจของคนที่สูบบุหรี่ กับคนที่มี่สูบบุหรี่ ที่มีอายุเท่ากัน เพศเดียวกันและน้ำหนักเท่ากัน โดยแบ่งคนที่จะศึกษาออกเป็น 4 กลุ่ม
             กลุ่มที่ 1 กระโดดเชือก 10 ครั้ง
             กลุ่มที่ 2 กระโดดเชือก 20 ครั้ง
              กลุ่มที่ 3 กระโดดเชือก 30 ครั้ง
             กลุ่มที่  4 กระโดดเชือก 40 ครั้ง
จับชีพจรเป็นเวลา 15 วินาที ก่อนและหลังกระโดดเชือก
             5.1   การทดลองนี้มีสมมติฐานว่ายอย่างไร
             5.2   ตัวแปรควบคุมของการทดลองนี้ได้แก่อะไรบ้าง
             5.3   นักเรียนคาดว่าผลการทดลองน่าจะเป็นเช่นใด   เพราะเหตุใด
6.   จงสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผลของการสูบบุหรี่   การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการกินอาการที่มีกรดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเทอรอลสูง   ว่ามีผลต่อหลอดเลือดและหัวใจอย่างไร   และเขียนคำบรรยายสั้น ๆ เพื่อให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปและรณรงค์ให้มีการป้องกันโรคหัวใจ   และคอเลสเทอรอลในหลอดเลือด
7.   เด็กเกิดใหม่คนหนึ่งมีรูเล็กระหว่างที่กั้นหัวใจห้องเวนตริเคิลซ้ายและห้องเวนตริเคิลขวานักเรียนคิดว่าจะมีผลต่อเด็กที่เกิดใหม่อย่างไร เพราะเหตุใด และนักเรียนคิดว่าต้องแก้ไขอย่างไร
8.   จงอธิบายว่าเหตุใดคนที่เกิดเป็นโรคไตเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้   ถึงแม้หัวใจจะทำงานเป็นปกติก็ตาม
9.   ถ้าแมลงมีขนาดใหญ่ เช่น ถ้าตั๊กแตนมีความยาวลำตัว 50 นิ้ว หรือมดมีลำตัวยาว 40 นิ้ว   นักเรียนจงอธิบายความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของแมลงกับสิ่งแวดล้อม
10.    จากการศึกษาความเข้มข้นของออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ กรดแลกติดในเลือด และอัตราการหายใจ ก่อนและหลังออกกำลังกายเป็นดังตารางต่อไปนี้

ประเด็นที่ศึกษา ก่อนออกกำลังกาย ลังออกกำลังกาย
ความเข้มข้นของออกซิเจน 15 หน่วย  / \displaystyle cm^3 10 หน่วย  / \displaystyle cm^3
ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ 50 หน่วย  / \displaystyle cm^3 55 หน่วย  / \displaystyle cm^3
ความเข้มข้นของกรดแลกติก 10 หน่วย  / \displaystyle cm^3 35 หน่วย  / \displaystyle cm^3
อัตราการหายใจ 12 ครั้ง / นาที 28 ครั้ง/ นาที

   นักเรียนจะอธิบายข้อมูลนี้ว่าอย่างไร
11.   ถ้าผนังของหลอดเลือดฝอยของโกลเมอรูลัสถูกทำลายหรือฉีกขาด   นักเรียนคิดว่าจะพบสารใดบ้างที่ไม่ควรพบในน้ำปัสสาวะ
12.   นักเรียนจะแนะนำผู้ที่จะเดินทางไปในที่แห้งแล้งและร้อนจัด   เกี่ยวกับการจัดเตรียมรายการอาหารสำหรับรับประทานตลอดการเดินทางอย่างไร   จึงจะสามารถรักษาดุลยภาพของร่างกายไว้ได้ เพราะเหตุใด
13.   จากการศึกษาพบว่าผลของการดื่มน้ำกับการขับถ่ายปัสสาวะ   โดยให้ผู้ทดลองดื่มน้ำ 1 ลิตร และเก็บปริมาณปัสสาวะในทุก 15 นาที แล้วนำมาเขียนเป็นกราฟจะได้กราฟดังนี้

จากข้อมูลนี้นักเรียนจะนำมาใช้เกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพของของเหลวในร่างกายอย่างไร

14.   บุคคลที่ไตทำงานล้มเหลวต้องไปฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อขจัดของเสียออกจากเลือดทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้  คือนำไตที่มีผู้บริจาคมาปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วย   นักเรียนจงสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกถ่ายไต   ว่ามีข้อดีอย่างไร   และผลกระทบที่ต้องระวัง   และสัมภาษณ์แพทย์หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต   พร้อมทั้งเขียนบทความเรื่องของปลูกถ่ายไต
15.   จงเปรียบเทียบการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซด์กับลิมโฟไซด์ชนิดเซลล์ที เมื่อมีสิ่งแปลกปอลมเข้าสู่ร้างกาย
16.   ทำไมแพทย์จึงจำเป็นต้องให้ความรู้เกี่ยวกับการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
17.   นายแดงได้ให้เลือดกับนายขาวซ่างเสียเลือด   เนื่องจากจากประสบอุบัติเหตุ 1 ปีต่อมานายแดงป่วยจำเป็นจะต้องรับเลือดจากผู้บริจาค   แต่แพทย์ไม่อนุญาตให้ใช้เลือดของนายขาว   เพราะเหตุใดนายแดงรับเลือดจากนายขาวไม่ได้  จงอธิบาย