วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-การเตรียมสารละลาย | บทเรียน วิชาการ.คอม
เคมี
 

การเตรียมสารละลาย

สร้างเมื่อ 13 ก.ค. 2554 16:25:25
  • ระดับม.4
  • 35,531 view

การเตรียมสารละลาย
         ในการปฏิบัติการทางเคมีส่วนใหญ่ใช้สารรูปของสารละลาย จึงจำเป็นต้องเตรียมสารละลายให้มีความเข้มข้นตรงกับที่ต้องการ ถ้าสารละลายมีความเข้มข้นคลาดเคลื่อนอาจมีผลต่อการทดลองได้ สารละลายที่เตรียมได้จะมีความเข้มข้นเที่ยงตรงเพียงใดขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของสารการชั่งตัวละลายและตัวทำละลาย การวัดปริมาตรของสารละลาย โดยปกติการเตรียมสารละลายในห้องปฏิบัติการเพื่อใช้ในงานวิเคราะห์ที่ต้องการความละเอียดสูง จะต้องใช้เครื่องชั่งสารได้ถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 4  ของกรัม คืออ่านค่าได้ละเอียดถึง 0.0001 กรัม ส่วนภาชนะที่ใช้เตรียมสารละลายและวัดปริมาตร จะใช้ขวดวัดปริมาตรซึ่งมีขนาดต่างๆ กัน ดังรูป 4.5

รูป 4.5 ตัวอย่างขวดวัดปริมาตรขนาดต่างๆ

         การเตรียมสารละลาย ทำได้โดยนำสารบริสุทธิ์มาละลายในตัวทำละลายโดยตรง หรือนำสารละลายที่มีอยู่แล้วมาเติมตัวทำละลายเพื่อทำให้สารละลายเจือจางลง รายละเอียดของการเตรียมสารละลายทั้งสองวิธีดังนี้
         (1) การเตรียมสารละลายจากสารบริสุทธิ์ ทำได้โดยละลายสรบริสุทธิ์ตามปริมาณที่ต้องการในตัวทำละลายปริมาณเล็กน้อย แล้วปรับปริมาตรของสารละลายให้ได้ตามที่ต้องการเตรียม เช่น ต้องการเตรียมสารละลาย NaC1 เข้มข้น 1.0 โมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร จำนวน 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีขั้นตอนดังนี้

            ขั้นที่ 1 คำนวณหาปริมาตรตัวละลาย
         มวลของ NaCl ที่จะใช้เตรียมสารละลายให้มีความเข้มข้น 1.0mol/\displaysyledm^3 ปริมาตร
\displaysyle250cm^3 คำนวณได้ดังนี้

             = 14.610 g
แสดงว่าต้องชั่ง NaCl จำนวน 14.610 g

            ขั้นที่ 2 การทำให้เป็นสารละลาย
         เมื่อชั่ง NaCl ตามปริมาณที่คำนวณได้คือ 14.610 กรัมแล้ว นำมาละลายด้วยน้ำกลั่นประมาณ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตรในบีกเกอร์ เทสารละลายผ่านกรวยลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร  ใช้น้ำกลั่นจำนวนเล็กน้อยล้างบีกเกอร์อีก 2-3 ครั้งและเทผ่านกรวยจนสารละลายถูกชะลงไปหมด ปริมาตรสารละลายในขวดไม่ควรเกิน 2 ใน 3 ของปริมาตรทั้งหมด เขย่าขวดเพื่อให้สารละลายผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เติมน้ำกลั่นลงไปทีละน้อยจนส่วนโค้งต่ำสุดของผิวสารละลายอยู่ตรงกับขีดบอกปริมาตรที่คอขวด ปิดจุกขวดให้แน่นแล้วคว่ำขวด เขย่าเบาๆ จนสารผสมกันเป็นเนื้อเดียว สารละลายที่เตรียมได้จะมีความเข้มข้นและปริมาตรตามต้องการ

รูป 4.6 การเตรียมสารละลาย \displaysyleKMnO_4จากผลึกของ\displaysyleKMnO_4

         ในสารละลายของสารที่ศึกษามาแล้ว จะพบว่าสารบางชนิดเมื่อละลายในน้ำแล้วมีอุณหภูมิสูงขึ้น บางชนิดมีอุณหภูมิลดลงความร้อนที่ถ่ายเทระหว่างขวดวัดปริมาตรกับสารละลายมีผลทำให้ขวดวัดปริมาตรมีปริมาตรคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ในขณะเตรียมสารละลายจึงต้องเติมน้ำลงในขวดวัดปริมาตรให้ต่ำกว่าขีดบอกปริมาตรและตั้งขวดวัดปริมาตรไว้ เมื่อสารละลายมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้องแล้วจึงเติมน้ำอีกครั้งเพื่อปรับให้ระดับของสารละลายถึงขีดบอกปริมาตรพอดี

            ขั้นที่ 3 เก็บสารละลายและอุปกรณ์
         เมื่อเตรียมสารละลายเสร็จแล้ว ถ่ายใส่ภาชนะเก็บสารและปิดจุกให้เรียบร้อย ปิดฉลากโดยระบุชื่อสาร สูตรเคมีความเข้มข้นและวันที่เตรียมสารละลาย แล้วล้างขวดวัดปริมาตรและจุกให้สะอาด วางคว่ำไว้จนแห้งจึงปิดจุกแล้วเก็บไว้ในตู้อุปกรณ์

         (2) การเตรียมสารละลายจากสารละลายเข้มข้น
         โดยปกติในห้องปฏิบัติการจะมีสารละลายที่เตรียมไว้แล้วเหลืออยู่ เมื่อต้องการใช้สารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าสารละลายที่มีอยู่เดิม อาจทำได้โดยการเพิ่มปริมาตรของตัวทำละลาย เช่น ต้องการเตรียมสารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด์เข้มข้น 0.1 โมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร จำนวน 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร จากสารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด์เข้มข้น 2.0 โมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร มีขั้นตอนดังนี้

            ขั้นที่ 1 คำนวณหาปริมาณตัวละลาย
         เป็นการหาจำนวนโมลของตัวละลายในสารละลายที่ต้องการเตรียม ทำดังนี้

               = 0.01 mol
        สารละลายที่ต้องการเตรียมมี KI  0.01 โมล


            ขั้นที่ 2 คำนวณหาปริมาตรของสารละลายเดิมที่ต้องนำมาเตรียมสารละลายใหม่ โดยใช้ปริมาณตัวละลายที่คำนวณได้จากขั้นที่ 1 ทำดังนี้

  =  \displaysyle5cm^3

            ขั้นที่ 3 ทำสารละลายให้เจือจาง
         ใช้ปิเปตต์ดูดสารละลาย KI 2 โมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร จำนวน 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร มาถ่ายลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วเติมน้ำกลั่นด้วยวิธีเดียวกับขั้นที่ 2 ในข้อ (1) จนสารละลายมีปริมาตรเป็น 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ปิดจุกขวดแล้วคว่ำขวดเขย่าจนสารผสมเป็นเนื้อเดียว จะได้สารละลายที่มีความเข้มข้นและปริมาตรตามต้องการ
            ขั้นที่ 4  การเก็บสารละลาย ปฏิบัติเช่นเดียวกับขั้นที่ 3 ของวิธีเตรียมสารละลายจากสารบริสุทธิ์
         การทำสารละลายเข้มข้นให้เจือจางลงนั้น ความเข้มข้นจะถูกต้องเพียงใดขึ้นอยู่กับการวัดปริมาตร และการเลือกใช้อุปกรณ์ในการวัด อุปกรณ์หนึ่งที่ใช้วัดปริมาตรของสารละลายได้แม่นยำคือปิเปตต์ ส่วนอุปกรณ์วัดปริมาตรของสารละลายที่เตรียมขึ้นใหม่ยังคงใช้ขวดวัดปริมาตรเช่นเดียวกัน การเตรียมสารละลายที่มีความเข้มข้นโดยประมาณ อาจใช้กระบอกตวงขนาดที่เหมาะสมวัดปริมาตรของสารละลายแทนปิเปตต์ได้

รูป 4.7 ปิเปตต์ชนิดต่างๆ

การเตรียมสารละลายตามวิธีการที่กล่าวมาแล้วสามารถฝึกปฏิบัติจากการทดลองต่อไปนี้

         การทดลอง 4.1 การเตรียมสารละลาย
                  ตอนที่ 1 เตรียมสารละลายโซเดียมคลอไรด์ 0.4mol/\displaysyledm^3 จำนวน 250 \displaysylecm^3
                              1. คำนวณหามวลของโซเดียมคลอไรด์ที่ต้องการใช้และชั่งสารด้วยเครื่องชั่งอย่างละเอียด
                              2. ใส่ NaCl จากข้อ 1 ในบีกเกอร์และเติมน้ำกลั่นประมาณ \displaysyle 50cm^3 คนจน NaCl ละลายหมดเทสารละลายที่ได้ผ่านกรวยลงในขวดวัดปริมาตรขนาด \displaysyle 250cm^3
                              3. ล้างบีกเกอร์จากข้อ 2 ด้วยน้ำกลั่นเล็กน้อยแล้วเทลงในขวดวัดปริมาตรแล้วทำซ้ำอีก 2-3 ครั้ง
                              4. เติมน้ำกลั่นลงในขวดวัดปริมาตรอย่างช้าๆ ปิดจุกและเขย่าขวด แล้วเติมน้ำกลั่นจนสารละลายถึงขีดบอกปริมาตร ปิดจุกและคว่ำขวดเขย่าเบาๆ จนสารผสมเป็นเนื้อเดียวกัน

  • ในการเตรียมสารละลาย เหตุใดจึงไม่เติมน้ำกลั่นให้ถึงขีดบอกปริมาตรในครั้งเดียว
  • ถ้าต้องการเตรียมสารละลายที่มีความเข้มข้นเท่าเดิม แต่มีปริมาตร100cm^3 จะต้องใช้ NaCl กี่กรัม
  • NaCl ที่ใช้ในการทดลองนี้สามารถใช้เตรียมสารละลายที่มีความเข้มข้น 0.5mol/dm^3 ได้ปริมาตรเท่าใด

                  ตอนที่ 2  เตรียมสารละลายโซเดียมคลอไรด์เจือจางจากสารละลายโซเดียมคลอไรด์เข้มข้น
1.  ใช้ปิเปตต์ขนาด \displaysyle10cm^3 ดูดสารละลาย NaCl จากตอนที่ 1 และถ่ายลงในขวดวัดปริมาตรขนาด \displaysyle100cm^3
2.  เติมน้ำกลั่นลงในขวดวัดปริมาตร ปิดจุกและเขย่าขวด แล้วเติมน้ำกลั่นตนถึงขีดบอกปริมาตรปิดจุกแล้วคว่ำขวดเขย่าเบาๆจนสารผสมเป็นเนื้อเดียวกัน

  • สารละลายที่เตรียมได้มีความเข้มข้นเท่าใดในหน่วยโมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร

         การเตรียมสารละลายโดยทำให้เจือจางทำให้ความเข้มข้นของสารละลายลดลงเพราะว่าในสารละลายมีตัวละลายคงที่ แต่มีการเติมตัวทำละลายลงไปเพื่อทำให้ปริมาตรของสารละลายเพิ่มขึ้น   การคำนวณหาความเข้มข้นของสารละลายหลังการทำให้เจือจางแล้วทำได้ดังนี้

ถ้าให้ \displaysyleM_1  เป็นความเข้มข้นของสารละลายก่อนทำให้เจือจาง \displaysyle\left({mol/dm^3}\right)
         \displaysyleM_2  เป็นความเข้มข้นของสารละลายหลังทำให้เจือจาง \displaysyle\left({mol/dm^3}\right)
         \displaysyleV_1  เป็นปริมาตรของสารละลายก่อนทำให้เจือจาง \displaysyle\left({mol/dm^3}\right)
         \displaysyleV_2  เป็นปริมาตรของสารละลายหลังทำให้เจือจาง \displaysyle\left({mol/dm^3}\right)

หรือ จำนวนโมลของตัวละลาย =\displaysyleM_1V_1……(1)

หรือ จำนวนโมลของตัวละลาย = \displaysyleM_2V_2……(2)

         ก่อนทำสารละลายเข้มข้นให้เจือจางลง จำนวนโมลของตัวละลายก่อนและหลังการทำให้เจือจางจะมีค่าเท่าเดิม
ดังนั้น \displaysyleM_1V_1=\displaysyleM_2V_2

         ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นกับปริมาตรนี้สามารถนำไปใช้คำนวณหาปริมาตรของสารละลายเดิมที่ต้องนำมาใช้เตรียมสารละลายได้โดย \displaysyleM_1M_2 และ \displaysyleV_1V_2 จะต้องเป็นหน่วยเดียวกัน

         การทำปฏิบัติการในบางเรื่องจำเป็นต้องใช้สารละลายที่ทราบความเข้มข้นที่แน่นอนซึ่งเรียกว่า สารละลายมาตรฐาน ดังนั้นการชั่งสารให้ทราบค่าอย่างละเอียด การเตรียมสารละลายด้วยวิธีการที่ถูกต้องและมีความแม่นยำจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่มีสารบางชนิดอาจชั่งให้แม่นยำได้ยากเนื่องจากสารเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำปฏิกิริยากับสารที่เป็นองค์ประกอบกับสารในบรรยากาศเช่น น้ำ เมื่อนำมาเตรียมสารละลายจึงได้สารละลายที่มีความเข้มข้นไม่ถูกต้องด้วย การเตรียมสารละลายของสารชนิดนี้ให้ได้ความเข้มข้นตามต้องการ ทำได้โดยนำสารละลายของสารชนิดนี้ที่ทราบปริมาตรแน่นอนมาไทเทรต หรือทำปฏิกิริยากับสารละลายมาตรฐานอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า  สารละลายมาตรฐานปฐมภูมิ เมื่อทราบปริมาตรและความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานปฐมภูมิแล้วจะสามารถคำนวณหาความเข้มข้นที่แน่นอนของสารละลายที่เตรียมขึ้นได้ กระบวนการเตรียมสารละลายมาตรฐานดังกล่าวเรียกว่า การเทียบมาตรฐาน สารละลายที่ผ่านการเทียบมาตรฐานแล้วเรียกว่า สารละลายมาตรฐานทุติยภูมิ ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์หาความเข้มข้นของสารละลายอื่นๆที่ไม่ทราบความเข้มข้นต่อไปได้
         สารที่สามารถใช้เตรียมสารละลายมาตรฐานปฐมภูมิต้องมีสมบัติดังนี้คือ ไม่ทำปฏิกิริยาหรือไม่ดูดซับสารในบรรยากาศ เช่น ไอน้ำ ออกซิเจน หรือคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีความบริสุทธิ์สูง มีมวลโมเลกุลหรือมวลสูตรสูง ละลายในตัวทำละลายได้ดีและไม่เป็นพิษ

  • จงสืบค้นข้อมูลเพื่อหาตัวอย่างสารที่สามารถใช้เตรียมสารละลายมาตรฐานปฐมภูมิ

แบบฝึกหัด 4.7
1. ถ้าต้องการเตรียมสารละลายเลด (II) ไนเตรต 0.05mol/\displaysyledm^3 จำนวน \displaysylecm^3 จากสารละลายเลด (II) ไนเตรตเข้มข้น 0.2mol/\displaysyledm^3
ก. จะต้องใช้สารละลายเลด (II) ไนเตรต 0.2mol/\displaysyledm^3 ปริมาตรเท่าใด
ข. สารละลายที่เจือจางแล้วมีเลด (II) ไนเตรตละลายอยู่กี่กรัม

2. ถ้าต้องการเตรียมสารละลายแมกนีเซียมซัลเฟลต 0.1 mol/\displaysyle dm^3 จำนวน\displaysyle100cm^3 จะต้องใช้แมกนีเซียมซัลเฟต \displaysyle\left({MgSO_4\cdot7H_2O}\right) กี่กรัม

3. จงอธิบาย
ก. วิธีเตรียมสารละลายซิลเวอร์ไนเตรต 0.1mol/\displaysyledm^3 จำนวน \displaysyle250cm^3 จากผลึกซิลเวอร์ไนเตรต
ข. วิธีเตรียมสารละลายซิลเวอร์ไนเตรต 0.025mol/\displaysyledm^3 จำนวน \displaysyle500cm^3 จากสารละลายที่เตรียมไว้ในข้อ ก.

4. ถ้าต้องการเตรียมสารละลายโพแทสเซียมไอโอไดด์ 2mol/\displaysyledm^3 จำนวน\displaysyle250cm^3 จะต้องใช้โพแทสเวียมไอโอไดด์กี่กรัม

5. เลด (II) ไนเตรต 3.31 g ใช้เตรียมสารละลายเข้มข้น 0.25mol/\displaysyledm^3 ได้กี่ลูกบาศก์เซนติเมตร

6. ถ้ามีแบเรียมคลอไรด์ 2.08 g ต้องการเตรียมสารละลายเข้มข้น 0.05mol/\displaysyledm^3 จำนวน  \displaysyle400cm^3
ก. จะทำได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ข. จะเตรียมสารละลายเข้มข้น 0.05 mol/\displaysyle dm^3 ได้ปริมาตรมากที่สุดเท่าใด

7. ความเข้มข้นของสารละลายในหน่วยโมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตรของสารละลายผสมต่อไปนี้มีค่าเท่าใด (เมื่อถือว่าปริมาตรของสารละลายผสมมีค่าเท่ากับผลรวมของปริมาตรของสารละลายเริ่มต้น)
ก. สารละลาย \displaysyleZnSO_40.60mol/dm^3¨Ó¹Ç¹70.0cm^3¡Ñº¹éÓ500cm^3
ข. สารละลาย \displaysyleHCI1.0mol/dm^3¨Ó¹Ç¹100cm^3¡ÑºÊÒÃÅÐÅÒÂHCI2.0mol/dm^3¨Ó¹Ç¹100cm^3

8. จงคำนวณหาปริมาตรของสารละลายเริ่มต้น ที่ต้องนำมาใช้ในการเตรียมสารละลายต่อไปนี้
ก. เตรียมสารละลาย  \displaysyleHCI 6.0mol/dm^3¨Ó¹Ç¹500cm^3¨Ò¡ÊÒÃÅÐÅÒÂHCI12mol/dm^3
ข. เตรียมสารละลาย  \displaysyleHNO_31.0mol/dm^3¨Ó¹Ç¹100cm^3¨Ò¡ÊÒÃÅÐÅÒÂHNO_316mol/dm^3

 

สมบัติบางประการของสารละลาย
         สารละลายจัดเป็นสารเนื้อเดียว เตรียมได้จากการผสมสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปเข้าด้วยกัน สมบัติบางประการของสารละลายจะเหมือนหรือแตกต่างจากสมบัติของตัวทำละลายบริสุทธิ์อย่างไร ให้ศึกษาจากการทดลองต่อไปนี้

         การทดลอง 4.2 การหาจุดเดือดของสารบริสุทธิ์และสารละลาย
1.    ใส่เอทานอล 5 หยดลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก ใส่หลอดคะปิลลารีที่หลอมปิดบริเวณห่างจากปลายหนึ่งประมาณ 0.5 cm ลงไปในหลอดทดลอง โดยให้ปลายที่อยู่ใกล้ส่วนที่หลอมอยู่ด้านล่างและจุ่มอยู่ในเอทานอล
2.    ใช้ด้ายผูกหลอดทดลองในข้อ 1 ติดกับเทอร์มอมิเตอร์ โดยใช้กันหลอดทดลองอยู่ระดับเดียวกันกับกระเปาะของเทอร์มอมิเตอร์แล้วนำไปจุ่มในบีกเกอร์ขนาด \displaysyle 400cm^3 ที่ใส่น้ำไว้ประมาณสองในสามส่วน ดังรูป 4.8
3.    ต้มน้ำในบีกเกอร์และใช้แท่งแก้วคนตลอดเวลาเมื่อสังเกตเห็นฟองแก๊สปุดออกมาเป็นสายจากหลอดคะปิลลารี หยุดให้ความร้อนและสังเกตต่อไปจนกระทั่งมีแก๊สฟองสุดท้ายปุดออกมาบันทึกอุณหภูมิขณะนั้น
4.    ทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 1-3 โดยใช้สารละลายกลีเซอรอลในเอทานอลเข้มข้น 2mol/kg แทนเอทานอลบริสุทธิ์

รูป 4.8 การหาจุดเดือดของสารบริสุทธิ์และสารละลาย

 

  • จากการทดลอง 4.2 จุดเดือดของเอทานอลและจุดเดือดของสารละลายที่มีเอทานอลเป็นตัวทำละลายแตกต่างกันอย่างไร

ให้นักเรียนพิจารณาข้อมูลจุดเดือดของตัวทำละลายและสารละลายบางชนิดในตาราง 4.5

         ตาราง 4.5 ความเข้มข้นและจุดเดือดของสารบางชนิด

สาร ความเข้มข้น (mol/kg) จุดเดือด(\displaystyle{}^0C)
เอทานอล - 78.50
สารละลายกลีเซอรอลในเอทานอล 1 79.72
สารละลายกลีเซอรอลในเอทานอล 2 80.94
สารละลายกลีเซอรอลในเอทานอล 1 79.72
สารละลายกลีเซอรอลในเอทานอล 2 80.94
  • พิจารณาข้อมูลจากตาราง 4.5 และอธิบายว่าจุดเดือดของสารในแต่ละหัวข้อต่อไปนี้แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร

        1.   สารละลายกลีเซอรอลในเอทานอลที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน
        2.   สารละลายกรดโอเลอิกในเอทานอลที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน
        3.   สารละลายกลีเซอรอลในเอทานอลกับสารละลายโอเออิกในเอทานอลทั้งที่มีความเข้มข้นเท่ากันและแตกต่างกัน

         จากผลการทดลองในตอนแรกที่สังเกตเห็นฟองแก๊สปุดออกมาอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าความดันไอในหลอดคะปิลลารีมากกว่าความดันบรรยากาศ ในที่สุดเมื่อความดันไอในหลอดคะปิลลารีเท่ากับความดันบรรยากาศก็จะไม่มีฟองแก๊สปุดออกมาอีก จึงถือได้ว่าอุณหภูมิขณะที่ฟองแก๊สสุดท้ายปุดออกมาเป็นจุดเดือดของของเหลวนั้น เนื่องจากจุดเดือดของของเหลวคืออุณหภูมิขณะที่ความดันไอของของเหลวมีค่าเท่ากับความดันบรรยากาศ
         นักเรียนได้ทดลองหาจุดเดือดของสารบริสุทธิ์และสารละลายมาแล้ว ต่อไปจะได้ทดลองหาจุดหลอมเหลวของสารเพื่อศึกษาเปรียบเทียบว่า สารละลายกับสารบริสุทธิ์จะมีจุดหลอมเหลวแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

         การทดลอง 4.3 การหาจุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารละลาย

1.  หลอมหลอดคะปิลลารีจนปลายด้านหนึ่งปิดปล่อยไว้ให้เย็นแล้วจึงบรรจุแนฟทาลีนที่บดละเอียดแล้วลงไปสูงประมาณ 0.2 cm
2.  ใช้ด้านผูกหลอดคะปิลลารีติดกับเทอร์มอมิเตอร์แล้วจุ่มลงในบีกเกอร์ขนาด \displaysyle100cm^3 ซึ่งบรรจุน้ำประมาณสองในสามส่วนดังรูป 4.9
3.  ต้มน้ำในบีกเกอร์แล้วใช้แท่งแก้วคนตลอดเวลา สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงในหลอดคะปิลลารี บันทึกอุณหภูมิเมื่อสารในหลอดคะปิลลารีเริ่มหลอมเหลว และหลอมเหลวหมด
4.   ทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 1-3 โดยใช้สารละลายกรดเบนโซอิกในแนฟทาลีนเข้มข้น 0.5 mol/kg แทนเนฟทาลีนบริสุทธิ์

รูป 4.9 การหาจุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารละลาย

  • จากการทดลอง 4.3 ช่วอุณหภมูของการหลอมเหลวของแนฟทาลีนกับสารละลายที่มีแนฟทาลีนเป้นตัวทำละลายแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร
     

  ให้นักเรียนพิจารณาข้อมูลแสดงช่วงอุณหภูมิของการหลอมเหลวของตัวทำละลายและสารละลายบางชนิดในตาราง 4.6

         ตาราง 4.6 ความเข้มข้นและช่วงอุณหภูมิของการหลอมเหลวของสารบางชนิด