วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-การสืบพันธุ์ | บทเรียน วิชาการ.คอม
ชีววิทยา
 

การสืบพันธุ์

สร้างเมื่อ 22 ก.ย. 2554 12:02:32
  • ระดับม.5
  • 55,492 view

บทที่ 11 การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต

 

               มวนเป็นแมลงที่พบทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย เมื่อโตเต็มวัยจะผสมพันธุ์และวางไข่ ซึ่งไข่จะฟักเป็นตัวใหม่ต่อไป การสืบพันธุ์เป็นสมบัติของสิ่งมีชีวิตทั่วไป เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ไม่ให้สูญพันธุ์ไปตามการเวลา

          นักเรียนเคยสงสัยหรือไม่ว่าสัตว์แต่ละชนิดมีการสืบพันธุ์เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีทั้งพ่อและแม่เหมือนมนุษย์ เหตุใดเราจึงไม่เคยเห็นผู้ชาย หรือสัตว์เพศผู้ตั้งท้อง และเมื่อคลอดออกมาสัตว์เหล่านั้นสามารถเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยและเข้าสู่วัยชราได้อย่างไร นักเรียนจะได้ศึกษา

ในบทต่อไปนี้

11.1 การสืบพันธุ์

        นักเรียนได้ทราบมาแล้วว่าสิ่งมีชีวิตแตกต่างจากสิ่งไม่มีชีวิต คือ มีความสารถในการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตใหม่จากสิ่งมีชีวิตเดิมซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงพันธุ์ให้คงไว้ได้ การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป นักเรียนจะได้ศึกษาจากหัวข้อต่อไปนี้

คำถามนำ

ถ้าสัตว์มีชีวิตไม่มีการสืบพันธุ์จะเกิดผลอย่างไร สิ่งมีชีวิตมีการสืบพันธุ์แตกต่างกันอย่างไร

 

 11.1.1 การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว 

                สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมีการสืบพันธุ์แบบทั้งอาศัยเพศและไม่

อาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศส่วนใหญ่เป็น การแบ่งเซลล์เป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน  (binary fission) เช่น อะมีบา พารามีเซียมสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดสืบพันธุ์โดย การแตกหน่อ  (budding)เช่น ยีสต์ ดังภาพที่ 11-1

ภาพที่ 11-1 การแบ่งเซลล์เป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน ก.อะมีบา ข. พารามีเซียม ค. การแตกหน่อของยีสต์ 

       บางครั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็มีพฤติกรรมการสืบพันธุ์คล้ายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เช่น พารามีเซียม เซลล์มี 2 นิวเคลียสคือไมโครนิวเคลียส (micronycleus) และ แมโครนิวเคลียส  (macronucleus)  พารามีเซียม 2 เซลล์จะมาจับคู่กัน (conjugation)เพื่อแรกเปลี่ยนสารพันธุกรรม จากนั้นจึงแยกกันและแบ่งเซลล์เพิ่มจะนวนตามปกติ

-การสืบพันธุ์แบบแบ่งเซลล์เป็น 2 ส่วนเท่าๆ กันต่างจากการแตกหน่ออย่างไร

11.1.2 การสืบพันธุ์ของสัตว์ 

การสืบพันธุ์ของสัตว์มีทั้งการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบมาอาศัยเพศในสัตว์ที่

มีโครงสร้างของร่างกายไม่ซับซ้อนและมีความสามารถในการงอกใหม่ เช่น <b>พลานาเรีย ดาวทะเล </b>สัตว์พวกนี้สามารถสืบพันธุ์ด้วยวิธีการงอกใหม่ซึ่งเกิดขึ้นโดยส่วนของร่างกายที่ขาดออกไปหรือสูญเสียไปด้วยสาเหตุ

ใดก็ตามสามารถเจริญเติบโตเป็นตังใหม่ได้ ทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น

        สัตว์หลายชนิด เช่น ฟองน้ำ และไฮดรา สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตตัวใหม่จากเซลล์ หรือกลุ่มเซลล์ของตัวเดิม เรียกว่า หน่อซึ่งเจริญจนกระทั่งได้เป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ที่เหมือนตัวเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า ต่อมาหน่อจะหลุดออกมาจากตัวเดิมแล้วเจริญเติบโตต่อไป

         

          -มีสัตว์ชนิดใดอีกบ้างที่มารถสืบพันธุ์ด้วยวิธีการงอกใหม่

          -เพราะเหตุใดสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจึงมีลักษณะรูปร่างและสารพันธุกรรม

ภาพที่ 11-2 การแตกหน่อของไฮดรา 

            นักเรียนได้ทราบมาแล้วว่าการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเกิดจากการปฏิสนธิ (fertilization) ของเซลล์สืบพันธุ์

เพศผู้หรืออสุจิกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียหรือเซลล์ไข่ ซึ่งอาจจะเกิดภายในหรือภายนอกร่างกายของสัตว์เพศเมียก็ได้ เซลล์ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วเรียกว่าไซโกต จะเจริญเติบโตเป็นเอ็มบริโอและตัวเต็มวัยที่สามรถสืบพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรต่อไปได้

        สัตว์ส่วนใหญ่มีอวัยวะเพศแยกกันอยู่คนละตัวเป็นสัตว์เพศผู้และเพศเมีย แต่มีสัตว์บางชนิดที่มีอวัยวะเพศทั้งสองเพซอยู่ในตัวเดียวกัน เรียกว่า  กะเทย  (hermaphrodite) เช่น ไฮดราพลานาเรีย ไส้เดือนดิน เป็นต้น

           พลานาเรีย เป็นสัตว์ที่มีอวัยวะเพศทั้งสองเพศอยู่ในตัวเดียวกัน ดังภาพที่ 11-3 แต่การปฏิสนธิจะเป็นการผสมข้ามตัวโดยพลานาเรียจะจับคู่แล้วแลกเปลี่ยนอสุจิกัน อสุจิจะเคลื่อนไปตามท่อนำไข่แล้วเกิดการปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ในท่อนำไข่

 ภาพที่ 11-3 ระบบสืบพันธุ์ของพลานาเรีย 

     การผสมพันธุ์ของ  ไส้เดือนดิน จะเกิดข้นโดยไส้เดือนดิน 2 ตัวจะมาจับคู่สลับหัวสลับหางกัน ดังภาพที่ 11-4 ช่องรับอสุจิของตัวหนึ่งจะแนบกับถุงเก็บอสุจิของอีกตัวหนึ่ง อสุจิจากอวัยวะสืบพันธุ์ของแต่ละตัวจะถูกส่งไปยังช่องรับอสุจิของอีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงเก็บอสุจิ แล้วไส้เดือนดินก็จะแยกออกจากกันต่อมา 2-3 วันไส้เดือนดินจะสร้างถุงหุ้มเซลล์ไข่ขึ้นและปล่อยเซลล์ไข่ออกมาที่ถุงหุ้มเซลล์ไข่ หลังจากนั้นไส้เดือนดินจะเคลื่อนถอยหลังให้ถุงหุ้มเซลล์ไข่เคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อไปรับอสุจิที่ถุงเก็บอสุจิถุงหุ้มเซลล์ไข่จะถูกปล่อยไว้ตามพื้นดิน เซลล์ไข่ที่ผสมกับอสุจิจะฟักอยู่ในถุงหุ้มเซลล์ไข่และเจริญเป็นตัวในระยะต่อมา

 

 

 

 ภาพที่ 11-4 การผสมพันธุ์ของไส้เดือนดิน 

 

รู้หรือเปล่า 

    ทำไมผึ้งเพศผู้ผสมพันธุ์แล้วจะตาย ผึ้งเป็นแมลงที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม ผึ่งหนึ่งรังจะมีเพศเมียตัวเดียวที่สามารถวางไข่ได้นั้นก็คือผึ้งนางพญา เมื่อผึ้งเพศผู้ผสมพันธุ์ และหลั่งอสุจิแล้วก็จะตาย เนื่องจากองคชาตยังติอยู่กับเพศเมียและดึงให้อวัยวะภายในของเพศผู้ฉีกขาดและตายในที่สุด สัตว์สังคมจำพวกมด ผึ้ง ปลวก ต่อ แตน สามารถเจริญเป็นตัวเต็มวัยได้ โดยที่เซลล์ไข่ไม่ต้องได้รับการผสมกับอสุจิ เรียก กระบวนการนี้ว่าพาร์ทิโนเจนซิส (partheogrnesis) ทำให้สัตว์เหล่านี้เป็นเพศผู้ และมีโครโมโซซมเป็นครึ่งหนึ่งของเพศเมีย

      แมลง เป็นสัตว์แยกเพศ มีการปฏิสนธิภายใน โดยแมลงเพเศผู้จะผลิตอสุจิจากอัณฑะออกมาเก็บไว้ที่ถุงอสุจิ เมื่อมีการผสมพันธุ์กับแมลงเพศเมียจะมีการหลั่งอสุจิออกทาง  องคชาต  (penis)เข้าสู่ระบบสืบพันธุ์ของเพศเมีย อสุจิที่หลั่งออกมาจะผ่าน ช่องคลอด(vagina) ของเพศเมีย ไปผสมกับเซลล์ไข่ที่ผลิตจาก  รังไข่  (ovary)ตรงบริเวณ ท่อนำไข่  (ovidoct) แมลงเพศเมียบางชนิดจะมี สเปอร์มาทีกา  (spermatheca) เพื่อเก็บสะสมอสุจิไวผสมกับเซลล์ไข่เมื่อเซลล์ไข่เจริญเต็มที่พร้อมกับการผสมพันธุ์ ดังภาพที่ 11-5

  ภาพที่ 11-5 ระบบสืบพันธุ์ของผึ้ง ก. ผึ้งเพศผู้ ข. ผึ้งเพศเมีย 

กิจกรรมที่ 11.1 การสืบพันธุ์ของสัตว์ 

          1.ให้นักเรียนศึกษากระบวนการสืบพันธุ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่นักเรียนสนใจโดยรวบรวม

ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้

        -จำนวนลูกที่เกิดในแต่ละรุ่น

       -วัฏจักรชีวิตของสัตว์

        -โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์

        -อายุขัยของสิ่งมีชีวิต และช่วยอายุที่เป็นวัยเจริญพันธุ์

        -พฤติกรรมเลือดคู่

        -ข้อดีและข้อเสียของรูปแบบการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

          2.นำเสนอข้อมูลในชั้นเรียน และเปรียบเทียบกับการสืบพันธุ์ของสัตว์ชนิดอื่นๆพร้อมทั้งนำข้อมูลที่

ได้ไปจัดป้ายมิเทศ

      จากกิจกรรมที่ 11.1 จะเห็นว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังจะมีอวัยวะเพศแยกกันอยู่คนละตัว สัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยเพศอยู่ในน้ำเช่น ปลา ส่วนใหญ่เมื่อสร้างเซลล์ไข่และอสุจิแล้วจะส่งออกมาทางท่อสืบพันธุ์มาผสมนอกลำตัว สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมีวิวัฒนาการที่จะข้นมาอาศัยอยู่บนบก แต่ยังต้องผสมพันธุ์ในน้ำ และวางไข่ในน้ำ

หรือในที่ชื้นแชะ มีการผสมนอกลำตัว เพราะเพศยังไม่มีอวัยวะที่จะถ่ายอสุจิไปให้เพศเมีย ส่วนสัตว์เลื่อนคลานและนกเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบก การปฏิสนธิไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำเพราะมีการพัฒนาอวัยวะที่จะถ่ายอสุจิให้เพศเมีย จึงมีการปฏิสนธิภายในลำตัวและวางไข่บนบก ไข่มีการห่อหุ้มเพื่อป้องกันเอ็มบริโอและภายในไข่ยังมีของเหลวล้อมลอบเอ็มบริโออยู่ด้วย

-สัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายในและภายนอก มีการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

-เมื่อเปรียบเทียบสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายในกับสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายนอก จำนวนการวางไข่หรือตกไข่มี

จำนวนแตกต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด

 11.1.3 การสืบพันธุ์ของคน 

       การสืบพันธุ์ของคนก็เหมือนกับสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆคือ มีการรวมตัวของอสุจิกับเซลล์ไข่ในร่างกายของเพศหญิงเกิดเป็ยไซโกต จากนั้นไซโกตจึงเริ่มแบ่งเซลล์และเจริญเติบโตเป็นเอ็มบริโอ เอ็มบริโอที่มีอายุเข้าสู่เดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เรียกว่า ฟีตัส (fetus) และเมื่อครบ 9 เดือนจะคลอดออกมาเป็นทารก นักเรียนทราบหรือไม่ว่าระบบสืบพันธุ์เพศชายและระบบสืบพันธุ์เพศหญิงมรการสร้างเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่อย่างไร

โครงสร้างระบบสืบพันธุ์เพศชาย 

ภาพที่ 11-6 ระบบสืบพันธุ์เพศชาย 

       

             ระบบสืบพันธุ์ของเพศชายประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่าง

ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ได้แก่

          อัณฑะ  ห่อหุ้มด้วย ถุงอัณฑะ  (scrotum) อยู่นอกช่องท้องมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายประมาณ 3 องศาเซลเซียสซึ่งเหมาะสมกับการเจริญอสุจิ อัณฑะมีหน้าที่สร่างอสุจิและฮอร์โมนเพศชาย

-คนที่อัณฑะไม่เคลื่อนลงมาอยู่ในถุงอัณฑะทั้ง 2 ข้าง กับคนที่มีอัณฑะเคลื่อนลงมาในถุงอัณฑะเพียงข้าง  เดียวจะมีผลอย่างไร

รู้หรือเปล่า 

ในเพศชายเมื่ออย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม สเปอร์มาโทโกเนียมแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนได้ตลอดวัยเจริญพันธุ์  ส่วนหนึ่งของสเปอร์มาโทโกเนียมนี้เจริญเปลี่ยนแปลงเป้นอสุจิ ดังนั้นเพศชายจึงสามารถสร้างอสุจิได้ตลอดอายุ ถ้าร่างกายยังสมบูรณ์

 

              ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้างอสุจิ  (swminiferoustubule) ซึ่งเป็นท่อยาวขดไปมา ดังภาพที่ 11-7 ภายในหลอดนี้จะมี  กระบวนการสร้างอสุจิ  (spermatogenesis) โดยมีเซลล์กลุ่มหนึ่งที่บริเวณผนังหลอด เรียกว่า สเปอร์มาโทโกเนียม(spermatogonium)เป็น เซลล์ดิพลอยด์ (2n)

                  เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่มเซลล์สเปอร์มาโทโกเนียม จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสทำให่ได้สเปอร์มาโทโกเนียมจำนวนมากสเปอร์มาโทโกเนียมบางเซลล์จะพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า สเปอร์มาโทไซต์ระยะแรก  (primary spermatosyte) เป็นเซลล์ดิพลอยด์ สเปอมาโทไซด์ระยะแรก 1 เซลล์จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส ครั้งที่ 1 ได้เป็น สเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สอง (secondary spermatocyte) 2 เซลล์เป็นเซลล์แฮพลอยด์ (n) และเมื่อแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่ 2 จะได้ สเปอร์มาทิด (spermatid)4 เซลล์ สเปอร์มาทิดเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญเป็นอสุจิ โดยสลัดไซโทพลาซึมส่วนใหญ่ทิ้งไป ส่วนหัวเป็นที่อยู่ของนัวเคลียส ส่วนปลายสุดของส่วนหัวมี  ถุงอะโครโซม  (acrosomalcap) ภายในมีเอนไซม์สำหรับเจาะเยื่อหุ้มเซลล์ไข่เพื่อการปฏิสนธิส่วนลำตัวมีออร์แกแนลล์ที่สำคัญ คือ ไมโทคอนเดรีย และส่วนหางคือ แฟลเจลลัมซึ่งช่วยในการเคลื่อนที่ดังภาพที่ 11-7

ภาพที่ 11-7 กระบวนการสร้างอสุจิ 

-สเปอร์ไมโทไซด์ระยะแรก และสเปอร์มาโทไซด์ระยะที่สองของคนมีจำนวนโครโมโซมแตกต่างกัน

หรือมาช่อย่างไร

-ถ้ามีสเปอร์มาโทโซต์ระยะแรกจำนวน 400 เซลล์จะสร้างอสุจิได้กี่เซลล์

-เพราะเหตุใด ในกระบวนการสร้างอสุจิจึงต้องมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส

 เชื่องโยงกับฟิสิกส์ 

การที่อสุจิมีหัวกลมหรือรีและมีหางที่ช่วยในการโบกพัดได้มีความเหมาะสมกับหน้าที่ของอสุจิ คือ ทำให้อสุจิเคลื่อนที่ในของเหลวได้ดี

 

         อสุจิที่สร้างขึ้นจากหลอดสร้างอสุจิจะเคลื่อนที่มายัง หลอดเก็บอสุจิ  (apididymis) และพัฒนา

ต่อจนเจริญเต็มที่ ต่อจากนั้นอสุจิจะเคลื่อนต่อไปยังหลอกนำอสุจิ (vas deferens) ซึ่งวกขึ้นไปเหนือขอบกระดูกเชิงกรานและมีปลายเปิดเข้าสู่ ท่อปัสสาวะ  (urethra)

      

    ระหว่างทางเดินของอสุจิจะมีต่อมสร้างสารหลายต่อมแต่ละต่อมจะผลิตของเหลวไปรวมกับอสุจิ

เรียกว่า น้ำอสุจิ  (semen) ซึ่งจะถูกหลั่งออกทางปลายเปิดของท่อปัสสาวะที่ปลายองคชาด ต่อมเหล่านี้ ได้แก่  ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ  (seminal vasicle) ซึ่งทำหน้าที่หลั่งของเหลวมีสีเหลืองอ่อนประกอบด้วยเมือก กรดอะมิโนและน้ำตาบฟรักโทสซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของอสุจิ ต่อมลูกหมาก  (prostate gland) หลั่งของเหลวที่มีสมบัติเป็นเบส เพื่อทำให้ช่องคลอดของเพศหญิงซึ่งมีสภาพเป็นกรดเปลี่ยนสภาพเป็นกลาง เมื่ออสุจิเข้าสู่ช่องคลอดก็จะสามารถเคลื่อนที่และมีชีวิตรอดได้ ส่วน ต่อมคาวเปอร์  (Cowper’s gland) ทำหน้าที่หลั่งของเหลวเพื่อหล่อลื่นท่อปัสสาวะโดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายจะหลั่งน้ำอสุจิครั้งละประมาณ 3 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว

          โครงสร้างระบบสืบพันธุ์เพศหญิง 

          ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วย รังไข่อยู่ทางด้านล่างของช่องท้องลึกเข้าไปในอุ้งเชิงกราน

อยู่ 2 ข้างของมดลูก รังไข่มีหน้าที่ผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง มดลูกอยู่ด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะ มดลูกตอนล่างที่ติดต่อกับช่องคลอดจะแคบเข้าหากันเป็นปากมดลูก (cervix)

 ภาพที่ 11-8 ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง 

  

 รู้หรือเปล่า 

     ในผู้หญิงจะมีโอโอไซต์ระยะแรกอยู่ในรังไขตั้งแต่เกิดประมาณ 400,000เซลล์ โอโอไซต์ระยะแรกนี้จะคงอยู่ในสภาพเดิมจนกระทั้งเข้าสู้วัยสาว โอโอไซต์ระยะแรกจะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเมื่ออสุจิเจาะที่ผิวเซลล์ได้ก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ไข่  รังไข่แต่ละข้างมีการตกไข่ไม่พร้อมกัน เมื่อเซลล์ไข่ตกจากรังไข่ข้างหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปนี้การตกไข่จากรังไข่อีกข้างหนึ่งสลับกับไป ปกติจะมีเซลล์ไข่ตกครั้งละ 1 เซลล์

 

          ภายในรังไข่จะมี กระบวนการสร้างเซลล์ไข่  (oogenesis) โดยเริ่มขณะที่เป็นทารกในครรภ์จะมี  เซลล์โอโอโกเนียม(oogonium)เป็นเซลล์ดิพลอยด์ ซี่งสามารถแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ทำให้ได้เซลล์โอโอโกเนียมจำนวนมาก แต่เมื่อทารกคลอดออกมา โอโอโกเนียมจะพัฒนาเป็น  โอโอไซต์ระยะแรก  (primary oocyte)ซึ่งเป็นเซลล์ดิพลอยด์โอโอไซต์ระยะแรกแต่ละเซลล์จะถูกล้อมรอบด้วย  เซลล์ฟอลลิเคิล  (follicular cell) เรียกรวมกันว่า  ฟอลลิเคิล  (follicle)

          เมื่อเข้าสู่วัยสาวในแต่ละรอบเดือนโอโอไซต์ระยะแรกบางเซลล์จะถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน FSH จากต่อมใต้สมองทำให้เริ่มแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่ 1 ได้เป็น  โอโอไซต์ระยะที่สอง  (secondary oocyte) 1 เซลล์และ  โพลาร์บอดี  (poler body) ซึ่งเป็นเซลล์ขนาดเล็ก 1 เซลล์ การพัฒนาของเซลล์ไข่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของรังไข่และฟอลลิเคิล เมื่อฟอลลิเคิลเจริญเติบโตเต็มที่จะมีการผลิตฮอร์โมนอีสโทรเจนไปกระต้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมน LH มากระตุ้นให้ผนังฟอลลิเคิลแตกออกพร้อมกับปล่อยโอโอไซต์ระยะที่สองเข้าสู่ท่อนำไข่ เรียกว่า  การตกไข่ (ovulation)ส่วนฟอลลิเคิลเดิมก็จะกลายเป็นเนื้อเยื่อสีเหลืองเรียกว่า  คอร์ปัสลูเทียม  (corpus luteum) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ดังที่นักเรียนได้เรียนมาแล้ว

 

 ภาพที่ 11-9 การสร้างเซลล์ไข่ และการเปลี่ยนแปลงภายในรังไข่ 

    

 เชื่องโยงกับคณิตศาสตร์ 

โดยปกติผู้หญิงในช่วงวัยเจริญพันธุ์ จะสร้างเซลล์ไข่ได้ครั้งละ 1 เซลล์ต่อเดือน ถ้าผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุ 12 ปีและหมดประจำเดือนเมื่ออายุ 50 ปี ผู้หญิงจะสร้างเซลล์ไข่และตกไข่ทั้งหมดประมาณกี่เซลล์

 

 การปฏิสนธิ 

         เซลล์ไข่ที่อยู่ในระยะโอโอไซต์ระยะที่สองจะหลุดออกจากฟอลลิเคิลเข้าสู่ท่อนำไข่ทางปลายเปิดซึ่งมีลักษณะคล้ายปากแตรโดยอาศัยการพัดโบกของซิเลียที่เซลล์เยื่อบุผิวของท่อนำไข่

         ถ้าโอโอไชต์ระยะที่สองที่อยู่ในท่อนำไข่ได้รับการกระตุ้นโดยการเจาะอสุจิที่ผิวเซลล์ โอโอไซต์ระยะที่สองจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสครั้งที่ 2 ได้เป็นเซลล์ไข่ 1 เซลล์ และโพลาร์บอดี1 เซลล์ เซลล์ที่ได้นี้ก็ต่างเป็นเซลล์แฮพลอยด์ จากนั้นจึงมีการรวมตัวระหว่างนิวเคลียสของอสุจิกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่เกิดเป็นไซต์โกตซึ่งจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนและเคลื่อนที่ไปฝังตัวที่ผนังมดลูกดังภาพที่ 11-11 ถ้าเซลล์ไข่ไม่ได้รับการผสมภายใน 24 ชั่งโมงเซลล์ไข่ก็จะสลายตัว

-ผู้หญิงมีเซลล์โอโอไซต์ระยะแรก 400,000 เซลล์ควรจะสร้างเซลล์ไข่ได้กี่เซลล์ และโอโอไซต์ระยะ

แรกจะมีสารพันธุกรรมเหมือนกันหรือไม่ เพราะเหตุใด

-ปกติผู้หญิงจะสร้างเซลล์ไข่ได้เดือนละ 1 เซลล์ ตั้งแต่เริ่มวัยสาวจนถึงระยะหมดประจำเดือน นักเรียนคิดว่า

โอโอไซต์ระยะแรกที่เหลือหายไปไหน

-เซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิงของเพศชายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และจำนวนเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง

กับเพศชายที่สร้างในแต่ละครั้งมีจำนวนแตกต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด

 กิจกรรมที่ 11.2 โครงสร้างภายในรังไข่และอัณฑะของหนู 

 วัสดุอุปกรณ์ 

        1.กล้องจุลทรรศน์

        2.สไลด์ถาวรภาคตัดขวางของรังไข่และอัณฑะของหนู

 วิธีการทดลอง 

         1.นำสไลด์ถาวรภาคตัดขวางรังไข่และอัณฑะของหนูมาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

         2.บันทึกผลภาพ สังเกตการพัฒนาและระบุชื่อส่วนประกอบต่างๆที่สำคัญของรังไขและอัณฑะ

 -บริเวณที่พบสเปอร์มาโทโกเนียมและอสุจิต่างกันหรือไม่ อย่างไร

-จะทราบได้อย่างไรว่าเซลล์ใดเป็นเซลล์ไข่ที่สมบูรณ์พร้อมจะตกไข่

         การตั้งครรภ์ 

         ผนังมดลูกประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น เอนโดมีเทรียม(endomwtrium) เป็นเนื้อเยื่อชั้นในที่มีความสำคัญมาก มีลักษณะคล้ายฟองน้ำและมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยง ระหว่างตั้งครรภ์เนื้อเยื่อชั้นนี้จะพัฒนาร่วมกับเนื้อเยื่อของเอ็มบริโอแล้วเจริญไปเป็นรกเพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแก็สและส่งอาหารให้เอ็มบริโอเนื้อเยื่อถัดออกมา เป็นชั้นกล้ามเนื้อทำหน้าที่บีบตัวในระหว่างการคลอด นอกจากนี้ยังมีเนื้อเยื่อบางๆ หุ้มชั้นกล้ามเนื้อเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง หากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิผนังมดลูกชั้นเอนโดมีเทรียมในส่วนที่เจริญสำหรับการเตรียมพร้อมรับการฝังตัวของเอ็มบริโอจะสลายหลุดออกเป็นประจำเดือน

 

 ภาพที่ 11-10 ผนังของมดลูก 

 

             เมื่อนิวเคลียสของเซลล์ไข่รวมตัวกับนิวเคลียสของอสุจิที่บริเวณท่อนำไข่จะได้ไซโกต จากนั้นไซโกตจะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์จนได้เป็นเอ็มบริโอและเคลื่อนที่ไปฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูกขณะเดียวกันคอร์ปัสลูเทียมจะสร้างฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับฮอร์โมนอีสโทรเจนที่สร้างขึ้นจากฟอลลิเคิล(อีสโทรเจนสร้างจากคอร์ปัสลูเทียมเช่นกันแต่มีปริมาณน้อย)ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นในให้หนาขึ้น และมีหลอดเลือดฝอยมากขึ้นพร้อมกับการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอต่อไปจนเป็นทารก          

 

 ภาพที่ 11-11 การปฏิสนธิและการเคลื่อนที่ของเอ็มบริโอไปฝังตัวที่ผนังมดลูก 

 รู้หรือเปล่า 

 เพราะเหตุ อสุจิเพียง 1เซลล์เท่านั้นที่จะเข้าผสมกับเซลล์ไข่ 1 เซลล์  เมื่ออสุจิเซลล์แรกเคลื่อนที่ไปถึงเยื่อหุ้นเซลล์ไข่ ซึ่งมีสารหุ้มเซลล์ไข่ที่สร้างมาจากเซลล์ฟอลลิเคิลห่อหุ่มป้องกันอันตรายให้แก่เซลล์ไข่ อสุจิจะปล่อยแอนไซม์จากถุงอะโครโซมมาย่อยสารหุ้มเซลล์ไข่แล้วเคลื่อนที่ต่อไปจนถึงเยื่อหุ้มเซลล์ไข่ ซึ่งมี 2ชั้นชั้นนอกเรียกว่า เยื่อวิเทลลีน(vitelline membrane) ชั้นในคือ เยื่อหุ้มเซลล์ไข่ปล่อยสารออกมาแทรกอยู่ระหว่างเยื่อ 2 ชั้นทำให้เยื่อวิเทลลีนแยกห่างจากเยื่อหุ้มเซลล์มากขึ้นและเกิดเป็น fertilization membrane กั้นไม่ให้อสุจิเซลล์อื่นๆ เข้าไปผสมกับเซลล์ไข่


 

 -นักเรียนคิดว่ามีโอกาสที่อสุจิจะเข้าผสมกับเซลล์ไข่ได้มากกว่า 1 เซลล์หรือไม่ เพราะเหตุใด

 ภาวการณ์มีบุตรยาก 

โดยทั่วไปหากระบบสืบพันธุ์ไม่มีความผิดปกติใดๆ อสุจิและเซลล์ไข่ก็จะรวมกันเกิดการปฏิสนธิได้ไซ

โกต แล้วเจริญเติบโตต่อจนกระทั่งเป็นทารก แต่ในความเป็นจริงพบว่ามีคู่แต่งงานหลายคู่ที่ไม่สามรถมีบุตรได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของเพศชายและเพศหญิงดังนี้

            ความผิดปกติของชาย

1. ความผิดปกติที่อสุจิหรือจำนวนอสุจิ เช่น การมีอสุจิที่ผิดปกติ จำนวนอสุจิน้อย ไม่มีอสุจิ หรือมีความ

ผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอสุจิ โดยปกติการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้งจะได้น้ำอสุจิประมาณ 3 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะมีอสุจิประมาณ300 – 500 ล้านเซลล์ ถ้าในน้ำอสุจิมีอสุจิน้อยกว่า 30 ล้านเซลล์ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติมากอาจจะทำให้มีบุตรได้ยาก

2. ความผิดปกติเกี่ยวกับทางผ่านของอสุจิ เช่น ท่อทางผ่านของอสุจิตีบตันทำให้อสุจิไม่สามารถออกสู่

ภายนอกร่างกายได้

3. ความผิดปกติในน้ำอสุจิ เช่น ความเป็นกรด – เบสของน้ำอสุจิผิดปกติ การขาดน้ำตาลฟรักโทสหรือมีการ

ติดเชื้อทำให้อสุจิตาย

             ความผิดปกติของหญิง

1  มีอวัยวะเพศพิการมาตั้งแต่กำเนิด เช่น ไม่มีช่อคลอด

2.  ช่อคลอดหรือท่อน้ำไข่ตีบตัน มีผนังกั้น หรือมีก้อนเนื้องอก หรือเป็นแผล

3.  เกิดการอักเสบนอกจากติดเชื้อ เช่น พยาธิ รา แบคทีเรียไวรัส เป็นต้น ทำให้มีความเปลี่ยนแปลงของภาวะ

กรด – เบสของช่องคลอด หรือปากมดลูกทำให้อสุจิตายได้

4.  เยื่อบุผนังมดลูกผิดปกติ หรือเกิดเนื้องอกที่กล้ามเนื้อผนังมดลูกทำให้เกิดการแท้ง

5. การขาดฮอร์โมนโดยเฉพาะโพรเจสเทอโรน ทำให้เยื่อบุผนังมดลูกเจริญเติบโตผิดปกติไม่เหมาะที่จะให้

เอ็มบริโอฝังตัว

    

 วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก 

          นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามช่วยเหลือคู่สามีภรรยาที่ต้องการจะมีบุตร ด้วยการศึกษาทดลองโดยใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า วิธีการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จก็คือ  การสร้างทารกในหลอดแก้ว  (in vitro

fertilization:IVF) จากการนำเซลล์ไข่ที่สุกเต็มที่ของแม่มาผสมกับอสุจิของพ่อในหลอดทดลองเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ หลังจากปฏิสนธิแล้วจะเลี้ยงเอ็มบริโอในน้ำยา และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมระยะหนึ่งก่อนที่จะนำเอ็มบริโอเข้าสู่มดลูกเพื่อให้ฝังตัวและเจริญเติบโตตามธรรมชาติต่อไป ปัจจุบันการผสมเทียมในหลอดแก้วก้าวหน้ามากขึ้นถึงขั้นนำอสุจิเพียงเซลล์เดียวมาฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ได้แล้ว กระบวนการนี้เรียกว่า  อิกซี่  (ICSI:Intracytoplasmic Sperm Injection) ซึ่งทำให้สามารถแน่ใจได้ว่าอสุจิเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่แน่นอน นอกจากนี้  การทำกิ๊ฟ  (GIFT: Grmete Intra fallopian Transfer) ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรยาก โดยการนำอสุจิและเซลล์ไข่ใส่เข้าไปในท่อนำไข่ทำให้เกิดการผสมตามธรรมชาติ

 ภาพที่ 11-12 การผสมอสุจิเพียงเซลล์เดียวกับเซลล์ไข่ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำอิ๊กซี่ 

 กิจกรรมที่ 11.3 วิธีการแก้ไขภาวะมีบุตรยาก 

              1.ให้นักเรียนศึกษา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูลในเรื่อยต่อไปนี้

               -การถ่ายฝายตัวอ่อน (Embryo Transfer)

               -การผสมเทียม (Arificial Insemination)

              -การทำกิ๊ฟ(GIFT หรือ Gamete Intra Fallopian Transfer)

              -การทำซิ๊ฟ (ZIFT หรือ Zygote Intra Fallopian Transfer)

               -การโคลน (Cloning)

2.นำข้อมูลที่ได้มาเขียนรายงานในหัวข้อวิธีการทำ รวมทั้งข้อดีและข้อเสีย

3.นำข้อมูลมาอภิปรายในชั้นเรียนและร่วมกันอภิปรายถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธี

 คำถามนำ 

ไซโกตมีการเปลี่ยนแปลงจนเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเต็มวัยได้อย่างไร และสัตว์แต่ละชนิดมีการเจริญเติบโตเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

 

 11.2 การเจริญเติบโตของสัตว์ 

        ไซโกตที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเซลล์สืบพันธุ์จะต้องมีกระบวนการเจริญเติบโต เพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเต็มวัยที่สมบูรณ์ กระบวนการดังกล่าวต้องถูกต้องแม่นยำ มิฉะนั้นจะทำให้ร่างกายผิดปกติได้ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ เป็นต้น

 กระบวนการที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตมี 4 กระบวนการ  คือ การแบ่ง  เซลล์ ของไซโกตเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ให้เอ็มบริโอประกอบด้วยเซลล์ที่คล้ายเซลล์เดียวกันจำนวนมากแต่ยังไม่มีการพัฒนาไปทำหน้าที่จำเพาะ เมื่อเซลล์ได้รับสารอาหารเพียงพอก็จะ  มีการเพิ่มขนาดของเซลล์หรือการ  เติบโต (growth) ต่อจากนั้นเซลล์แต่ละกลุ่มจะมีการเปลี่ยนแปลง เป็นเซลล์ที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ  อย่าง (celldifferentaition) เช่น เป็นเซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด เซลล์ประสาท เป็นต้น เซลล์ที่เหมือนกันจะรวมตัวเป็นเนื้อเยื่อและพัฒนาไปเป็นอวัยวะต่างๆ กระบวนการพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นอวัยวะและเกิดเป็นรูปร่าง เรียกว่า  มอร์โฟเจเนซิส  (morphogenesis)

 ภาพที่ 11-13 การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไปเป็นเซลล์ที่มีลักษณะเฉพาะ 

 นักเรียนทราบได้อย่างไรว่าสัตว์มีการเจริญเติบโต และจะวักการเจริญเติบโตได้อย่างไร 

 ภาพที่ 11-14 กราฟแสดงความยาวของสัตว์ชนิดหนึ่ง 

-สัตว์ชนิดนี้มีลำตัวยาวเต็มที่เมื่ออายุเท่าไร

-ช่วงอายุเท่าไรที่กราฟมีความชันมากที่สุด นักเรียนคิดว่าอัตราการเจริญเติบโตในช่วงนี้เป็นอย่างไร

-นักเรียนคิดว่าเส้นกราฟในระยะหลังจากสัตว์มีอายุ25วันไปแล้วมีแนวโน้มเป็นอย่างไร และสัตว์ชนิดนี้

ยังมีการเจริญเติบโตอยู่หรือไม่ เพราะเหตุใด

        จากกราฟจะเห็นได้ว่าเมื่อสัตว์มีอายุมากขึ้นจะมีการเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระยะหนึ่งก็จะหยุด หลังจากระยะนั้นผ่านไปแล้วเส้นกราฟก็จะไม่สูงขึ้นอีก การเจริญเติบโตในลักษณะเช่นนี้เป็นแบบแผนของการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั่วๆ ไป

-นักเรียนคิดว่ามีวิธีใดอีกบ้างที่จะใช้วัดการเจริญเติบโตของสัตว์ แต่ละวิธีมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

-นักเรียนคิดว่าสัตว์แต่ละชนิด มีการเจริญเติบโตตลอดชั่วอายุของสัตว์หรือไม่

        โดยทั่วไปการวัดการเจริญเติบโตของสัตว์มีหลายวิธี วิธีที่นิยมมากก็คือ การหามวลของสัตว์ที่เปลี่ยนไป

หรือการวัดความสูงแต่บางกรณีความสูงอาจไม่เพิ่มในอัตราส่วนเช่นเดียวกับมวลดังนั้นการวัดความสูงจึงเป็นการคาดคะเนการเจริญเติบโต

        สิ่งที่น่าศึกษาคือการเจริญเติบโตของสัตว์แต่ละชนิดเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร การศึกษาการเจริญเติบโตของสัตว์ในระดับนี้จะกล่าวถึงการเจริญเติบโตของสัตว์บางชนิด เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงแบบแผนของการเจริญเติบโต

 11.2.1 การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด 

          สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม หลังจากการแบ่งเซลล์จะมีการเพิ่มขนาดของเซลล์จนมีขนาดเท่ากับเซลล์ทั่วไป

           สัตว์หลายเซลล์โดยทั่วไปที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศการเจริญเติบโตจะเริ่มจากไซโกตมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเอ็มบริโอซึ่งรายละเอียดของการเจริญเติบโตในสัตว์แต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไปบ้าง แต่พอจะนับได้ว่ามีขั้นตอนและแบบแผนการเจริญเติบโตคล้ายคลึงกัน ในที่นี้จะกล่าวถึงการเจริญเติบโตของสัตว์มีกระดูกสันหลังบางชนิดได้แก่ กบ และไก่ ซึ่งใช้เป็นตัวแทนในการศึกษากระบวนการเจริญเติบโตของสัตว์ทั่วไป

          สัตว์หลายเซลล์โดยทั่วไปที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศการเจริญเติบโตจะเริ่มจากไซโกตมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเอ็มบริโอซึ่งรายละเอียดของการเจริญเติบโตในสัตว์แต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไปบ้าง แต่พอจะนับได้ว่ามีขั้นตอนและแบบแผนการเจริญเติบโตคล้ายคลึงกัน ในที่นี้จะกล่าวถึงการเจริญเติบโตของสัตว์มีกระดูกสันหลังบางชนิดได้แก่ กบ และไก่ ซึ่งใช้เป็นตัวแทนในการศึกษากระบวนการเจริญเติบโตของสัตว์ทั่วไป

           การเจริญเติบโตของกบ 

เซลล์ไข่ของกบไม่มีเปลือกแข็งหุ้มแต่มีวุ้นห่อหุ้มอยู่โดยรอบเมื่อลอยน้ำจะเห็นด้านที่มีสีเหลืองอยู่ด้านล่าง เนื่องจากมี  ไข่แดง (yolk) ซึ่งเป็นอาหารสะสมอยู่มาก ส่วนด้านบนสีเทาเข้มจนเกือบเป็นสีดำ เนื่องจากมีสารสีอยู่หนาแน่นที่บริเวณใกล้ผิวของเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ ดังภาพที่ 11-15

 

 

 

 

 ภาพที่ 11-15 การเจริญเติบโตของกบ 

 

รู้หรือเปล่า 

การแบ่งเซลล์ของไซโกตจะมีแบบแผนแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับปริมาณและการกระจายตัวของไข่แดงภายในเซลล์ไข่ เช่น พวกที่มีไข่แดงน้อย ได้แก่ เม่นทะเลสัตว์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีรกจะมีแบบแผนในการแบ่งเซลล์ไซโกตต่างจากพวกที่มีไข่แดงมาก เช่น นก และ สัตว์เลื้อยคลาน

 

          จากการศึกษาการเจริญเติบโตของกบ ดังภาพที่ 11-15สามารถสรุปการเปลี่ยนแปลงในระยะเอ็มบริโอของกบ ได้ 4 ขั้นตอนคือ คลีเวจ  (cleavage)  บลาสทูเลชัน  (blastulation)  แกสทรูเลชัน  (gastrulation) และ  ออร์แกโนเจเนซิส (organogenesis)

        คลีเวจ 

        เป็นกระบวนการที่ไซโกตมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสอย่างรวดเร็วทำให้ได้เอ็มบริโอที่มีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้น แต่ขนาดของแต่ละเซลล์ของเอ็มบริโอเล็กลงตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดระยะคลีเวจจะได้เอ็มบริโอที่ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมาก

     

 บลาสทูเลชัน 

        เป็นกระบวนการที่เซลล์ของอ็มบริโอมีการจัดเรียงตัวเป็นชั้นอยู่รอบนอก ตรงกลางเป็นช่องว่างที่มีของเหลวบรรจุอยู่เต็มเรียกว่า บลาสโทซีล  (blastocoel) เรียกเอ็มบริโอระยะนี้ว่า  บลาสทูลา  (blastula)

        แกสทรูเลชัน 

         เป็นกระบวนการที่เซลล์มีการเคลื่อนที่และจัดเรียงเป็นตัวเป็นเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ โดยมีการเคลื่อนที่ของเซลล์ในลักษณะต่างๆ กันเช่น กลุ่มเซลล์ชั้นนอกบุ๋มตัวเข้าไปข้างใน หรือมีการม้วนตัวเข้าไปในช่องว่างภายในเอ็มบริโอ เป็นต้น เอ็มบริโอที่ผ่านกระบวนการนี้จะมีรูปร่างต่างไปจากเดิม ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ  เอกโทเดิร์ม  (ectoderm)  เมโซเดิร์ม  (mesoderm) และ  เอนฌดเดิร์ม(endoderm) เรียกเอ็มบริโอระยะนี้ว่า  แกสทูลา  (gastrula)

        ออร์แกโนเจเนซิส 

 เป็นกระบวนการที่เนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้นของเอ็มบริโอมีพัฒนาการไปเป็นอวัยวะต่างๆ

           ตัวอ่อน > (larva) ของกบที่ฟักออกจากไข่ เรียกว่า ลูกอ๊อดจะมีลักษณะแตกต่างไปจากพ่อแม่ ซึ่งจะต้องมีการเลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะการดำรงชีวิตหลายครั้ง เรียกกระบวนการนี้ว่าเมทามอร์โฟซิส(metamorphosis) จนกระทั่งได้สัตว์ที่มีลักษณะเหมือนกับพ่อแม่

              -การเจริญของสัตว์ที่มีเมทามอร์โฟซิสแตกต่างจากสัตว์ที่ไม่มีเมทามอร์โฟซิสอย่างไร พร้อมทั้งยกตัวอย่าง

สัตว์ที่มีเมทามอร์โฟซิสแบบต่างๆ

 กิจกรรมเสนอแนะ 

             ให้นักเรียนนำไข่ของสัตว์สะเทินบก เช่น ไข่กบ เขียด คางคก ที่วางไข่ตามแหล่งน้ำต่างๆ มาศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ และวาดภาพลักษณะของเอ็มบริโอ

 หลังจากศึกษาเสร็จแล้วควรนำสัตว์ไปปล่องยังแหล่งน้ำ

        การเจริญเติบโตของไก่ 

           เซลล์ไข่ของไก่เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากมีปริมาณไข่แดงซึ่งเป็นอาหารสะสมอยู่ภายในเซลล์เป็นจำนวนมาก และมีเพียงบริเวณเล็กๆ ใกล้ผิวเซลล์ด้านบนของเซลล์ไข่ที่มีนิวเคลียสและไซโทรพลาซึมเป็นบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิกับอสุจิได้ไซโกตซึ่งจะเจริญไปเป็นเอ็มบริโอต่อไป เอ็มบริโอของไก่จะมีการเจริญเติบโต

ตามขั้นตอนต่างๆ คล้ายกบ ดังภาพที่ 11-17

 

 ภาพที่ 11-16 ส่วนประกอบของเซลล์ไข่ไก่และบริเวณที่จะเจริญเป็นเอ็มบริโอ

ก. ภาพถ่าย                   ข. ภาพวาด

 ภาพที่ 11-17 การแบ่งเซลล์ในบริเวณที่จะเจริญเติบโตเป็นเอ็มบริโอของเซลล์ไข่ไก่ 

-เอ็มบริโอของไก่ในระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 6 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

           เอ็มบริโอของไก่ซึ่งเป็นสัตว์บกจะพบปัญหาอะไรบ้างที่แตกต่างจากเอ็มบริโอของสัตว์น้ำและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 

เนื่องจากไก่เป็นสัตว์ที่วางไข่บนบก เอ็มบริโอของไก่มีการปรับโครงสร้างหลายประการที่แตกต่างไปจากเอ็มบริโอที่เจริญในน้ำ ได้แก่ การมีเปลือกไข่เพื่อป้องกันอันตรายและแก้ไขปัญหาการสูญเสียน้ำของเซลล์ไข่ นอกจากนี้เอ็มบริโอยังห่อหุ้มด้วยถุง 2 ชั้นถุงชั้นในคือ  ถุงน้ำคร่ำ  (amnion) มีของเหลวบรรจุอยู่เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการกระทบกระเทือนและป้องกันไม่ให้เอ็มบริโอแห้งส่วนถุงชั้นนอก เรียกว่า  แอลแลนทอยส์  (allantois) จากตัวเอ็มบริโอแทรกไปชิดกับเปลือกไข่พร้อมกับมีหลอดเลือดฝอยอยู่โดยรอบ ถุงนี้ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก็สกับภายนอกและเก็บของเสียประเภทกรดยูริกสะสมไว้จนกระทั่งเอ็มบริโอออกจากไข่ เมื่อเอ็มบริโอนี้เจริญเติบโตเต็มที่ก็จะฟักออกจากไข่ แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบเมทามอร์โฟซิส

 ภาพที่ 11-18 การเจริญเติบโตของเอ็มบริโอไก่ ก. ขณะเจริญอยู่ในไข่ ข.เมื่อฟักออกจากไข่ 

-การเจริญเติบโตของไก่เหมือนหรือแตกต่างจากของกบอย่างไร

    11.2.2 การเจริญเติบโตของตน 

         เริ่มจากเซลล์ไข่ปฏิสนธิกับอสุจิเป็นไซโกตที่ท่อนำไข่ส่วนต้นมีกระบวนการแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ เรียก คลีเวจ ได้เป็นเอ็มบริโอในระยะ  มอรูลา  (morula) ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปเป็นเอ็มบริโอระยะบลาสทูลา ขณะที่มีการเจริญเติบโตเอ็มบริโอจะเคลื่อนที่มาตามท่อนำไข่และมาฝังตัวในผนังมดลูกชั้นเอรโดมีเทรียมดังภพที่ 11-19

 

 

 ภาพที่ 11-19 การเจริญเติบโตของเอ็มบริโอคน 

      ประมาณวันที่ 7 หลังจากการปฏิสนธิ เอ็มบริโอจะสร้างถุงคอเรียนล้อมรอบเอ็มบริโอ และมีบางส่วนยื่นเป็นแขนงเล็กๆแทรกในเอนโดมีเทรียมของมดลูกซึ่งต่อมาจะพัฒนาเป็นรก ดังนั้นรกจึงประกอบด้วยส่วนของถุงคอเรียนของลูกและเนื้อเยื่อชั้นเอนโดมีเทรียมของแม่ เอ็มบริโอมีการสร้างถุงน้ำคร่ำหุ้มตัวเองภายในถุงบรรจุของเหลวที่เรียกว่าน้ำคร่ำเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนและช่วยให้ทารกเคลื่อนไหวอย่างอิสระ และตัวเอ็มบริโอยังมีการสร้างสายสะดือเชื่อมกับรก ดังภาพที่ 11-20

 รู้หรือเปล่า 

  น้ำคร่ำส่วนใหญ่มาจากเลือดของทารกโดยผ่านทาง ปอด ไต อีกส่วนหนึ่งจะซึมจากทารกและผนังของถุงน้ำคร่ำปริมาณน้ำคร่ำจะเพิ่มตามอายุครรถ์ ในช่วงใกล์คลอดจะมีปริมาณน้ำคร่ำ 800-1,500 [tex] cm^3 [\tex] ซึ่งถ้าน้ำคร่ำมีปริมาตรมากหรือน้อยเกินไปอาจบ่งถึงภาวะผิดปกติของทารกในครรภ์ได้

   น้ำคร่ำส่วนประกอบคล้ายกับของเหลวที่อยู่รอบๆ เซลล์ ซึ่งจะมีปริมาณแร่ธาตุ โปรตีน ไขมัน และน้ำตาล น้อยกว่าในพลายสมามาก นอกจากนี้ยังมีฮออร์โมนและเอนไซม์ต่างๆ

   การเจาะตรวจน้ำคร่ำเพื่อศึกษาเพศ ความผิดปกติของโครโมโซม ปริมาณฮอร์โมนและเอนไซม์ต่างๆ เป็นวิธีการหนึ่งในการวินิจฉัยความผิดปกติและสภาพทั่งไปของทรกในครรภ์

 

<

ภาพที่ 11-20 การเจริญเติบโตของคนในระยะที่อยู่ในครรภ์ 

-เอ็มบริโอของคนได้รับสารอาหาร แก็สออกซิเจนหรือขับถ่ายของเสียด้วยวิธีการที่ต่างจากเอ็มบริโอของ

ไก่หรือไม่ อย่างไร

 รู้หรือเปล่า 

โนโทคอร์ด เป็นโครงสร้างค้ำจุนร่างกาย มีลักษณะเป็นแท่งมีความยืดหยุ่น ทอดยาวไปตามลำตัวใต้ไขสันหลัง แต่อยู่เหนือทางเดินอาหาร พบได้ในเอ็มบริโอของสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด ในสัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่โนโทคอร์ดจะถูกแทนที่ด้วยกระดูกสันหลัง หรือกระดูกอ่อนเมื่อโตเต็มวัย

 

        เมื่ออายุได้ 2 สัปดาห์ เอ็มบริโอจะมีความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร มีกรเจริญเติบโตในระยะแกสทรูลา

ทำให้เกิดเนื้อเยื่อ3 ชั้น คือ เอกโทรเดิร์ม เมโซเดิร์ม และเอนโดเดิร์ม

        เอกโทเดิร์มจะเจริญเป็นเยื่อบุผิว เยื่อบุผิวของโพรงจมูกเยื่อบุผิวที่ทำหน้าที่รับกลิ่น ระบบประสาท เช่น สมอง ไขสันหลังต่อมบางชนิด เลนส์ตา สารเคลือบฟัน และเนื้อฟัน

        เมโซเดิร์มจะเจริญเป็นโนโทคอร์ด (notochord) ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบโครงร่างค้ำจุนรางกาย ชั้นหนังแท้ ระบบขอบถ่าย ระบบสืบพันธุ์

         ส่วนเอนโดเดิร์มจะเจริญไปเป็นเยื่อบุทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ตับ ตับอ่อน

         ในสัปดาห์ที่ 3 เริ่มปรากฏร่องรอยของระบบอวัยวะ ได้แก่ระบบประสาท หัวใจมีลักษณะเป็นท่อ และเริ่มต้นเป็นจังหวะระยะนี้เอ็มบริโอมีความยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร หลังจากนั้นเอ็มบริโอจะเริ่มมีอวัยวะต่างๆ เจริญเพิ่มขึ้น แขนและขาเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่ออายุได้ 4 สัปดาห์ อวัยวะต่างๆ จะเจริญเติบโตและมีอวัยวะครบเมื่ออายุได้ 8 สัปดาห์ซึ่งเป็นระยะสิ้นสุดของเอ็มบริโอและหลังจากระยะนี้แล้วจะเรียกว่า ฟีตัส ดังภาพที่ 11-21

 ภาพที่ 11-21 การเจริญเติบโตของเอ็มบริโอและฟีตัสของคนในระยะที่อยู่ในครรภ์ 

 เชื่องโยงกับคณิตศาสตร์ 

เมื่อแรกเกิดความยาวส่วนหัวของทารกจะมีอัตราส่วนเป็น 1 : 4 ของความยาวลำตัว ให้นักเรียนวัดความยาวส่วนหัวและความสูงของเพื่อร่วมชั้นเรียนอย่างน้อย 10 คน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณอัตราส่วนของความยาวส่วนหัวกับความยาวลำตัว

 

              เมื่ออายุได้ 8-9 สัปดาห์ จะมีนิ้วมือ และนิ้วเท้าเจริญเห็นได้ชัดเจน สามารถบอกเพศได้ ในช่วงเดือนที่ 4-6 ฟีตัสจะมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ มีการเลื่อนไหวมากขึ้น สามารถรับฟังเสียงจากภายนอกได้ มีการเจริญเติบโตของกระดูก มีผม มีขน ฟีตัสในเดือนที่ 6จะมีน้ำหนักประมาณ 680 กรัม ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ฟีตัสจะมีขนาดโตมาก ระยะนี้เป็นระยะที่มีระบบประสาทเจริญมาก

         หลังจากแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 280 วัน ซึ่งนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายก็ถึงระยะครบกำหนดคลอดโดยปกติส่วนหัวของทารกจะออกมาก่อน หลังจากคลอดออกมาภายใน 1 นาที ทารกจะเริ่มหายใจและติดตามด้วยเสียงร้อง

          ในกรณีที่มีการคลอดก่อนกำหนดโดยมีระยะตั้งครรภ์ประมาณ7 เดือน ทารกอาจรอดชีวิตได้ แต่ต้องเลี้ยงไว้ในตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิในร่างกายแม่ และบางรายอาจจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

 กิจกรรมที่ 11.4 อัตราการเจริญเติบโตของคน 

              ให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับขนาดของคนในระยะที่อยู่ในครรภ์มารดา แล้วเขียนกราฟและอภิปราย

อายุหลังปฏิสนธิ

ขนาด(เซนติเมตร)

3 สัปดาห์

0.3

4 สัปดาห์

0.6

6 สัปดาห์

1.2

7 สัปดาห์

2.0

 8 สัปดาห์

4.0

9 สัปดาห์

5.0

3 เดือน

7.5

4  เดือน

15

5  เดือน

25

6 เดือน

30

7  เดือน

35

8  เดือน

40

9  เดือน

50

          -ช่วงอายุเท่าใดที่มีอัตราการเจริญเติบโตมากที่สุด

          -อัตราการเจริญเติบโตในช่วงที่เป็นเอ็มบริโอกับฟิตัสต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด

          -ช่วงใดที่มีอัตราการเจริญเติบโตน้อย เพราะเหตุใด

การเพิ่มขนาดของอวัยวะและเนื้อเยื่อบางอย่างของคน เมื่อเทียบกับขนาดของอวัยวะและเนื้อเยื่อนั้นๆ เมื่อโตเต็มที่แล้ว ก็จะเห็นชัดว่าแต่ละอวัยวะมีการเจริญเติบโตเร็วช้าแตกต่างกัน ดังตัวอย่างเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของสมองและศีรษะ เนื้อเยื่อผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวและอวัยวะสืบพันธุ์ของคน ดังภาพที่ 11-22

 ภาพที่ 11-22 การเพิ่มขนาดของอวัยวะและเนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกาย 

-เมื่อโตเต็มที่ เนื้อเยื่อที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนมากขึ้นหรือน้อยลงกว่าเมื่ออายุประมาณ 12 ปี

-อวัยวะสืบพันธุ์ของคนเริ่มมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่ออายุประมาณเท่าใด และช่วงอายุนั้นมีอัตราการ

เพิ่มขนาดของร่างกายอย่างไร

-ระยะใดที่สมองมีอุตราการเจริญเติบโตมากที่สุดมีรายงานจากการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการของสมอง

                ซึ่งศึกษาเนื้อเยื่อสมองของเด็ก พบว่าเด็กในครรภ์ซึ่งอยู่ในระยะ2-3 เดือนก่อนคลอด และในระยะ6 เดือนหลังคลอด ถ้าขาดสารอาหารที่จำเป็นจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง สมองจะพัฒนาช้า มีจำนวนเซลล์ของสมองน้อยเนื่องจากเซลล์แบ่งตัวน้อยลงซึ่งจะมีผลต่อสติปัญญาของเด็ก สามารถแก้ไขได้โดยการให้อาหารเสริมเพื่อการเจริญเติบโตของสมองของเด็กเหล่านี้ การแก้ไขจะทำได้เฉพาะในระยะที่สมองมีการเจริญเติบโตอยู่ ถ้าหลังจากระยะนี้แล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้

 เชื่องโยงกับอินเทอร์เน็ต 

หัวข้อ : ความผิดปกติของการตั้งครรภ์ ลิงค์ไปที่ http://w.ipst.ac.th/boilogy/Bio-Artcles/monthly-mag.htrml

 

สภาวะบางประการที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ 

          เซลล์ไข่ของคนนั้นมีไข่แดงน้อยมาก ดังนั้นเอ็มบริโอและฟีตัสต้องได้รับอาหารจากแม่โดยผ่านทางรก ผู้ที่เป็นแม่จึงต้องบริโภคอาหารให้ครบละพอเพียงต่อความต้องการทั้งโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ลิพิด แร่ธาตุ และวิตามิน โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วเหลือง ความต้องการโปรตีนของหญิงมีครรภ์มากกว่าปกติในระยะ 3 เดือนก่อนคลอด ถ้าขาดโปรตีนในช่วงนี้จะทำให้การเจริญของระบบประสาทของทารกผิดปกติ

นอกจากนี้อาหารที่มีแร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ ก็ต้องบริโภคให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย หญิงมีครรภ์ที่มีนิสัยการบริโภคไม่ถูกต้อง เช่นไม่รับประทานผัก เนื้อสัตว์ หรือมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องอาหารควรแก้นิสัยและความเชื่อเหล่านั้น มิฉะนั้นมารกที่เกิดมาอาจไม่สมบูรณ์หรือมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าผิดปกติได้

       หญิงมีครรภ์ได้รับพลังงานจากการกินอาหารวันละประมาณ 2,300 กิโลแคลอรี น้ำหนักของหญิงมีครรภ์ไม่ควรเพิ่มเกินร้อยละ 25 ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ สารเคมีบางอย่างที่แม่ได้รับอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ยากล่อมประสาทพวก  ทาลิโดไมด์  (thalidomide) นอกจากนี้

สุราและบุหรี่อาจทำให้การเจริญเติบโตของทารกผิดปกติได้

        นอกจากสารเคมีต่างๆ ดังกล่าวแล้ว การเจริญเติบโตของฟีตัสอาจผิดปกติด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น การติดเชื้อหัดเยอรมันในระยะต้นจะทำให้การเจริญเติบโตของหัวใจ เลนส์ตา หูส่วนในและสมองของทารกผิดปกติได้ในขณะที่เชื้อนี้ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อผู้ใหญ่และเด็ก กรรมพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงที่

เกิดขึ้นกับทารก นอกจากนี้การได้รับรังสีเอกซ์มากเกินไปหรือความผิดปกติของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตก็ส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่ผิดปกติได้เช่นกัน

           ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกอ่อน 

          ปัจจัยที่มีความจำเป็นมากสำหรับลูกอ่อน คือ อาหาร และการคุ้มภัย เซลล์ไข่ของสัตว์บางชนิดที่มีไข่แดงน้อยจึงมีกระบวนการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถออกหากินและหาอาหารเองได้ ส่วนเซลล์ไข่ของสัตว์ที่มีไข่แดงอยู่มากก็จะมีกระบวนการเจริญเติบโตยาวนานขึ้น นอกจากนี้เซลล์ที่มีไข่แดงน้อยแต่เอ็มบริโอ

สามารถรับสารอาหารจากแม่โดยตรงจะมีระยะเวลาในการเจริญเติบโตแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของสัตว์

          -นักเรียนคิดว่าปริมาณไข่แดง มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจริญเติบโตของสัตว์แต่ละชนิดหรือไม่อย่างไร

   

        การป้องกันอันตรายของพ่อและแม่ให้แก่ลูกอ่อนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกอ่อนอยู่รอดเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรและสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ สัตว์หลายชนิดเมื่อลูกอ่อนฟักออกจากไข่ หรือ คลอดออกมาแล้วพ่อแม่จะคอยดูแล เช่น หาอาหารมาให้ พาลูกอ่อนออกหาอาหาร และคอยเฝ้าระวังภัยด้วยวิธีการต่างๆ ให้กับลูกด้วย

เช่น การเฝ้าระวังดูแลไข่ของปลากัด ดังภาพที่ 11-23

 

ภาพที่ 11-23 การเฝ้าระวังดูแลไข่ของปลากัด 

      นอกจากนี้ปัจจัยทางกายภาพซึ่งได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นก็มีผลต่อการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ เช่น ไก่ เป็ด จะมีการกกไข่เพื่อรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการฟักไข่ และเมื่อลูกอ่อนเกิดมาใหม่ๆ ก็จะได้รับการกกจากแม่เพื่อให้ความอบอุ่นและป้องกันภัย

 

 กิจกรรมท้ายบทที่ 11 

1.ในการตรวจสอบการตั้งครรภ์ เพราะตุใดจึงตรวจสอบปริมาณของ HCG ในเลือดของหญิง ที่สงสัยว่ามีครรภ์

2. รกมีความสำคัญของการรักษาดุลยภาพของฟีตัสอย่างไร จงอธิบาย

3. หญิงมีครรภ์คนหนึ่งแจ้งกับนายแพทย์ว่า วันแรกของการมีรอบประจำเดือนครั้งสุดท้ายผ่าน มาแล้ว 50 วัน อยากทราบว่าเอ็มบริโอที่อยู่ในครรภ์ของหญิงคนนี้มีอายุประมาณเท่าใด

4. จงลำดับขั้นตอนพัฒนาการของเอ็มบริโอตั้งแต่ระยะไซโกตจนถึงระยะที่เป็นฟีตัส

5. ชายคนหนึ่งป่วยเป็นไข้ อุณหภูมิของร่างกายสูงกว่าผิดปกติ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการสร้างอสุจิ หรือไม่อย่างไร

6. จากการศึกษาพบว่า อสุจิเมื่ออยู่ในระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงจะมีอายุเพียง 24 ชั่วโมง แต่จะมีอายุยืนยาวกว่าเมื่ออยู่ในอัณฑะของเพศชาย เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

7. จงอธิบายประเดนต่อไปนี้

    7.1 รูปร่างของอสุจิเหมาะสมต่อการทำหน้าที่อย่างไร

    7.2 ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ของเพศชายอย่างไร

    7.3 หญิงที่ไม่สามารถสร้าง FSH และ LH ในปริมาณที่เพียงพอ จะมีผลต่อความสามารถในการตั้งครรภ์หรือไม่ อย่างไร

8. จงออกแบบการทดลองว่า แมลงวันจะมีกระบวนการเมทามอร์โฟซิสได้รวดเร็ว ถ้าอยู่ในที่มืด

9. จงอธิบายบทบาทของฮอร์โมนในเพศหญิง ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูกและรังไข่กับการมีประจำเดือน และในขณะตั้งครรภ์ร่างกายของหญิงมีครรภ์จะมีวิธีการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้เกิดประจำเดือน

 10. ปัจจุบันมีการนิยมใช้เทคโนโลยีการตรวจครรภ์ด้วยอัลตราซาวนด์ ท่านคิดว่าการตรวจครรภ์ด้วยวิธีนี้มีประโยชน์อย่างไร จงอธิบาย

 

 

 




จำไว้ตลอด