วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-บทที่ 21 ระบบนิเวศ 21.2 | บทเรียน วิชาการ.คอม
ชีววิทยา
 

บทที่ 21 ระบบนิเวศ 21.2

สร้างเมื่อ 03 เม.ย. 2555 11:37:24
  • ระดับม.6
  • 43,928 view

 ความหลากหลายของระบบนิเวศ  

คำถาม

      ลักษณะภูมิศาสตร์ของโลกมีผลต่อระบบนิเวศอย่างไร

 

            บริเวณต่างๆ ของผิวโลก มีการแบ่งเขตพื้นที่ออกเป็นทวีปตามลักษณะทางภูมิศาสตร์   ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในแต่ละทวีปจะมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะ  ซึ่งความแตกต่างกันของลักษณะทางภูมิศาสตร์นี้จะมีผลต่อการกำหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในเขตภูมิศาสตร์นั้นด้วย

           ในระบบนิเวศหนึ่ง ๆ จะมีสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ อาศัยอยู่ บ้างก็กระจัดกระจาย   บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม   สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศนั้นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางชีวภาพ   นอกจากนี้แล้วระบบนิเวศนั้นๆ จะอยู่ในสภาวะสมดุลได้ต่อเมื่อมีการถ่ายทอดพลังงานในสิ่งมีชีวิตและมีการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนสารกลับคืนสู่ระบบนิเวศ
-   การถ่ายทอดพลังงานในสิ่งมีชีวิตและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศก่อให้เกิดสภาวะสมดุลทางธรรมชาติได้อย่างไร

            21.2.1 การศึกษาระบบนิเวศ   

           ระบบนิเวศในโลกนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบ ตามลักษณะของแหล่งที่อยู่อาศัย คือ ระบบนิเวศบนบก  (terrestrial ecosystem) และระบบนิเวศในน้ำ (aquatic  ecosystem) วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาระบบนิเวศ เรียกว่า นิเวศวิทยา (Ecology) ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับสิ่งมีชีวิตขึ้นไป      
           ระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศในน้ำ   แม้ว่าจะมีลักษณะของแหล่งที่อยู่อาศัยต่างกัน   แต่พบว่าทั้งสองระบบนี้ต่างก็มีองค์ประกอบของระบบที่เหมือนกันคือ ประกอบด้วยปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางชีวภาพ นักเรียนทราบหรือไม่ว่าปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางชีวภาพของระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศในน้ำเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

 

กิจกรรมที่ 21.1 ระบบนิเวศในท้องถิ่น

           ให้นักเรียนออกแบบการสำรวจระบบนิเวศในท้องถิ่นที่นักเรียนอาศัยอยู่   เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจนั้นมาวิเคราะห์ว่า ระบบนิเวศในท้องถิ่นของนักเรียนมีสภาพเป็นอย่างไร   มีสิ่งใดที่นักเรียนคิดว่าเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ   และนักเรียนจะมีวิธีการที่จะแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างไร   โดยมีแนวทางในการปฏิบัติกิจกรรมดังนี้
           1.   นักเรียนร่วมกันเขียนแผนผังและกำหนดขอบเขต   หรือบริเวณที่จะทำการสำรวจระบบนิเวศในท้องถิ่นของนักเรียน   ควรเลือกพื้นที่ที่มีทั้งระบบนิเวศในน้ำและระบบนิเวศบนบก
           2.   แบ่งกลุ่มและกำหนดบริเวณที่จะสำรวจสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ   โดยแต่ละกลุ่มเลือกศึกษาระบบนิเวศใดระบบนิเวศหนึ่งเพียงระบบเดียวเท่านั้น   โดยศึกษาทั้งปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางชีวภาพ
           3.   นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวิเคราะห์และอภิปรายผล   ตามประเด็นในรายละเอียดที่ระบุไว้ในกิจกรรม

 ก. การสำรวจระบบนิเวศแหล่งน้ำ
วัสดุอุปกรณ์

1.   ไม้เมตรหรือตลับเมตร
2.   เทอร์มอมิเตอร์
3.   เซคคิดิสก์
4.   ขวดเก็บตัวอย่างน้ำ
5.   ปากคีบ
6.   ถาดพลาสติกสีขาวหรือสีอ่อนๆ หรือสีสะท้อนแสง
7.   ถุงลากแพลงก์ตอน
8.   แว่นขยาย
9.   กล้องจุลทรรศน์
10.   สไลด์หลุมและกระจกปิดสไลด์
11.   แท่งแก้วคนสาร
12.   กระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์


 ศึกษาสภาพทางกายภาพบางประการ   
1.   สำรวจสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปรอบๆ บริเวณนั้น เช่น ร่มเงา การไหลของกระแสน้ำ สภาพของน้ำ สภาพของแหล่งน้ำ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง แม่น้ำ ตลอดจนอาคารบ้านเรือนหรือสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบๆ หรือบริเวณใกล้เคียงแหล่งน้ำนั้น
2.   สังเกต สี กลิ่น สิ่งปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
3.   วัดการส่องผ่านของแสงลงสู่แหล่งน้ำ โดยใช้  เซคคิดิสก์ (secchi disc) นำเซคคิดิสก์ ผูกติดกับเชือก   ซึ่งทำเครื่องหมายบอกระยะความยาวไว้แล้ว   หย่อนเซคคิดิสก์ลงในแหล่งน้ำจนกระทั่งถึงจุดที่เริ่มมองไม่เห็นเซคคิดิสก์   อ่านค่าความลึกจากเครื่องหมายบนเส้นเชือก   จากนั้นให้ปล่อยเส้นเชือกลงไปอีกเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ยกขึ้นจนเริ่มมองเห็นแผ่นเซนคคิดิสก์อีกครั้ง   อ่านค่าความลึกจากเครื่องหมายบนเส้นเชือก   นำค่าที่อ่านได้ทั้ง 2 ครั้งมาหาค่าเฉลี่ย   ซึ่งจะประกอบค่าการส่องผ่านของแสงในแหล่งน้ำนั้น
4.   วัดอุณหภูมิของน้ำ ในแหล่งน้ำ
           4.1   วัดอุณหภูมิน้ำที่ผิวน้ำ   โดยใช้เทอร์มอมิเตอร์หย่อนลงในน้ำลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร  อ่านค่าและบันทึกผล
           4.2   วัดอุณหภูมิน้ำที่ระดับความลึกจากผิวน้ำอย่างน้อย 20 เซนติเมตร (อาจวัดในระดับที่ลึกกว่า 20 เซนติเมตรตามการออกแบบเพื่อศึกษาได้) โดยใช้ขวดเก็บตัวอย่างน้ำ (ดังภาพ) หย่อนลงไปในน้ำลึก 20 เซนติเมตร กระตุกเชือกให้ฝาขวดเปิดและให้น้ำไหลเข้าขวดจนเต็มแล้วดึงเชือกและขวดขึ้นมา   รีบหย่อนเทอร์มิเตอร์ลงในขวดแล้ววัดอุณหภูมิของน้ำทันที   อ่านค่าและบันทึกผล (น้ำในขวดเก็บตัวอย่างให้นำไปเทลงในถาดพลาสติกสีขาว เพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตในน้ำต่อไป)
5.   วัดความเป็นกรด-เบสของน้ำที่ผิวน้ำ   โดยใช้แท่งแก้วแตะน้ำแล้วมาแตะบนกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ นำไปเทียบกับแถบสีมาตรฐาน อ่านค่าและบันทึกผล
           5.1   วัดความเป็นกรด-เบสของน้ำที่ผิวน้ำ   โดยใช้แท่งแก้วแตะน้ำที่ผิวน้ำแล้วมาแตะบนกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์   นำไปเทียบกับแถบสีมาตรฐาน อ่านค่าและบันทึกผล
           5.2   วัดความเป็นกรด-เบสของน้ำที่ระดับความลึก 20 เซนติเมตร โดยใช้แท่งแก้วแตะน้ำในขวดเก็บตัวอย่างน้ำ แล้วปฏิบัติเช่นเดียวกับการวัดความเป็นกรด-เบสที่ผิวน้ำ
หมายเหตุ : การวัดอุณหภูมิและความเป็นกรด-เบสควรวัดหลายๆ จุดให้กระจายทั่วบริเวณที่สำรวจ   แต่ละจุดวัดอย่างน้อย 3 ครั้ง หาค่าเฉลี่ย แล้วบันทึกผล    

 

ศึกษาสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ   
6.   สังเกตสิ่งมีชีวิตบนผิวน้ำ ทั้งชนิด จำนวนลักษณะและการกระจายของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดบันทึกผล
7.   เก็บตัวอย่างพืชที่ลอยน้ำ เช่น สาหร่าย จอก แหน ฯลฯ มาล้างในถาดพลาสติก ที่มีน้ำสะอาด สังเกตลักษณะและจำนวนสิ่งมีชีวิตที่ร่วงหล่นอยู่ในถาด บันทึกผล
8.   ในถุงลากแพลงก์ตอน เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนในน้ำ   โดยค่อยๆ ลากถุงไปตามผิวน้ำ แล้วนำขึ้นมาเทลงในถาดพลาสติก   และใช้ถุงลากที่ระดับความลึก 20 เซนติเมตร เพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตด้วยตาเปล่าและแว่นขยาย ดูดน้ำบางส่วนใส่สไลด์หลุมเพื่อศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์   บันทึกลักษณะสิ่งมีชีวิตที่พบ
หมายเหตุ : เมื่อนำสิ่งมีชีวิตขึ้นมาศึกษาเสร็จแล้วให้นำกลับสู่สิ่งแวดล้อมเดิม   

 ข. การสำรวจระบบนิเวศบนบก   
วัสดุอุปกรณ์
1.   ไม้เมตรหรือตลับเมตร
2.   เทอร์มอมิเตอร์
3.   แว่นขยาย
4.   กรอบนับประชากร
5.   ชุดสำรวจสิ่งมีชีวิตในดิน
6.   เครื่องชั่ง
7.   พลั่วขุดดิน
8.   บีกเกอร์ขนาด 100 cm3
9.   แท่งแก้วคนสาร
10.   กระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์
11.    น้ำกลั่น


 ศึกษาสภาพทางกายภาพบางประการ   
1.   สำรวจสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปรอบๆ บริเวณนั้น เช่น คุณภาพอากาศจากการสัมผัส การมองเห็นหรือได้กลิ่น ได้แก่ ฝุ่นละออง ควัน เขม่า กลิ่น เสียง กองขยะ สภาพการจราจร สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ
2.   สังเกตลักษณะของดินว่าเป็นดินร่วม ดินทราย หรือดินเหนียว ดูสี กลิ่น ความชื้น ตลอดจนสิ่งปนเปื้อนในดินบริเวณนั้น
3.   วัดอุณหภูมิของดิน
           3.1   วัดอุณหภูมิของดินชั้นบน   โดยเสียบเทอร์มอมิเตอร์ลงในดินลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร อ่านค่าและบันทึกผล
           3.2   วัดอุณหภูมิของดินที่ระดับความลึกอย่างน้อย 20 เซนติเมตร (อาจลึกกว่า 20 เซนติเมตรตามการออกแบบเพื่อศึกษาได้) โดยขุดดินให้เป็นหลุมกว้างขนาด 20 เซนติเมตร x 20 เซนติเมตร ลึกประมาณ 25 เซนติเมตร เสียบเทอร์มอมิเตอร์เข้าในเนื้อดิน   ด้านข้างหลุมที่ระดับความลึก 20 เซนติเมตร (ดังภาพ) อ่านค่าและลันทึก (นำดินที่ขุดขึ้นมาตั้งแต่ผิวดิน จนระดับ 5 เซนติเมตร และดินที่ความลึก 20 เซนติเมตร แยกใส่ภาชนะ เพื่อนำไปศึกษาสิ่งมีชีวิตต่อไป)


4.   วัดความเป็นกรด-เบส (pH) ของดิน

           4.1   วัดความเป็นกรด-เบสของดินชั้นบน   โดยชั่งดิน 50 กรัม ใส่ในบีกเกอร์เติมน้ำกลั่น 50 cm3   คนให้เนื้อดินผสมกับน้ำ   ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอนแล้วใช้แท่งแก้วจุ่มน้ำส่วนที่ใสแตะลงบนกระดาษยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์ นำไปทิ้งกับแถบสีมาตรฐาน อ่านค่า และบันทึกผล

           4.2   วัดความเป็นกรด-เบสของดินที่ระดับความลึก 20 เซนติเมตร โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการวัดความเป็นกรด-เบสของดินชั้นบน
หมายเหตุ : การวัดอุณหภูมิและความเป็นกรด-เบสควรวัดหลายๆ จุด ให้กระจายทั่วบริเวณที่สำรวจ   แต่ละจุดวัดอย่างน้อย 3 ครั้ง หาค่าเฉลี่ย แล้วบันทึกผล

 
ศึกษาสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศบนบก   
5.   สังเกตชนิด จำนวน ลักษณะ และการกระจายของสิ่งมีชีวิต   ทั้งพืชและสัตว์บนพื้นดิน   บันทึกผล
6.   ศึกษาสิ่งมีชีวิตในดินโดยใช้อุปกรณ์ชุดสำรวจสิ่งมีชีวิตในดิน (ดังภาพ) นำดินชั้นบนที่ขุดในข้อ 3 (ลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร) วางบนตะแกรงที่มีตาถี่ขนาด 5-10 มิลลิเมตร แล้ววางตะแกรงบนภาชนะรูปกรวย หรือกรวยกรอง เปิดไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง สิ่งมีชีวิตจะเคลื่อนตัวหนีความร้อนลงสู่ภาชนะศึกษาสิ่งมีชีวิตและบันทึกผล   แล้วนำสิ่งมีชีวิตกลับคืนลงดินตามเดิม
7.   สำรวจชนิด จำนวน และลักษณะสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้ขอนไม้ บนต้นไม้ ก้อนหิน ในบริเวณนั้นด้วย
8.   หาความหนาแน่นของประชากรสิ่งมีชีวิตในบริเวณนั้น โดยใช้กรอบนับประชากร ขนาด 50 x 50 ตารางเซนติเมตร   ในการศึกษาประชากรสิ่งมีชีวิตบนบก   โดยวางทาบลงบนพื้นที่ศึกษา นับจำนวนสิ่งมีชีวิตที่พบทั้งพืชและสัตว์ในแต่ละช่องจนครบทั้งกรอบ เป็นจำนวนประชากรในพื้นที่ ¼ ตารางเมตร สุ่มนับจำนวนประชากรหลายจุดแล้วค่าเฉลี่ย และคำนวณค่าความหนาแน่นของประชากรจากสูตร


           นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลจากการสำรวจมาหาความสัมพันธ์และร่วมกันวิเคราะห์   อภิปรายผลในประเด็น ดังต่อไปนี้

           8.1   สภาพแวดล้อมทางกายภาพโดยรวมของระบบนิเวศในท้องถิ่นที่สำรวจเป็นอย่างไร

           8.2   ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับสิ่งมีชีวิตที่พบในแต่ละบริเวณเป็นอย่างไร

           8.3   ในบริเวณที่ศึกษามีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต   ทั้งปริมาณ สัดส่วน และการกระจายเป็นอย่างไร เหตุมดจึงเป็นเช่นนั้น

           8.4   นอกจากระบบนิเวศในท้องถิ่นของนักเรียนแล้ว   ระบบนิเวศในบริเวณโรงเรียนของนักเรียนเป็นอย่างไร   นักเรียนคิดว่าสิ่งใดบ้างที่ดีและมีประโยชน์ สิ่งใดบ้างที่เป็นปัญหา   และนักเรียนคิดว่าจะมีวิธีดำเนินการจัดการอย่างไร

           จากการศึกษาในกิจกรรมที่ 21.1 จะเห็นได้ว่า   ระบบนิเวศบนบก   และระบบนิเวศในน้ำ   มีองค์ประกอบทางโครงสร้างหลักที่เหมือนกันคือ องค์ประกอบทางกายภาพ และองค์ประกอบทางชีวภาพ
-   องค์ประกอบทางกายภาพของระบบนิเวศบนบก  และระบบนิเวศในน้ำเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร
-   องค์ประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศบนบก และระบบนิเวศในน้ำ  แบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง

           ดังที่นักเรียนทราบมาแล้วว่า   สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารเองได้   และผู้บริโภคชนิดต่างๆ ซึ่งได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้และได้รับอาหารจากการบริโภคสิ่งมีชิวิตอื่นเป็นอาหาร   นอกจากนี้ยังพบว่ามีกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งในระบบนิเวศ ได้แก่ ผู้สลายสารอินทรีย์ ซึ่งได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วให้กลายเป็นสารอินทรีย์กลับคืนสู่ระบบนิเวศต่อไป
-   จากการศึกษาสิ่งมีชีวิตในกิจกรรมที่ 21.1 ผู้ผลิตได้แก้อะไรบ้าง ผู้บริโภคที่พบสามารถจำแนกออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
-   ผู้สลายสารอินทรีย์ในระบบนิเวศได้แก่สิ่งมีชีวิตประเภทใดบ้าง

 

รู้หรือเปล่า ?

          ค่าความเค็ม (salinity) คือ การวัดความเข้มข้นของเกลือที่ละลายในน้ำ   มีหน่วยวัดเป็นจำนวนกรัมของเกลือทั้งหมดต่อกิโลกรัมของน้ำ (g/kg) หรือวัดเป็นหน่วย ส่วนต่อพันส่วน (part per thousand) ใช้สัญลักษณ์ %o

          โดยปกติในน้ำทะเลมีเกลือแร่หรือธาตุต่างๆ ที่ละลายอยู่   และพบมากเรียงตามลำดับ ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม คลอรีน กำมะถัน แคลเซียม และโพแทสเซียม เป็นต้น

          ค่าความเค็มของน้ำทะเลจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล   ปริมาณหยาดน้ำฟ้า   อัตราการระเหยของน้ำตำแหน่งเส้นรุ้ง   และระยะห่างจากปากแม่น้ำ หรือชายฝั่ง  

 

21.2.2 ระบบนิเวศแบบต่างๆ    

           ระบบนิเวศในน้ำ   

           น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดแบ่งออกได้ตามลักษณะแหล่งที่เกิดได้เป็นแหล่งน้ำจืด   แหล่งน้ำกร่อยและแหล่งน้ำเค็ม   การแบ่งแหล่งน้ำออกเป็นประเภทต่าง นี้นิยมใช้ค่าความเค็มเป็นตัวกำหนด   โดยทั่วไป แหล่งน้ำจืด  (freshwater) ละมีเกลือน้อยกว่าร้อยละ 1 หรือน้อยกว่า1%o และ  แหล่งน้ำเค็ม  (marine) จะมีเกลือโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3.5 หรือ 35% สำหรับแหล่งน้ำกร่อยจะมีค่าความเค็มอยู่ในช่วงกว้าง   และพบแปรผันในรอบวัน เนื่องจากอิทธิพลของกระแสน้ำขึ้นน้ำลงมาเกี่ยวข้องด้วยในรอบวัน   เนื่องจากอิทธิพลของกระแสน้ำขึ้นน้ำลงมาเกี่ยวข้องด้วยโดยทั่วไปจะมีค่าความเค็มน้อยกว่าค่าของแหล่งน้ำเค็ม และ ที่ระดับผิวน้ำมักมีค่าความเค็มน้อยกว่าที่ระดับต่ำกว่าลงไป

           ระบบนิเวศที่มีแหล่งที่อยู่อาศัยในน้ำตาลักษณะของแหล่งน้ำทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวนั้น เรียกว่า ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด ระบบนิเวศแหล่งน้ำเค็ม และระบบนิเวศแหล่งน้ำกร่อย

           ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด   

           แหล่งน้ำจืดแบ่งได้เป็นแหล่งน้ำนิ่งและแหล่งน้ำไหล ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งสามารถแบ่งออกเป็น บริเวณ (zone) ต่างๆ ได้ 3 บริเวณใหญ่ ๆ ดังภาพที่ 21-11 ข.

   

ภาพที่ 21-11 ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดประเภทแหล่งน้ำนิ่ง

 ก. บึงน้ำจืดบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม   

ข. แผนภาพดังขวางแสดงบริเวณต่าง ๆของแหล่งน้ำนิ่ง    

           บริเวณชายฝั่ง (littoral zone)  เป็นบริเวณที่อยู่ติดกับพื้นดินและห่างจากฝั่งไม่มากนัก   บริเวณนี้จะพบว่าเป็นแหล่งน้ำตื้นๆ มักจะมีพืชน้ำจำพวกรากหยั่งลึกในดิน   และพืชที่ลอยน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก
           บริเวณผิวน้ำ (limner tic zone)   เป็นบริเวณที่อยู่ถัดออกจากชายฝั่ง   มีบริเวณที่มีพื้นที่ผิวของน้ำสัมผัสกับอากาศและได้รับแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมากระจายอย่างทั่วถึงที่พื้นผิวน้ำ
           บริเวณน้ำชั้นล่าง (profundal zone) เป็นบริเวณที่อยู่ชั้นน้ำต่ำกว่าระดับผิวน้ำลงไปจนถึง พื้นท้องน้ำ (benthic zone) และเป็นบริเวณที่แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง
-   ในแต่ละบริเวณของแหล่งน้ำจืดในภาพที่ 21-11ข. พบสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคชนิดใดบ้าง
           นอกจากระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งแล้ว   ยังมีระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดที่เป็นแหล่งน้ำไหล   ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ที่สำคัญ 2 บริเวณคือ บริเวณที่เป็นเกาะแก่ง หรือ บริเวณน้ำไหลเชี่ยว (rapid zone) และ บริเวณที่เป็นแอ่งน้ำ (pool zone) ดังภาพที่ 21-12

 


ภาพที่ 21-12 แหล่งน้ำไหลบริเวณแก่งตะนะ จังหวัดอุบลราชธานี

(เอื้อเฟื้อภาพโดย : กรมทรัพยากรธรณี)

            สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำไหลพบว่าต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต เช่น มีรูปร่างเพรียว เพื่อลดความต้านทานของกระแสน้ำ เช่น ปลาบางชนิดที่มีรูปร่างแบนราบไปกับพื้นที่เกาะ   ตัวอ่อนแมลงบางชนิดสามารถเกาะติดแน่นกับพื้นผิวที่อาศัยอยู่ เช่น แมลงหนอนปลอกน้ำและฟองน้ำจืด สัตว์บางชนิดสามารถสกัดเมือกเหนียวเพื่อใช้ยึดเกาะ เช่น หอยกาบเดียว พลานาเรีย เป็นต้น และนอกจากนี้พบว่าปลาบางชนิด เช่น ปลาตะเพียนน้ำตก ปลาซิวน้ำตก ปลาเวียน ปลาพลวง และปลาเลียหินจะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการว่ายทวนน้ำอยู่เสมอ เป็นต้น
-   ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดในท้องถิ่นของนักเรียนเป็นระบบนิเวศแบบใด และมีความสำคัญต่อชุมชนในท้องถิ่นนั้นอย่างไร

-   นักเรียนคิดว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหล่งจ้ำจืด   และส่งผลกระทบต่อคนที่ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศนั้นอย่างไร  และจะมีวิธีการแก้ไขได้อย่างไร

            ระบบนิเวศแหล่งน้ำกร่อย   
           แหล่งน้ำกร่อยเป็นบริเวณที่มีน้ำจืดมาบรรจบกับน้ำเค็ม  มักพบตามบริเวณปากแม่น้ำ  ปากอ่าวและช่องแคบ  เป็นต้น ดังภาพที่  21-13  นอกจากนี้แหล่งน้ำกร่อยยังเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารสูง  ดังนั้นจึงพบสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดในบริเวณนี้โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นอาหารของมนุษย์  เช่น กุ้ง หอย ปู ปลาต่างๆ


ภาพที่ 21-13 ระบบนิเวศแหล่งน้ำกร่อยแหล่งกำเนิดของป่าชายเลน

 - เพราะเหตุใดระบบนิเวศแหล่งน้ำกร่อยจึงมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารสูง  และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด

          ระบบนิเวศแหล่งน้ำเค็ม
           แหล่งน้ำเค็มได้แก่  ทะเลและมหาสมุทร  จัดเป็นแหล่งน้ำไหลเนื่องจากมีกระแสคลื่นเกิดขึ้นตลอดเวลา  ระบบนิเวศทางทะเลเป็นระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ส่วน ของผิวโลก สามารถแบ่งเขตออกเป็น 2 บริเวณ คือ  บริเวณชายฝั่งทะเล  (coastal zone)  และ บริเวณทะเลเปิด  (open sea)  ดังภาพที่ 21-14

    

ภาพที่ 21-14  แผนภาพตัดขวางแสดงบริเวณต่างๆ ในทะเล

            บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นบริเวณที่อยู่ติดกับพื้นดินที่มีความลาดชันน้อยและค่อนข้างอุดมสมบูรณ์  เนื่องจากได้รับอิทธิพลของกระแสน้ำขึ้นน้ำลง  และได้รับธาตุอาหารจากการชะล้างผิวหน้าดินลงสู่แหล่งน้ำ
           บริเวณทะเลเปิด  เป็นบริเวณที่อยู่ห่างออกจากชายฝั่ง  พื้นที่มีความลาดชันเพิ่มขึ้นตามความลึกของน้ำ  สามารถแบ่งออกเป็นเขตต่างๆได้  3  เขต  คือ  เขตที่แสงส่องถึง  เขตที่มีแสงน้อย  และเขตที่ไม่มีแสง
           -  จากภาพที่ 21-14  ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการกระจายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหล่งน้ำเค็ม
           -  ระบบนิเวศแหล่งน้ำเค็มมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร

            ดังที่ทราบกันแล้วว่าทะเลและมหาสมุทรเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าทางเศรษฐกิจของโลก  เป็นแหล่งกำเนิดสัตว์น้ำที่เป็นอาหารของมนุษย์มากมายนับพันชนิด  ดังค่าที่แสดงผลผลิตการประมงในประเทศไทยในภาพที่ 21-15  นอกจากนี้ทะเลยังมีสัตว์น้ำประเภทอื่นๆ เช่น  ปะการัง  กัลปังหา  ซีแอนีโมนี ฯลฯ  ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของโลกใต้ทะเล  และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของมนุษย์อีกด้วย

    

ภาพที่ 21-15  ปริมาณผลผลิตประมง ปีพ.ศ. 2535 - 2544

- จากภาพที่ 21-15 ผลผลิตประมงในรอบ 10 ปี  (พ.ศ. 2535-2544)  มีแนวโน้มเป็นอย่างไร  เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
-  เพราะเหตุใดปริมาณสัตว์น้ำที่จับจากน้ำเค็ม  กับที่จับจากน้ำจืดจึงแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
            นอกจากนี้แล้วระบบนิเวศแหล่งน้ำเค็มอาจแบ่งออกตามลักษณะพื้นผิวทางกายภาพได้เป็น  หาดทราย หาดหิน และแนวปะการัง  ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป

           หาดทราย  คือ  ระบบนิเวศชายฝั่งตั้งแต่ระดับน้ำลงต่ำสุดจนถึงระดับน้ำขึ้นที่ละอองน้ำเค็มสาดซัดไปถึง  ประกอบด้วยพื้นผิวที่มีเม็ดทรายขนาดต่างๆ กัน  และในพื้นที่แต่ละแห่งจะมีความลาดชันไม่เหมือนกัน  กระแสน้ำขึ้นน้ำลงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความชื้นและอุณหภูมิของหาดทรายแตกต่างกัน  และมีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบริเวณหาดทราย


ภาพที่ 21-16  ระบบนิเวศหาดทราย

 

เชื่อมโยง โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

กระแสน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่นมีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเล  กระแสน้ำขึ้นน้ำลงเกิดจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  เมื่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกันกับโลก  ทำให้ระดับน้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันมากเรียก  น้ำเกิด (spring tides)  ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ  และแรม 15 ค่ำ  แต่ถ้าโคจรตั้งฉากกัน  ระดับน้ำขึ้นน้ำลงไม่แตกต่างกันมาก  เรียก น้ำตาย  (neap tides)  ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ และแรม 8 ค่ำ     

     

ภาพ  21-17  ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณหาดทราย 
ก.  จักจั่นทะเล          ข.   ปูลม    
    ค.  เหรียญทะเล         ง.  หอยเสียบ 

  - จากภาพที่ 21-17  สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณหาดทรายพบกับปัญหาอะไรบ้างและมีการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดอย่างไร

           หาดหิน  เป็นบริเวณที่ประกอบด้วยโขดหิน  ไม่ราบเรียบ  มีซอกและแอ่งน้ำที่เป็นกำบังคลื่นลมและหลบซ่อนศัตรูของสิ่งมีชีวิต สภาพของอุณหภูมิ  แสงและความชื้นมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดน้ำขึ้นน้ำลง  เมื่อน้ำลงสัตว์และพืชต้องเผชิญกับการขาดน้ำชั่วขณะ  อุณหภูมิจะสูงขึ้น  แสงมากขึ้น  เมื่อน้ำขึ้นความชื้นเพิ่มขึ้นแต่ปริมาณแสงและอุณหภูมิลดลง


ภาพ 21-18  ระบบนิเวศหาดหิน

 การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตบริเวณหาดหิน

           สิ่งมีชีวิตบริเวณหาดหินมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้น  โดยมีสารพวกคิวทินเคลือบซึ่งช่วยในการรักษาความชื้นและป้องกันการระเหยของน้ำ  บางชนิดมีการปรับตัวเพื่อเก็บไว้ภายในร่างกาย  เมื่อน้ำลงสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้จะไปหลบในซอกหิน  เช่น ปู ปลิงทะเล  ส่วนสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ไม่ได้จะมีเปลือกหุ้มทีสามารถเก็บน้ำไว้ภายใน  เช่น  เพรียงทะเล  หอยนางรม  ลิ่นทะเล  เป็นต้น

 


ภาพที่ 21-19  ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนหาดหิน

 -  สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณหาดหินพบกับปัญหาอะไรบ้างและมีการปรับตัวอย่างไรเพื่อการดำรงชีวิต

 

           แนวปะการัง (coral reefs)  เป็นระบบนิเวศทางธรรมชาติใต้น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด  อยู่ใกล้บริเวณชายฝั่งทะเลและใช้เป็นดัชนีในการบ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลบริเวณนั้นได้  เนื่องจากปะการังจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในบริเวณที่มีน้ำสะอาดมีออกซิเจนที่เพียงพอ  และมีแสงแดดส่องถึง  ดังภาพที่ 21-20


ภาพที่ 21-20  แนวปะการังในท้องทะเล

(เอื้อเฟื้อภาพโดย  ส่วนนันทนาการและสื่อความหมาย  กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช)    

 

รู้หรือเปล่า ?

           ปะการังเป็นสัตว์ไม่ใช่พืช  แบ่งเป็น 2 ชนิด  ตามความสามารถในการสร้างแนวปะการัง  พวกที่สร้างแนวปะการังจะต้องมีสาหร่าย ซุแซนเทลลี (zooxanthellae)  อาศัยในเนื้อเยื่อ  สาหร่ายพวกนี้เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวพวก ไดโนแฟลเจลเลต (dinoflagellate)  ซึ่งจะดึงเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจของปะการังมาใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง  ทำให้ลดปริมาณกรดคาร์บอนิกในเนื้อเยื่อของปะการัง  ปะการังจึงสามารถสร้างโครงร่างได้รวดเร็วขึ้นทำให้เกิดเป็นแนวปะการังได้  ส่วนปะการังที่ไม่มีสาหร่ายอาศัยร่วมอยู่ด้วยจะไม่มีการสร้างแนวปะการัง เช่น  ปะการังในที่ลึก   

 

ความสำคัญของแนวปะการัง
           แนวปะการังเป็นที่ยึดเกาะของสาหร่ายและผู้ผลิตอื่นๆ  เนื่องจากอยู่ในระดับที่ไม่ลึกจนเกินไป  และมีสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการเจริญเติบโตและการสังเคราะห์ด้วยแสง  เป็นที่หลบกำบังศัตรู  เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์  เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ  หลายชนิดทั้งพืชและสัตว์ เป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำ  ช่วยเพิ่มผลผลิตของสัตว์น้ำ  และรักษาสมดุลของโซ่อาหารในทะเล  นอกจากนี้แนวปะการังยังมีความสวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศอีกด้วย
           ปัจจุบันพบว่าแนวปะการังมีปริมาณลดลง  เนื่องจากหลายสาเหตุด้วยกัน  เช่น  ถูกทำลายโดยดาวมงกุฎหนามในธรรมชาติ  และ  เกิดจากการกระทำของมนุษย์  เป็นต้น
           - สาเหตุที่ปะการังถูกทำลายโดยการกระทำของมนุษย์  ได้แก่  อะไรบ้าง

 

           ระบบนิเวศบนบก
            ระบบนิเวศป่าไม้
           ป่าไม้เป็นระบบนิเวศบนบกที่มีขนาดใหญ่และจัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตและต่อสมดุลทางธรรมชาติ  และเป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินที่ใหญ่ที่สุดทั้งนี้เพราะว่ามีพืชพรรณและสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่


ภาพที่ 21-21  ระบบนิเวศป่าไม้  (เรือนยอดป่าไม้บริเวณดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่)

            ป่าไม้ในประเทศไทยมีหลากหลายชนิด  กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ  ทั่วประเทศ  ในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเภทของป่าไม้ที่สำคัญที่รู้จักกันดี  ได้แก่  ป่าไม้ผลัดใบ  (evergreen forest)  และ ป่าผลัดใบ  (deciduous  forest
           ป่าไม้ผลัดใบได้แก่  ป่าดิบชื้น  ป่าดิบแล้วง  ป่าดิบเขา  ป่าสนเขา  ป่าชายเลน  และป่าพรุ  เป็นต้น  ป่าผลัดใบที่สำคัญ  ได้แก่  ป่าเบญจพรรณ และ  ป่าเต็งรังหรือป่าแดง  เป็นต้น

            ป่าดิบชื้น (tropical  rain  forest  หรือ  tropical  evergreen forest)  เป็นป่าที่พบในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก  เช่น  ทางภาคใต้  ชายฝั่งทะเล  ภาคตะวันออก  ป่าดิบชื้นมีอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลงมาก  มีความชื้นสูง  พืชเป็นไม้ยืนต้น  ใบกว้างปกคลุมหนาแน่น  และไม่มีการผลัดใบ  จึงทำให้สภาพป่าโดยทั่วไปเขียวครึ้มตลอดปี  พืชในป่าดิบชื้นมีความสูงต่างกันแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ  คือไม้ยืนต้นชั้นบน  มีความสูงตั้งแต่ 25-40  เมตร  เช่น  ไม้ยาง  ไม้ตะเคียน  ไม้สะยา  ไม้ชั้นกลาง  มีความสูงตั้งแต่   10-20 เมตร  เช่น  ตีนเป็นแดง  จิกเขา  และไม้พื้นล่างมีความสูง  ไม่เกิน 7 เมตร  เช่น  ไม้พุ่ม   ปาล์ม  หมาย  ไผ่  และเถาวัลย์ 

 

 

 


        ภาพที่ 21-22  ป่าดิบชื้น (ป่าดิบชื้นในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสก  จังหวัด สุราษฏร์ธานี)  

           ป่าดิบแล้ง  (dry  evergreen forest)  พบทางภาพเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในบริเวณที่ค่อนข้างราบ  มีช่วงที่แห้งแล้วอย่างน้อย  3-4  เดือน  ลักษณะเป็นป่าโปร่ง  พืชเด่นที่พบในเรือนยอดชั้นบน  เช่น  ยางแดง  มะค่าโมง  เคี่ยม  หลุมพอ  กะบาก  ตะเคียนหิน  เป็นต้น  ส่วนพืชในชั้นรองลงมา  เช่น  พลอง  และกระเบาเล็ก  เป็นต้น

           ป่าดิบเขา  (hill  evergreen forest  หรือ  mountain  forest)  เป็นป่าที่พบอยู่ในพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล  1,000  เมตร ขึ้นไป  พบได้ในเทือกเขาสูงแถบภาคเหนือ  จัดเป็นป่าต้นน้ำลำธาร  ไม้ยืนต้นที่พบ เช่น  ไม้วงศ์ก่อ  นางพญาเสือโคร่ง  มะขามป้อมดง  อบเชย  กำยาน สนเขา  จำปีป่า   มณฑาป่า  เป็นต้น  ไม้พื้นล่างที่พบ  ได้แก่  กุหลาบป่า  กล้วยไม้ดิน  ผักกูด  และมอสชนิดต่างๆ

ภาพที่ 21-23  ป่าดิบแล้ง
(ป่าดิบแล้งบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  จังหวัดนครราชสีมา)

 

ภาพที่ 21-24  ป่าดิบเขา
(ป่าดิบเขาบริเวณอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์  จังหวัดเชียงใหม่)

            ป่าสนเขา (coniferous  forest)  พบตามภูเขาสูงในภาคเหนือ  ภาคกลาง  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ไม้ยืนต้นที่ขึ้นเป็นพวกที่มีใบเรียวเล็กเหมือนเข็ม  เช่น สนสองใบ  สนสามใบ  พื้นป่าที่ไม้พุ่มและไม้ล้มลุกเกิดขึ้นน้อย  เพราะดินขาดความอุดมสมบูรณ์  ดินมีความเป็นกรดและขาดธาตุอาหาร  เนื่องจากอัตราการชะล้างสูง  สัตว์ที่พบเช่น  แมวป่า  หมาป่า  ชะมด  เม่น   อีเห็น  และสัตว์ที่กินเมล็ดของพวกสน  เช่น กระรอกและนกเป็นต้น

 


 

 

                                                                                                                                 
ภาพที่ 21-25  ป่าสนเขา
(ป่าสนเขาบริเวณอุทยานแห่งชาติ  ทุ่งแสลงหลวง  จังหวัดพิษณุโลก)

            ป่าชายเลน (mangrove  forest)  เป็นป่าที่ขึ้นตามแนวชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำ  ซึ่งลักษณะของน้ำจะเป็นน้ำกร่อย  ในประเทศไทยพบบริเวณชายฝั่งทะเลของอ่าวไทย  และบริเวณชายฝั่งอันดามันด้านตะวันตกของภาคใต้  ป่าชายเลนเป็นป่ารอยต่อระหว่างระบบนิเวศบนบก  และระบบนิเวศแหล่งน้ำ  ให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง  พรรณไม้ในป่าชายเลน  เช่น  โกงกาง  แสม  ลำพู  ตะบูน  เป็นต้น  นอกจากนี้ป่าชายเลน  ยังมีความสำคัญในแง่เป็นแหล่งอาหาร  แหล่งหลบภัย  แหล่งวางไข่  และเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์ทะเลจำพวกกุ้ง  หอย  ปู ปลา  อีกด้วย          


ภาพที่  21-26  ป่าชายเลน
 
(ป่าชายเลน บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน  จังหวัดจันทบุรี)

            ป่าพรุ  (peat  swamp  forest)  พบตามที่ลุ่มเป็นป่าที่มีน้ำจืดขังอยู่ตลอดปี  สภาพดินเป็นดินอินทรีย์หรือดินพรุ ซึ่งเกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์  น้ำมีความเป็นกรดสูง  ลักษณะของป่าแน่นทึบ  พรรณไม่ทีพบมีทั่งไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปะปนกับไม้ขนาดเล็ก  เช่น หวาย  หมากแดง หลุมพี  เป็นต้น  พบกระจายอยู่ทั้งบนภูเขาสูงและที่ราบชายฝั่งทะเล  ป่าพรุที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดพบที่ภาคใต้ของประเทศไทย  คือ  ที่พรุโต๊ะแดง  จังหวัดนราธิวาส

   

ภาพที่ 21-27  ป่าพรุ (พรุโต๊ะแดง  จังหวัดนราธิวาส)

ก.  และ ข.  สภาพพรรณไม้ที่พบในป่าพรุ    ค.  น้ำที่ขังอยู่ในป่าพรุมีสีน้ำตาลแดง

 

รู้หรือเปล่า ?   

           ป่าเบญจพรรณเป็นป่าที่เรียกชื่อตามพรรณไม้หลัก  ซึ่งมี 5 ชนิดที่พบเป็นไม้เด่นในป่าประเภทนี้  (เบญจ  แปลว่า ห้า)

 

             ป่าผลัดใบ  ที่สำคัญได้แก่

              ป่าเบญจพรรณ  (mixed  deciduous forest)  เป็นป่าโปร่งประกอบด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่  และขนาดกลางหลายชนิดขึ้นปะปนกัน  พบทุกภาคในประเทศไทยยกเว้นภาคใต้  พื้นดินมักเป็นดินร่วนปนทราย  พรรณไม้หลักที่สำคัญมี  5  ชนิด  ได้แก่  สัก  มะค่า  แดงประดู่  และชิงชัง  ขึ้นปะปนกับไผ่ และพืชวงศ์หญ้าชนิดอื่นๆ 

 

ภาพที่  21-28  ป่าเบญจพรรณ
(ป่าเบญจพรรณบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  จังหวัดอุทัยธานี)

            ป่าเต็งรังหรือป่าแดง  ป่าแพะ  (dry  dipterocarp  forest)  เป็นป่าโปร่งที่มรต้นไม้ขนาดใหญ่  พบในเขตพื้นที่แห้งแล้งของทุกภาค  โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ยกเว้นภาคใต้และภาคตะวันออกแถบจังหวัดจันทบุรี  และจังหวัดตราด  ไม้ที่พบ  เช่น  เต็ง  รัง  ไผ่เพ็ก  พะยอม  เหียง  พลวง  ประดู่แดง  มะขามป้อม  เป็นต้น


ภาพที่ 21-29  ป่าเต็งรัง
(ป่าเต็งรังบริเวณสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช  จังหวัดนครราชสีมา)

กิจกรรมเสนอแนะ  ศึกษาความหลากหลายของระบบนิเวศในท้องถิ่น

           ให้นักเรียนเลือกสถานที่ที่สามารถศึกษาได้ทั้งระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศในน้ำในการศึกษาความหลากหลายของระบบนิเวศ  โดยศึกษาความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ  กับสภาพแวดล้อมในระบบนิเวศนั้นจากนั้นนำข้อมูลมาอภิปรายร่วมกัน