|
พลังงานในวงจรไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้าซึ่งทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับชิ้นส่วนต่างๆ ในวงจร พลังงานไฟฟ้าที่ชิ้นส่วนเหล่านี้ได้รับนั้นถูกถ่ายโอนมาอย่างไร
แรงเคลื่อนไฟฟ้าและความต่างศักย์
เมื่อต่อแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากับชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ตัวต้านทาน หลอดไฟ ให้ครบวงจร จะมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น แสดงว่ามีการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าขณะเคลื่อนที่จะนำพลังงานจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าไปส่วนต่างๆของวงจร นั่นคือ พลังงานจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าถูกถ่ายโอนไปยังส่วนต่างๆ ของวงจรโดยการนำของประจุไฟฟ้า พลังงานนี้คือพลังงานศักย์ไฟฟ้า (electrical potential energy) ในบทนี้จะเรียกย่อว่า พลังงานไฟฟ้า
พลังงงานไฟฟ้าของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วยประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านแหล่งกำเนิดไฟฟ้า คือ แรงเคลื่อนไฟฟ้า (electromotive force, e.m.f.) ของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าแทนด้วยสัญลักษณ์ แรงเคลื่อนไฟฟ้าจึงไม่ใช่ “แรง” ตามความหมายทางกลศาสตร์ที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ แต่เป็น “พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนโดยประจุไฟฟ้าระหว่างขั้วในแหล่งกำเนิดไฟฟ้า” ความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานไฟฟ้า W ประจุไฟฟ้า Q และแรงเคลื่อนไฟฟ้า E เขียนได้ดังนี้คือ W = QE
เมื่อประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านส่วนต่างๆของวงจร พลังงานของประจุไฟฟ้าจะลดลงเพราะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น แสง และความร้อน เป็นต้น พลังงานไฟฟ้าที่ชิ้นส่วนต่างๆ ของวงจรใช้ต่อหนึ่งหน่วยประจุไฟฟ้า เรียกว่า ความต่างศักย์ หรือโวลเตจ (potential difference หรือ voltage) แทนด้วยสัญลักษณ์ V ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานไฟฟ้า W ประจุไฟฟ้า Q และความต่างศักย์ V จึงเขียนได้เป็น W = QV
(2).jpg)
รูป 16.23 แรงเคลื่อนไฟฟ้าและความต่างศักย์
เนื่องจากพลังงานมีหน่วย จูล และประจุไฟฟ้ามีหน่วย คูลอมบ์ ดังนั้น แรงเคลื่อนไฟฟ้า และความต่างศักย์ จึงมีหน่วย จูลต่อคูลอมบ์ หรือ โวลต์ ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์ V
Alessandro Volta (พ.ศ. 2288 - 2370) นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน สนใจเรื่องไฟฟ้ามาก เป็นผู้ประดิษฐ์อิเล็กโทรสโคปและเซลล์ไฟฟ้าเคมี จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลแรกที่สามารถสร้างแบตเตอรี่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้
(3).jpg)
รูป 16.24 โวลตา
เนื่องจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าทำให้เกิดความต่างศักย์ ความต่างศักย์เกี่ยวข้องกับแรงเคลื่อนไฟฟ้าอย่างไร ศึกษาได้จากการทดลอง 16.2 หาความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอรี่
จากการทดลองพบว่า ความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอรี่ขณะต่อกับตัวต้านทานค่าต่ำ มีค่าน้อยกว่าค่าที่ได้เมื่อต่อกับตัวต้านทานค่าสูง และความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอรี่ขณะต่อกับตัวต้านทานค่าสูงหรือไม่มีตัวต้านทานจะมีค่าใกล้เคียงกับแรงเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
พิจารณาวงจร ซึ่งประกอบด้วยตัวต้านทานที่มีความต้านทาน R ต่อกับแบตเตอรี่ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า E และ ความต้านทานภายใน (internal resistance) r ซึ่งมีค่าน้อย กระแสไฟฟ้า I จะผ่านทั้งตัวต้านทานและแบตเตอรี่ ดังรูป 16.25
(2).jpg)
รูป 16.25 วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายแสดงความต้านทานภายใน
ให้
และ
เป็นความต่างศักย์ระหว่างปลายของตัวต้านทาน R และ r ตามลำดับ และกระแสไฟฟ้า I เกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า Q ในวงจร
พลังงานไฟฟ้าที่ประจุไฟฟ้า Q ได้รับและใช้ในขณะเคลื่อนที่ผ่านส่วนต่างๆ ของวงจร มีค่าดังนี้
ขณะผ่านแบตเตอรี่ E ประจุไฟฟ้า Q ได้รับพลังงานไฟฟ้า = QE
ขณะผ่านตัวต้านทาน R ประจุไฟฟ้า Q ใช้พลังงานไฟฟ้าไป =
ขณะผ่านตัวต้านทาน r ประจุไฟฟ้า Q ใช้พลังงานไฟฟ้าไป =
จากกฎการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานไฟฟ้าที่ประจุไฟฟ้าได้รับจากแบตเตอรี่เท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่ประจุไฟฟ้าใช้ไปในวงจร หรือ
จากวงจรไฟฟ้าในรูป 16.25 IR คือความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอรี่ V
ดังนั้น E = V + Ir
หรือ V = E - Ir (16.6)
จากสมการ (16.5) จะได้
แสดงว่ากระแสไฟฟ้า I ขึ้นกับความต้านทาน R กล่าวคือเมื่อ R มีค่าน้อย I จะมีค่ามาก มีผลให้ Ir มีค่ามาก ดังนั้นตามสมการ (16.6) V ที่วัดได้จึงน้อยกว่า E แต่ถ้า R มีค่ามาก I จะมีค่าน้อย มีผลให้ Ir มีค่าน้อย ดังนั้น V ที่วัดได้จะมีค่าใกล้เคียงกับ E และถ้าวัด V โดยที่ไม่มีตัวต้านทานต่ออยู่เลย จะได้ V ใกล้เคียงกับ E มาก จนอาจถือได้ว่า ความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอรี่ที่มีค่าเท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้า
พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า
(2).jpg)
รูป 16.26 วงจรไฟฟ้า
เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในวงจรจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงาน พลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้ไปขึ้นกับปริมาณอะไรบ้าง
พิจารณาวงจรไฟฟ้าซึ่งประกอบด้วยตัวต้านทานและแบตเตอรี่ ดังรูป 16.26
ให้ Q เป็นประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านตัวต้านทานในเวลา t
I เป็นความต่างศักย์ของตัวต้านทาน
V เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ตัวต้านทานใช้ไป
ดังนั้น W = QV
จาก Q = It
และจากกฎของโอห์ม V = IR เมื่อ R เป็นความต้านทานของตัวต้านทานแทนค่าจะได้พลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้ไป ดังนี้
(16.7)
พลังงานไฟฟ้าตามสมการ (16.7) เป็นพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้ไปหรือถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่น เรียกพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้หรือเปลี่ยนไปในหนึ่งหน่วยเวลาหรืออัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าว่า <b>กำลังไฟฟ้า</b> (electric power) มีหน่วย วัตต์ (W) ถ้า P แทนกำลังไฟฟ้าจะได้
เมื่อแทน W จากสมการ (16.7) จะได้
(16.8)
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตัวต้านทานขนาดที่ใช้กำลังไฟฟ้ามีขนาดต่างๆ กัน เช่น 0.25 วัตต์ 0.5 วัตต์ และ 1 วัตต์ เป็นต้น จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม
(2).jpg)
รูป 16.27 ตัวต้านทานที่มีกำลังต่างๆ
(2).jpg)
รูป 16.28 ฉลากบอกกำลังไฟฟ้าและความต่างศักย์ของเครื่องใช้ไฟฟ้า
(2).jpg)
รูป 16.29 เครื่องปิ้งขนมปัง มีลวดนิโครมเป็นตัวให้ความร้อน
เครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีฉลากบอกกำลังไฟฟ้าและความต่างศักย์ที่เหมาะสม ถ้าใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ากับความต่างศักย์ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ เครื่องใช้ไฟฟ้าจะเสียหายได้ อนึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยในการคำนวณพลังงานไฟฟ้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นใช้ได้ด้วย
- ขณะมีกระแสไฟฟ้าในวงจร จะมีความร้อนเกิดที่ส่วนต่างๆ ในวงจรนั้น ความร้อนเกิดขึ้นได้อย่างไร
เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในตัวนำเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ ดังนั้นเมื่อชนไอออนของตัวนำ อิเล็กตรอนจะสูญเสียพลังงาน แต่ไอออนได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นสั่นเร็วขึ้น ซึ่งมีผลทำให้อุณหภูมิของตัวนำสูงขึ้น นั่นคือมีความร้อนในตัวนำความรู้นี้นำไปใช้อธิบายการเกิดความร้อนในลวดให้ความร้อนของเครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องเป่าผม เตารีด และไส้หลอดไฟฟ้า
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |