วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-ตัวนำ กึ่งตัวนำ และฉนวน | บทเรียน วิชาการ.คอม
ฟิสิกส์
 

ตัวนำ กึ่งตัวนำ และฉนวน

สร้างเมื่อ 25 เม.ย. 2555 14:27:26
  • ระดับม.6
  • 2,971 view

ตัวนำ กึ่งตัวนำ และฉนวน

               สมบัติทางด้านการนำไฟฟ้าของสารต่างๆ โดยเฉพาะของแข็งแตกต่างกันมาก หากเปรียบเทียบสภาพต้านทานไฟฟ้า (electrical resistivity) ระหว่างโลหะเงินที่มีค่า 1.6x10^{-8}      โอห์มเมตรกับควอตเหลวซึ่งมีสภาพต้านทานเป็น 1.6x10^{-8}  โอห์มเมตร จะเห็นได้ว่า ฉนวนมีความต้านทานประมาณ 10^{25}   เท่าของตัวนำ ซึ่งความต้านทานไฟฟ้านี้เป็นสมบัติที่แตกต่างกันมาก อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สารต่างๆ มีสมบัติแตกต่างกันมากเช่นนั้น
                จากความเข้าใจเรื่องระดับพลังงานของอะตอมเดี่ยวๆที่เป็นแก๊สเช่น ระดับพลังงานของอะตอมของไฮโดรเจน นอกจากจะสามารถขยายไปครอบคลุมกรณีระดับพลังงานของอะตอมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีหลายอิเล็กตรอนแล้ว ยังขยายไปครอบคลุมระบบอะตอมในของแข็งที่เป็นโลหะและอโลหะได้ด้วยและโครงสร้างของระดับพลังงานของระบบนี้กับระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในชั้นพลังงานเป็นตัวกำหนดสมบัติการนำไฟฟ้า ทำให้สามารถเข้าใจความแตกต่างที่เกิดขึ้นได้ แต่หากจะรู้รายละเอียดก็จะต้องเรียนในระดับที่สูงขึ้น ในที่นี้จะกล่าวเพียงคร่าวๆให้พอเห็นภาพความแตกต่างที่เกิดขึ้น

                              

                                              ก. ระดับพลังงานในของแข็ง                                                   ข. ระดับพลังงานในอะตอมเดี่ยว

                                                              รูป 19.53 เปรียบเทียบระดับพลังงานของของแข็ง และอะตอมเดี่ยว

 

ในกรณีของธาตุอะตอมเดี่ยว เช่น แก๊สไฮโดรเจน (เป็นแก๊สที่อุณหภูมิ 25^ \circ  C) ระดับพลังงานจะเป็นดังรูป 19.53 ข. ส่วนของแข็งที่เป็นโลหะและอโลหะจะมีระดับพลังงานเป็นแถบ (energy band) ดังรูป 19.53 ก. แถบที่มีอิเล็กตรอนเต็มจะมีพลังงานต่ำกว่าเรียกว่าแถบวาเลนซ์ (valence band) เป็นแถบที่ไม่นำไฟฟ้า สำหรับแถบพลังงานที่อยู่สูงขึ้นไปเรียกว่าแถบนำไฟฟ้า (conduction band)

 

ตัวนำ (conductor)  จะมีอิเล็กตรอนเต็มในแถบวาเลนซ์ และมีอิเล็กตรอนอยู่บ้างในแถบนำไฟฟ้า เมื่อให้สนามไฟฟ้าก็จะเกิดการนำไฟฟ้าขึ้น

ฉนวน (insulator)  จะมีอิเล็กตรอนเต็มในแถบวาเลนซ์ และไม่มีอิเล็กตรอนอยู่ในแถบนำไฟฟ้า มีช่องว่างระหว่างแถบพลังงาน (energy gap) ทั้งสอง ช่องว่างนี้จะกว้างมากจนเมื่อให้พลังงานไฟฟ้า(ในรูปของศักย์ไฟฟ้า) หรือพลังงานความร้อน หรือพลังงานแสง ก็ไม่สามารถทำให้อิเล็กตรอนในชั้นแถบวาเลนซ์ ถูกกระตุ้นขึ้นมาที่แถบนำไฟฟ้า จึงไม่มีการนำไฟฟ้า

กึ่งตัวนำ (semiconductor)  จะมีอิเล็กตรอนเต็มแถบวาเลนซ์คล้ายฉนวน แต่มีช่องว่างพลังงานเหนือแถบนั้นค่อนข้างแคบ ที่อุณหภูมิปกติ พลังงานความร้อน สามารถกระตุ้นให้อิเล็กตรอนเหล่านี้เองที่เป็นพาหะ (carrier) ของไฟฟ้าและทำให้นำไฟฟ้าได้บ้าง ทำให้ความต้านทานไม่สูงมากนักและนับเป็นสารกลุ่มกึ่งตัวนำ สารกึ่งตัวนำบางชนิดสามารกระตุ้นอิเล็กตรอนจากแถบวาเลนซ์ให้ขึ้นไปแถบนำไฟฟ้าได้ด้วยแสง และสามารถนำมาใช้เป็นประเภทLDR (Light Dependent Resistance) หรือเป็นตัวรับรู้ (sensor) แสง

ในทางปฏิบัติจะมีการใช้ฉนวน เช่น ยาง พลาสติก ทำที่หุ้มสายไฟฟ้าที่ทำจากโลหะซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้า ส่วนตัวต้านทานที่ใช้ในวงจรไฟฟ้าและวงจรอิเล็กทรอนิกส์นั้นจะมีค่าความต้านทานไฟฟ้าอยู่ระหว่างตัวนำกับฉนวน คือมีค่าตั้งแต่ 1 โอห์ม ถึง 100 เมกะโอห์ม

 

การทดลองและกิจกรรม

กิจกรรมสาธิต (สำหรับโรงเรียนที่มีเครื่องมือพร้อม) 

กิจกรรม 19.1 การศึกษาเปรียบเทียบการแผ่รังสีของวัตถุดำ 

วิธีสาธิต  ใช้เตาไฟฟ้าแบบขดความร้อน 220 โวลต์ แทนวัตถุดำ เตาไฟฟ้าจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นตามปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าไป ปริมาณกระแสไฟฟ้านี้สามารถควบคุมได้โดยใช้เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า (dimmer)

 

รูป 19.54 แสดงการต่อวงจรไฟฟ้า

 

                เมื่อวัตถุดำ(เตาไฟฟ้า) มีอุณหภูมิค่าหนึ่ง จะมีการแผ่รังสีหรือปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาดังรูป 19.54 ถ้าโรงเรียนมีเครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส Non-contact infrared thermometer สามารถนำมาใช้วัดอุณหภูมิของเตาไฟฟ้าในขณะที่แผ่รังสีได้

                ร่างกายมนุษย์ที่ยังมีชีวิต จะมีอุณหภูมิค่าหนึ่ง มีการแผ่รังสีหรือปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา เราสามารถใช้เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส Non-contact infrared thermometer มาใช้วัดอุณหภูมิร่างกายได้ ดังที่ใช้ในกรณีของโรค SARS (severe Acute Respiratory)

 

กิจกรรมสาธิต

กิจกรรม 19.2 การเปรียบเทียบลักษณะการกระเจิงของอนุภาคแอลฟา 

วิธีทดลอง  ใช้แม่เหล็กแผ่นกลมขนาดเท่ากันซ้อนกันหลายๆอัน วางบนถาดลดแรงเสียดทานเรียกแม่เหล็กนี้ว่า แม่เหล็ก A โรยเม็ดพลาสติกลงบนถาดรอบแม่เหล็ก A แล้วเกลี่ยให้สม่ำเสมอวางแม่เหล็กอีกแท่งหนึ่งบนเม็ดพลาสติกโดยให้อยู่ในลักษณะที่มีแรงผลักระหว่างกัน เรียกแม่เหล็กอันที่สองนี้ว่า แม่เหล็ก a กำหนด oo  ผ่านแม่เหล็ก A ผลักแม่เหล็ก a เข้าหา A ในแนว oo และขนานกับ oo หลายๆครั้ง โดยใช้แรงเท่าเดิม แต่ให้แนวการเคลื่อนที่ของแม่เหล็ก a ห่างจาก oo ต่างๆกัน ดังรูป 19.55 แล้วสังเกตว่าแม่เหล็ก A มีการเคลื่อนที่หรือไม่ และแนวการเคลื่อนที่ของ a เมื่อผ่าน A เป็นอย่างไร

รูป 19.55 การเปรียบเทียบการกระเจิงของอนุภาคแอลฟา

 

การทดลอง 19.1 การศึกษาสเปกตรัมของแก๊สร้อน (แก๊สไฮโดรเจน อาร์กอน นีออน) 

วิธีทดลอง  ต่อเสียบหลอดบรรจุแก๊สเข้ากับที่เสียบขดลวดเหนี่ยวนำและต่อเข้ากับหม้อแปลงโวลต์ต่ำ ใช้ความต่างศํกย์ 12 โวลต์ วางไม้เมตรไว้ข้างหน้าหลอด จัดให้ขีดกึ่งหลางไม้เมตรอยู่ตรงกับหลอดบรรจุแก๊สดังรูป 19.56

รูป 19.56 การจัดอุปกรณ์สำหรับหาความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์

 

                วัดระยะตั้งฉาก D จากไม้เมตร ห่างออกประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเกรตติงเปิดสวิตช์หม้อแปลงแล้วมองผ่านเกรตติง จัดระนาบให้เส้นสเปกตรัมปรากฏชัดที่ทั้งสองข้างของไม้เมตร บันทึกภาพและสีที่เห็น จากนั้นบันทึกตำแหน่งต่างๆ ของเส้นสเปกตรัมที่ ปรากฏบนไม้เมตร บันทึกภาพและสีที่เห็น จากนั้นบันทึกตำแหน่งต่างๆ ของเส้นสเปกตรัมที่ปรากฏบนไม้เมตรแต่ละข้าง หาระยะห่างจากขีดกลางไม้เมตรของสเปกตรัมแต่ละสีเป็นระยะ x

 

ตารางบันทึกผลการทดลองอาจเป็นดังต่อไปนี้   

ระยะ D   =  1 เมตร  เกรตติงที่ขนาด 5300 เส้นต่อเซนติเมตร  ดังนั้น     d = \frac{1}{{5300}}  ซม.

สีที่เห็น 

ระยะ x_1ซ้าย (cm)

ระยะx_2ขวา (cm)

   \overline X&nbsp; = \frac{{x_1&nbsp; + x_2 }}{2}<br />
                         
 
      \sqrt {D^2&nbsp; + \overline x } ^2<br />
                         

 <br />
            \sin \theta&nbsp; = \frac{{\overline x }}{{\sqrt {D^2&nbsp; + x^2 } }}<br />

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โจทย์แบบฝึกหัดบทที่ 19

คำถาม

1. รูปแสดงระดับพลังงานของอะตอมของโลหะชนิดหนึ่ง

 

 รูป สำหรับคำถามข้อ 1

                 ก. อิเล็กตรอนต้องดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานเท่าใด จึงจะเปลี่ยนระดับพลังงานจากสถานะพื้นไปยังสถานะกระตุ้นที่ n  =  4

                ข.   จากข้อ ก. การเปลี่ยนระดับพลังงานจากสถานะถูกกระตุ้น n  =  4  กลับไปยังสถานะพื้น n  =  1 อาจเกิดขึ้นได้กี่แบบ และเส้นสเปกตรัมที่เกิดขึ้นมีทั้งหมดกี่ความถี่

 

ปัญหา 

                 1. อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว  2.8x10^7 เมตรต่อวินาที เข้าสู่สนามแม่เหล็กที่มีทิศตั้งฉากกับสนามแม่เหล็ก ปรากฏว่าอิเล็ตรอนเคลื่อนที่เป็นวงกลมรัศมี 0.1 เมตร จงหาว่าสนามแม่เหล็กที่ใช้มีขนาดที่เทสลา กำหนดให้ประจุไฟฟ้าต่อมวลของอิเล็กตรอนเป็น 1.76x10^{11} คูลอมบ์ต่อกิโลกรัม  เมตรต่อวินาที เคลื่อนที่ในทิศทางตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กขนาด  เทสลา ทำให้ลำอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ในแนวโค้งดังรูป จงหาขนาดของสนามไฟฟ้าที่จะทำให้ลำอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ตรงไปโดยไม่เบน

                 2. ลำอิเล็กตรอนมีอัตราเร็ว [tex 2.0x10^7[/tex]

รูป สำหรับปัญหาข้อ 2

 

                 3. ในการทดลองวัดอัตราส่วนประจุไฟฟ้าต่อมวล   displaystyle \frac{q}{m}  แบบทอมสัน ระยะระหว่างแผ่นโลหะที่ใช้เท่ากับ 0.008 เมตร และความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างแผ่นโลหะทั้งสองเท่ากับ  300 โวลต์ พบว่าถ้าใช้สนามแม่เหล็กสม่ำเสมอขนาด 0.002 เทสลาตั้งฉากกับสนามไฟฟ้า จะทำให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เป็นแนวตรงในระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง และเมื่อตัดสนามไฟฟ้าออกอิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่เป็นส่วนโค้งของวงกลมซึ่งมีรัศมีเท่ากับ 6.0 เซนติเมตร ถ้าโลหะแผ่นบนมีศักย์ไฟฟ้าเป็นบวก จงแสดงทิศของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก และคำนวณ

                ก. อัตราเร็วของอิเล็กตรอน

                ข. อัตราส่วนประจุไฟฟ้าต่อมวลของอิเล็กตรอน

                ค. ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้เร่งอิเล็กตรอนจากหยุดนิ่งจนมีอัตราเร็วเท่ากับในข้อ ก.

 

                 4. อนุภาคแอลฟาเคลื่อนที่ตรงไปยังนิวเคลียสของทองคำ อนุภาคแอลฟาเคลื่อนที่ช้าลงๆ จนกระทั่งหยุดนิ่ง ณ ตำแหน่งหนึ่งห่างจากนิวเคลียสแล้วจึงเคลื่อนที่ย้อนกลับทางเดิม จงอธิบายว่าทำไมเป็นเช่นนั้น และให้คำนวณว่า อนุภาคแอลฟาที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 3.3x10^7 เมตรต่อวินาที จะเข้าใกล้จุดศูนย์กลางของนิวเคลียสของทองคำมากที่สุดเป็นระยะเท่าใด
                กำหนดให้ค่าคงตัวของคูลอมบ์  K = 9.0x10^9 Nm^2 /C^2  
                ประจุของอนุภาคแอลฟาเป็น 2 เท่าของประจุของอิเล็กตรอนและมีมวลเท่ากับ
                 6.68x10^{-27} กิโลกรัม  ประจุของนิวเคลียสของทองคำเท่ากับ 79 เท่าของอิเล็กตรอน

                 5. ในการทดลองของมิลลิแกน เมื่อใช้สนามไฟฟ้ามีทิศดิ่งขึ้นขนาด 1.96x10^4 นิวตันต่อคูลอมบ์จะทำให้หยดน้ำมันมวล  3.2x10^{-15} กิโลกรัมหยุดนิ่งได้ จงคำนวณว่าหยดน้ำมันหยดนี้ได้รับหรือเสียอิเล็กตรอนกี่ตัว 

                 6. จงคำนวณความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกดูดกลืนหรือเปล่งออกมาจากอะตอมไฮโดรเจนเมื่ออะตอมเปลี่ยนระดับพลังงานจาก  n  =  1  ไปยัง  n   =  3  และจาก  n  =  6  ไปยัง  n  =  3

 

                 7. ถ้าอะตอมไฮโดรเจนถูกกระตุ้นไปยังระดับพลังงาน n  =  3  เมื่ออะตอมไฮโดรเจนกลับสู่สถานะพื้น จงคำนวณความยาวคลื่นของเส้นสเปกตรัมที่เกิดขึ้นทั้งหมดของอะตอมไฮโดรเจน

 

                 8. ความยาวคลื่นของเส้นสเปกตรัมสีแดงในอนุกรมบัลเมอร์ของสเปกตรัมไฮโดรเจนมีค่า 656.2 นาโนเมตร ผลต่างของระดับพลังงานสองระดับที่ทำให้เกิดเส้นสเปกตรัมสีแดงเส้นนี้ มีค่ากี่อิเล็กตรอนโวลต์

 

                 9.  เมื่อแสงความถี่   8.0x10^{14} เฮิรตซ์ ตกกระทบผิวโลหะชนิดหนึ่ง ทำให้โฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวโลหะนั้นมีความเร็วสูงสุดเท่ากับ displaystyle 7.0x10^5  เมตรต่อวินาที จงคำนวณความถี่ขีดเริ่มของแสงสำหรับโลหะชนิดนี้      

                 10. ฟังก์ชันงานของทองแดงเท่ากับ 7.4x10^{-14}จูล จงคำนวณความถี่ขีดเริ่มของแสงสำหรับทองแดง แสงที่ตามองเห็นจะทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนจากทองแดงหรือไม่                ก. พลังงานน้อยที่สุดที่ทำให้อิเล็กตรอนหลุดจากอะตอม

                 11. รังสีอัลตราไวโอเลตความถี่3.0x10^{16} เฮิรตซ์ ทำให้อิเล็กตรอนหลุดจากอะตอมของธาตุชนิดหนึ่ง และมีพลังงานจลน์ displaystyle 5.0x10^{-18} จูล จงหา

 

                ข. ความถี่ต่ำสุดที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกกับธาตุนี้

 

12. การศึกษาปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ผู้ทดลองได้บันทึกความถี่ f และความต่างศักย์หยุดยั้ง displaystyle V_sดังตาราง

f(x10^{14} Hz)<br />

12.0

9.5

8.2

5.5

 V_s (V)

3.00

2.10

1.60

0.50

 

                ก. เขียนกราฟระหว่าง f  กับ   V_s    โดยให้ f อยู่บนแกนนอน และ    อยู่บนแกนตั้ง

                ข. จากกราฟในข้อ ก. ความถี่ขีดเริ่ม ค่าคงตัวพลังค์และฟังก์ชันงาน มีค่าประมาณเท่าใด

 

                 13. ในการทดลองของฟรังก์และเฮิรตซ์พบว่า นอกจากอะตอมปรอทจะดูดกลืนพลังงาน 4.9 อิเล็กตรอนโวลต์แล้วยังดูดกลืนพลังงานปริมาณอื่นๆ เช่น 6.7 และ  10.4 อิเล็กตรอนโวลต์ด้วยในการชนกันระหว่างอิเล็กตรอนกับอะตอมปรอท ถ้าอิเล็กตรอนที่เข้าชนมีพลังงานเป็น 4.0, 6.0, 9.0 และ 11.0 อิเล็กตรอนโวลต์ ตามลำดับ ในแต่ละกรณี จงคำนวณความยาวคลื่นของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อะตอมปรอทเปล่งออกมา

 

                 14. ถ้าความต่างศักย์ไฟฟ้าซึ่งใช้เร่งอิเล็กตรอนในหลอดกำเนิดรังสีเอกซ์มีค่าเท่ากับ 16,000 โวลต์ จงหาพลังงานสูงสุดของรังสีเอกซ์ที่เปล่งออกมาจากหลอดนี้

 

 15. ความถี่ขีดเริ่มของแสงสำหรับผิวของโซเดียมเท่ากับ 5.6x10^{14} เฮิรตซ์
                ก.  จงคำนวณพลังงานเป็นอิเล็กตรอนโวลต์ที่ใช้ในการทำให้อิเล็กตรอนพอดีหลุดจากผิวของโซเดียม
                ข. ความเร็วสูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวโซเดียมเมื่อมีแสงความยาวคลื่น2.0x10^{-7} เมตร     ตกกระทบ

                 16. ในการทดลองปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานจลน์สูงสุด E_K_สูงสุด  ของโฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวโลหะชนิดหนึ่งและความถี่ f ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตกกระทบผิวโลหะนั้น เป็นเส้นตรงดังกราฟรูป


 

                                                                            

                                                                                                          รูป สำหรับปัญหาข้อ 16
จากกราฟจงหา
                ก. ความถี่ขีดเริ่ม

                                         ข. ค่าคงตัวพลังค์

                                          ค. ฟังก์ชันงานของโลหะนี้

                                           ง. ถ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตกกระทบผิวโลหะมีค่า 1.0x10^{15}   เฮิรตซ์  พลังงานจลน์สูงสุดของอิเล็กตรอนมีค่าเท่าใด

 

                 17. อิเล็กตรอนถูกเร่งในหลอดรังสีเอกซ์จนมีพลังงานจลน์สูงสุดเท่ากับ 40 กิโลอิเล็กตรอนโวลต์ เข้ากระทบเป้าโลหะ และปล่อยรังสีเอกซ์ออกมา จงคำนวณ

                ก. พลังงานสูงสุดของโฟตอนของรังสีเอกซ์

                ข. ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้เร่งอิเล็กตรอน

                ค. ความถี่สูงสุดของรังสีเอกซ์

                 18. อิเล็กตรอนในหลอดภาพโทรทัศน์สีถูกเร่งด้วยความต่างศักย์ไฟฟ้า 24 กิโลโวลต์ เมื่ออิเล็กตรอนกระทบจอภาพจะมีรังสีเอกซ์เกิดขึ้นด้วย จงคำนวณความยาวคลื่นน้อยที่สุดและความถี่สูงสุดของรังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้น

                  19. หลอดโซเดียมขนาด 100 วัตต์ ให้แสงสีเหลืองที่มีความยาวคลื่น 590 นาโนเมตร จงคำนวณพลังงานโฟตอนของแสงสีเหลืองและจำนวนโฟตอนที่ถูกปล่อยออกจากหลอดใน 1 วินาที

 

                 20. จงคำนวณความยาวคลื่นเดอบรอยล์ของสิ่งต่อไปนี้

                ก. อนุภาคมวล 1 กรัม เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว     2.0x10^3 เมตรต่อวินาที
                ข. อิเล็กตรอนมวล  9.1x10^{-31}กิโลกรัม มีพลังงานจลน์ 3 อิเล็กตรอนโวลต์
                ค. วัตถุมวล 1 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 10^{-3} 
เมตรต่อวินาที

 

                 21. คนที่อยู่กลางแดดในตอนกลางวันเป็นเวลานานจะทำให้ผิวหนังคล้ำได้ จากการศึกษาพบว่าพลังงานโฟตอนของแสงแดดที่มีผลให้ผิวหนังคล้ำนั้น มีค่าประมาณ 3.5 อิเล็กตอนโวลต์ จงหาความยาวคลื่นของโฟตอน และความยาวคลื่นที่คำนวณได้ อยู่ในช่วงรังสีชนิดใดในสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

                  22. ตัวรับรู้ทางแสงชนิดหนึ่งถูกออกแบบให้ทำงานเมื่อมีแสงช่วงที่ตามองเห็น (ความยาวคลื่นระหว่าง 380 - 760 นาโนเมตร) วัสดุใดเหมาะสมที่จะนำไปสร้างตัวรับรู้

 

 วัสดุ

ฟังก์ชันงาน (eV)

ซีเลียม

ลิเทียม

แทนทาลัม

ทองคำ

1.8

2.3

4.2

4.8

                 23. จงคำนวณ                ก. ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ของลูกบอลมวล 0.40 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 10 เมตรต่อวินาที

                ข. ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ของลูกบอลนี้ จะวัดในห้องทดลองได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

 

                 24. จงเปรียบเทียบความยาวคลื่นเดอบรอยล์ของอิเล็กตรอนและนิวเคลียสไฮโดรเจนที่ถูกเร่งด้วยความต่างศักย์ 300 โวลต์เท่ากันกำหนด  มวลของนิวเคลียสไฮโดรเจนเท่ากับ      1.67x10^{-27} กิโลกรัม

                 25. เครื่องผลิตเลเซอร์ที่ใช้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์เครื่องหนึ่ง ให้เลเซอร์ความยาวคลื่น 632.8 นาโนเมตร ถ้าเลเซอร์ที่ปล่อยออกมามีกำลัง 1 มิลลิวัตต์ จงคำนวณ

                ก. พลังงานของแต่ละโฟตอนของเลเซอร์

                ข. จำนวนโฟตอนของเลเซอร์ที่ผลิตได้ใน 1 วินาที

                ค. โมเมนตัมของแต่ละโฟตอน

 

 

                                                                                       



Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0114 seconds !