|
การเปลี่ยนสภาพนิวเคลียส
ในการศึกษาธาตุกัมมันตรังสีต่างๆ พบว่า เวลามีการแผ่รังสีแอลฟาหรือรังสีบีตาจะมีธาตุใหม่เกิดขึ้นเสมอ เช่น เมื่อทอเรียมปล่อยอนุภาคแอลฟาออกมาจะกลายเป็นเรเดียม ซึ่งมีมวลอะตอมน้อยกว่าธาตุทอเรียมเท่ากับมวลของอนุภาคแอลฟาโดยประมาณ นอกจากนี้ประจุไฟฟ้าของนิวเคลียสของเรเดียมก็มีค่าน้อยกว่านิวเคลียสของทอเรียมเท่ากับ 2e ด้วย เนื่องจากมวลอะตอมของธาตุๆต่างๆ มีค่าใกล้เคียงกับมวลของนิวเคลียส ทั้งนี้เพราะมวลของอิเล็กตรอนมีค่าน้อยมาก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงมวลอะตอมจึงเป็นผลมาจากการเปลี่ยนมวลของนิวเคลียส แสดงว่าอนุภาคแอลฟาเกิดจากการเปลี่ยนนิวเคลียสของทอเรียมไปเป็นเรเดียม
ในกรณีการแผ่รังสีบีตา เช่น ตะกั่วเมื่อปล่อยอนุภาคบีตาออกมาจะกลายเป็นบิสมัท ซึ่งประจุของนิวเคลียสก็จะเพิ่มขึ้น 1e แต่มีมวลใกล้เคียงกัน อิเล็กตรอนหรืออนุภาคบีตาที่ออกมานี้มีพลังงานจลน์มากเมื่อเทียบกับพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส แสดงว่าอนุภาคบีตาไม่ใช่อิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส นั่นคือ อนุภาคบีตานี้เกิดจากผลการเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียส
สำหรับการแผ่รังสีแกมมานั้นเราพบว่า รังสีแกมมามีพลังงานสูงเกินกว่าที่จะเป็นพลังงานที่ได้จากการเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในอะตอม จึงกล่าวได้ว่า รังสีทั้งสามชนิดเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียส ด้วยเหตุที่ปรากฏการณ์กัมมันตภาพรังสีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียส ดังนั้นการศึกษากัมมันตภาพรังสีจะทำให้รู้องค์ประกอบของนิวเคลียสได้
องค์ประกอบของนิวเคลียส
จากการที่นิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีบางชนิดปล่อยอนุภาคแอลฟาหรืออนุภาคบีตาออกมา ทำให้นักวิทยาศาสตร์
คิดว่านิวเคลียสประกอบด้วยอนุภาคทั้งสองชนิดรวมกันอยู่ แนวคิดนี้ต้องล้มเลิกไป เพราะมวลของนิวเคลียสทั้งหลายมิได้เป็นจำนวนเต็มเท่าของมวลของอนุภาคแอลฟา นอกจากนี้นิวเคลียสของธาตุบางธาตุยังมีมวลน้อยกว่ามวลของอนุภาคแอลฟาเสียอีก เช่น นิวเคลียสของธาตุไฮโดรเจน เป็นต้น
เนื่องจากนิวเคลียสของไฮโดรเจนเป็นนิวเคลียสที่เบาที่สุด ดังนั้นนิวเคลียสของไฮโดรเจนจึงอาจเป็นองค์ประกอบของ
สมมติฐานโปรตอน - อิเล็กตรอนสามารถอธิบายการแผ่รังสีแอลฟาได้ กล่าวคืออนุภาคแอลฟาเกิดจากการรวมตัวกันระหว่างโปรตอน 4 ตัว และอิเล็กตรอน 2 ตัว แล้วหลุดออกมาจากนิวเคลียส ส่วนการแผ่รังสีบีตานั้นเกิดจากการปล่อยอิเล็กตรอนในนิวเคลียสออกมา แต่จากหลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบอร์กข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า อิเล็กตรอนจะอยู่ในนิวเคลียสไม่ได้ เพราะถ้าอิเล็กตรอนอยู่ได้ พลังงานของอิเล็กตรอนจะสูงจนนิวเคลียสไม่สามารถกักขังอิเล็กตรอนได้ นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ของนิวเคลียสอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสมมติฐานนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกสมมติฐานนี้ไป
(5).jpg)
รูป 20.4 การเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสของไนโตรเจนเนื่องจากการยิงด้วยอนุภาคแอลฟา
การพบนิวตรอน
จากหัวข้อที่แล้วทราบว่าอิเล็กตรอนไม่สามารถอยู่ในนิวเคลียส แต่จากการที่นิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีสามารถ
- ทำไมจึงไม่สามารถใช้สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าในการตรวจสอบอนุภาคนิวตรอน
จากการที่รัทเทอร์ฟอร์ดสามารถทำให้นิวเคลียสของธาตุเกิดการเปลี่ยนสภาพในห้องปฏิบัติการ โดยการยิงอนุภาคแอลฟาให้พุ่งชนนิวเคลียสของไนโตรเจนแล้ว ทำให้มีโปรตอนหลุดออกมา การเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติดังที่แบ็กเกอเรลค้นพบ ในเวลาต่อมานักฟิสิกส์จึงสนใจการเปลี่ยนแปลงแบบนี้มาก และได้ศึกษาการเปลี่ยนสภาพนิวเคลียสลักษณะนี้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างหนึ่งได้แก่ การทดลองยิงอนุภาคแอลฟาให้พุ่งชนนิวเคลียสของธาตุเบริลเลียม ซึ่งพบว่ามีการปล่อยรังสีที่มีสมบัติคล้ายรังสีแกมมาออกมา ในระยะแรกนักฟิสิกส์เข้าใจว่ารังสีนี้เป็นรังสีแกมมา เพราะมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า และสามารถทะลุผ่านวัตถุ เช่น อิฐ หรือแผ่นโลหะหนาๆได้ดีมาก อย่างไรก็ตามได้มีการพบว่ารังสีนี้มีพลังงาน 10 MeV ซึ่งมากกว่าพลังงานของรังสีแกมมาที่พบในสารกัมมันตรังสีและเมื่อให้รังสีนี้กระทบพาราฟินซึ่งเป็นสารที่ประกอบด้วยอะตอมของไฮโดรเจนก็พบว่ามีโปรตอนพลังงาน 5 MeV กระเด็นหลุดออกจากพาราฟิน แต่จากการคำนวณโดยอาศัยกฎการอนุรักษ์โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์พลังงานกลับพบว่า ถ้ารังสีที่กระทบพาราฟินเป็นรังสีแกมมา พลังงานของรังสีนี้ต้องมีค่ามากถึง 50 MeV จึงจะทำให้ได้โปรตอนที่มีพลังงาน 5 MeV เหตุผลดังกล่าวจึงแสดงว่ารังสีที่ได้จากการยิงอนุภาคแอลฟาให้พุ่งชนนิวเคลียสของเบริลเลียมไม่ใช่รังสีแกมมา
(5).jpg)
รูป 20.5 แชดวิก
Sir James Chadwick (พ.ศ. 2434-2517) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี พ.ศ. 2478 จากผลงานการค้นพบอนุภาคนิวตรอน ในช่วงที่มีการค้นพบนี้แชดวิกกำลังทำงานกับรัทเทอร์ฟอร์ด
นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษชื่อ แชดวิก ได้วิเคราะห์ผลการทดลองดังกล่าวและเสนอความคิดว่ารังสีที่ออกมานั้นน่าจะเป็นอนุภาคนิวตรอน จากนั้นแชดวิกก็ได้ทำการศึกษาการชนระหว่างอนุภาคที่เขาคิดว่าเป็นนิวตรอนกับพาราฟิน เพื่อวัดความเร็วของโปรตอนที่กระเด็นหลุดออกมา และในทำนองเดียวกันก็ได้ให้อนุภาคที่คิดว่าเป็นนิวตรอนนี้วิ่งพุ่งชนนิวเคลียสของไนโตรเจนแล้ววัดความเร็วของนิวเคลียสของไนโตรเจนที่ถูกชน เมื่อแชดวิกสมมติว่าการชนเป็นแบบยืดหยุ่นสมบูรณ์ แล้วใช้กฎอนุรักษ์โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์พลังงานเพื่อคำนวณหามวลของอนุภาคดังกล่าวพบว่ามีค่าใกล้เคียงมวลของโปรตอนมาก เขาจึงสรุปว่าอนุภาคที่ได้จากการชนกันของอนุภาคแอลฟาและเบริลเลียม คือ อนุภาคนิวตรอน ซึ่งผลของการศึกษานี้เป็นการสนับสนุนความคิดของรัทเทอร์ฟอร์ดที่ว่า มีอนุภาคนิวตรอนอยู่ในนิวเคลียส
(5).jpg)
รูป 20.6 แสดงแผนภาพการทดลองของแชดวิก
เมื่อแชดวิกพบอนุภาคนิวตรอนแล้ว ได้มีการตั้งสมมติฐานเรื่องโครงสร้างของนิวเคลียสใหม่เรียก สมมติฐานโปรตอน-นิวตรอน ว่านิวเคลียสประกอบด้วยอนุภาคโปรตอนและอนุภาคนิวตรอน รวมเรียกอนุภาคซึ่งเป็นองค์ประกอบของนิวเคลียสว่า นิวคลีออน และเรียกผลรวมของจำนวนโปรตอนกับนิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียสว่า เลขมวล และเรียกจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสว่า เลขอะตอม
เลขมวลของธาตุเป็นเลขจำนวนเต็มที่มีค่าใกล้เคียงมวลอะตอมของธาตุนั้นมาก เช่น ธาตุยูเรเนียมที่มีเลขมวล 238 มีมวลอะตอมเท่ากับ 238.05u และนิวเคลียสของธาตุยูเรเนียมนี้มีจำนวนโปรตอนและนิวตรอนรวมกันเท่ากับ 238 สำหรับเลขอะตอมนั้นนอกจากเป็นตัวเลขที่แสดงจำนวนโปรตอนที่มีในนิวเคลียสแล้ว ตัวเลขนี้ยังบอกประจุไฟฟ้าของนิวเคลียสด้วย เช่น ในกรณีของยูเรเนียมซึ่งเลขอะตอมมีค่าเท่ากับ 92 นิวเคลียส จะมีประจุไฟฟ้าเท่ากับ +92e เป็นต้น
นักฟิสิกส์ได้กำหนดให้เขียนสัญลักษณ์นิวเคลียสของธาตุ X ที่มีเลขมวล A และเลขอะตอม Z เป็น
เช่น
เป็นสัญลักษณ์ของธาตุยูเรเนียมที่มีโปรตอน 92 ตัว หรือมีประจุไฟฟ้า +92e และผลรวมของจำนวนโปรตอนกับนิวตรอนเป็น 238 นั่นคือมีนิวตรอน 146 ตัว ในบางครั้งเราอาจเขียนสัญลักษณ์นี้อย่างย่อเป็น X - A ก็ได้ เช่น U - 238 เป็นต้น
ในทำนองเดียวกันเราสามารถใช้สัญลักษณ์นี้กับอนุภาคได้ เช่น อนุภาคแอลฟาหรือนิวเคลียสของฮีเลียมมีเลขมวลเท่ากับ 4 และมีเลขอะตอมเท่ากับ 2 จึงเขียนสัญลักษณ์ได้เป็น
ส่วนในกรณีของอนุภาคบีตา จะเขียนสัญลักษณ์เป็น ซึ่งหมายถึงอิเล็กตรอนที่มีประจุไฟฟ้า -1e และมีมวลน้อยมากเมื่อเทียบกับมวลของธาตุใดๆ จึงถือว่าเลขมวลเป็นศูนย์ อนุภาคอื่นๆ เช่นนิวตรอน โปรตอน มีสัญลักษณ์เป็น
และ
ตามลำดับ สำหรับรังสีแกมมานั้นไม่มีทั้งประจุไฟฟ้าและมวล จึงเป็นสัญลักษณ์เป็น
ตามเดิม
อาศัยความรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของนิวเคลียสดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้สามารถอธิบายการแผ่รังสีของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีได้ กล่าวคือ ในกรณีที่นิวเคลียสของธาตุหนึ่งปล่อยอนุภาคแอลฟาออกมา จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพของนิวเคลียสโดยที่เลขมวลมีจำนวนลดลง 4 และเลขอะตอมลดลง 2 เมื่อเลขอะตอมหรือจำนวนโปรตอนของนิวเคลียสเปลี่ยนไป จะทำให้มีนิวเคลียสของธาตุใหม่เกิดขึ้นมา นั่นคือ นิวเคลียสของธาตุเดิมได้ สลาย ไปเป็นนิวเคลียสของธาตุใหม่พร้อมกับมีการปล่อยอนุภาคแอลฟาออกมา ตัวอย่างเช่น การสลายของยูเรเนียม -238 เป็นทอเรียม -234 แล้วปล่อยอนุภาคแอลฟาออกมา สามารถแทนได้ด้วยสมการ

ในการสลายให้อนุภาคบีตานั้นพบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลขมวลแต่อย่างใด แต่จะมีการเพิ่มเลขอะตอมขึ้น 1 ซึ่งเป็นผลทำให้มีนิวเคลียสของธาตุใหม่เกิดขึ้น เช่น การสลายของตะกั่ว -214 เป็นบิสมัท -214 และปล่อยอนุภาคบีตาและรังสีแกมมาออกมา ซึ่งสามารถเขียนด้วยสมการ

การที่เป็นเช่นนี้ เพราะนิวตรอนได้เปลี่ยนไปเป็นโปรตอนและให้อิเล็กตรอนหรืออนุภาคบีตาออกมา ประจุไฟฟ้าของ
นิวเคลียสจึงเพิ่มขึ้นแต่เลขมวลยังคงเดิม
ตามปกติในการสลายให้อนุภาคแอลฟาและบีตามักมีรังสีแกมมาออกมาด้วย ทั้งนี้เพราะภายหลังจากการสลายทั้ง 2
ชนิด นิวเคลียสจะมีการเปลี่ยนระดับพลังงานมาสู่ระดับพลังงานที่ต่ำกว่า เป็นผลให้มีการปล่อยรังสีแกมมาออกมาและนิวเคลียสไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลขมวลและเลขอะตอมแต่อย่างใด ตัวอย่างการสลายที่ให้รังสีแกมมาตามมาด้วย ได้แก่ การสลายของตะกั่ว -214 ดังกล่าวข้างต้น
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |