|
เสถียรภาพของนิวเคลียส
จากสมมติฐานเรื่องโครงสร้างของนิวเคลียส ทำให้เราทราบว่า องค์ประกอบของนิวเคลียสคือโปรตอน และนิวตรอน ปัญหาที่น่าสนใจ คือ เหตุใดอนุภาคเหล่านี้จึงรวมตัวกันอยู่เป็นนิวเคลียสได้ ทั้งๆ ที่มีแรงผลักทางไฟฟ้าระหว่างโปรตอนและมีแรงอะไรในนิวเคลียสที่ยึดเหนี่ยวอนุภาคเหล่านี้ไว้
แรงนิวเคลียร์
การทดลองเรื่องการกระเจิงของอนุภาคแอลฟาโดยรัทเทอร์ฟอร์ดทำให้ทราบว่า นิวเคลียส มีประจุไฟฟ้าบวก นอกจากนี้ยังพบว่าอนุภาคแอลฟาสามารถเข้าใกล้นิวเคลียสของทองคำได้มากที่สุดที่ระยะประมาณ
เมตร ทั้งนี้เพราะมีแรงระหว่างประจุไฟฟ้าผลักอนุภาคแอลฟาไว้ ด้วยเหตุนี้นักฟิสิกส์จึงไม่สามารถหาขนาดแท้จริงของนิวเคลียสจากการทดลองนี้ได้ ในการที่จะให้อนุภาคเคลื่อนที่ถึงนิวเคลียสได้นั้น อนุภาคที่ใช้ต้องไม่มีประจุไฟฟ้าและจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์หลายวิธีด้วยกันสามารถสรุปได้ว่านิวเคลียสมีลักษณะเป็นทรงกลมและขนาดของนิวเคลียสขึ้นอยู่กับจำนวน นิวคลีออนที่นิวเคลียสมีดังนี้
ถ้าให้ R เป็นรัศมีของนิวเคลียสที่มีเลขมวล A
จะได้ 
หรือ
(20.8)
ค่า
นี้ในปัจจุบันยังวัดไม่ได้แน่นอน แต่พอจะประมาณได้ว่ามีค่าตั้งแต่
เมตร ถึง
เมตร
จากความรู้ดังกล่าวทำให้ทราบว่า ไฮโดรเจนซึ่งมีเลขมวล 1 นั้น มีรัศมีของนิวเคลียสเท่ากับ
เมตร ส่วนทองคำขาวซึ่งมีเลขมวล 197 มีรัศมีของนิวเคลียสเท่ากับ
เมตร จะเห็นได้ว่า รัศมีของนิวเคลียสทั้งหลายมีค่าประมาณ
เมตร ซึ่งนับได้ว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับรัศมีของอะตอม ซึ่งโดยทั่วไปมีค่าประมาณ
เมตร (ดังนั้นนิวเคลียสจึงมีขนาดเล็กกว่าอะตอมประมาณแสนเท่า)
ด้วยเหตุที่นิวเคลียสมีขนาดเล็กมาก จึงทำให้แรงผลักไฟฟ้าระหว่างโปรตอนกับโปรตอนในนิวเคลียสมีค่าสูงมาก
นอกจากนั้นแรงนี้ยังมีค่ามากกว่าแรงดึงดูดระหว่างมวลเป็นอันมากด้วย ดังนั้นการที่นิวคลีออนสามารถยึดกันอยู่ในนิวเคลียสได้จะต้องมีแรงอีกประเภทหนึ่งกระทำระหว่างนิวคลีออนเหล่านั้น ซึ่งแรงดังกล่าวนี้ต้องเป็นแรงดึงดูดและมีค่ามากกว่าแรงผลักระหว่างประจุไฟฟ้า แรงนี้เรียกว่า แรงนิวเคลียร์
นอกจากนี้ถ้าพิจารณาความหนาแน่นของนิวเคลียส จะพบว่าเนื่องจากนิวเคลียสมีรัศมีประมาณ
เมตร หรือมีปริมาตรประมาณ
ลูกบาศ์กเมตร และมีมวลประมาณ
กิโลกรัม ดังนั้นความหนาแน่นของนิวเคลียสจะมีค่าประมาณ
กิโลกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร ความหนาแน่นนี้เมื่อเทียบกับความหนาแน่นสูงสุดของสารธรรมดาซึ่งมีค่าประมาณ กิโลกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก แสดงให้เห็นว่านิวคลีออนในนิวเคลียสจะต้องอัดตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นมาก ซึ่งถ้าจะเป็นเช่นนี้ได้ แรงนิวเคลียร์ต้องมีค่ามากมหาศาล
การศึกษาโครงสร้างของอะตอม ทำให้เราทราบว่า การที่อิเล็กตรอนไม่สามารถหลุดออกจากวงโคจรรอบนิวเคลียสได้เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างประจุบวกของนิวเคลียสและประจุลบของอิเล็กตรอน นอกจากนี้ยังทราบอีกว่าในกรณีของอะตอมของไฮโดรเจน ถ้าให้พลังงาน 13.6 eV แก่อิเล็กตรอน อิเล็กตรอนก็จะกระเด็นหลุดออกจากอะตอมได้ และพลังงานนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับแรงที่ยึดอิเล็กตรอนไว้กับนิวเคลียส ดังนั้นในการศึกษาธรรมชาติของแรงนิวเคลียร์นั้น วิธีหนึ่งที่สามารถทำให้ได้คือ ให้พลังงานแก่นิวเคลียสเพื่อให้นิวคลีออนแยกออกจากกัน พลังงานที่พอดีทำให้นิวคลีออนแยกออกจากกันนี้เรียกว่า พลังงานยึดเหนี่ยว
พลังงานยึดเหนี่ยว
อนุภาคดิวเทอรอนซึ่งก็คือนิวเคลียสของธาตุดิวเทอเรียม เป็นอนุภาคที่ประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 1 ตัว สามารถหาพลังงานยึดเหนี่ยวของดิวเทอรอนได้โดยการฉายรังสีแกมมาไปกระทบดิวเทอรอนและก็ได้พบว่า รังสีแกมมาต้องมีพลังงานไม่น้อยกว่า 2.22 MeV จึงทำให้ดิวเทอรอนแยกออกเป็นโปรตอนและนิวตรอนได้ นั่นคือพลังงานยึดเหนี่ยวของดิวเทอรอนมีค่าถึง 2.22 MeV
- ในการแตกตัวของดิวเทอรอนเป็นโปรตอนและนิวตรอน มวลของดิวเทอรอนก่อนการแตกตัวเท่ากับมวลรวมหลังการแตกตัวหรือไม่
มวลของดิวเทอเรียม = 2.014102 u
มวลของอิเล็กตรอน 1 ตัว = 0.000549 u
มวลของดิวเทอรอน = 2.013553 u
สำหรับผลรวมของมวลโปรตอนและนิวตรอนในดิวเทอเรียมหาได้ดังนี้
มวลของโปรตอน 1 ตัว = 1.007276 u
มวลของนิวตรอน 1 ตัว = 1.008665 u
ผลรวมของมวลของทั้ง 2 อนุภาค = 2.015941 u
จะเห็นได้ว่า เมื่อโปรตอนและนิวตรอนรวมตัวกันเป็นดิวเทอรอนนั้น จะมีมวลหายไปเท่ากับ 0.002388 u มวลที่
หายไปนี้เรียกว่า มวลพร่อง ถ้าใช้ความสัมพันธ์ระหว่างมวล m และพลังงาน E ของไอน์สไตน์ที่ว่า 
เมื่อ c เป็นอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ เราสามารถหาได้ว่ามวลที่หายไป
นี้เทียบกับพลังงาน
เท่าใด ดังนี้


= 2.22 MeV
นั่นคือพลังงานที่เทียบกับมวลที่หายไป 0.002388 u มีค่าเท่ากับ 2.22 MeV ซึ่งก็คือพลังงานของรังสีแกมมาที่ใช้ในการทำให้ดิวเทอรอนแตกตัวเป็นโปรตอนและนิวตรอน ผลดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถคำนวณหาค่าพลังงานยึดเหนี่ยวได้จากค่ามวลพร่อง
ในทางกลับกันนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า ถ้ายิงนิวตรอนไปชนนิวเคลียสของไฮโดรเจน จะได้ดิวเทอรอนและรังสีแกมมาที่มีพลังงาน 2.22 MeV ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า พลังงานที่ใช้ในการทำให้ดิวเทอรอนแตกตัวออกเป็นโปรตอนและนิวตรอน มีค่าเท่ากับพลังงานที่ปล่อยออกมาเมื่อโปรตอนกับนิวตรอนรวมตัวกันเป็นดิวเทอรอน ผลการทดลองทั้งสองนี้สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างมวลกับพลังงานของไอน์สไตน์ได้เป็นอย่างดี
ในการคำนวณหาค่ามวลพร่องหรือพลังงานยึดเหนี่ยวของธาตุต่างๆ เราอาจคำนวณโดยใช้มวลอะตอมของธาตุแทนมวลของนิวเคลียส และใช้มวลอะตอมไฮโดรเจนแทนมวลของโปรตอน เช่น ในกรณีคาร์บอน -12 ซึ่งอะตอมของธาตุนี้ประกอบด้วยโปรตอน 6 ตัว อิเล็กตรอน 6 ตัว และนิวตรอน 6 ตัว
ผลรวมของมวลของอนุภาคทั้งสามนี้อาจหาได้จากผลรวมของมวลอะตอมของไฮโดรเจนกับมวลของนิวตรอน ดังนี้
|
พลังงานที่เทียบเท่ากับมวล |
เพื่อความสะดวกเรามักใช้ค่า 931 MeV เป็นพลังงานที่เทียบเท่ากับมวล 1 u
มวลอะตอมของไฮโดรเจน 6 อะตอม คือ 6 x 1.007825 u
= 6.046950 u
มวลของนิวตรอน 6 ตัว คือ 6 x 1.008665 u
= 6.051990 u
เพราะฉะนั้นผลรวมของอนุภาคที่ประกอบกันเป็นอะตอมของคาร์บอน - 12
= 12.098940 u
แต่มวลอะตอมของคาร์บอน - 12 = 12.000000 u
เพราะฉะนั้นมวลที่หายไป = 0.098940 u
พลังงานที่เทียบเท่ากับมวลที่หายไป = 0.098940 u x 931 MeV/u
= 92.1 MeV
ในการคำนวณข้างต้น เราพิจารณาผลต่างของมวลอะตอมจากตาราง 20.3 ซึ่งจะเท่ากับผลต่างของมวลของนิวเคลียสพอดี ทั้งนี้เพราะมวลของอิเล็กตรอนในอะตอมหักล้างกันไปหมดแล้ว ดังนั้นพลังงานที่เทียบเท่ากับมวลที่หายไปดังกล่าวจึงหมายถึงพลังงานยึดเหนี่ยวของนิวคลีออนในนิวเคลียสนั้นๆ นั่นคือ พลังงานยึดเหนี่ยวของคาร์บอน - 12 มีค่าเป็น 92.1 MeV
- จงหามวลพร่องและพลังงานยึดเหนี่ยวของ
กับ
- จากค่าพลังงานยึดเหนี่ยวของ
เมื่อเลขมวลมีค่าเพิ่มขึ้นพลังงานยึดเหนี่ยวเปลี่ยนแปลงอย่างไร
จากการคำนวณค่าพลังงานยึดเหนี่ยวของธาตุต่างๆ พบว่า พลังงานยึดเหนี่ยวมีค่ามากขึ้น เมื่อจำนวนนิวคลีออนในนิวเคลียสมากขึ้น ดังกราฟในรูป 20.13 เพราะกราฟมีลักษณะเกือบเป็นเส้นตรง
(7).jpg)
รูป 20.13 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานยึดเหนี่ยวกับเลขมวล
ซึ่งอาจกล่าวได้โดยประมาณว่าพลังงานยึดเหนี่ยวแปรผันตรงกับจำนวนนิวคลีออน ในการคำนวณพลังงานยึดเหนี่ยว ถ้าเราตั้งสมมติฐานว่า นิวคลีออนแต่ละตัวส่งแรงนิวเคลียร์กระทำต่อนิวคลีออนอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด ผลที่ได้จะแตกต่างไปจากดังกราฟในรูป 20.13 มากแต่ถ้าคิดว่ามีแรงนิวเคลียร์กระทำระหว่างนิวคลีออนที่อยู่ติดกันแล้ว ผลการคำนวณจะตรงกับกราฟในรูป 20.13 ด้วยเหตุนี้เองจึงสรุปได้ว่า แรงนิวเคลียร์เป็นแรงที่กระทำที่ระยะสั้นเท่านั้น เฉพาะระหว่างนิวคลีออนที่อยู่ติดกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันธรรมชาติของแรงนิวเคลียร์ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ และยังเป็นปัญหาสำคัญที่นักฟิสิกส์กำลังศึกษาอยู่ขณะนี้
เนื่องจากนิวเคลียสของแต่ละธาตุมีจำนวนนิวคลีออนต่างกัน ดังนั้นในการเปรียบเทียบว่านิวเคลียสใดมีเสถียรภาพอย่างไร มีโอกาสแตกตัวหรือเปลี่ยนไปเป็นนิวเคลียร์อื่นได้มากน้อยเพียงใด จึงต้องพิจารณาจากพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนเพราะพลังงานนี้คำนวณหาได้จากการหาพลังงานยึดเหนี่ยวของนิวเคลียสด้วย จำนวนนิวคลีออนของนิวเคลียสนั้น เช่น คาร์บอน - 12 จะมีพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนเท่ากับ 7.6 MeV เป็นต้น ตามปกติธาตุที่มีพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนสูงกว่าจะมีเสถียรภาพกว่า ค่าพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนนี้จะเปลี่ยนแปลงตามเลขมวลดังกราฟในรูป 20.14 ซึ่งจะเห็นว่าสำหรับธาตุที่มีเลขมวลน้อย เช่น ดิวเทอเรียม พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่าน้อยและสำหรับธาตุที่มีเลขมวลเพิ่มขึ้น เช่นฮีเลียม พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และธาตุในช่วงที่มีเลขมวลระหว่าง 50 - 90 พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และธาตุในช่วงที่มีเลขมวลระหว่าง 50 - 90 พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนจะมีค่าค่อนข้างคงตัว และเมื่อเลขมวลมีค่าเกินช่วงนี้พลังงานดังกล่าวก็จะค่อยๆลดลง กล่าวโดยสรุปว่าในช่วงที่เลขมวลมีค่าระหว่าง 50 - 90 พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่าสูงสุด
(9).jpg)
รูป 20.14 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนกับเลขมวล
กราฟยังแสดงให้เห็นอีกว่า ทองแดงมีพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนเท่ากับ 8.7 MeV ในขณะที่ยูเรเนียม มีค่าพลังงานนี้เท่ากับ 7.6 MeV แสดงว่า การทำให้นิวเคลียสทองแดงแตกตัวเป็นนิวคลีออนทำได้ยากกว่ายูเรเนียม นั่นคือทองแดงมีเสถียรภาพสูงกว่ายูเรเนียม
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |