|
ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุล
ปฏิกิริยาเคมีที่อยู่ในภาวะสมดุล ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงทั้งไปข้างหน้าและย้อนกลับเกิดขึ้นต่อเนื่องกันตลอดเวลาด้วยอัตราเร็วที่เท่ากัน รวมทั้งมีสมบัติต่าง ๆ ของระบบคงที่ เช่น ความเข้มข้นของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ในระบบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภาวะสมดุลของระบบจะทำให้ปฏิกิริยาเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ในหัวข้อนี้จะได้ศึกษาว่าปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อภาวะสมดุลของระบบ และระบบเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น
การเปลี่ยนความเข้มข้นจะมีผลต่อภาวะสมดุลอย่างไร ศึกษาได้จากการทดลองต่อไปนี้
การทดลอง 7.4 การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นกับภาวะสมดุล
1. ใส่น้ำกลั่นลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก 4 หลอด หลอดละ 5 หยด แล้วหยดสารละลาย
และสารละลาย
ชนิดละ 1 หยด ลงไปในแต่ละหลอด เขย่าจนเป็นเนื้อเดียวกัน
2. นำสารในข้อ 1 มาทดลองต่อโดย
หลอดที่ 1 เก็บไว้สำหรับเปรียบเทียบสี
หลอดที่ 2 หยดสารละลาย
2 หยด
หลอดที่ 3 หยดสารละลาย
2 หยด
หลอดที่ 4 หยดสารละลาย
2 หยด
สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงสีโดยเปรียบเทียบกับหลอดที่ 1 บันทึกผลในแต่ละหลอด
- เมื่อเติมสารละลาย
ลงในหลอดที่ 2 และเติมสารละลาย
ลงในหลอดที่ 3 ความเข้มข้นของสารใดเปลี่ยนแปลง ทราบได้อย่างไร
- การเปลี่ยนแปลงในหลอดที่ 4 แตกต่างจากหลอดที่ 2 และ 3 อย่างไร
- เมื่อเติมสารละลาย
และ
ลงในแต่ละหลอด ภาวะสมดุลของระบบเปลี่ยนไปหรือไม่ และระบบเข้าสู่ภาวะสมดุลหรือไม่ ทราบได้อย่างไร
เมื่อผสมสารละลาย
กับสารละลาย
เข้าด้วยกัน จะได้สารละลายสีแดงของ
จากการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ที่ผ่านมาทำให้ทราบว่า เมื่อความเข้มข้นของสีคงที่แสดงว่าขณะนั้นระบบอยู่ในภาวะสมดุล สมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นดังนี้
.........…..(1)
สีเหลือง ไม่มีสี สีแดง
เมื่อเติม
ลงในระบบที่อยู่ในภาวะสมดุลพบว่าสารละลายมีสีแดงเข้มขึ้น เนื่องจากในระบบมีปริมาณของ
เพิ่มขึ้นระบบจึงปรับตัวไปในทิศทางที่จะลดปริมาณ
โดยทำปฏิกิริยากับ
เกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าได้
เพิ่มขึ้น เมื่อความเข้มข้นของสีคงที่แสดงว่าระบบปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง ณ ภาวะสมดุลนี้ ความเข้มข้นของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจะแตกต่างไปจากภาวะสมดุลเดิม ในทำนองเดียวกันถ้าเติม
ลงในระบบที่อยู่ในภาวะสมดุล
ก็จะทำปฏิกิริยากับ
ได้
เพิ่มมากขึ้น สารละลายจึงมีสีแดงเข้มขึ้นและในที่สุดระบบจะเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งโดยที่สารในระบบมีความเข้มข้นแตกต่างจากภาวะสมดุลเดิม
เมื่อเติมสารละลาย
ลงไปในระบบที่อยู่ในภาวะสมดุล
จะทำปฏิกิริยากับ
ได้ตะกอนขาวของไอร์ออน (III) ฟอสเฟต
และสารละลายมีสีจางลง เขียนสมการได้ ดังนี้
.........……(2)ตะกอนขาว
|
การเกิดปฏิกิริยา (2) เกิดขึ้น ดังนี้ ![]() ![]() ![]() |
เมื่อ
ทำปฏิกิริยากับ
ความเข้มข้นของ
ซึ่งเป็นสารตั้งต้นจะลดลง
ในสมการ (1) จึงเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับโดยสลายให้
และ
ทำให้สารละลายสีแดงมีสีจางลงพร้อมกับเกิดตะกอนสีขาวของ
เมื่อสีของสารละลายคงที่แสดงว่าระบบเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง
จากการทดลองนี้นักเรียนคงสรุปได้ว่า เมื่อเปลี่ยนความเข้มข้นของสารในระบบ ภาวะสมดุลของระบบจะเปลี่ยนแปลงด้วย ส่วนค่าคงที่สมดุลของระบบจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ให้พิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับระบบที่ภาวะสมดุล ณ อุณหภูมิ
CCจากตาราง 7.5
ตาราง 7.5 ข้อมูลเกี่ยวกับระบบที่ภาวะสมดุล อุณหภูมิ
CC

ณ ภาวะสมดุลเริ่มต้นเมื่อเพิ่ม
เป็นสองเท่า ณ ภาวะสมดุลสุดท้าย
![\displaystyle[H_2 ]=0.010 \displaystyle[H_2 ]=0.010](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/34c6a2cd98ce364b321cfcd3b613369e.png)
![\displaystyle[I_2 ]=0.010 \displaystyle[I_2 ]=0.010](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/0ab/0abd7e2760746f4e2efaf9f782f32a9e.png)
[HI]=0.068
![\displaystyleK=\frac{{[HI]^2}}{{[H_2][I_2]}}=\frac{{(0.068)^2}}{{0.010\times0.010}} \displaystyleK=\frac{{[HI]^2}}{{[H_2][I_2]}}=\frac{{(0.068)^2}}{{0.010\times0.010}}](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/0ab/f22/f2237a58a82d1980bdfe3773c1f1f7b9.png)
K=46.2![\displaystyle[H_2 ]=0.020 \displaystyle[H_2 ]=0.020](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/0ab/f22/ac7/ac72e46df7be46441cbc1bdfbb3abf4a.png)
![\displaystyle [I_2 ]=0.010 \displaystyle [I_2 ]=0.010](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/0ab/f22/ac7/de1/de18c721144e8ff04806df2ecdb3c4be.png)
[HI]=0.068
![\displaystyle[H_2 ]=0.017 \displaystyle[H_2 ]=0.017](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/0ab/f22/ac7/de1/ce2/ce2351651935df65512135d7eddf1f62.png)
![\displaystyle [I_2 ]=0.007 \displaystyle [I_2 ]=0.007](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/0ab/f22/ac7/de1/ce2/94f/94f3dfbd862c6d33664e70323a77cdc0.png)
[HI]=0.074
![\displaystyle K=\frac{{[HI]^2}}{{[H_2][I_2]}}=\frac{{(0.074)^2}}{{0.017\times0.007}} \displaystyle K=\frac{{[HI]^2}}{{[H_2][I_2]}}=\frac{{(0.074)^2}}{{0.017\times0.007}}](/latexrender/pictures1/e6b/7dd/34c/0ab/f22/ac7/de1/ce2/94f/228/228f8e1fca7ebd0dd4108bd30adaca1a.png)
K=46.0
จากข้อมูล แสดงว่าค่าที่คำนวณจากอัตราส่วนระหว่าความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์กับสารตั้งต้นตามปริมาณสัมพันธ์ของสมการ ณ ภาวะสมดุลเริ่มต้นและสมดุลสุดท้ายมีค่าใกล้เคียงกัน จึงสรุปได้ว่า ความเข้มข้นมีผลต่อภาวะสมดุลของระบบ แต่ไม่มีผลต่อค่าคงที่สมดุล
การเปลี่ยนความดันและอุณหภูมิ
จากการทดลอง 7.4 ช่วยให้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นจะมีผลต่อภาวะสมดุล นักเรียนคิดว่าถ้าเปลี่ยนความดันและอุณหภูมิ จะมีผลต่อภาวะสมดุลหรือไม่สามารถศึกษาได้จากภาวะสมดุลระหว่างแก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์กับแก๊สไดไนโตรเจนเตตระออกไซด์ จากการทดลองต่อไปนี้
การทดลอง 7.5 การศึกษาผลของความดันและอุณหภูมิต่อภาวะสมดุล (สาธิต)
ตอนที่ 1 การเตรียมแก๊ส 
1. เตรียมหลอดทดลองขนาดใหญ่พร้อมจุกยางที่มีหลอดนำแก๊สเสียบอยู่และต่ออยู่กับสายยางที่มีคลิปสำหรับหนีบ เพื่อไม่ให้แก๊สที่เกิดขึ้นรั่วออกมาได้
2. ใส่ชิ้นโลหะทองแดงประมาณ 1 กรัม ลงในหลอดทดลองในข้อ 1 แล้วเติมสารละลายกรดไนตริกเข้มข้น 5
ลงไป ปิดจุกยางทันที
3.. เก็บแก๊สใส่ในหลอดฉีดยาพลาสติกที่แห้งและดึงก้านหลอดฉีดยาออก รวมทั้งมีด้านปลายที่ต่อกับเข็มฉีดยาปิดสนิท เมื่อได้แก๊สเต็มกระบอกแล้วรีบปิดหลอดฉีดยาด้วยก้านสูบทันที และเก็บไว้ใช้ในการทดลองตอนที่ 2
4. เก็บแก๊สใส่หลอดทดลองขนาดเล็กและแห้ง 3 หลอดปิดจุกยางให้แน่นเพื่อเก็บไว้ใช้ในการทดลองตอนที่ 3
.jpg)
รูป 7.11 การเก็บแก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ในหลอดฉีดยา
|
ผลของไนโตรเจนไดออกไซด์ต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม -แก๊ส มีพิษ ควรหลีกเลี่ยงการหายใจเอาแก๊สนี้เข้าสู่ร่างกาย การสูดดมในปริมาณมากจะทำให้เกิการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและปอด-การได้รับหรือสูดดมแก๊ส อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และมีผลต่อสภาพภายในของปอดอย่างถาวร-แก๊ส ทำปฏิกิริยากับละอองน้ำในบรรยากาศหรือน้ำฝน ทำให้เกิดเป็นฝนกรด ดังสมการ ![]() |
ตอนที่ 2
การเปลี่ยนความดันกับภาวะสมดุล
1. สังเกตสีของแก๊สในหลอดฉีดยาที่เตรียมไว้แล้วจากตอนที่ 1 บันทึกผล
2. กดก้านหลอดฉีดยาลงอย่างเร็วจนปริมาตรลดลงครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่านั้นพร้อมกับสังเกตสีของแก๊ส กดให้อยู่ ณ ตำแหน่งนั้นประมาณ 15 วินาที สังเกตสีของแก๊สเทียบกับเมื่อกดอยู่ที่ตำแหน่งนั้นใหม่ ๆ
3. ดึงก้านหลอดฉีดยาขึ้นมาอย่างเร็วให้อยู่ที่ระดับเดิมหรือใกล้เคียงกับที่เก็บแก๊สไว้ สังเกตสีของแก๊สและดึงให้อยู่ ณ ตำแหน่งนั้นประมาณ 15 วินาที สังเกตสีเทียบกับเมื่อดึงให้อยู่ในตำแหน่งนั้นใหม่ ๆ
4. ทำการทดลองตามข้อ 2-3 ซ้ำอีกครั้ง
ตอนที่ 3
การเปลี่ยนอุณหภูมิกับภาวะสมดุล
1. นำหลอดทดลองบรรจุแก๊ส
(ที่เตรียมไว้ในตอนที่ 1) มา 3 หลอด หลอดทดลองที่ 1 จุ่มในน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ
หลอดทดลองที่ 2 จุ่มในน้ำแข็ง ตั้งไว้สักครู่ สังเกตสีและเปรียบเทียบกับสีของแก๊สในหลอดทดลองที่ 3
2. นำหลอดทดลองที่จุ่มในน้ำร้อนมาจุ่มในน้ำแข็งและหลอดทดลองที่จุ่มในน้ำแข็งมาจุ่มในน้ำร้อนตั้งไว้สักครู่ สังเกตสีและเปรียบเทียบกับสีของแก๊สในหลอดทดลองที่ 3
3. นำหลอดทดลองทั้งสองตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือปรับอุณหภูมิให้เท่ากันโดยการแช่น้ำที่อุณหภูมิห้องสักครู่ สังเกตสีและเปรียบเทียบกับสีของแก๊สในหลอดทดลองที่ 3
- เมื่อกดและดึงก้านหลอดฉีดยา ภาวะสมดุลของระบบจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
- ความดันมีผลต่อภาวะสมดุลของระบบหรือไม่อย่างไร
- เมื่อเปลี่ยนความดันของระบบ ระบบจะเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกหรือไม่ อย่างไร
- เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น จะเกิดแก๊ส
เพิ่มขี้นหรือลดลง
- ปฏิกิริยาการสลายตัวของ
เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อนหรือคายความร้อน
- เมื่อเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของระบบ ระบบจะเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกหรือไม่
- อุณหภูมิมีผลต่อภาวะสมดุลของระบบหรือไม่อย่างไร
แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ในการทดลองนี้เตรียมจากปฏิกิริยาระหว่างโลหะทองแดงกับกรดไนตริกเข้มข้นเขียนสมการแสดง ได้ดังนี้

ในระบบปิด แก๊ส
สามารถรวมตัวกันเกิดเป็นแก๊ส
และมีภาวะสมดุลเกิดขึ้นดังสมการ

ไนโตรเจนไดออกไซด์ ไดไนโตรเจนเตตระออกไซด์
(สีน้ำตาลแดง) (ไม่มีสี)
ความดันของแก๊ส ณ อุณหภูมิหนึ่ง เกิดจากโมเลกุลของแก๊สชนกับผนังภาชนะ ถ้าจำนวนโมเลกุลมีมากความดันก็จะยิ่งมาก ในการทดลองตอนที่ 2 การกดก้านหลอดฉีดยาเป็นการลดปริมาตรของระบบ ทำให้ระบบมีความดันรวมเพิ่มขึ้นและความเข้มข้นของแก๊สสูงขึ้น จึงพบว่าแก๊สผสมมีสีเข้มขึ้นชั่วขณะหนึ่งแล้วจางลงเล็กน้อยและมีสีคงที่ แสดงว่าระบบเข้าสู่สมดุลอีกครั้ง การที่แก๊สผสมมีสีจางลงอธิบายได้ว่า เนื่องจากความเข้มข้นของ
ลดลง หรือกล่าวได้ว่า
จำนวนหนึ่งรวมตัวกันเกิด
เพื่อลดความดันรวมภายในระบบ (การรวมตัวของ
2 โมล จะได้
1 โมล ทำให้จำนวนโมลรวมของระบบลดลง ความดันรวมของระบบจึงลดลง) ทำให้ความเข้มข้นของ
เพิ่มขึ้นดังรูป 7.12 .jpg)
รูป7.12การเปลี่ยนความเข้มข้นของสีในระบบที่ประกอบด้วยแก๊ส
และ
เมื่อดึงก้านหลอดฉีดยาขึ้นอย่างรวดเร็วจนปริมาตรของแก๊สในระบบใกล้เคียงกับตอนเริ่มต้น สีของแก๊สจะจางลงและค่อย ๆ เข้มขึ้นเล็กน้อยและในที่สุดจะคงที่ อธิบายได้ว่าการดึงก้านหลอดฉีดยาทำให้ปริมาตรของระบบเพิ่มขึ้นเป็นผลให้ความดันรวมและความเข้มข้นของแก๊ส
ในระบบลดลง สีของแก๊สจึงจางลง ส่วนการที่สีค่อย ๆ เข้มขึ้นอีกเล็กน้อย แสดงว่าแก๊ส
สลายตัวเกิดเป็น
เพิ่มขึ้นเนื่องจากการสลายตัวของแก๊ส
ทำให้จำนวนโมเลกุลของแก๊สในระบบเพิ่มขึ้น (เพราะว่า
1 โมล สลายตัวให้
2 โมล) และมีผลทำให้ความดันภายในระบบเพิ่มขึ้นด้วย ในที่สุดเมื่อสีคงที่แสดงว่าระบบเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งดังนั้นการกดหรือดึงก้านหลอดฉีดยาซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงความดันของระบบ จึงทำให้ภาวะสมดุลของระบบเปลี่ยนแปลงไป และมีทิศทางตรงข้ามกัน
การเปลี่ยนแปลงความดันไม่มีผลต่อภาวะสมดุลของสารในสถานะของเหลวหรือของแข็ง เนื่องจากของเหลวและของแข็งมีปริมาตรคงที่ แต่มีผลโดยตรงต่อภาวะสมดุลของปฏิกิริยาที่มีสารในสถานะแก๊สเท่านั้น ทั้งนี้ปฏิกิริยานั้นต้องมีจำนวน โมลรวมของแก๊สที่เป็นสารตั้งต้นไม่เท่ากับจำนวนโมลของผลิตภัณฑ์ เช่น


สำหรับปฏิกิริยาที่สารตั้งต้นกับผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สและมีจำนวนโมลรวมเท่ากัน เช่น


การเปลี่ยนแปลงความดันจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาวะสมดุลของระบบในลักษณะนี้ เนื่องจากการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าหรือปฏิกิริยาย้อนกลับไม่ทำให้จำนวนโมลรวมของแก๊สในระบบเปลี่ยนแปลง
ในการทดลองตอนที่ 3 บรรจุแก๊ส
ไว้ในหลอดทดลองสามหลอดและเป็นระบบปิด แก๊ส
จึงรวมตัวกันเป็นแก๊ส
เกิดภาวะสมดุลดังสมการ

สีน้ำตาลแดง ไม่มีสี
เมื่อจุ่มหลอดทดลองบรรจุแก๊สผสมในน้ำร้อน แก๊สที่อยู่ในหลอดทดลองจะมีสีน้ำตาลแดงเข้มขึ้นเมื่อเทียบกับหลอดทดลองที่ 3 แสดงว่าเกิดแก๊ส
เพิ่มขึ้น อธิบายได้ว่าเนื่องจากปฏิกิริยาการแยกสลายแก๊ส
เกิดเป็นแก๊ส
เป็นแบบดูดความร้อน การเพิ่มพลังงานให้แก่ระบบจะทำให้ปฏิกิริยาเกิดได้ดีและมีปริมาณผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ดังนั้นการจุ่มหลอดบรรจุแก๊สผสมในน้ำร้อน จึงทำให้แก๊ส
แยกสลายเป็นแก๊ส
เพิ่มขึ้น แก๊สจึงมีสีเข้มขึ้น ในที่สุดเมื่อสีของแก๊สคงที่แสดงว่าระบบเข้าสู่สมดุลอีกครั้งหนึ่ง
ในทางตรงกันข้าม เมื่อนำหลอดบรรจุแก๊สผสมไปจุ่มในน้ำเย็น แก๊สมีสีจางลงกว่าหลอดทดลองที่ 3 แสดงว่าความเข้มข้นของแก๊ส
ลดลง เนื่องจากปฏิกิริยาการรวมตัวของแก๊ส
เกิดเป็นแก๊ส
เป็นปฏิกิริยาคายความร้อนเมื่อลดอุณหภูมิของระบบโดยการจุ่มในน้ำเย็น ระบบจะถ่ายเทพลังงานออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ดี ทำให้แก๊ส
รวมตัวเกิดเป็นแก๊ส
ได้ดีขึ้น แก๊สจึงมีสีจางลง ในที่สุดเมื่อสีของแก๊สคงที่แสดงว่าระบบเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง
จากผลการทดลอง 7.5 นักเรียนสรุปได้ว่าความดันและอุณหภูมิมีผลต่อภาวะสมดุลของระบบ
เมื่อปฏิกิริยาดำเนินเข้าสู่ภาวะสมดุล ณ อุณหภูมิหนึ่งพบว่าการรบกวนสมดุล โดยการเปลี่ยนความดันของระบบหรือการเปลี่ยนความเข้มข้นของสารไม่มีผลต่อค่าคงที่สมดุลถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอุณหภุมิจะมีผลต่อค่าคงที่สมดุลหรือมไม่ให้พิจารณาข้อมูลในตาราง 7.6
ตาราง 7.6 แสดงความเข้มข้นของแก๊ส
และค่าคงที่สมดุล ณ อุณหภูมิต่าง ๆ ของปฏิกิริยา 
|
อุณหภูมิ |
ความเข้มข้นที่ภาวะสมดุล |
|
|
|
|
|
||
|
25 35 45 55 |
0.076 0.108 0.149 0.201 |
0.962 0.946 0.899 0.048 |
8.4 x 10-1 |
ปฏิกิริยาการสลายตัวของแก๊ส
เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน เมื่อใช้ข้อมูลในตาราง 7.6 เขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่สมดุลกับอุณหภูมิจะได้กราฟดังรูป 7.13
สำหรับปฏิกิริยาคายความร้อน เช่น

ซึ่งมีค่าคงที่สมดุลเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิดังตาราง 7.7
ตาราง 7.7 ค่าคงที่สมดุล ณ อุณหภูมิต่าง ๆ ของปฏิกิริยา 
|
อุณหภูมิ |
ค่าคงที่สมดุล (K) |
|
25 |
|
|
200 |
065 |
|
300 |
0.011 |
|
400 |
|
|
500 |
|
เมื่อเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่สมดุลกับอุณหภูมิ จะได้ดังรูป 7.14
.jpg)
รูป 7.13 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่สมดุลกับอุณหภูมิของปฏิกิริยาดูดความร้อน
.jpg)
รูป 7.14 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่สมดุลกับอุณหภูมิของปฏิกิริยาคายความร้อน
จากข้อมูลดังกล่าวช่วยให้สรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของระบบมีผลทำให้ค่าคงที่สมดุลเปลี่ยนแปลง โดยค่าคงที่สมดุลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับว่าเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อนหรือคายความร้อน ถ้าเป็น ปฏิกิริยาคายความร้อน การลดอุณหภูมิทำให้ได้ผลิตภัณฑ์มากขึ้นและค่าคงที่สมดุลสูงขึ้น แต่ถ้าเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน การลดอุณหภูมิทำให้ได้ผลิตภัณฑ์น้อยลงและค่าคงที่สมดุลลดลง ดังนั้นในการบอกค่าคงที่สมดุลใด ๆ จึงต้องระบุอุณหภูมิไว้ด้วย
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |