|
คาร์โบไฮเดรต
คาร์โบไฮเดรตเป็นสารชีวโมเลกุลอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากทำหน้าที่เป็นสารสะสมพลังงานสำหรับสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิด คาร์โบไฮเดรตที่พบทั่วไปในชีวิตประจำวัน ได้แก่ น้ำตาล แป้ง เซลลูโลส และไกลโคเจน โดยที่ส่วนใหญ่พบแป้งและเซลลูโลสในพืช ส่วนไกลโคเจน พบในเซลล์เนื้อเยื่อ น้ำไขข้อในสัตว์และผนังเซลล์
- คาร์โบไฮเดรตแต่ละชนิดมีโครงสร้างเหมือนกัน หรือไม่ อย่างไร
ชนิดและโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรต
คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วยธาตุองค์ประกอบหลักได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจน สำหรับแห้งเซลลูโลสและไกลโคเจน เกิดจากกลูโคสหลายโมเลกุลมารวมตัวกันเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ ตัวอย่างโครงสร้างของแป้งและเซลลูโลส แสดงดังรูป 13.12
.jpg)
โครงสร้างของแป้งและเซลลูโลส
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของแป้งและเซลลูโลสจะพบว่าประกอบด้วยหน่วยย่อยที่มีโครงสร้างเหมือนกันจำนวนมากและเชื่อต่อกันเป็นสายยาว แต่จำนวนหน่วยย่อยการสร้างพันธะของหน่วยย่อยและโซ่กิ่งในโครงสร้างของแป้งและเซลลูโลสมีความแตกต่างกัน ถ้าแบ่งโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรตตามจำนวนหน่วยย่อยที่เป็นองค์ประกอบ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ
- ชื่อของมอนอแซ็กคาไรด์ตามจำนวนอะตอมคาร์บอนที่เป็นองค์ประกอบเป็นดังนี้
|
จำนวนคาร์บอน |
>ชื่อ< |
|
3 4 5 6 |
ไตรโอส เทโทรส เพนโทส เฮกโซส |
>มอนอแซ็กคาไรด์ <
เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีขนาดโมเลกุลเล็กมาก ประกอบด้วยคาร์บอน 3 ถึง 8 อะตอม จึงสามารถจำแนกของมอนอแซ็กคาไรด์ตามจำนวนคาร์บอนที่เป็นองค์ประกอบได้ เช่น ไตรโอส เทโทรส เพนโทส เฮกโซส มอนอแซ็กคาไรด์ที่พบมากในธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นเพนโทสและเฮกโซส เพนโทสที่พบมาก ได้แก่ ไรโบส และไรบูโลส ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้
.jpg)
ส่วนเฮกโซสที่พบมาก ได้แก่ กลูโคส ฟรักโทส กาแลกโทส ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้
.jpg)
- เ พนโทสและเฮกโซสที่แสดงไว้มีหมู่ฟังก์ชันใดบ้าง
- กลูโคส ฟรักโทสและกาแลกโทสเป็นไอโซเมอร์กันหรือไม่ เพราะเหตุใด
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของมอนอแซ็กคารไรด์ทั้ง 5 ชนิด จะพบว่าไรโบส กลูโคสและกาแลกโทสมีหมู่คาร์บอกซาลดีไฮด์
เป็นหมู่ฟังกชัน ส่วนไรบูโลสและฟรักโทสมีหมู่คาร์บอนิล
เป็นหมู่ฟังก์ชัน สารอินทรีย์ที่มีสูตรทั่วไปเป็น R - C - H และ
มีสมบัติเป็นตัวรีดิวซ์และสามารถรีดิวซ์คอปเปอร์ (II) ไอออนในสารละลายเบเนดิกต์ เกิดเป็นคอปเปอร์ (I) ออกไซด์ ซึ่งเป็นตะกอนสีแดงอิฐ ดังนั้นไรโบส กลูโคส กาแลกโทส ไรบูโรสและฟรักโทสแบบโซ่เปิดซึ่งมีหมู่ฟังก์ชันดังกล่าว จึงสามารถทดสอบได้ด้วยสารละลายเบเนดิกต์
- มอนอแซ็กคาไรด์มีหมู่ฟังก์ชันชนิดอื่นนอกจาก หมู่คาร์บอกซาลดีไฮด์และคาร์บอนิลอีกหรือไม่
ในธรรมชาติพบว่ามอนอแซ็กคาไรด์ส่วนใหญ่มีโครงสร้างเป็นวง เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่เสถียรกว่าโครงสร้างแบบโซ่เปิด การเปลี่ยนโครงสร้างแบบโซ่เปิดเป็นแบบวงเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างหมู่
กับหมู่ - OH ในโมเลกุลเดียวกัน ตัวอย่างการเกิดโครงสร้างแบบวงของกลูโคสและฟรักโทสแสดงได้ดังแผนภาพ.jpg)
ไดเซ็กคาไรด์
เกิดจากการรวมตัวของมอนอแซ็กคาไรด์ 2 โมเลกุล ตัวอย่างเช่น ซูโครส เกิดจากกลูโคส
รวมตัวกับฟรักโทสอย่างละ 1 โมเลกุล โดยมีพันธะไกลโคซิติกเชื่อมต่อระหว่างมอนอแซ็กคาไรด์ทั้ง 2 โมเลกุล ดังนี้
.jpg)
นอกจากซูโครสแล้วยังมีไดแซ็กคาไรด์ที่สำคัญอีก 2 ชนิดคือ มอลโทสเกิดจากการรวมตัวของกลูโคส 2 โมเลกุลพบในข้าวมอลท์หรือได้จากกระบวนการย่อยแป้งหรือไกลโคเจน แลกโทสเกิดจากกลูโคสรวมตัวกับกาแลกโทส พบในน้ำนมสัตว์
พอลิแซ็กคาไรด์
เป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ที่ประกอบด้วยมอนอแซ็กคาไรด์หลายๆ โมเลกุลเชื่อมต่อกันพอลิแซ็กคาไรด์ที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต ได้แก่ แป้ง เซลลูโลส และไกลโคเจน
- นักเรียนคิดว่าคาร์โบไฮเดรตแต่ละชนิดจะมี สมบัติแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
13.2.2 สมบัติและปฏิกิริยาของคาร์โบไฮเดรต
ได้ทราบมาแล้วว่า กลูโคส ซูโครสหรือน้ำตาลทราย แป้ง และเซลลูโลสล้วนเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตแต่จะแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุลและมวลโมเลกุล นักเรียนจะได้ศึกษาสมบัติและปฏิกิริยาของคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้จากการทดลอง 13.4
การทดลอง 13.4 สมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรต
1. ละลายน้ำตาลทราย 0.255 g ในน้ำ
แล้วแบ่งใส่หลอดทดลองขนาดเล็ก 4 หลอดปริมาณเท่าๆกัน เขียนหมายเลขกำกับ
2. นำหลอดที่ 1 และ 2 มาเติมกรด
หลอดละ 0.5 และนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที ตั้งไว้ให้เย็น ทำสารละลายให้เป็นกลางโดยหยด
ลงไปทีละหยดและทดสอบความเป็นกลางด้วยกระดาษลิตมัส
3. หยดสารละลายไอโอดีนลงในหลอดที่ 1 และ 2 หลอดละ 2 หยด สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง
4. เติมสารละลายเบเนดิกต์ลงในหลอดที่ 2 และ 4 หลอดละ 0.5 แล้วนำไปให้ความร้อนโดยแช่ในน้ำเดือด 2 นาที สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลง
5. ใส่น้ำแป้ง 5% ลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก 4 หลอด หลอดละ 1 แล้วทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 2 - 4
6. นำสำลีมา 0.8 g แบ่งในปริมาณที่เท่ากันใส่หลอดทดลองขนาดเล็ก 4 หลอด เติมน้ำหลอดละ
และทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 2 - 4
- น้ำตาลทราย แป้งและสำลีละลายในน้ำได้หรือไม่
- น้ำตาลทราย แป้งและสำลี เมื่อต้มกับสารละลายเบเนดิกต์ มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร
- น้ำตาลทราย แป้งและสำลีที่ต้มกับกรดและทำให้เป็นกลาง เมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีนและสารละลายไอโอดีนและสารละลายเบเนดิกต์ได้ผลอย่างไร
- ถ้าหยดสารละลายไอโอดีนลงในสารละลายกลูโคส นักเรียนคิดว่าจะได้ผลอย่างไร
จากการทดลองพบว่า น้ำตาลทรายละลายน้ำได้เช่นเดียวกับกลูโคส แป้งไม่ละลายน้ำ ส่วนสำลีคือเซลลูโลสก็ไม่ละลายน้ำแต่สามารถดูดซับน้ำได้ เมื่อทดสอบน้ำตาลทราย แป้ง และสำลีด้วยสารละลายไอโอดีน พบว่าเฉพาะแป้งเท่านั้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเปลี่ยนเป็นสารสีน้ำเงิน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสมบัติเฉพาะตัวของแป้ง ดังนั้นจึงใช้สารละลายไอโอดีนสำหรับทดสอบแป้งได้การทดลองนี้ช่วยให้ทราบว่า น้ำตาลทราย แป้ง และสำลี ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเหมือนกันแต่มีสมบัติบางประการแตกต่างกัน นักเรียนทราบหรือไม่ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
เมื่อนำน้ำตาลทราย แป้งและสำลีมาต้มกับสารละลายเบเนดิกต์ พบว่าได้ผลแตกต่างจากการต้มกลูโคสกับสารละลายเบเนดิกต์ แสดงว่าน้ำตาลทราย แป้งและสำลีน่าจะมีโครงสร้างแตกต่างจากกลูโคส แต่เมื่อต้มน้ำตาลทราย แป้งและสำลีกับกรดแล้วทำให้เป็นกลางและนำไปทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีนพบว่าแป้งมีสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิมคือไม่ให้สีน้ำเงินกับไอโอดีน และเมื่อทดสอบด้วยสารละลายเบเนดิกต์ พบว่าสารทั้ง 3 ชนิดให้ตะกอนสีแดงอิฐ ผลการทดลองดังกล่าวแสดงว่าเมื่อต้มน้ำตาลทราย แป้งและสำลีกับกรดซัลฟิวริกจะมีสารใหม่เกิดขึ้น
- นักเรียนบอกได้หรือไม่ว่าสารใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นสารใด เพราะเหตุใด
เมื่อต้มน้ำตาลทราย แป้งและสำลีกับกรดซัลฟิวริกจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส ถ้าปฏิกิริยานี้เกิดข้นอย่างสมบูรณ์จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นบอนอแซ็กคาไรด์ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์ได้ตะกอนสีแดงอิฐ การที่แป้งและสำลีมีสมบัติแตกต่างกัน อธิบายได้ว่าเนื่องจากสารทั้ง 2 ชนิดมีโครงสร้างโมเลกุลแตกต่างกัน ดังนี้
แป้ง ประกอบด้วยพอลิแซ็กคาไรด์ 2 ชนิดคือ <b>อะไมโลเพกติน</b>ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์แบบโซ่กิ่ง ดังรูป 13.13 โดยทั่วไปแป้งประกอบด้วยอะไมโลสประมาณร้อยละ 20 และอะไมโลเพกติน ประมาณร้อยละ 80 พืชจะสะสมกลูโคสในรูปของแป้ง ซึ่งพบแป้งมากในข้าว มันฝรั่ง ถั่ว และธัญพืช.jpg)
โครงสร้างของอะไมโลสและอะไมโลเพกติน
แป้งในสภาวะที่เป็นกรดจะถูกไฮโดรไลซ์ได้ง่ายได้สารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กลงเรียกว่า เด็กซ์ตริน เมื่อถูกไฮโดรไลซ์
ต่อไปจะได้มอลโทสและกลูโคส ตามลำดับแป้งที่อยู่ในร่างกายจะถูกย่อยโดยเอนไซม์อะไมเลสและมอลเทส ซึ่งมีลำดับการไฮโดรไลซ์ดังนี้
.jpg)
สำลีเป็นเซลลูโลสชนิดหนึ่งประกอบด้วยกลูโคสจำนวนมากเชื่อมต่อกันเป็นพอลิเมอร์แบบโซ่ตรงเช่นเดียวกับอะไมโลส แต่ลักษณะการเชื่อมต่อของกลูโคสต่างกัน ดังนี้
.jpg)
โครงสร้างของเซลลูโลส
เซลลูโลสทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของพืช การไฮโดรไลซ์เซลลูโลสอย่างสมบูรณ์จะได้กลูโคสเป็นผลิตภัณฑ์
สำหรับไกลโคเจนซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในเซลล์ของสัตว์ พบมากในตับและกล้ามเนื้อ ไกลโคเจนประกอบด้วยกลูโคสเชื่อมต่อกันคล้ายกับส่วนที่เป็นอะไมโลเพกตินของแป้ง แต่จะมีมวลโมเลกุลและมีโซ่กิ่งมากกว่าดังโครงสร้างต่อไปนี้
.jpg)
โครงสร้างไกลโคเจน
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าแป้ง เซลลูโลสและไกลโคเจนมีกลูโคสเป็นองค์ประกอบ แต่มีโครงสร้างโมเลกุลแตกต่างกันจึง
มีผลทำให้สมบัติของสารเหล่านี้แตกต่างกัน ถ้าพิจารณาสมบัติทางกายภาพของคาร์โบไฮเดรตจะพบว่าคาร์โบไฮเดรตที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก เช่น กลูโคส ฟรักโทส มอลโทส ซูโครส จะละลายน้ำได้ดี มีรสหวาน แต่สำหรับพวกที่ขนาดโมเลกุลใหญ่หรือมวลโมเลกุลสูงจะละลายน้ำได้น้อย ไม่มีรสหวาน ไม่มีรูปร่างเป็นผลึก นอกจากนี้คาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่ไม่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ เนื่องจากความมีขั้วของโมเลกุล
![]() |
ไขมันและน้ำมัน |
![]() |
โปรตีน |
![]() |
คาร์โบไฮเดรต |
![]() |
กรดนิวคลีอิก |
![]() |
โปรตีน |
![]() |
คาร์โบไฮเดรต |
![]() |
ลิพิด |
![]() |
กรดนิวคลีอีก |
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |