วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-การศึกษาชีววิทยา | บทเรียน วิชาการ.คอม
ชีววิทยา
 

การศึกษาชีววิทยา

สร้างเมื่อ 08 เม.ย. 2554 16:48:31
  • ระดับม.4
  • 10,253 view

หน่วยที่ 2 การศึกษาชีววิทยา

การศึกษาชีวิทยา  ไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาของนักชีววิทยาหรือนักวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยการทดลองในห้องทดลองวิทยาศาสตร์เท่านั้น   แต่การศึกษาชีววิทยาเป็นเรื่องของการศึกษาสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต   การดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตและเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตรวมทั้งตัวเราเองด้วย   นักเรียนสงสัยหรือไม่ว่าความรู้ทางชีววิทยาได้มาอย่างไร

2.1 การศึกษาชีววิทยา

คำถามนำ
การศึกษาชีววิทยาโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไรและการศึกษาวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องทุกคนจริงหรือไม่

การศึกษาชีววิทยาในปัจจุบันนี้มีหลากหลายแขนง   ดังที่นักเรียนทราบมาแล้วจากบทที่ 1 การทำงานของนักชีววิทยาในแขนงต่างๆ มีการศึกษาแตกต่างกันไป   ตามความสนใจของแต่ละคนนักชีววิทยาโมเลกุล(molecular biologist) จะสนใจศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวต   เช่น สารพันธุกรรม และสารต่างๆ ภายในเซลล์  นักเซลล์วิทยา<(cell biologist) สนใจศึกษาองค์ประกอบของเซลล์แต่ละชนิด  กลุ่มของเซลล์การเพาะเลี้ยงเซลล์ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต   ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อเซลล์   นักชีววิทยาประชากร (population biologist) สนใจศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร สาเหตุและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

ถึงแม้ว่านักชีววิทยาสนใจที่จะศึกษาชีววิทยาในสาขาที่แตกต่างกัน   แต่การศึกษาของนักชีววิทยาย่อมมีวีธีการศึกษาหาความรู้คล้ายคลึงกัน นักเรียนอยากทราบหรือไม่ว่านักชีววิทยาศึกษาชีววิทยาอย่างไร

ภาพที่ 2-1 ศ.ดร.วิสุทธิ์   ใบไม้   นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นสาขาพันธุศาสตร์ พ.ศ. 2533

นักเรียนที่เคยสังเกตสิ่งมีชีวิตรอบตัวนักเรียน   อาจจะเคยสังเกตว่านกบินได้อย่างไร   ทำไมหิ่งห้อยจึงส่องแสงได้ในเวลากลางคืน   ผึ้งเมื่อดูดน้ำหวานจากดอกไม้แล้วบินกลับรังอย่างถูกต้องได้อย่างไร ตาสุนัขสามารถจำแนกสีที่แตกต่างกันได้หรือไม่   คำถามเหล่านี้น่าสงสัยท้าทายให้ค้นหาคำตอบอย่างยิ่ง   นักเรียนอาจพบสิ่งที่น่าสงสัยอีกมากมายแตกต่างกันไป  ท้าทายให้หาคำตอบไม่ว่านักเรียนจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ตาม   ย่อมพบปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวของนักเรียนได้เสนอ   การที่นักเรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนสังเกตแสดงว่านักเรียนอย่างรู้คำตอบ อยากรู้อยากเห็น   นักวิทยาศาสตร์ตั้งปัญหาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน   การเป็นคนชังสังเกตจะช่วยให้สามารถตั้งคำถามได้รัดกุม   และเป็นแนวทางสู่การค้นพบคำตอบอย่างเป็นระบบ

กิจกรรมที่ 2.1 การสังเกตและการตั้งคำถาม 
1.   ให้นักเรียนเลือกศึกษาสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น มะม่วง กุหลาบ แมลง เป็นต้น 
2.   สังเกตลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ศึกษาให้มากที่สุด
3.   บันทึกสิ่งที่สังเกตได้ภายในเวลา 5 นาที 
4.   เขียนคำถามอย่างน้อย 2-3 ข้อ เกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนสังเกตได้
5.   เปรียบเทียบของมูลและคำถามที่ได้จากกการสังเกตของนักเรียนกับข้อมูลและคำถามของเพื่อนนักเรียนคนอื่น

-   ข้อมูลที่นักเรียนบันทึกได้จากการสังเกต เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว มีข้อมูลละเอียดครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร
-   คำถามที่นักเรียนตั้งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ แล้วเป็นอย่างไร

นักเรียนจะพบว่าเพื่อนของนักเรียนบางคนสังเกตได้เพียงเล็กน้อย   ต่บางคนสังกตได้รายละเอียดเป็นจำนวนมาก   หรือได้ข้อมูลจากการสังเกตที่แตกต่างไปจากคนอื่น   นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ที่มีทักษะในการสังเกตดี   ดังนั้นนักเรียนควรสังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ให้เป็นนิสัย   ซึ่งจะทำให้นักเรียนเป็นผู้สังเกตได้อย่างถี่ถ้วนและจะเป็นผู้ที่มีความรอบคอบมากขึ้น   สามารถค้นพบปัญหา รู้จักตั้งคำถามที่ดี ค้นหาสาเหตุของปัญหา และวิธีแก้ปัญหาได้ดวยตนเอง

รู้หรือเปล่า?
การสังเกต (observation) เป็นทักษะที่สำคัญที่นำไปสู่การค้นพบปัญหา   และรวบรวมข้อมลู นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและผู้ที่สามารถสังเกตได้อย่งละเอียดรอบคอบจะช่วยให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

นักจุลชีววิทยาชาวอังกฤษชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ เฟลมิ่ง (Alexander   Fleming) สังเกตว่าแบคทีเรียในจานเพาะเชื้อไม่เจริญ   ถ้ามีเชื้อราเพนิซิลเลียม (Penicillium sp.) เจริญอยู่ด้วย   เฟลมิ่งจึงเกิดความสังสัยและตั้งปัญหาว่า ด้วยเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

การค้นพบของเฟลมิ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษย์ในช่วงเวลาต่อ   ทำให้มีการสกัดสารปฏิชีวนะจากเชื้อราเพนิซิลเลียมใช้เป็นยารักษาโรคหลายโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย

-  จากตัวอย่างการค้นพบเชื้อราเพนิซิลเลียมของเฟลมิง   นักเรียนเกิดความคิดอย่างไร

นักเรียนอาจคิดว่า   เฟลมิ่งโชคดีที่บังเอิญพบเชื้อราเพนิซิลเลียมในจานเพาะเชื้อแบคทีเรีย   แต่นักเรียนควรจะคิดด้วยว่าโอกาสเช่นนี้มีผู้พบเห็นอยู่เสมอตามธรรมชาติ   แต่บุคคลที่ช่างสังเกต ช่างคิด ช่างวิเคราะห์ มีความอยากรู้อยากเห็นและมีความรู้กว้างเท่านั้นที่สามารถหยิบยหโอกาสเหล่านั้นมาเป็นของตนได้

อันที่จริงนักชีววิทยาหลายคน   ก็เคยพบเชื้อราเพนิซิลเลียมในจานเพาะเชื้อแบคทีเรียบ่อยๆ แต่ไม่ได้สนใจ   เนื่องจากต้องการเลี้ยงเฉพาะแบคทีเรียบริสุทธิ์เพื่อใช้ในงานของตน   จึงไม่ได้สังเกตเชื้อราที่ปนเปื้อนมา   ซึ่งสามารถยับนั้งการเจริญของแบคทีเรียได้   และไม่เกิดความสงสัยเหมือนกับเฟลมิ่งเคยสงสัย

ภาพที่ 2-2 เชื้อราเพนิซิลเลียมในจากเพาะเชื้อ
เอื้เฟื้อภาพโดย : รศ.พูนพิไล    สุวรรณฤทธิ์

นักเรียนคงเห็นแล้วว่า ปัญหา(problem) มักเกิดจากการสงสัยที่ได้จากการสังเกตปรากฏการณ์ และการศึกษาข้อเท็จจริงต่างที่ดีเกิดขึ้น

บางครั้งนักเรียนสามารถตั้งคำถามจากสิ่งที่สังเกตและพยายามคิดหาคำตอบที่อาจเป็นไปได้   ที่เรียกว่า สมมติฐาน(hypothesis) บางครั้งนักเรียนไม่สามารถกำหนดสมมติฐานได้ทันที แสดงว่านักเรียนยังไม่เข้าใจปัญหา  นักเรียนจำเป็นต้องสังเกตข้อเท็จจริงมากพอ   หรือข้อมูลเพิ่มเติม   เมื่อนักเรียนจะได้ข้อเท็จจริงมากพอ   นักเรียนจะเข้าใจปัญหาดีขึ้น   ถงขั้นที่นักเรียนสามารถตั้งสมมติฐานได้   จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาแนสมมติฐานให้แก่เรา

แอลเบิร์ต   ไอน์สไตน์(Albert   Einstein) นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกได้กล่าวไว้ว่า   “การตั้งปัญหาย่อมสำคัญกว่าการแก้ปัญหา เพราะการแก้ปัญหาอาศัยทักษะทางคณิตศาสตร์และการทดลองเท่านั้น   ส่วนการตั้งปัญหาใหม่ๆ และการกำหนดแนวทางที่อาจเป็นไปได้จากปัญหาเก่า   ในทักษะใหม่ย่อมต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์   ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง”

 
ภาพที่ 2-3 แอลเบิร์ต   ไอน์สไตน์

-   นักเรียนเห็นด้วยกับคำกล่าวของแอลเบิร์ต  ไอน์สไตน์ หรือไม่ เพราะเหตุใด

กิจกรรมที่ 2.2 การตั้งคำถามจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหา 
นักเรียนจงศึกษาสถานการณ์ต่อไปนี้

นักเรียนสองคนคั้นน้ำสับปะรดใส่ขวด   ซึ่งมีน้ำเชื่อมบรรจุอยู่คนละขวด แล้วนำไปเก็บไว้ เมื่อนำน้ำสับปะรดที่เก็บไว้มาเพื่อจะดื่ม   พบว่าน้ำสับปะรดขวดหนึ่งมีฟองอากาศเกิดขึ้นมากกว่าอีกขวดหนึ่ง   และเมื่อปิดฝาขวดน้ำสับปะรดทั้ง 2 ขวด และดมกลิ่นพบว่า ขวดที่มีฟองอากาศมากจะมีกลี่นแอลกอฮอล์มากกว่าอีกขวดหนึ่ง

นักเรียนทั้งสองสงสัยว่า   ทำไมในน้ำสับปะรดจึงมีฟองอากาศเกิดขึ้น   เกิดกลิ่นแอลกอฮอล์ได้อย่างไร   และฟองอากาศที่เกิดขึ้นฟองของแก๊สอะไร

จากการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มตเมของเขาพบว่า   หองอากาศเกิดขึ้นในขวดน้ำสับปะรดเป็นฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์   ซึ่งเกิดจากกระบวนการสลายน้ำตาลในสับปะรดของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เรียกว่ายีสต์
-   จากสถานการณ์ที่เป็นปัญหานี้นักเรียนคิดว่าคำถามที่อาจเป็นไปได้มีอะไรบ้าง

คำถามที่อาจเป็นไปได้
1.   อุณหภุมิของสถานที่เก็บมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่
2.   ความเข้มข้นของน้ำตาลในสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตายของยีสต์หรือไม่
3.   ปริมาณน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่
4.   ปริมาตรอากาศในขวดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสน์หรือไม่
5.   ปริมาณยีสในน้ำสับปะรดมีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์หรือไม่ ฯลฯ

แต่จากการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม  นักเรียนทั้งสองคนพบว่า ขวดน้ำสับปะรดทั้ง 2 ขวด ตั้งอยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิเท่ากัน ขนาดของขวดและรูปร่างของขวดเหมือนกันทุกประการ

-   จากข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าว   นักเรียนคิดว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะต้องคำถาม ชัดเจนแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัดเจน นักเรียนควรจะหาข้อมูลใดเพิ่มเติม แต่ถ้านักเรียนคิดว่าสามารถตั้งคำถามได้ชัดเจนแล้ว จงระบุคำถามว่า คำถามมีอะไรบ้าง

2.1.1 การตั้งสมมติฐาน
เมื่อได้รับข้อเท็จจริงหรือข้อมูลมากพอ   ทำให้เห็นคำถามได้ชัดเจน นักเรียนจะสามารถตั้งสมมติฐานได้   สำหรับคนที่รู้จักคิดหลายแง่หลายมุม   คำถามย่อมแนะให้เห็นข้อสมมติฐานได้มากกว่าหนึ่งสมมติฐาน   สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกให้รู้จักคิดหรือตั้งสมมติฐานมักจะทึกทักว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้เป็นสมมติฐานที่ถูกต้องเสมอ

นักเรียนคงเคยสังเกตว่าต้นไม้ชนิดเดียวกันที่ปลูกในบริเวณที่ร่มไม่เจริญเติบโตเท่ากับต้นที่อยู้กลางแจ้ง   นักเรียนอาจสงสัยว่าอะไรทำให้ต้นไม้มีลักษณะเช่นั้น   ซึ่งข้อสงสัยอาจจะเป็นไปได้หลายประการอาทิเช่น

1.   ดินมีความชื้นมากหรือน้อยเกินไปหรือไม่
2.   ธาตุอาหารในดินเพียงพิต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือไม่
3.   ปริมาณแสงเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือไม่

ถ้านักเรียนสังเกตปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชชนิดนั้น ๆ อย่างละเอียด เช่น ความชื้น ธาตุอาหารในดินปริมาณแสง พบว่าความชื้นและธาตุอาหารในดิน ไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พืชเจริญเติบโตต่างกัน
-   นักเรียนคิดว่าปัญหาคืออะไร   และควรตั้งสมมติฐานอย่างไร

ถ้าตั้งสมมติฐานอาจใช้คำว่า ถ้า................. ดังนั้น ......................
มีนักเรียน 2 คนตั้งสมมติฐาน ดังนี้

นักเรียนคนที่ 1 ตั้งสมติฐานว่า “ถ้าความเข้มข้นของแสงมีผลต่อการเจรญเติบโตของพืช ดังนั้นพืชที่อยู่กลางแจ้งจะเจริญเติบโตกว่าพืชที่เจริญเติบโตในร่ม”
นักเรียนคนที่ 1 ตั้งสมมติฐานว่า   “ถ้าความเข้มข้นของแสงมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นพืชที่เจริญเติบโตกลางแจ้งต้นจะสูงกว่าพืชที่เจริญเติบในที่ร่ม”

-   นักเรียนจงวิเคราะห์สมมติฐานของนักเรียนทั้ง 2 คนว่าถูกต้องหรือไม่ และมีข้อแตกต่างกันอย่างไร

การตั้งสมมติฐายที่ดี   จะช่วยแนะแนวทางการตรวจสอบสมมติฐาน   สมมติฐานของนักเรียนคนใดที่ช่วยแนะแนวทางการตรวจสอบ นักเรียนลองฝึกการตั้งสมมติฐานจากกิจกรรมที่ 2.3

กิจกรรมที่ 2.3 การตั้งสมมติฐาน

ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มกำหนดปัญหาจากกิจกรรมที่ 2.2 และตั้งสมมติฐาน   โดยใช้คำว่า ถ้า.....................ดังนั้น...................................
-   สมมติฐานมีความสำคัญในการแก้ข้อสงสัยทางวิทยาศาสตร์อย่างไร

ปัญหาเพียงปัยหาเดียวอาจมีสมมติฐานหลายข้อ   แต่สมมติฐานไม่ใช่คำตอบของปัญหา   จนกว่าจะได้มีการตรวจสบสมมติฐานอย่างรอบคอบ นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบสมมติฐานได้อย่างไร

2.1.2 การตรวจสอบสมมติฐาน 
การตรวจสอบสมมติฐานอาจทำได้หลายวิธี เช่น การเฝ้าสังเกตการสำรวจและการทดลอง เป็นต้น การเลือกใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของสมมติฐาน ส่วนใหญ่การตรวจสอบสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์มักใช้ วิธีการทดลอง(experiment) เพราะสามารถควบคุม ตัวแปร(variable) ได้   จึงทำให้ได้ข้อสรุปที่เชื่อถือได้   ซึ่งเรียกว่า การทดลองที่มีการควบคุม(controlled experiment)

ถ้านักเรียนกลุ่มหนึ่งมี สมมติฐานว่า “ถ้าความเข้มข้นของน้ำตาลในสับปะรด มีผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์แล้ว ดังนั้นในน้ำสับปะรดที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกัน   อัตราการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาการสลายน้ำตาลในสับปะรดจะแตกต่างกันไปด้วย”

ก่อนจะดำเนินการทดลอง นักเรียนกลุ่มนี้ได้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม พบว่า ยีสต์สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสารละลายน้ำตาลเข้มข้นประมาณ 4-6% จึงดำเนินการทดลองดังรี้

1.   คั้นน้ำสับปะรดใส่ในขวดรูปชมพู่  40 cm^3  เทสารละลายน้ำตาลที่มีความเข้มข้น 3% ลงไป  20 cm^3  นำยีสต์ 2.5 กรัม ใส่ลงไป คนให้เข้ากันปิดด้วยจุกยาง   เก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นเป็นเวลา 5 นาที
2.   ปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ 1 แต่เปลี่ยนความเข้มข้นของสารละลายน้ำตาลเป็น 4-8% 
3.   ทำการทดลองในข้อ 1 และข้อ 2 ซ้ำอีก 2 ครั้ง
-   จากการทดลองนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมคืออะไร

2.1.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล 
จากการเก็บข้อมูลของการทดลองดังกล่าวข้างต้น ได้ผลการทดลองดังนี้

ตารางที่ 2.1 ปริมาณแก๊ส  CO_2 ที่ได้จากน้ำสับปะรดที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลแตกต่างกัน

-   นักเรียนจะอิธิบายผลการทดลองนี้อย่างไร
-   นักเรียนว่าลการทดลองนี้เชื่อถือได้หรือไม่อย่างไร
-   ทำไมจึงทำการทดลอง 3 ครั้ง จงอธิบาย 
-   ถ้าทำการทดลองอีกครั้ง ข้อมูลจะเหมือนเดิมหรือไม่อย่าวไร
-   นักเรียนคิดว่า การทดลองนี้ ขั้นตอนใดน่าจะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน และควรแก้ไขอย่างไร

2.1.4 การสรุปผลการทดลอง 
จากข้อมูลที่ได้การทดลอง   นักเรียนกลุ่มนี้คงสรุปได้ว่า ความเข้มข้นของน้ำตาลในน้ำสับปะรดที่ผลต่อการสลายน้ำตาลของยีสต์

-   การสรุปเช่นนี้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่
-   ผลการทดลองจำเป็นต้องสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้เสมอไปหรือไม่
-   ถ้าผลการทดลองไม่สอดคล้อกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ นักเรียนควรจะดำเนินการอย่างไร

กิจกรรมที่ 2.4 วิธีการทางวทิยาศาสตร์และรายงานผลการทดลอง 
นักเรียนได้ศึกษาวิธีการทางวทิยาศาสตร์มาแล้ว ต่อไปนี้ นักเรียนจะได้ปฏิบัติเหมือนนักเรียนศาสตร์โดยให้นักเรียนแต่ละเลือกปัญหาที่เกี่ยวข้องกัยสถานการณ์ในกิจกรรมที่ 2.2 ที่นักเรียนสนใจ แล้วดำเนินการดังนี้

1.   กำหนดปัญหา
2.   ตั้งสมมติฐานในรูป ถ้า...................ดังนั้น.................
3.   ออกแบบการทดลอง และดำเนินการทดลอง
4.   สรุปผลการทดลอง และนำเสนอการทดลองต่อชั้นเรียน

-   จากการทดลองของนักเรียนและผลการทดลองของเพื่อน นักเรียนจะสรุปได้ว่าอย่างไร
-   จากการทดลองนี้   น่าศึกษาในเรื่องใดเพิ่มเติ่มอีกบ้าง

สมมติฐานที่ได้ทดสอบแล้วหลายครั้งซึ่งอาจเป็นการทดสอบโดยนักเรียนศาสตร์คนเติม หรือนักวิทยาศาสตร์ต่างคน   แต่ทำงานในลักษณะคล้ายคลึงกัน   วึ่งอาจอยู่คนละสถานที่แต่ได้ผลตรงกัน   ถ้าความรู้ที่ได้ค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางก็จะถูกนำไปตั้งเป็น <b>ทฤษฎี</b>(throry) หรือถ้าความรู้ที่ได้รับเป็นความจริงก็จะถูกนำไปตั้งเป็น <b>กฎ</b> (law) ในทางชีววิทยามีกฏและทฤษฎีที่สำคัญ เช่น กฎของเมนเดล ทฤษฎีเซลล์ ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาในโอกาสต่อไป

การศึกษาชีวิวิทยาของนักวิทยาศาสตร์หรือนักชีววิทยาจึงทำให้เกิดความรู้ทางชีววิทยาซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการสังเกต การทดลอง การบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ดังนั้นชีววิทยาจึงประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นความรู้ (knowledge) และกระบวนการ (process)
-   จากกิจกรรมที่ 2.4 นักเรียนบอกได้ไหมว่าส่วนใดบ้างที่จัดเป็นความรู้และส่วนใดบ้างที่จัดเป็นกระบวนการ
-   สมมจิฐานต่างจากทฤษฎีอย่างไร

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาที่มุ่งแสวงหาความรู้จริงของธรรมชาติ   เพื่อให้เกิดความเข้าจารเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ตามธรรมชาติ   ความรู้ที่ได้รับในขณะนี้เป็นความจริงในปัจจุบันแต่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต  เมื่อเวาลและสถานที่เปลี่ยนไปหรือมีข้อมูลที่เป็นที่ย่อมรับของนักวิชาการส่วนใหญ่มาเพิ่มเติม   การศึกษาวิทยาศาสตร์ก่อเกิดการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยปรับปรุงวิธีการดำรงชีวิตของคนเราให้ดีขึ้นและสะดวกสบายขึ้น   งานวิจัยระดับพื้นฐานและระดับสูงทางชีววิทยา   ย่อมมีส่วนในการแก้ปัญหาของโลก   และมีประดยชน์ต่อมวลมุนษยชาต สำหรับนักเรียนสามารถนำวิธีการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษา   การทำโครงงานและแก้ปัญหาเพื่อฝึกกระบวนการคิด การวางแผน ในการทำงานและการแก้ปัญหาเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต และการพัฒนาประเทศชาติ




จำไว้ตลอด

บทเรียนที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาชีววิทยา
กล้องจุลทรรศน์