วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-การเคลื่อนที่แนวตรง | บทเรียน วิชาการ.คอม
วิทย์ทั่วไป
 

การเคลื่อนที่แนวตรง

สร้างเมื่อ 08 เม.ย. 2554 19:35:41
  • ระดับม.4
  • 16,923 view

บทนำ
            ความรู้เกี่ยวกับ  แรง  การเคลื่อนที่  และพลังงาน  เป็นพื้นฐานที่สำคัญของวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ซึ่งมุ่งศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน  ทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ  ในธรรมชาติรอบตัว  รวมทั้งสถานการณ์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน  เช่น  การเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆบนโลก  ภายใต้สนามของแรงโน้มถ่วง  สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก  องค์ประกอบและสมบัติของคลื่นกล  และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  กัมมันตภาพรังสีและพลังานนิวเคลียร์  ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษารายละเอียดต่อไปในหนังสือเล่มนี้  ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการต่างๆของฟิสิกส์จะช่วยให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและในการทำงานต่างๆมากมาย  รวมถึงเป็นพื้นฐานในการศึกษาวิทยาศาตร์สาขาอื่นๆ  อย่างกว้างขวางอีกด้วย

            ความรู้ทางฟิสิกส์ได้รับการพัฒนามาจากการสังเกต  การสำรวจตรวจสอบและความคิดของหลายคนสะสมและพัฒนาขึ้นมาเป็นเวลายาวนาน  ในลักษณะที่เป็นหลักการ  กฏ  และทฤษฏี  ซึ่งองค์ความรู้ต่างๆ  มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามที่มีประจักษ์พยาน  มีการค้นพบและมีข้อมูลมากขึ้น  เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ความรู้ทางฟิสิกส์พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันความรู้ทางฟิสิกส์และกิจกรรมที่นักเรียนจะได้ปฏิบัติในหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้นักเรียนเกิดความคิด  และความเข้าใจเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ  และนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงและเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อที่สูงขึ้นได้
                                  
            ในชีวิตประจำวัน  เราพบเห็นการเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ  เช่น  นกบิน  รถยนต์แล่นบนถนน  ลูกฟุตบอลเคลื่อนที่ในอากาศ  ใบพัดลมหมุน  เด็กแกว่งชิงช้า  ผลไม้หล่นจากต้น  เป็นต้น  การเคลื่อนที่ดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะอย่างไร  และขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง  นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป 

1.1  การเคลื่อนที่แนวตรง

             การเคลื่อนที่แนวตรงของวัตถุ  เป็นการเคลื่อนที่ที่ไม่เปลี่ยนทิศทาง  เช่น  การเคลื่อนที่ของลูกมะพร้าวเมื่อตกจากต้นสู่พื้นดิน  การเคลื่อนที่ของรถยนต์บนถนนตรง  การเคลื่อนที่ของนักกีฬาว่ายน้ำในลู่ของสระ  เป็นต้น

ปริมาตรต่างๆที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ในแนวตรงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
                 
            ในขณะที่รถยนต์เริ่มเคลื่อนที่บนถนนตรง  คนขับจะเหยียบคันเร่งทำให้รถเคลื่อนที่เร็วขึ้น  ถ้าสังเกตที่เข็มวัดอัตราเร็วบนหน้าปัดของรถ  จะพบว่าเข็มเบนมากขึ้น  แสดงว่ารถเคลื่อนที่ด้วย อัตราเร็ว  (speed)  เพิ่มขึ้น  และถ้าพิจารณาทิสของการเคลื่อนที่ด้วย  ความเร็ว   (velocity)  เพิ่มขึ้น

            เมื่ออ่านค่าจากเข็มชี้อัตราเร็วของรถที่กำลังเคลื่อนที่ในภาพ  ขณะนี้รถเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว  80  กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ไปทางทิศใต้  หากความเร็วของรถเปลี่ยนแปลง  กล่าวได้ว่ารถเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง (acceleration) การเข้าใจปริมาณต่างๆที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่  จะทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้นในการขับขี่ยวดยานพาหนะ  และนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆได้

การเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับปริมาณอะไรบ้าง  การเคลื่อนที่ของวัตถุต่างๆ  มีอัตราเร็วเท่ากันตลอดการเคลื่อนที่หรือไม่  และจะสามารถวัดได้อย่างไร

1.1.1  อัตราเร็วและความเร็ว   
               ถ้านักเรียนสังเกตนักวิ่งหรือนักว่ายน้ำ  เมื่อเคลื่อนที่ออกจากจุดเริ่มต้นจะมีอัตราเร็วไม่มากนัก  และเพิ่มอัตราเร็วขึ้นในช่วงเวลาต่อมา  แสดงว่าการเคลื่อนที่มีอัตราเร็วไม่เท่ากันตลอดระยะทาง  จึงนิยมบอกเป็น  อัตราเร็วเฉลี่ย   ซึ่งหาได้จากอัตราส่วนระหว่างระยะทางที่เคลื่อนที่ได้กับช่วงเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่

                          
                             ภาพ  1.1  หอยทาก  นักวิ่ง  รถยนต์และเสือชีต้า  มีอัตราเร็วเฉลี่ยต่างกัน
  

              นักเรียนจะศึกษาและหาอัตราเร็วเฉลี่ยได้จากกิจกรรมต่อไปนี้

กิจกรรม 1.1   การหาอัตราเร็วเฉลี่ย
 
                                ภาพการจัดอุปกรณ์  
              1.  ต่อเครื่องเคาะสัญญาณเวลาเข้ากับหม้อแปลงโวลต่ำที่มีความต่างศักย์ไฟฟ้า  4-6  โวลต์  สอแถบกระดาษผ่านใต้กระดาษคาร์บอนของเครื่องเคาะสัญญาณเวลา  ติดแถบกระดาษกับรถทดลอง  เปิดสวิตซ์หม้อแปลงโวลต์ต่ำแล้วผลักรถทดลองให้แถบกระดาษเคลื่อนที่  ผ่านคันเคาะของเครื่องเคาะสัญญาณเวลาเลือกจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายบนแถบกระดาษที่สามารถวัดระยะทางได้สะดวก 
             2.  นำข้อมูลมาอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้
                -  ระยะทางระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายเป็นเท่าใด  และมีกี่ช่วงจุด
                -  ช่วงเวลาระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายเป็นเท่าใด
                -  อัตราเร็วเฉลี่ยของการเคลื่อนที่ในช่วงดังกล่าวเป็นเท่าใด
            3.  สรุปและนำเสนอผลการศึกษา

เครื่องเคาะสัญญาณเวลา (ticker  timer)

            เครื่องเคาะสัญญาณเวลาเป็นอุปกรณ์  ที่ใช้หาอัตราเร็วของวัตถุ   เมื่อต่อเครื่องเคาะสัญญาณเวลาเข้ากับความต่างศักย์ไฟฟ้า  4-6  โวลต์ของหม้อแปลงโวลต์ต่ำ  จะทำให้คันเคาะสั่นด้วยความถี่ของไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้   คือ  50  ครั้งต่อวินาที  เมื่อดึงแถบกระดาษที่สอดใต้กระดาษคาร์บอน  จะทำให้เกิดจุดต่างๆเรียงกันบนแถบกระดาษ  จุดเหล่านี้ช่วยให้ทราบระยะทางและเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่  เพราะเวลาระหว่างจุด  2  จุด  ที่เรียงกันเท่ากับ  1/50  วินาที  ข้อมูลเวลาและระยะทางช่วยให้วิเคราะห์หาอัตราเร็วได้

            โดยทั่วไปเราสนใจทราบอัตราเร็ว  ณ  เวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งสามารถหาได้โดยการหาอัตราเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลานั้นๆ
                 
                       ภาพ  1.2   แถบกระดาษบันทึกข้อมูลผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลา

            จากข้อมูลการเคลื่อนที่ซึ่งถูกบันทึกลงบนแถบกระดาษผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลา  ถ้าวัดระยะทางระหว่าง 2 ช่วงจุดติดกัน  ซึ่งบันทึกเวลาห่างกัน   \frac{2}{{50}}   อัตราเร็วเฉลี่ยที่ได้  ถือว่าเป็นอัตราเร็ว  ณ  จุดกึ่งกลางเวลานั้น  ซึ่งเรีกยว่าอัตราเร็วขณะหนึ่ง  (instantaneous  speed)  ตัวอย่างอัตราเร็วขณะหนึ่ง  เช่น  อัตราเร็วที่อ่านได้จากมาตรวัดในรถยนต์และรถจักรยานยนต์  เป็นต้น

ตัวอย่าง  จากข้อมูลบนแถบกระดาษในภาพ  1.2  ระหว่างเวลา  \frac{1}{{50}}   วินาที  และเวลา   \frac{3}{{50}}   วินาที  อัตราเร็วขณะหนึ่งเป็นเท่าใด

วิธีทำ   จากอัตราเร็วเฉลี่ย           =       
           ระยะทางจากเวลา   \frac{1}{{50}} s  ถึง   \frac{3}{{50}}  s   =  0.008 m
           เวลาที่ใช้เคลื่อนที่          = \frac{3}{{50}}s - \frac{1}{{50}}s = \frac{2}{{50}}s
           แทนค่าอัตราเร็วเฉลี่ย      = \frac{{0.008m}}{{\frac{2}{{50}}s}} = 0.2m/s    
           อัตราเร็วเฉลี่ยนี้คืออัตราเร็ว  ณ  จุดกึ่งกลางเวลา  \frac{2}{{50}}s  ซึ่งคืออัตราเร็วขณะหนึ่ง

คำตอบ   อัตราเร็วขณะหนึ่งเท่ากับ   0.2  เมตร/ วินาที
            -  ให้นักเรียนหาอัตราเร็ว  ณ  เวลา   \frac{7}{{50}}  วินาทีจากแถบกระดาษในภาพ 1.2

ถ้าการเคลือนที่มีทิศเข้ามาเกี่ยวข้อง  จะบอกอัตราเร็วของรถด้วยปริมาณใด        
            ในกรณีการเคลื่อนที่แนวตรง  ระยะทางและขนาดของการกระจัดมีค่าเท่ากัน  แต่การกระจัดจะต้องมีทิศของการเคลื่อนที่กำกับด้วย  นั่นคือการกรัดเป็นปริมาณเวกเตอร์  การกระจัดในหนึ่งหน่วยเวลาคือ  ความเร็ว  ดังนั้นความเร็วกับการกระจัดจึงมีทิศเดียวกัน  และต่างก็เป็นปริมาณเวกเตอร์  ความเร็วมีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาทีเช่นเดียวกับหน่วยของอัตราเร็ว

            โดยปกติแล้ว  ในการเคลื่อนที่ของรถยนต์  ความเร็วของรถยนต์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดการเคลื่อนที่  ดังนั้นในบางครั้งจึงนิยมบอกความเร็วของรถด้วยความเร็วเฉลี่ย  ซึ่งหาได้จากสมการต่อไปนี้
              
               ภาพ 1.3  รถยนต์เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออก  200  เมตร  ในเวลา  20  นาที

            -  จากภาพ  1.3  รถเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออก  จากจุด  A  ไปยังจุด  B  ในเวลา  20  นาทีได้ระยะทาง  200  เมตร  หรือการกระจัด 200  เมตร  ไปทางทิศตะวันออก  รถคันนี้มีอัตราเร็วเฉลี่ยและความเร็วเฉลี่ยเท่าไร
            ขณะรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  เมื่อหยุดรถกะทันหัน ศีรษะของคนที่อยู่ในรถจะถลำไปข้างหน้าอาจทำให้เกิดอันตรายได้  เพื่อความปลอดภัยควรคาดเข็มขัดนิรภัย  และไม่ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินกำหนด
            - อัตราเร็วและความเร็ว  เหหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
            -  รถไฟฟ้าบีทีเอสเคลื่อนที่แนวตรงจากสถานีเอกมัยไปยังสถานีทองหล่อได้ระยะทาง  840  เมตรในเวลา   60  วินาที  รถไฟฟ้ามีอัตราเร็วเฉลี่ยเท่าใด
            -  รถโดยสารปรับอากาศแล่นด้วยอัตราเร็วเฉลี่ย  80  กิโลเมตรต่อชั่วโมงจากสถานีหมอชิตถึงนครสวรรค์เป็นระยะทาง  240  กิโลเมตร  ถ้าออกเดินทางตั้งแต่เวลา  9.00  น.  นักเรียนควรจะนัดให้เพื่อมารับที่ปลายทางเวลาใด
                
                  
                             ภาพ  1.4  รถไฟฟ้าบีทีเอสและเส้นทางเดินรถ
 
กิจกรรมเพิ่มเติม
             หาความเร่งเฉลี่ยของมือโดยใช้มือดึงแถบกระดาษที่สอดผ่านใต้กระดาษคาร์บอนของเครื่องเคาะสัญญาณเวลาที่กำลังทำงาน
            นำแถบกระดาษมาหาความเร็วต้นและความเร้วปลายและช่วงเวลาที่ใช้เปลี่ยนความเร็วเพื่อนำไปหาความเร่งของมือ   

1.1.2  ความเร่ง   
              ถ้าพิจารณาการเคลื่อนที่ในการแข่งกรีฑาที่มีนักวิ่งแซงนักวิ่งคนอื่นเข้าเส้นชัย  และการขับรถแซงงคันอื่น  นักวิ่งหรือผู้ขับรถต้องเพิ่มความเร็ว  สถานการณ์ดังกล่าวนี้  เป็นการเคลื่อนที่ที่มีความเร่ง ซึ่งเป็น ความเร็วที่เปลี่ยนไปในหนึ่งหน่วยเวลาความเร่งมีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาที ^2   (m/s^2)  ในการเคลื่อนที่ของวัตถุ  ยางขณะวัตถุมีความเร็วสม่ำเสมอ  ซึ่งหมายถึงขนาดและทิศของความเร็วของวัตถุไม่เปลี่ยนแปลง  และบางขณะความเร็วของวัตถุเปลี่ยนไป  คือมีการเปลี่ยนขนาดของความเร็วหรือมีการเปลี่ยนทิศของความเร็ว  หรือมีการเปลี่ยนทั้งขนาดและทิศของความเร็ว  จึมักพิจารณาความเร่งเฉลี่ย  ซึ่งหาได้จาก

ดังนั้นถ้าให้   v_1  =  ความเร็วต้น  (ขณะเวลา   t_1 )    
                      v_2  =  ความเร็วปลาย  (ขณะเวลา   t_2 )    
และ               a  =  ความเร่งเฉลี่ย
จะได้             Â  a = \frac{{v_2  - v_1 }}{{t_2  - t_1 }}

               เมื่อพิจารณาการเคลื่อนที่ของรถยนต์คันหนึ่งบนทางตรง  โดยสังเกตมาตรวัดอัตราเร็วของรถยนต์  ตั้งแต่รถเริ่มเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง  แล้วเคลื่อนที่ไปได้ระยะหนึ่ง  จนในที่สุดก็หยุดนิ่งอีกครั้งหนึ่ง  ดังภาพ  1.5
               
                        ภาพ 1.5  การเคลื่อนที่แนวตรงของรถยนต์ในช่วงเวลาหนึ่ง

            -  การขับรถด้วยอัตราเร็วดังภาพมีความสัมพันธ์กับการใช้เชื้อเพลิงอย่างไร
            การเคลื่อนที่ของรถจากหยุดนิ่ง  (v=0)  จนมีความเร็วเป็น  90  กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 ในเวลา  25  วินาที  จะเห็นได้ว่า  รถมีความเร็ว  เพิ่มขึ้น  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า  รถเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง  เราสามารถหาความเร่งเฉลี่ยของรถในช่วงเวลา  25  วินาที  ได้ดังนี้
            ความเร็วที่เปลี่ยนไป   =   v_2  -  v_1
                                              =  90 km/h - 0 km/h
                                    =   \frac{{90 \times 1000m}}{{60 \times 60s}}     
                                               =  25 m/s
            ช่วงเวลาที่ใช้              =   t_2 - t_1     
                                    =  25 s - 0s
                                    =  25s
            จะได้                     a  =  Â  \frac{{25m/s}}{{25s}}    
                                               =   1 m/s^2  
            นั่นคือ  รถเคลื่อนที่ด้วยความเร่งฌลี่ย  1  เมตรต่อวินาที ^2   และมีทิศเดียวกับทิศของความเร็ว   หมายความว่ารถเพิ่มความเร็ววินาทีละ  1  เมตรต่อวินาที  อย่างสม่ำเสมอ

            เมื่อพิจารณาการเคลื่อนที่ของรถในช่วงเวลา  t  =  25s  ถึง  t = 50s  จะเห็นว่า  รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าเดิม  หรือรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว  นั่นคือความเร็วของรถที่เปลี่ยนไปมีค่าเท่ากับศูนย์  ทำให้ความเร่งของรถมีค่าเท่ากับศูนย์ด้วย

หน่วยของอัตราเร็ว
            โดยทั่วไปอัตราเร็วมีหน่วยเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง  แต่ในระบบเอสไอ  (SI)  อัตราเร็วมีหน่วยเป็นเมตรต่อวินาที  บางครั้งจึงต้องเปลี่ยนหน่วยกิโลเมตรต่อชั่วโมง  เป็นหน่วยเมตรต่อวินาที  เช่น  อัตราเร็ว  180 km/h  มีค่าเท่ากับ  50  m/s    

            สำหรับการเคลื่อนที่ของรถในช่วงเวลา  t = 50s  จนกระทั่งรถหยุดนิ่งที่เวลา  t =75s  รถมีความเร็วน้อยลง  เราสามารถหาความเร่งเฉลี่ยของรถในช่วงนี้ได้ดังนี้
            ความเร็วที่เปลี่ยนไป  =   v_2 - v_1  
                                              =  0 km/h - 90 km/h
                                    = - 90 km/h
                                   = Â  - \frac{{90x1000m}}{{60x60s}}        
           ช่วงเวลาที่ใช้             =   t_2 - t_1  =  75s - 50s  =  25s
             จะได้                  a  =  Â  - \frac{{25m/s}}{{25s}} =  - 1m/s^2
         
            นั่นคือ  รถเคลื่อนที่ด้วยความเร่งเฉลี่ย  1  เมตรต่อวินาที ^2  และมีทิศทางตรงข้ามกับทิสของความเร็ว  เพราะความเร่งเฉลี่ย  (a)  มีเครื่องหมาย  - ซ่งหมายความว่า  ความเร็วรถลดลงวินาทีละ  1  เมตรต่อวินาที

            -  จากประจักษ์พยานการเคลื่อนที่ในตัวอย่างนี้  นักเรียนจะอธิบายความสัมพันธ์ของความเร็วและความเร่งว่าอย่างไร
            -  ความเร็ว  ความเร่ง  มีความสำคัญอย่างไรต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วของยานพาหนะและระยะหยุด
                              
            ในกรณีฉุกเฉิน  คนขับต้องหยุดรถอย่างกะทันหัน  ระยะทางที่รถเคลื่อนที่ได้นับตั้งแต่  เมื่อคนขับเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองจนรถหยุดสนิท   เรียกว่า  ระยะหยุด  ระยะหยุดประกอบด้วย  ระยะคิด  ซึ่งเป็นระยะทางที่รถเคลื่อนที่ได้  ก่อนที่คนขับจะเหยียบเบรกและระยะเบรก  ซึ่งเป็นระยะทางที่รถเคลื่อนที่ได้  หลังเหยียบเบรกจนรถหยุด
(ดัดแปลงจาก  The  World  of  Physics  :  Mysteries  Magic &  Myth John W. Jewitt, Jr.Brooks/Cole,2001.P.20)

            -  จากแผนภาพอัตราเร็ว  ระยะคิด  และระยะเบรกมีความสัมพันธ์กันอย่างไร             
            -  ถ้าถนนเปียก  หรือรถมีน้ำหนักมาก  หรือคนขับมีปฏิกิริยาตอบสนองช้า  ระยะหยุดจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
            -  จากข้อมูลในแปนภาพนี้  ถ้านักเรยีนขับรถด้วยอัตราเร็ว  72  กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ควรจะเว้นระยะให้ห่างจากรถคันหน้าอย่างน้อยเท่าใด  จึงจะเป็นระยะปลอดภัยในการเบรกรถอย่างกะทันหัน

            การเคลื่อนที่แนวตรงที่นักเรียนพบเห็นในชีวิตประจำวัน  ไม่ได้มีเฉพาะการเคลื่อนที่แนวตรงตามแนวระดับเท่านั้น  แต่ถ้านักเรียนพิจารณาผลไม่ที่ตกจากต้นสู่พื้นดินหรือวัตถุต่างๆที่ตกจากที่สูง  จะพบว่าเป็นการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง

การเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง  แตกต่างจากการเคลื่อนที่ในแนวระดับหรือไม่อย่างไร

            ถ้าทำการทดลองเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวดิ่งภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลก  โดยติดวัสดุ  เช่น ผลส้ม  หรือลูกเทนนิสกับแถบกระดาษผ่านเครื่องเคาะสัญญาณเวลาจากแถบกระดาษที่แสดงไว้ในภาพ  1.7  นักเรียนจะพบว่าวัตถุ  มีความเร็วมากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ  นั่นคือวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร่งคงตัว   เรียกความเร่งในการตกของวัตถุว่า  ความเร่โน้มถ่วงของโลก (gravitational  acceleration, g)  ซึ่งมีค่า  9.8  เมตรต่อวินาที ^2  และมีทิศดิ่งลงสู่พื้นเสมอ  แสดงว่าในทุกๆ 1 นาที  วัตถุมีความเร็วเพิ่มขึ้นประมาณ  9.8  เมตรต่อวินาที  ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนที่ที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นเร็วมาก  ตัวอย่างเช่น  การโดดร่มแบบดิ่งพสุธาช่วงที่ร่มยังไม่กางจะมีความเร็วมาก
                                 
                                        ภาพ1.6  มะม่วงตกในแนวดิ่ง
                                      
                ภาพ 1.7  แถบกระดาษบันทึกการเคลื่อนที่ลงในแนวดิ่งของวัตถุ

            -  ให้นักเรียนยกตัวอย่างการเคลื่อนที่แนวตรงในชีวิตประจำวัน มา  3  ตัวอย่าง และบรรยายลักษณะของการเคลื่อนที่นั้น

            -  เมื่อลูกบาสเกตบอลกำลังเคลื่อนที่ขึ้นในแนวดิ่ง  โดยมีความเร็วลดลงอย่างสม่ำเสมอ  ความเร่งของการเคลื่อนที่ของลูกบาสเกตบอลเป็นอย่างไร

            การเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีแนวของการเคลื่อนที่ขึ้นในแนวดิ่ง  ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ภายใต้แรงดึงดึดของโลก  ความเร็วของวัตถุจะลดลงอย่างสม่ำเสมอ  แสดงว่าวัตถุเคลื่อนที่ขึ้นด้วยความเร่งที่มีทิศตรงข้ามกับความเร็ว

            -  มะม่วงสุกลูกหนึ่งตกจากต้นลงมาในแนวดิ่งเสมอ  เช่น  ผลไม้  ก้อนหินบนหน้าผา  ดังนั้น  จึงควรระวังไม่ให้เกิดอันตราย