วิชาการ.คอม-บทเรียนออนไลน์-เซลล์เม็ดเลือดขาว | บทเรียน วิชาการ.คอม
วิทย์ทั่วไป
 

เซลล์เม็ดเลือดขาว

สร้างเมื่อ 12 เม.ย. 2554 13:52:17
  • ระดับม.6
  • 14,649 view

เซลล์เม็ดเลือดขาว 

มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและทำลายเชื้อโรคในร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างจากเซลล์ไขกระดูกเช่นเดียวกับเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่เซลล์เม็ดเลือดขาวบางส่วนจะเจริญพัฒนาในเนื้อเยื่อในอวัยวะน้ำเหลือง เซลล์เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิดแต่ละชนิดมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกัน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มตามหน้าที่ดังนี้ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม โดยใช้เยื่อหุ้มเซลล์โอบล้อมเชื้อโรค ก่อนจะนำเข้าสู่เซลล์ต่อจากนั้นเชื้อโรคจะถูกย่อยสลายด้วยเอนไวม์จากไลโซโซมซึ่งเป็นออแกเนลล์ชนิดหนึ่งในเซลล์

1. กลุ่มฟาโกไซต์ (phagocyte) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม โดยใช้เยื่อหุ้มเซลล์โอบล้อมเชื้อโรค ก่อนจะนำเข้าสู่เซลล์ต่อจากนั้นเชื้อโรคจะถูกย่อยสลายด้วยเอนไวม์จากไลโซโซมซึ่งเป็นออแกเนลล์ชนิดหนึ่งในเซลล์

2. กลุ่มลิมโฟไซต์ (lymphocyte) มีหลายชนิดที่ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีนทำหน้าที่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ลิมโฟไซต์สร้างแอนติบอดีได้หลายแบบโดยแต่ละแบบมีความเฉพาะเจาะจงกับแอนติเจนแต่ละชนิด

หลังจากลิมโฟไซต์หลั่งแอนติบอดีสู่กระแสเลือด แอนติบอดีจะจับกับแอนติเจนที่เป็นส่วนหนึ่งของเชื้อโรคแอนติเจนที่เป็นสารพิษ และแอนติเจนบนผิวเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์มะเร็งและเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส จากนั้นจะถูกทำลายด้วยกระบวนการต่างๆต่อไปนี้

ภาพ 3.4 เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งของคน



ภาพ 3.5 แอนติบอดีจับกับแอนติเจนทำให้เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเกาะกันเป็นก้อน จึงหมดความเป็นพิษ หรืออาจถูกทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวได้

 นักเรียนทราบหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดคนที่เคยเป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคหัด โรคคางทูม จะไม่เป็นโรคนั้นอีกเลยตลอดชีวิต แต่โรคบางโรค เช่น โรคหวัด แม้เคยเป็นแล้วก็อาจเป็นได้อีก

เพื่อนๆอาจมีภูมิคุ้มกันโรคบางชนิดนั้นคือมีแอนติบอดีอยู่ในกระแสเลือดสำหรับต่อต้านโรคนั้นๆ การที่ร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเมื่อได้รับเชื้อโรคบางชนิดหนึ่ง จึงทำให้มีแอนติบอดีนั้นๆอยู่ในกระแสเลือด

ภาพ 3.6 อวัยวะน้ำเหลือง

อวัยวะน้ำเหลือง ประกอบด้วย ต่อมน้ำเหลือง ม้าม และต่อมไทมัส อวัยวะน้ำเหลืองเป็นที่อยู่ของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ดังได้กล่าวมาแล้ว

ต่อมน้ำเหลือง พบว่าอยู่ระหว่างทางเดินของท่อน้ำเหลืองทั่วไปในร่างกาย เช่น รักแร้ โคนขา มีลักษณะเป็นรูปไข่ขนาดแตกต่างกันภายในมีเซลล์เม็ดเลือดขาวอยู่ร่วมกันเป็นกระจุก มีลักษณะคล้ายฟองน้ำทำน้ำเหลืองซึมผ่านได้ ต่อมน้ำเหลืองที่นักเรียนรู้จักกันดีคือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ซึ่งเรียกว่า ทอนซิล

ทอนซิล
ทอนซิลมี 3 คู่ คู่ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ คู่ที่อยู่รอบๆหลอดอาหารช่วงที่ต่อเนื่องจากโพรงปากและโพรงจมูก ภายในทอนซิลมีเม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ ทำลายจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอากาศไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหารและกล่องเสียง ถ้าทอนซิลติดเชื้อจะมีอาการบวมขึ้นเรียกว่า ทอนซิลอักเสบ 

ม้าม เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ใต้กะบังลมด้านซ้ายติดกับด้านหลังของกระเพาะอาหารม้ามเป็นแหล่งผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงในระยะเอ็มบริโอ หลังคลอดม้ามจะเป็นที่อยู่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวบางชนิดและเป็นแหล่งทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่หมดอายุแล้ว

ต่อมไทมัส มีตำแหน่งอยู่บริเวณทรวงอกรอบหลอดเลือดใหญ่ของหัวใจ เป็นแหล่งมี่เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที่ก่อนออกสู่กระแสเลือดและน้ำเหลืองซึ่งไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย

 นักเรียนคิดว่าระบบน้ำเหลืองมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
 เม็ดเลือดขาวและระบบน้ำเหลืองมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และสามารถทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร

ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่โดยร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดีได้เองบ้าง และยังได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านทางสายสะดือ เมื่อคลอดออกมาแล้ว ทารกที่ดื่มนมแม่ จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อไปอีกเพราะในน้ำนมแม่ในระยะหลังคลอดมีแอนติบอดีอยู่ด้วย ทารกที่ดื่มนมแม่จึงมีภูมิคุ้มกันโรคบางชนิด

ภาพ 3.7  ทารกได้รับภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่

ภูมิคุ้มกันที่ทารกรับจากแม่ ป้องกันได้เฉพาะบางโรคเท่านั้น เมื่อทารกเติบโตขึ้น ร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายโรค จึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโดนการฉีดวัคซีนต่างๆเป็นระยะตั้งแต่เกิด ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาได้จากกิจกรรม 3.1

ภาพ 3.8  การฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน

กิจกรรม 3.1  การให้วัคซีนแก่เด็กในวัยต่างๆ

ให้นักเรียนศึกษาตารางแสดงชนิดของวัคซีนที่ให้ภูมิคุ้นกันโรคแก่เด็กวัยต่างๆ แล้วอภิปรายร่วมกัน

ตารางแนะนำการฉีดวัคซีนคุ้มกันโรคต่างๆ แก่ทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเด็ก 



หลังจากนี้ให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ทุก 10 ปี
ที่มา: ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร

1. กลุ่มฟาโกไซต์ (phagocyte)

ประเด็นเสนอแนะสำหรับการอภิปราย
 เพราะเหตุใดเด็กแต่ละคนจึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลายชนิด
 เมื่อร่างกายได้รับวัคซีนป้องกันโรคชนิดใดก็ตาม ถ้าร่างกายได้รับเชื้อนั้นอีกมีโอกาสจะเป็นโรคนั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
 เมื่อเด็กอายุเกินกว่า 6 ปี กำหนดให้รับวัคซีนใดโดยเฉพาะอีกหรือไม่ เพราะเหตุใด

จากตารางจะเห็นว่า วัคซีนบางชนิดฉีดเพียงครั้งเดียวก็ป้องกันโรคได้ ส่วนบางชนิดต้องให้เป็นระยะต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ เป็นเพราะวัคซีนแต่ละชนิดมีระยะเวลาในการคุ้มกันร่างกายจากโรคไม่เท่ากัน

หลังการฉีดวัคซีนครั้งแรก ร่างกายจะผลิตแอนติบอดีตอบสนองต่อวัคซีน เมื่อเวลาผ่านไปความเข้มข้นของแอนติบอดีในเลือดจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากแอนติบอดีจากวัคซีนแต่ละชนิดลดลงช้าเร็วไม่เท่ากันจึงต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคบางชนิดเป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายผลิตแอนติบอดีสู่กระแสเลือดในความเข้มข้นที่เพียงพอสำหรับต่อต้านการติดเชื้อ

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนยังต้องคำนึงถึงวัยของเด็กด้วย เช่น วัคซีนบีซีจีป้องกันวัณโรค ต้องฉีดทันทีหลังคลอด เพราะทารกในประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อวัณโรคตั้งแต่แรกเกิด ส่วนบางโรค เช่น โรคหัด ไม่ต้องฉีดในระยะ 6 เดือนแรก เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากแม่อยู่

ก่อนพาเด็กไปฉีดวัคซีน ต้องแน่ใจว่าเด็กไม่มีไข้ ไม่ท้องเสีย หรือกินยาปฏิชีวนะอยู่