|
ลอว์เรนซ์อยู่ที่อินเดียเป็นเวลาเกือบสองปี
ตอนแรกเขาก็ประจำอยู่ที่ฐานทัพในการาจี แต่ว่านายทหารระดับสูงหลายคนไม่อยากให้เขาอยู่เกะกะนัยน์ตาก็เตะโด่งลอว์เรนซ์ไปที่มิรันชาห์
ในวาซิริสถาน ซึ่งอยู่ใกล้อาฟกานิสถานมาก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ที่นั่นแปลโอดิสซีของโฮเมอร์
ให้กับสำนักพิมพ์อเมริกัน นอกจากนี้สิ่งที่เขาทำเสมอๆ แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบนักก็คือเขียนจดหมาย
จดหมายนับร้อยๆฉบับถูกส่งถึงเพื่อนๆ บางทีก็คนแปลกหน้าที่เขาพบเพียงครั้งเดียว
แต่ขอให้ลอว์เรนซ์เขียนไปถึง
ช่วงเวลาที่อยู่ในอินเดียของเขาจบลงเพราะชนเผ่าต่าง ๆในอัฟกานิสถานเริ่มต่อสู้เพื่ออิสระภาพ
ด้วยภูมิหลังของพันเอกลอว์เรนซ์ ทำให้พวกกระหายเลือดที่ฟลีตสตรีท
(ถนนที่เป็นที่ตั้งของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายรายของอังกฤษ)
เริ่มละเลงข่าวความเกี่ยวข้องระหว่างเขากับกบฏในอัฟกานิสถาน
รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจว่าลอว์เรนซ์ควรจะกลับบ้านเสียที ในมกราคม
1927 ลอว์เรนซ์ก็ลงเรือเดินทางกลับสู่อังกฤษ และสามารถหลบเลี่ยงช่างภาพที่มารอกันอยู่เต็มได้
สิ่งที่ ช่างภาพได้ก็เพียงภาพเบลอ ๆไม่กี่ภาพของ "ลอว์เรนซ์แห่งอาเรเบีย"
ลอว์เรนซ์ถูกสั่งให้ไปประจำการที่เมาท์ แบทเท่น และเป็นที่ที่เขาอยู่อย่างมีความสุขมาก
ผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญแก่เขาและให้ทำงานตามความสามารถ ลอว์เรนซ์ทำหน้าที่เป็นช่างเครื่องและทดสอบเครื่องยนต์ใหม่
ๆ ให้กับหน่วยงานอุปกรณ์ทางทะเลของกองทัพอากาศ
ลอว์เรนซ์ได้รับหน้าที่รับปรับปรุงเรือเร็วช่วยชีวิตนักบินที่ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในทะเล
เพราะวีรกรรมของเขาที่ได้ช่วยชีวิตนักบินและช่างเครื่อง 6 รายจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกจากการชนกันกลางอากาศ
และสิ่งที่ลอว์เรนซ์ปรับปรุงดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อช่วยชีวิตนักบินในสงครามโลกครั้งที่สอง

ปี 1935 ลอว์เรนซ์ถูกกองทัพอากาศลอยแพ เขาอายุ 46 แล้ว และก็รู้สึกเศร้ากับความแก่ชรา
มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาไม่หลงเหลือลักษณะของความเป็นเด็กอีกต่อไป
นอกเหนือไปจากความฝันดั้งเดิมที่จะตั้งสำนักพิมพ์แล้ว ลอว์เรนซ์ก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรอีก
เพื่อนๆก็ได้แต่หวังว่าเขาจะได้งานที่รับกับความสามารถอันเปี่ยมล้นของเขา
อย่างไรก็ตามลอว์เรนซ์ก็ไม่สนใจที่จะทำงานที่ได้ถูกเสนอมาหลายอย่าง
แต่ความว่างเปล่าอย่างไร้จุดหมายในชีวิตของเขาก็สิ้นสุดลงไม่นานนัก
หลังจากออกจากกองทัพอากาศ พร้อมๆกับชีวิตของเขา
วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 1935 ลอว์เรนซ์นัดเฮนรี่ วิลเลี่ยมสัน
นักเขียนชื่อดังไว้ เขาออกเดินทางจากคลาวด์สฮิลล์ตอนเช้าเพื่อส่งโทรเลขยืนยันการนัดหมาย
ในขณะที่กลับมาจากการส่งโทรเลข ลอว์เรนซ์ผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วสูง
หักหลบเด็กสองคนที่ปรากฏตัวกระทันหันบนถนน ร่างของเขาถูกเหวี่ยงจากที่นั่ง
กระแทกเข้ากับพื้นถนนเบื้องหน้าอย่างแรง กระโหลกร้าวและสลบไสล
เขาโคม่าอยู่ 6 วันและตายที่โรงพยาบาลในค่ายโบวิงตัน ปิดฉากชีวิตที่ทั้งลึกลับ
และเต็มไปด้วยสีสันเมื่ออายุได้ 46 ปี
หลายประเทศทั่วโลกไว้อาลัยให้กับการจากไปของเขา ยกเว้นที่ตุรกี
หนังสือพิมพ์ที่นั่นพาดหัวอย่างมีนัยของการเฉลิมฉลอง กับความตายของ"สายลับผู้ร้ายกาจ"
ซึ่งเคยได้สมญาว่าเป็น "ราชาแห่งทะเลทราย"
ว่างๆ เลยไปค้นquote ของลอว์เรนซ์มาให้อ่าน อันนี้เด็ด
"All men dream: but not equally. Those
who dream by night in the dusty recesses of their minds wake
in the day to find that it was vanity: but the dreamers of
the day are dangerous men, for they may act their dreams with
open eyes, to make it possible. This I did."
T.E.L.
From "The Seven Pillars of Wisdom" suppressed introductory
chapter, first published 1939, Penguin edition p.23
อันนี้คงเป็นตอนที่กำลังเหนื่อยล้ามาก ท้อแท้เพราะการต่อสู้ให้พวกอาหรับไม่สำเร็จ
"On the whole I believe not doing is
better than doing, . . .I have done with politics, I have
done with the Orient, and I have done with intellectuality.
O Lord, I am so tired! I want so much to lie down and sleep
and die. Die is best because there is no reveille. I want
to forget my sins and the world's weariness." (pg.
349). TEL
แนะนำหนังสือน่าอ่านเกี่ยวกับLawrence
นอกจาก Seven Pillars of Wisdom ของเขาเองแล้วก็ยังมี John
E. Mack's ชื่อ " A Prince of our Disorder" หนังสือเล่มนี้ได้พูลิตเซอร์ไพรซ์ด้านหนังสือชีวประวัติ
เป็นการวิเคราะห์ลอว์เรนซ์โดยอาศัยทฤษฏีทางจิตวิทยา โดยเฉพาะทฤษฏีของฟรอยด์
ข้ามไปอ่านหน้า [1]
[2] [3]
[4] [5]
[6] [7]
[8]
|