CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

 

ทำไงดี? (2)

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ชาววิชาการดอทคอมทุกคน ก็หายหน้าหายตากันไป 1 เดือนเต็ม ๆ คราวนี้ผมนายออสตินก็กลับมาพร้อมความบันเทิงแฝงวิชาการ (เอ ควรจะกลับกันไม่ใช่เหรอ) เหมือนเดิมครับ คราวที่แล้วว่ากันถึงคำถามของคุณ Hermit ที่ได้ถามไว้ตั้งแต่ปีกลายเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยในช่วงแรกผมก็ได้พูดถึงเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจภาคการเงินไปแล้ว ฉบับนี้ขอตอบครึ่งหลังของคำถามต่อโดยเน้นไปในเรื่องความสามารถทางการแข่งขันของประเทศนะครับ

นอกเรื่องมานาน ขอเข้าสู่คำถามเลยนะครับ

2. สินค้าส่งออก(ของไทย)ก็ขายไม่ได้ ถูกต่างชาติกีดกันตลาด สภาพบ้านเมืองเราเหมือนแซนวิช คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วก็กดเราไม่ให้เราขึ้นไปในระดับเดียวกับเค้า ประเทศล่างๆๆก็ไล่ตามมาทันแล้ว ค่าแรงงานก็ถูกกว่าทำไงดี

เรื่องนี้เป็นปัญหารากฐานของเราครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมขออธิบายเรื่องการส่งออก นำเข้า และการผลิตเหล่านี้ในแง่ของ Competitiveness หรือ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศครับ

เคยมีนักวิชาการได้กล่าวไว้ว่า ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศสามารถพิจารณาได้ใน 3 ทาง ดังต่อไปนี้ครับ

2.1 หลักของการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Theory of Comparative Advantage)

หลักการนี้คิดขึ้นโดย เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1817 ครับ ริคาร์โดกล่าวไว้ว่า ประเทศควรเลือกที่จะผลิตและส่งออกสินค้าที่ตนเองได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากที่สุด จะเป็นอย่างไรนั้น เงี่ยหูฟังไว้ให้ดีครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

สมมุติว่า ในโลกนี้มีอยู่สองประเทศ คือไทย กับ เยอรมัน และสามารถผลิตสินค้าได้เพียงสองชนิดคือ เสื้อผ้า และ รถยนต์

ตารางที่ 1 ผลผลิตของแรงงาน 100 คน ทำงานใน 1 ปี

ประเทศ
เสื้อผ้า (ชิ้น)
รถยนต์ (คัน)
ไทย
200
20
เยอรมัน
400
100

จากตาราง เราจะเห็นได้ว่า เยอรมันมีความสามารถในการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิด ดีกว่าไทย ฉะนั้น เราควรให้เยอรมันผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิดเลยหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ครับ (ถ้าให้ก็ง่ายไปนะซิ) แล้วเราควรจะผลิตอะไรดีล่ะ วิธีคิดก็ไม่ยากครับ ดูที่เยอรมัน แรงงานเยอรมันมีประสิทธิภาพในการผลิตเสื้อผ้าดีกว่าไทย 2 เท่า (200*2) ในขณะที่มีประสิทธิภาพในการผลิตรถยนต์ดีกว่าไทย 5 เท่า (20*5) ครับ ฉะนั้นตามแนวคิดของคุณริคาร์โด เยอรมันควรจะผลิตรถยนต์ เพราะมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage)มากกว่าไทยในการผลิตรถยนต์ครับ ส่วนไทยนั้นก็ควรที่จะผลิตเสื้อผ้า เพราะเป็นสินค้าที่ไทยจะเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบน้อยที่สุดครับ หลังจากนั้นเยอรมันก็นำรถยนต์ส่วนเกินใช้มาขายให้เมืองไทย ส่วนไทยก็นำเสื้อผ้าส่วนเกินนั้นไปขายให้เยอรมันครับ

คราวนี้ก็มีคำถามว่าจะขายหรือแลกเปลี่ยน (Trade) กันไปทำไม ใครจะได้ประโยชน์ ใครจะเสียประโยชน์ คำตอบก็คือว่า ทั้งไทยและเยอรมันจะได้ประโยชน์กันทั้งคู่ครับ สมมุติว่า ก่อนเกิดการสัญญาค้าขาย(Trade) เยอรมันใช้คนงาน 100 คน ผลิตและบริโภคเสื้อผ้า 200 ชิ้นและรถยนต์ 50 คัน หลังเกิดสัญญาค้าขาย(Trade) เยอรมันสามารถผลิตรถยนต์ 100 คัน 50 คันไว้ใช้ในประเทศ อีก 50 คันส่งออก เงินที่ได้จากการส่งออกก็สามารถนำมาซื้อเสื้อผ้าจากไทย จากเดิม 200 ชิ้น เป็น 400 ชิ้นได้ ส่วนประเทศไทย ใช้คนงาน 200 คน ก่อนเกิด Tradeไทยสามารถผลิต และบริโภคเสื้อผ้า 200 ชิ้น รถยนต์ 20 คัน หลัง Trade ไทยใช้แรงงานทั้งหมด 200 คน ในการผลิตเสื้อผ้า 400 ชิ้น ถ้าคนไทยบริโภคเสื้อผ้าเพียง 200 ชิ้น ที่เหลือขายให้เยอรมัน ไทยก็จะได้เงินมาซื้อรถยนต์มาบริโภค จากเดิมเพียง 20 คัน ก็จะได้ถึง 50 คันครับ ฉะนั้นดูง่าย ๆ แล้วเหมือนกับว่า การค้าขาย(Trade) นี้เหมือนกับการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ ๆ เลยนะครับ เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ประเทศเยอรมันสามารถบริโภคเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นได้ 200 ชิ้น และประเทศไทยสามารถบริโภครถยนต์เพิ่มขึ้น 30 คัน (50คันหลัง Trade - 20คันก่อนTrade)ครับ

หวังว่าคงจะเข้าใจคร่าว ๆ กันแล้วใช้ไหมครับ ฉะนั้นเราสรุปหลักความคิดหรือ Concept ในเรื่องComparative Advantage ของคุณริคาร์โดได้ว่า ประเทศใดได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าชนิดใดมากที่สุด (หรือในทางกลับกันคือเสียเปรียบในเชิงเปรียบเทียบในสินค้าชนิดใดน้อยที่สุด) ก็ควรผลิตสินค้าชนิดนั้น และค้าขายแลกเปลี่ยน(Trade) สินค้าที่ตนเสียเปรียบกับประเทศคู่ค้าครับ

แต่มันไม่จบแค่นี้ซิครับ หลังจากปี ค.ศ. 1817 แล้ว ก็มีนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายท่านได้คิดพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องการค้าระหว่างประเทศนี้ ที่สำคัญ ๆ คือ อีก100 กว่าปีให้หลัง หรือในปี ค.ศ. 1933 นักเศรษฐศาสตร์อีก 2 ท่านก็ได้คิดพัฒนาการค้าระหว่างประเทศตาม Concept ของคุณริคาร์โดนี้ กล่าวคือ คุณอีลิ เฮคเชอร์ (Eli Heckscher) กับคุณ เบอร์ทิล โอห์ลิน [ศาสตราจารย์เบอร์ทิล โอห์ลิน (Bertil Ohlin)ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1977ครับ] ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศอันเลื่องชื่อ เฮคเชอร์-โอห์ลิน (Heckscher-Ohlin Theory of International Trade) ขึ้นครับทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าครอบคลุมเนื้อหาและสามารถอธิบายได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งยังเป็นแม่แบบของทฤษฎีใหม่ ๆ อีกด้วยครับ

ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศเฮคเชอร์-โอห์ลิน นี้เพิ่มเติมจากทฤษฏีของคุณริคาร์โดในเรื่องของความแตกต่างในปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ (Factor Abundant) และปัจจัยการผลิตที่แต่ละอุตสาหกรรมต้องใช้ (Factor Intensive)ครับ อธิบายง่าย ๆ โดยใช้ตัวอย่างที่แล้วนะครับ สมมุติว่าประเทศเยอรมันมีทุน(Capital Abundant) มากกว่าประเทศไทย ส่วนประเทศไทยมีแรงงาน(Labor Abundant) มากกว่าประเทศเยอรมัน (ทุนในที่นี้หมายถึงปัจจัยในการผลิตอย่างหนึ่งเช่นเครื่องจักรกรที่ใช้ในการผลิต หรืออาคารสถานที่ที่ใช้ในการผลิตครับ) และสมมุติอีกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องใช้ทุนมากกว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม (Capital Intensive) และอุตสาหกรรมเสื้อผ้านั้นต้องใช้แรงงานมากกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ (Labor Intensive) ดังนั้นจึงสมเหตุสมผลว่าทำไมประเทศไทยจึงมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตเสื้อผ้ามากกว่าเยอรมัน และในทางกลับกันคือทำไมเยอรมันจึงได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตรถยนต์มากกว่าไทย หรือมองเป็นตารางง่าย ๆ อย่างนี้ครับ

ตารางที่ 2 แสดงผลสรุปแบบง่าย ๆ ของทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศเฮคเชอร์-โอห์ลิน

สินค้า/อุตสาหกรรม
ประเทศผู้ผลิต/ส่งออก
ปัจจัยในการผลิต/ปัจจัยที่ประเทศนั้นมีมาก
เสื้อผ้า
ไทย
แรงงาน
รถยนต์
เยอรมัน
ทุน

นั่นก็คือ ประเทศไทยส่งออกเสื้อผ้า เพราะเสื้อผ้าเป็นสินค้าที่ต้องการแรงงานในการผลิตสูง และไทยก็มีแรงงานมากโดยเปรียบเทียบ ส่วนเยอรมันส่งออกรถยนต์ เพราะรถยนต์เป็นสินค้าที่ต้องการทุนในการผลิตสูง และเยอรมันก็มีทุน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตรถยนต์มากโดยเปรียบเทียบเช่นกันครับ

หลักการนี้เป็นต้นแบบของแนวคิด Export-lead Growth Development หรือ การพัฒนาประเทศโดยใช้การเจริญเติบโตทางการส่งออกเป็นสำคัญ ที่ประเทศไทยใช้เป็นแบบแผนในการพัฒนาประเทศมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง 10 ปีหลังนี้ไงครับ นั่นคือ ฉันผลิตอะไรดี ฉันผลิตอะไรเก่ง ฉันก็ทุ่มแต่อย่างนั้น ฉันก็จะออกนโยบายที่สนับสนุนการผลิตสิ่งนั้น ๆ ลดภาษี ตั้งเขตอุตสาหกรรม ฯลฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากกว่าทุน (ทุนในที่นี้ เพื่อตีความหมายง่าย ๆ ผมแค่แทนด้วยเทคโนโลยีก็แล้วกันนะครับ) เช่นอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคส์

สังเกตว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานในการผลิตสินค้าอื่น ๆ ต่อไป เนื่องจากรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้และเนื่องจากแรงงานของเราถูก ทำให้เราสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ในช่วง5-10ปีที่แล้ว หรือก็คือก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจนั่นเอง แล้วนโยบายอย่างนั้น มันดีหรือเปล่า ทำไมเรายังถึงส่งออกแย่ลงล่ะ ทำไมเราถึงเกิดวิกฤตได้ล่ะ ทำไม…ล่ะ เดี๋ยวเรามาถกกันครับ

ก่อนที่เราจะมาถกกัน ผมขอวกกลับไปที่ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศเฮคเชอร์-โอห์ลิน อีกครั้งครับ ขออนุญาตขยายความต่ออีกนิด แล้วเราจะรู้ถึงคำตอบของคำถาม "ทำไมล่ะ" กันครับ

หลังจาก เฮคเชอร์-โอห์ลิน ได้ตีพิมพ์งานของเขาในปี ค.ศ. 1933 แล้ว ก็ได้มีนักเศรษฐศาสตร์อีกท่านหนึ่งได้ขยายความของทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศเฮคเชอร์-โอห์ลิน ต่อ นั่นคือ ศาสตราจารย์ พอล เอ แซมมวลสัน(Paul A. Samuelson ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1970ครับ) ผู้ซึ่งได้เขียนทฤษฎีสมภาพของราคาปัจจัยการผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1948 ทฤษฎีนี้กล่าวว่า การค้าขาย(ซึ่งเกิดจากผลของการมีปัจจัยการผลิตที่ต่างกันตามทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศเฮคเชอร์-โอห์ลิน)นั้น จะทำให้ในที่สุดแล้วราคาของปัจจัยการผลิตนั้นจะเท่ากันใน 2 ประเทศนั้น ๆ อธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ครับ

ก่อนอื่นให้เราคิดถึงผลตอบแทนของทุนกับแรงงานก่อนครับ แรงงานต้องการผลตอบแทนคือค่าจ้างใช่ไหมครับ (ชัวร์ซิ ใครอยากจะทำงานฟรี ๆ บ้าง ถ้าไม่ใช่ทำเพื่อการกุศล) แล้วทุนล่ะ ผลตอบแทนคืออะไร ผมขอรวบรัดง่าย ๆ ว่าคือ ค่าเช่าครับ ก็เช่นสมมุติว่าถ้าเราไม่มีสถานที่เป็นของตัวเองแต่เราต้องการผลิตเสื้อผ้า เราจะทำไง เราก็ต้องซื้อ หรือไม่ก็เช่า ใช่ไหมครับ ฉะนั้นเพื่อความง่าย เราสรุปว่าผลตอบแทนของทุนคือค่าเช่านะครับ

จากตัวอย่างเดิม ถ้าเป็นไปตามทฤษฎีของคุณแซมมวลสัน ในที่สุดค่าจ้าง(ผลตอบแทนของแรงงาน)ของเยอรมันก็จะเท่ากับไทย และค่าเช่า(ผลตอบแทนของทุน)ของไทยก็จะเท่าเยอรมัน จนในที่สุดเมื่อเท่ากันแล้ว ก็ไม่เกิดการค้าขายอีกต่อไปครับ

นั่นคือในทฤษฎีครับซึ่งบังเอิญค่อนข้างตรงกับความเป็นจริงซะด้วย ในความเป็นจริงโลกทั้งโลกไม่ได้มีอยู่แค่ 2 ประเทศ คือไทยกับเยอรมัน แต่เรามีมากมายกว่านั้นมากครับ การที่เรามุ่งเน้นจะทำการผลิตแต่ในด้านที่เรามีปัจจัยการผลิตเหลือเฟือ (คือด้านแรงงาน) และละเลย (หรือไม่สนใจเท่าที่ควร)ในด้านอื่น ๆ ที่เรายังไม่ถนัด (เช่นการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง หรือต้องมีการค้นคว้าวิจัยใหม่ ๆ อยู่เสมอ) หรือเคยถนัดแล้วในอดีตแต่กลับละเลยในปัจจุบัน (เช่นการผลิตสินค้าทางการเกษตรให้ได้มาตรฐานโลก) หรือกล่าวแรง ๆ ก็คือกินบุญเก่านั้น ในที่สุดเราก็จะหมดบุญ นั่นก็คือไม่มีความได้เปรียบในด้านนั้นอีกต่อไปครับ

ในความเป็นจริง ยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่มีแรงงานถูกกว่าเรา แล้วยิ่งถ้าเขาสนใจพัฒนาแรงงานของเขาด้วยแล้ว ต่อไปการผลิตสินค้าที่มีราคาถูกและได้มาตรฐาน ก็จะย้ายการผลิตจากประเทศเราไปยังประเทศเหล่านั้นครับ ตัวอย่างง่าย ๆ คือ จีน จีนมีแรงงานมากและผู้นำของเขาฉลาด รู้จักใช้ประโยชน์ของความได้เปรียบของเขาให้เป็นประโยชน์ เมื่อ 5 ปีที่แล้วขณะที่จีนเพิ่งจะเปิดประเทศใหม่ ๆ สินค้าที่ผลิตและส่งออกจากจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ราคาถูก ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากนัก เช่นพวกตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา เป็นต้น แต่ปัจจุบันนี้ จีนผลิตแทบทุกอย่าง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ สินค้าจำพวกเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น จีนผลิตแทบเป็นส่วนมาก เพราะอะไร เพราะค่าแรงงานเขาถูกและรัฐบาลเขาสนับสนุนให้คนของเขาเรียนรู้ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ครับ แต่ก่อนนี้ปัญญาชนส่วนใหญ่ของจีนเมื่อเรียนจบในมหาวิทยาลัยแล้วมักจะหวังว่าจะได้ทำงานในรัฐบาล แต่ปัจจุบันนี้ถ้าถามบัณทิตจีนส่วนใหญ่ มักอยากจะออกมาเปิดบริษัทเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือการเขียน website ของตนเองครับ ผมไม่ได้บอกว่าประเทศไทยควรจะทำอย่างนั้น เรายังมีทางออกอื่น ๆ อีกหลายวิธีครับ แต่จะอย่างไรนั้น ขอยกไปตอบในข้อ 2.3 นะครับ ตอนนี้ขอพูดถึงความสามารถ หรือความได้เปรียบในการแข่งขันของแต่ละประเทศต่อในข้อ 2.2 ครับ

ข้ามไปอ่านหน้าที่ [1] [2]

   

What'sNew SiteMap Search Home Guide Afterhour Webboard Exambank Magazine


สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com


สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ใส่ email ในช่องนี้ค่ะ :

Copyright 2000, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย
Next Back V Magazine