|
การถ่ายภาพด้วยเรดาร์นั้นทำกันอย่างไร
การถ่ายภาพด้วยเครื่องเรดาร์นั้น ก็คล้ายๆกับการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายรูปด้วยไฟแฟลชนั่นเอง
คือตัวกล้องฉายแสงออกมาโดยตรง ให้ไปกระทบกับวัตถุ แล้วบันทึกแสงที่สะท้อนกลับมายังตัวกล้อง
เพียงแต่ต่างกันตรงที่แสงที่ฉายออกมานี้ มีพลังงานหรือความถี่ต่างกัน
ตามแต่ว่าจะเป็นคลื่นแสงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือคลื่นวิทยุ
คลื่นทั้งสองชนิดนี้ ต่างก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยกันทั้งนั้น
เพียงต่างกันตรงที่มีพลังงานไม่เท่ากัน จึงส่งผลให้ความยาวคลื่น
และความถี่ของคลื่นไม่เท่ากัน ไฟแฟลชของกล้องถ่ายรูปนั้น จะฉายแสงที่มองได้ด้วยตาเปล่าไปยังวัตถุ
แล้วแสงนั้นก็สะท้อนกลับมาผ่านเลนส์ ไปบันทึกลงบนแผ่นฟิล์มภายในตัวกล้อง
แต่ในเครื่องเรดาร์นั้นจะใช้จานรับคลื่น(antenna) และคอมพิวเตอร์บันทึกค่าของคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับ
เป็นจำนวนตัวเลข(digital computer tape) มาบันทึกภาพที่ถ่ายไว้
แทนที่จะใช้เลนส์กับฟิล์มมาบันทึกภาพ และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จก็เอาข้อมูลที่เป็นค่าตัวเลขนั้น
มาแปรกลับเป็นค่าความเข้มของคลื่น ซึ่งก็คือเปลี่ยนให้เป็นค่าความเข้มของแสง
ก็สามารถแปลเป็นรูปได้ให้เราเห็นเป็นภาพ ภาพที่เราเห็นจากการ
ถ่ายด้วยเครื่องเรดาร์นั้น ก็มาจากคลื่นวิทยุที่สะท้อนกลับจากวัตถุ
มายังจานรับคลื่นนั้นเอง
เครื่องมือเรดาร์โดยทั่วไปนั้น คือเครื่องมือเสาะหาคลื่นวิทยุ
และคำนวนระยะทางเดินทางของคลื่น โดยวัดกำลังคลื่น และเวลาเดินทางไปกลับของสัญญาณไมโครเวฟ
ซึ่งจานเรดาร์ส่งออกไป แล้วสะท้อนกลับมาจากผิวพื้นหรือวัสดุที่อยู่ห่างออกไป
จานเรดาร์ส่งคลื่นและรับคลื่นสลับกันไป ในความยาวคลื่นไมโครเวฟที่แน่นอนความยาวหนึ่ง
โดยทั่วไปแล้วเป็นความยาวคลื่นระหว่าง ๑ เซ็นติเมตร ถึง ๑ เมตร
หรือที่มีความถี่ระหว่าง ๓๐๐ เมกาเฮิร์ซ ถึง ๓๐ กิ๊กกาเฮิรซ์
และคลื่นที่ส่งรับจากจานในแต่ละครั้ง จะต้องอยู่บนพื้นระนาบเดียวกัน(same
polarization) เนื่องจากคลื่นเดินทางตามแนวนอน หรือตามแนวขวางเท่านั้น
สำหรับเครื่องมือถ่ายภาพเรดาร์นั้น จะส่งคลื่นเป็นแผงกำลังสูงประมาณ
๑๕๐๐ คลื่นต่อวินาที ไปยังเป้าหมายที่ต้องการจะถ่ายภาพ โดยแต่ละคลื่นจะมีความกว้าง
หรือความยาวนานของคลื่นประมาณ ๑๐ ถึง ๕๐ ไมโครวินาที(๑/๑๐๐๐
วินาที) แผงคลื่น (bandwidth) นี้โดยทั่วไปแล้ว จะเป็นคลื่นทั้งชุด
ที่ครอบคลุมความถี่ระหว่างช่วงสั้นๆ ซึ่งมีศูนย์กลางความถี่
อยู่ตรงความถี่ที่เลือกไว้สำหรับเครื่องมือเรดาร์นั้นๆ แผงคลื่นโดยทั่วไปจะตกประมาณความถี่ระหว่าง
๑๐ ถึง ๒๐๐ เมกาเฮิร์ซ เวลาเราเรียกว่า แผงคลื่น ๕๐ เมกาเฮิร์ซนั้น
จะหมายถึงแผงคลื่นที่ความถี่ตรงกลาง เท่ากับ ๕๐ MHz แต่จะรวมไปทั้งคลื่นความถี่สั้นยาวรอบจุดศูนย์กลาง
ไปตามกำหนดความกว้างของแผงไว้ด้วย เช่น อาจจะรวมตั้งแต่ ๔๐ ถึง
๖๐ MHz ถ้ากำหนดให้แผงคลื่นมีความกว้าง ๒๐ MHz
|
|
เครื่องเรดาร์ฉายคลื่นลงมายังเป้าหมายที่ต้องการจะถ่ายภาพ |
เมื่อแรกที่คลื่นถูกฉายออกมากระทบพื้นโลก ก็จะสะท้อนกลับไปทุกทิศทุกทาง
บางส่วนก็กลับไปถึงที่มาคือจานส่ง บางส่วนก็สูญหายไป คลื่นส่วนที่จานรับกลับ
จึงมีกำลังอ่อนกว่าต้นกำเนิดที่ส่งออกไป และจานรับ ก็จะรับคลื่นที่กระทบกระท้อนกลับไป
ได้เพียงตามพื้นแนวนอน หรือพื้นแนวยืนเท่านั้น เรียกว่าเป็น
polarization ของแผงคลื่นนั้น (คลื่นที่รับกลับ อาจจะไม่ได้อยู่บนระนาบเดียวกับตอนส่งออกเสมอไป)
|
|
คลื่นสะท้อนกลับไปทุกทิศทุกทาง มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่กลับไปยังจานเรดาร์ |
คลื่นสะท้อนกลับนี้ก็จะถูกแปรเป็นจำนวนตัวเลขตามกำลังของคลื่น
และส่งต่อไปยังเครื่องบันทึกข้อมูล เพื่อจะได้เอามาแปรต่อออกมาเป็นภาพเหมือนภาพถ่าย
ด้วยเหตุที่คลื่นเดินทางด้วยความเร็วของแสง จึงไม่เป็นการยาก
ที่จะจับเวลาเดินทางไปกลับของคลื่น แล้วเอาเวลานี้ มาคำนวนหาระยะทางจากเครื่องไปยังวัสดุที่ถ่าย
ระยะความถี่ของแผงคลื่นที่เลือกเอาไว้ ก็จะเป็นตัวกำหนดความคมชัดทางขวางภาพ
ซึ่งไปตามทางกราดคลื่น ถ้าใช้คลื่นถี่ๆใกล้กันมากในแผงคลื่นขึ้นก็จะได้ภาพที่คมชัดมากขึ้น
ในกรณีของเครื่องถ่ายภาพด้วยเรดาร์ ตัวเครื่อง(ซึ่งอยู่บนเครื่องบินหรือยานอวกาศ)
ก็จะเคลื่อนไปตามทางบินผ่าน(flight path) และพื้นที่ที่คลื่นเรดาร์ฉายกราดไปครอบคลุม
หรือเป็นการ ประทับรอยเท้า ซึ่งจะเคลื่อนตามเป็นแผ่นทางยาวตามพื้นโลก
รวบรวมกันเป็นภาพถ่ายออกมา
|
|
| ขนาดของภาพยาวขึ้นเรื่อยๆ ไปตามทิศทางการบินของยานที่บรรทุกเครื่องมือเรดาร์นั้น |
|
|
ภาพเคลื่อนที่เพื่อแสดงการปฏิบัติงานที่เครื่องส่งคลื่นและรับคลื่นกลับ
ขณะที่ยานบรรทุกเครื่องบินผ่านพื้นที่ที่ถูกถ่ายภาพ |
ความยาวของแผงที่บรรจุจานรับคลื่นทั้งหมด เป็นตัวกำหนดความคมชัดตามทางยาวของภาพ
ถ้าแผงจานรับส่งคลื่นยาวมากขึ้น ก็จะยิ่งเพิ่มความคมชัดตามทางยาวของภาพให้มากขึ้นนั่นเอง
คำว่า Synthetic Aperture Radar (หรือแปลคร่าวๆได้ว่า เครื่องเรดาร์ที่ประกอบด้วยทางผ่านคลื่นจำลอง
เรียกชื่อย่อว่า SAR ) นั้นหมายถึงเทคนิคที่ทำให้เหมือนกับว่า
มีแผงจานรับคลื่นที่ยาวกว่าความเป็นจริง โดยการสะสมสัญญาณจากคลื่นที่สะท้อนกลับ
ในขณะที่ยานบรรทุกเครื่องเรดาร์ บินผ่านไปในอากาศ เอามาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์
แล้วเอามาต่อๆกันให้มีจำนวนคลื่นที่บันทึกไว้มากกว่าที่จะรับได้ในครั้งเดียวโดดๆ
จึงสามารถเพิ่มความคมชัดตามทางยาวของภาพได้มากขึ้น คำว่า Aperture
คือที่เปิดให้คลื่นแสงผ่านเข้าออก เพื่อเอามาบันทึกทำภาพ เหมือนกับชัตเตอร์ในกล้องถ่ายภาพ
ที่ปล่อยให้แสงผ่านตัวกล้องเข้ามาบนแผ่นฟิล์ม สำหรับเครื่องมือเรดาร์นี้
จานรับคลื่นก็คือตัว Aperture นั่นเอง เพราะมันเป็นตัวกลางรับส่งคลื่นที่ใช้ทำการบันทึกนี้
คือคลื่นไมโครเวฟ ทางผ่านคลื่นจำลอง (Synthetic Aperture) นั้นทำได้ด้วยการเคลื่อนส่วนที่ให้แสงผ่านเข้าออก
คือ จานรับคลื่นนี้ ไปตามตำแหน่งต่างตามทางบินของยานที่บรรทุกเครื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน หรือ Space Shuttle
|
|
|
การสร้างสมทางผ่านคลื่นจำลอง
|
ในขณะที่เครื่องเรดาร์บินผ่านไป ก็จะส่งคลื่นทั้งแผงออกไปจากตำแหน่งหนึ่ง
กว่าคลื่นจะสะท้อนกลับเข้ามายังจานรับ และถูกส่งต่อไปเก็บไว้ใน
Echo Store ตัวเครื่องก็ไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมเสียแล้ว ความถี่ของคลื่นส่งกับคลื่นสะท้อนระหว่างตัวเครื่อง
กับเป้าหมายที่ถ่าย ก็จะแตกต่างกัน ที่เรียกว่า Doppler Shift
คลื่นสะท้อนจะสั้นลง ทำให้ความถี่มีมากขึ้น หากเครื่องกำลังเคลื่อนเข้าหาเป้า
และคลื่นจะยาวขึ้น หากตัวเครื่องกำลังเคลื่อนออกจากเป้า คือความถี่ของคลื่นมีค่าลดลงนั่นเอง
เมื่อเอาค่าความถี่ที่เพี้ยนไปนี้ ไปเทียบกับค่าความถี่เปรียบเทียบ
(Reference Frequency) ก็จะทำให้สามารถปรับเอาคลื่นสะท้อนกลับ
ที่มีค่าความถี่เพี้ยนไปเหล่านี้ มารวมศูนย์กันอยู่ที่เป้าหมายเดียวกัน
จึงทำให้เหมือนกับยืดแผงรับคลื่นออกไป ให้ยาวกว่าความเป็นจริง
การปฏิบัติการเปลี่ยนค่าคลื่นให้รวมศูนย์อยู่ในจุดเดียวกันนี้
จึงเรียกกันว่า SAR ซึ่งในปัจจุบันใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูงมาคิดแปรค่า
ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของวิธีนี้ อยู่ตรงที่จะต้องปรับแก้ค่าความถี่ที่เพี้ยนไปให้ได้ถูกต้อง
ทั้งนี้ ก็ต้องอาศัยข้อมูล และ ความรู้ในการกำหนดตำแหน่งอย่างถูกต้องที่สุด
ของยานบรรทุกเครื่องเรดาร์ กับตำแหน่งของเป้าหมายที่ถูกถ่าย
อันเป็นต้นเหตุที่ก่อให้ความถี่ของคลื่นเพี้ยนไปแต่แรกนั่นเอง
วิธีการทำทางผ่านคลื่นจำลองในปัจจุบันนั้น ได้พัฒนามาถึงขั้นที่เอามาถ่ายภาพที่มีความละเอียดค่อนข้างสูง
เครื่อง SAR นี้ เป็นเครื่องมือถ่ายภาพที่มีสมรรถภาพพิเศษ ด้วยเหตุที่ฉายแสง(คลื่นเรดาร์)ออกมาได้ด้วยตัวเอง
จึงไม่ต้องพึ่งพาแสงอาทิตย์ในการทำงาน และด้วยเหตุที่คลื่นที่ใช้มีความยาวกว่า
คลื่นแสงที่มองด้วยตาเปล่า และ คลื่นอินฟราเรดกว่ามาก SAR จึงสามารถภ่ายภาพ
"ทะลุ" เมฆ และ ฝุ่น ในขณะที่เครื่องมือที่ใช้แสงที่มองด้วยตาเปล่า
หรือ แสงอินฟราเรด จะถ่ายทำอะไรในสภาวะเช่นนั้นไม่ได้เลย นอกจากนี้
คลื่นวิทยุยังสามารถส่องทะลุใบไม้ ซึ่งโดยทั่วไป จะมีขนาดเล็กกว่าคลื่นที่ใช้ถ่ายถาพ
และในพื้นที่แห้งมากๆ เช่นทะเลทราย คลื่นนี้ก็สามารถส่องทะลุพื้นทรายแห้งลงไปได้ระดับหนึ่ง
จึงให้ข้อมูลที่มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำภาพเหล่านี้ มาศึกษาด้านธรณีวิทยา
นิเวศน์วิทยา ศึกษาเกี่ยวกับแหล่งน้ำ และผลพลอยได้อย่างคาดไม่ถึง
คือสามารถถ่ายภาพโครงสร้างโบราณที่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา จะเป็นด้วยถูกทรายทับถมเป็นพันปี
หรือทรากโบราณสถานที่ถูกปกคลุมด้วยป่าไม้หรือวัชชพืช กล้องเรดาร์นี้
ก็สามารถทะลุทลวงถ่ายภาพทรากโบราณสถานเหล่านี้มาได้ จากการปฏิบัติการของเครื่อง
SIR-C/XSAR บน Space Shuttle ในปี พศ ๒๕๓๗ ก็ช่วยให้นักโบราณคดี
ค้นพบนครโบราณที่หายสาบสูญไปนับพันๆปี จนเหลือแต่ตำนาน ชื่อ
นครอูบาร์ (Ubar) ซึ่งอยู่ในทะเลทรายประเทศโอมานในปัจจุบัน และในเที่ยวบินนั้น
ก็ยังได้ถ่ายภาพ นครวัด และอาณาบริเวณใกล้เคียง ที่แสดงร่องรอยของคูคลองโบราณ
ที่มองไม่เห็นจากพื้นดิน เนื่องจากถูกปกคลุมด้วยป่าไม้ดงดิบทึบมาก
ผลจากข้อมูลครั้งนั้น ทำให้เกิดโครงการสำรวจหาโบราณสถานรอบๆนครวัด
ด้วยอุปกรณ์เรดาร์ บนเครื่องบิน DC-8 ของนาซ่า ในปี คศ ๑๙๙๗
จนได้พบร่องรอยโบราณสถานนอกนครวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน
ด้วยความที่ไม่มีใครสามารถบุกป่าฝ่าดงเข้าไปได้ถึง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าจะไปสำรวจที่ไหน
จากหลักฐานทางภาพถ่ายจากอวกาศ ก็จะช่วยการทำงานของนักโบราณคดีให้สำรวจภาคพื้นดินได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
ข้ามไปอ่านหน้า [1] [2]
|