คิมหันต์อนันตรา

คิมหันต์อนันตรา

รัก***ไม่มีอดีต***ไม่มีปัจจุบัน***และไม่มีอนาคต เงื่อนเวลาแห่งภพชาติจะบรรจบ ณ หัวใจ

ผู้เขียน มนต์อลัมพราย ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ตอนที่ 1 อิทัปปัจจยตา

 ตอนที่ 1 อิทัปปัจจยตา     ดวงพระอาทิตย์แผดแสงประภัสส์เป็นรัศมีทรงกลดอยู่กลางโพยมที่ไร้มน ทิลแห่งเมฆา ยังผลให้ทิวาวันในคิมหันตฤดูร้อนแรงกว่าวันใดใดที่ผ่านมา หญิงสาวนางหนึ่งกวัดแกว่งศาสตราอยู่ท่ามกลางบุรุษนับสิบที่มุ่งร้ายหมายขวัญ นาง เหงื่อเจ้าโทรมกายอรชร นางรู้ตัวดีคงมิมีกำลังจะต่อต้านอยู่ได้นาน แม้นกระนั้นดวงตาคมกล้าก็ยังคงจ้องจับอยู่ที่ศัตรูดั่งนางสมิงสาว มือน้อยกำกระชับดาบสองมือเอาไว้มั่น หากโพยภัยที่ประสบในวันนี้จักทำให้นางต้องโดนชายรังแก ศิษย์หญิงของจอมปราชญ์โกญจาขอยอมตายให้กายตกเป็นของแผ่นดิน และจะมิยอมคราญคร่ำทำตัวอ่อนแอให้พวกผู้ชายใจสุนัขที่รุมล้อมอยู่ได้เห็นโอม...นะ โมฯสัพเพ เทวา ปิสา เจวะ                    อาฬะวะกาทะโยปิจะขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสวา                  สัพเพ ยักขา ปะลายันติสักกัสสะ วะชิราวุธัง                      เวสสุวัณณัสสะ คะทาวุธังอาฬะวะกัสสะ ทะสาวุธัง               ยะมะราชานะยะนาวุธังอิเม ทิสวา สัพเพ ยักขา                   ปะลายันติ ฯ    เสียง ท่องเวชมนตราเพิ่มพลังให้แก่ศาสตราวุธดังขึ้นเป็นท่วงทำนองอันมั่นคง ด้วยจิตราอันแน่วแน่มิมีผิดเพี้ยนแม้แต่อักษราเดียว ศาตราในมือนางส่องแสงตอบรับเรื่องรรองเป็นสีทองพรายพราว พร้อมกับจังหวะลุกไล่ล่าร่ายรำปะดาบเพลงอาวุธ กลีบดอกกระเจียวขาดปลิวขึ้นฟุ้งกระจายไปทั่วทุ่ง ด้วยคมดาบในมืองามและแรงฟาดฟันผ่าอากาศของคมหอกจากศัตรู หญิงสาวยังคงบุกปะทะได้หนักหน่วงตามกระบวนท่าแม่ไม้เพลงดาบสองมือด้วยความ จัดเจน ชายอกสามศอกแท้ๆ ต่างถอยล่นอยู่ไม่เป็นกระบวน คนหนึ่งพลาดท่าถูกฟันเสียขาดสะพายแร่งล้มลงจมกองเลือด พวกที่เหลือเริ่มหน้าถอดสีซีดเผือด แต่บุรุษหนึ่งผู้เป็นหัวหน้าของพวกมันยังคงห้าวหาญ กระโจนทะยานฟาดเพลงหอกเข้าใส่หญิงสาว ที่ถอยเพื่อตั้งรับได้อย่างทันท่วงที สองดาบถูกสอดประสานกันเป็นดั่งโล่ห์กำบังอันมั่นคง    เสียง ของหัวใจนางเต้นระรัวเร็วด้วยเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ เทโสหยาดหนึ่งไหลย้อยเข้าดวงตาทำให้รู้สึกแสบเคือง แต่ก็กัดฟันรีบรวบรวมกำลังตะหวัดปัดปลายอาวุธให้พ้นตัวถีบทะยานม้วนกายไปยืน หลบยึดโคนไม้ใหญ่ตั้งหลักเป็นที่มั่น แววตาคมกล้ามองจ้องศัตรูไม่กระพริบ คิ้วเรียวขมวดเขม้นเข้าหากันด้วยความตรึงเครียด ชายฉกรรจ์อีกสี่ห้าคนรีบวิ่งเข้าใส่ด้วยคิดว่านางกำลังจะเพลี้ยงพรำให้แก่ นายของตน  หญิงสาวตวัดหางตามองกวาดอาวุธในมือพาดฟันเข้าใส่จนลมเจ็บล้มตายกระเด็นไปคน ละทิศละทาง นายของมันมีท่าทีขัดเคืองใจมิใช่น้อยกระโจนอาวุธในมือเข้าใส่เรือนร่างอรชร ดุเดือดรุนแรงกว่าครั้งใดที่ผ่านมา แต่หญิงสาวก็ยังกำดาบฟาดใส่รุกรับเอาตัวรอดอยู่ได้ บุรุษนั้นจึงถอยกลับแล้วชักเอามีดหมอขึ้นพนมไว้ในมือนะมะพะ ทะยะนะ โอมนะมะนะโม จงมาบังเกิดนะโอ้ฟ้าผ่ากาโรโหติสัมภะโว จงมาบังเกิดเป็นนะสายฟ้าฟาด โอมพระอินทร์บดินทรา จงมาบังเกิดอิทธิฤทธิ์ฟาดกระจัดกระจาย ละลายเป็นสายฟ้าฟาด ฟาดบันลัยยะวามรณาภะเว เอหิปิยังพระอะระหังระเบิดบังเกิดเป็นเป็นสายฟ้าฟาด นะมะพะทะ เยเรนะละ พะสาปิจิยัง พังพะทะนะ สายฟ้าฟาดผ่ามาเรหิตะคะทา    สียง ร่างเวชดังกระหึ่มด้วยจิตราอันมั่น หญิงสาวเกิดประหวาดหวั่นขึ้นมาวูบหนึ่งแต่ก็เตรียมตัวตั้งรับด้วยความเข้ม แข็งแห่งจิตใจ แม้นว่าจะรู้ดีว่าจะเกิดอิทธิฤทธิ์อันใดขึ้น แต่ก็สุดปัญญาต้องป้องกันได้ทัน เปรี้ยง!! เป็นไปดั่งที่นางคิดมีดหมอถูกปักลง ยังแผ่นดิน ประกายสายฟ้าฟาดลงมายังพื้นพิภพสะนั่นหวั่นไหวทั้งๆ ที่ท้องฟ้ายังไร้ซึ่งเมฆา ร่างงามถอยไปจนติดชิดอิงต้นไม้ใหญ่ แต่พลังอาคมขลังก็ยังตามไปเล่นงานนางจนได้ หญิงสาวทรุดร่างลงกับพื้นแม้ใช้ดาบข้างหนึ่งเพื่อค้ำยันไม่ให้ต้องล้มขมำ แต่ก็มิอาจจะใช้ดาบข้างที่เหลือปกป้องตนเองได้อีกต่อไป    ชายโฉด ต่างกรูกันเข้ามาจับยึดลำแขนเรียวงามไว้ทั้งสองข้างของนางไว้ พร้อมทั้งปลดอาวุธเมื่อเห็นว่าหญิงงามสิ้นพิษสง โอ้ว่าด้วยเป็นเคราะห์กรรมจากชาติปางใดกันหรือ จึงทำให้นางต้องพบกับโพยภัยจนต้องตกอยู่ในเงื้อมือของพวกคนชั่วเช่นนี้ หญิงสาวครวญครำในใจ ค่อยหลับตาลงเตรียมจะปลิดชีพตนเองด้วยการกัดลิ้นให้ตายพ้นๆ ไปเสีย ชายผู้เป็นหัวหน้าเห็นเข้าก็รีบปราดเข้ามาบีบปากของนางเอาไว้    “เป็น ไปดั่งพระนางรับสั่งเอาไว้จริงๆ ไอ้ด้นเอายามากรอกปากนางเร็วเข้า” ชายฉกรรจ์ที่นามว่าไอ้ด้นรีบนำน้ำยาพิษที่มีฤทธิ์ทำให้สิ้นสติกรอกเข้าปาก ของนางอย่างรวดเร็ว จนหญิงสาวสำลักแล้วแน่นิ่งลงไปในที่สุด    “นาง นี่ทั้งงาม ทั้งพิษสงเยอะ ใจเด็ดนัก สมแล้วที่เป็นศิษย์ของจอมปราชญ์” ชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับแสยะยิ้มเหี้ยม แม้ว่าจะไม่กล้าเอ่ยนามเต็มของจอมปราชญ์ออกมา บุคคลที่พวกมันไม่มีวันที่จะคิดสู้ด้วยซึ่งๆ หน้าเป็นอันขาด หากไม่ได้คำสั่งโดยตรงจากพระนางฟ้าดอกเหมย ผู้เป็นอัครมเหสีแห่งแคว้นน่าน ก็คงมิกล้าเตะต้องนางผู้เป็นศิษย์หญิงผู้นี้เสียด้วยซ้ำไป    “พวก เจ้า รีบนำตัวนางไปเร็วเข้า เราจะได้ไปรับอัฐรับสินทันก่อนฟ้ามืด”  ***********************************     เส้น แสงสุรีเจิดจ้าเฉิดฉายรัศมีประภัสสร แม้นเพิ่งเบิกฟ้ายังไม่ทันถึงครึ่งวัน เสียงแอร์คอนดิชั่นครางกระหึ่มดังลั่นด้วยต้องใช้พลังมากมายในการลดอุณหภูมิ ภายในห้องพักบนคอนโดมิเนียมหรู  หากแต่มิวายที่หญิง สาวผู้อยู่ในนิทรารมย์จะมีเหงื่อผุดพรายจนเปียกชุมหมอน ใบหน้าหวานละมุนส่ายไปมาราวกับกำลังได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส    “อิน เป็นอะไรน่ะ อิน ตื่นสิ” เสียงหวานพยายามเรียกขานนามของเธอด้วยความห่วงใย จนในที่สุดหญิงสาวผู้หลับใหลก็สะดุ้งรู้สึกตัวตื่นขึ้น    “ฟ้า อินฝันอีกแล้ว”    “ฝันอะไร คราวนี้ฝันว่าอะไรอีก”    “อิน ฝันเห็นผู้หญิงโบราณ หน้าตาเหมือนอินเปี๊ยบเลย ถูกรุมทำร้าย แต่ว่าก็ว่าเถอะรำดาบสวยชะมัด”    “เฮ่อ! เป็นเพราะอินนั่นแหละ ไปรับแสดงหนังไทยย้อนยุค ถึงได้เก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะ” อิงฟ้า  นามประภัส หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มนั่นบ่นเพื่อนสาวอยู่ที่ข้างเตียงนั่นเอง     สิตาอินทร หรือ อิน นั่งหัวเราะชอบใจเพื่อนรักอย่างมิได้ทุกข์ร้อนอะไรกับคำบ่นนั้น เพราะเธอรู้สึกชินเสียแล้วกับการดูแลเอาใส่ของอิงฟ้า เธอกับอิงฟ้ารู้จักกันในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเพราะครอบครัวของทั้งคู่ ประสบอุบัติเหตุรถตกเหวลึกลงข้างทางไปในคราวเดียวกัน บังเอิญที่เหลือเธอไว้กับยาย และเหลืออิงฟ้าไว้กับย่า และความบังเอิญอันแสนร้ายกาจก็ได้บันดาลให้ญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่ทั้งสอง สิ้นพร้อมกันเสียอีก เมื่อทั้งสองมาพบกันและได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวจึงได้รู้ว่าตกอยู่ในชะตากรรม ที่แทบจะเป็นอันเดียวกัน จึงรักกันเสียยิ่งกว่าพี่น้อง    “แหม๋...บทน่าสนใจออก หญิงสาวแสนงามปลอมตัวเป็นชายเข้าไปในกองทัพ เพื่อตามไปช่วยคนรักและปกป้องประเทศชาติ และอีกอย่างเรื่องนี้อินจะได้ใช้วิชากระบี่กระบองที่ร่ำเรียนมาให้เต็มที่ไป เลย”    “อินพูดหยั่งกับตัวเองได้แสดงเป็นนางเอกอย่างนั้นแหละ” อิงฟ้าแบ้ปากใส่เพื่อนรักอย่างหมั่นใส้ มีอย่างที่ไหนไปรับเป็นสตั๊นแมน อาชีพที่ว่านั่นเสี่ยงอันตรายจะตายไป    “เอา น่า ก็อินไม่ได้สวยหยาดฟ้ามาดินอย่างคุณแหม่มเค้านี่ อินไม่สนหรอกนะว่าจะได้เล่นเป็นแค่เงา แต่อินชอบงามแบบนี้มาก ฟ้าก็รู้นี่หาโอกาสมาตั้งนาน” สิตาอินทร ทำท่าชวนฝันให้อิงฟ้าต้องส่ายหน้าระอาใจ ทั้งที่ความจริงแล้วหน้าตาอย่างสิตาอินทร เป็นนางเองได้อย่างสบายๆ แต่เป็นคนชอบผจญภัยเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ให้เป็นนางเอกคงไม่สบอารมณ์เท่ากับตำแหน่งสตั้นแมนที่ได้มา    “อินชอบพูดว่า อินไม่มีใครให้ห่วงอีกแล้วขอใช้ชีวิตให้เต็มที่ แล้วฟ้าล่ะ อินเอาฟ้าไปทิ้งไว้ซะที่ไหน”    “โอ๋ๆๆ อย่าทำเสียงน้อยใจอย่างนั้นซิฟ้า อินยังพูดไม่จบเสียหน่อย ห่วงที่อินเหลืออยู่ก็คือฟ้านี่แหละ สงสัยต้องรีบหาแฟนให้เสียแล้ว จะได้เป็นฝั่งเป็นฝากับเค้าเสียทีนะหลานเอ๊ย” สิตาอินทราใช้มือลูปศีรษะเพื่อนอย่างอ่อนโยนแล้วทำเสียล้อเลียนเป็นเสียงคน แก่ในตอนท้าย ก่อนจะกระโดดลุกขึ้นจากเตียงวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่ยอมอยู่รับค้อนวงใหญ่จากอิงฟ้า    “เดี๋ยวเถอะนะ อิน”    “เร็วเข้ายายฟ้า อิน จะไปถวายเพลหลวงพ่อ ลืมแล้วหรอ”    “จ้าๆ ยายคุณเพื่อน” อิงฟ้าบอกอย่างเข็ดเขี้ยว นี่ถ้าไม่ติดไปหาหลวงพ่อชวน ผู้เปรียบเสมือนแสงสว่างส่องทางชีวิตให้เธอทั้งสองแล้วละก็ จะตามไปทุบประตูเล่นให้หูแตกอยู่สักพัก อีกอย่างเธอจะต้องไปตรวจความเรียบร้อยของสังฆทานที่เตรียมไว้เพื่อถวายพระ อีกด้วย    “อินจ่ะ จะใส่ชุดไหน ฟ้าจะเตรียมเอาไว้ให้” ก่อนเดินออกจากห้องนอนของเพื่อนอิงฟ้ายังมีแก่ใจจะเตรียมชุดให้อีก สิตาอินทร์ได้แต่ถอนหายใจ อิงฟ้าดูแลเธอทุกอย่างทุกเรื่องตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา บางครั้งก็ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ที่เพื่อนมาคนทำโน่นทำนี่ให้แม้จะไม่เคยมีความรู้สึกรำคาญก็ตาม    “ไม่เป็นไรจ่ะฟ้า อินยังไม่รู้ว่าจะใส่ชุดไหน ขอบใจจ่ะ”    “จ้า ถ้าอย่างนั้นก็เร็วเข้านะ”********************************    ใต้ร่มไทรที่แผ่กิ่งก้านใบอย่างไพศาลช่วยป้องปกละอองไอร้อนจากแสง แห่งดวงอาทิตย์ ที่กำลังเจิดจรัสแรงกล้าด้วยเป็นเวลาใกล้เพลมากขึ้นทุกขณะ บริเวณที่สองสาวเพื่อนรักเลือกที่จะใช้เป็นที่จอดรถแห่งนี้มักจะว่างเสมอ เพราะอยู่ทางหลังวัดซึ่งน้อยคนนักจะรู้ว่ามีลานกว้าง อีกทั้งยังต้องเดินไปอีกไกลพอดูกว่าจะถึงศาลาวัด ซ้ำยังต้องเดินบนสะพานโค้งสูงเพื่อข้ามคลองอีกด้วย ซึ่งหากมีผู้เฒ่าผู้แก่มาด้วยจะทำให้เดินเหินไม่สะดวกนัก“ยัยคุณเพื่อน ทำไมต้องจัดถังสังฆทานมาสองใบด้วยมิทราบ” สิตาอินทร์บ่อกระปอดกระแปดเมื่อลำแขนขาวเรียวดั่งลำเทียนต้องมาแบกรับ น้ำหนักของถังสังฆทานถึงสองใบ ที่ถูกอัดแน่นไปด้วยสิ่งของจำเป็นสำหรับพระภิษุสงฆ์ที่เธอและสิตาอินทร์เป็น คนไปเลือกมากับมือ เพราะไม่ชอบแบบที่จัดไว้สำเร็จรูป แม้สะดวกและรวดเร็วก็จริงแต่ของที่อยู่ภายในถูกห่อเอาไว้อย่างมิดชิดจนสำรวจ ตรวจสอบได้ยาก และไม่ได้มีสิ่งของครบถ้วนอยางที่เธอต้องการ    “อย่าบ่น...อย่าบ่น เดียวได้บุญน้อยนะเอ่อ” อิงฟ้าดุเพื่อนสาวของตนทั้งปากทั้งตา เพราะตนเองก็กำลังหอบอาหารคาวหวานที่เตรียมมาเพื่อถวานเพลเต็มสองมือเช่น เดียวกัน    “อีกอย่างนะอิน สังฆทานคือทานที่ตั้งใจถวายแก่สงฆ์หรือผู้แทนของสงฆ์ ไม่จำเพาะเจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง หากถวายโดยเจาะจง เรียกว่า ‘บุคลิกทาน’ ดังนั้นสังฆทาน มีอานิสงฆ์มากกว่าบุคลิกทาน เพราะผู้ถวายมีจิตใจที่กว้างขวาง ไม่เจาะจงว่าจะเป็นภิกษุรูปใด เป็นการแสดงถึงความตั้งใจจะถวายด้วยศรัทธาอันเป็นสาธารณะ” อิงฟ้าท่องคำสอนของหลวงพ่อออกมาชัดถอยชัดคำแถมยังแม่นยำอีกต่างหาก รอยยิ้มอิ่มบุญปรากฎขึ้นบนใบหน้าสวยหวานทำให้ดูงามละมุนจับตา     “แล้วยังงัย” สิตาอินทร์ยังมิวายมีปัญหาถามเพื่อนออกมาอย่างรวนๆ จนอิงฟ้าชักหน้ามุ้ย    “อ้าว...ก็ถังหนึ่งอินกับฟ้าตั้งใจถวายหลวงพ่อ ก็เป็นบุคลิกทาน อีกถึงฟ้ากะจะถวายแบบไม่จำเพาะเจาะจง จะได้อานิสงฆ์มากๆ ยังงัยละจ๊ะ”    “อ๋อหรอจ่ะ แม่นางฟ้า ทำบุญแต่หวังบุญนี่จะได้บุญมากหรือน้อยนะเนี่ย อื่มแล้วอุบาสิกาฟ้ารู้หรือเปล่าคะว่าสิ่งใดไม่ควรนำมาถวายพระ”    “อ๋อรู้สิจ๊ะสำหรับอาหาร ถ้าเป็นเนื้อสัตว์จะต้องไม่ใช่เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี เนื้อเสือดาว และต้องไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่ฆ่าเพื่อถวายเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้ยังไม่ควรถามว่าพระสงฆ์ชอบฉันสิ่งใดไม่ชอบสิ่งใดอีกด้วย”    “โอโห้ ฟ้า เธอนี่สมกับเป็นนางฟ้าจริงๆ เลยนะเนี่ย”    “อ้าว ก็อินอยากมาลองภูมิฟ้าทำไมล่ะ แล้วจะให้สาทยายต่อไหม ว่าอะไรไม่ควรใส่ในถังสังฆทาน”    “ไม่ต้องแล้วจ่ะ รีบเดินกันดีกว่า ประเดี๋ยวจะไม่ทันเพล” สิตาอินทร์พูดพรางวิ่งไปยืนรอบนโค้งที่กึ่งกลางของสะพานพราง แววตาและรอยยิ้มเต็มไปด้วยความสดใสดั่งท้องฟ้าที่ไรเมฆา    ก็ทำไมจะต้องให้อิงฟ้าสารทยายให้ฟังด้วยเล่าในเมื่อเธอเองก็ทราบ ว่าไม่ควรใส่ลงไปในถังสังฆทานก็คือบุหรี่ กาแฟ สิ่งเสพติด เครื่องดื่มชูกำลังทุกประเภท อาหารที่บรรจุอยู่ในโฟมก็ทำลายสิ่งแวดล้อมของวัดวาอาราม อาหารกระป๋องก็มีสารเคมีไม่ดีต่อสุขภาพ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารสำเร็จรูปก็ไม่ควรจะเลือกมา เพราะการเลือกของถวายพระจะต้องเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด ฉะนั้นถวายเพลด้วยอาหารปรุงสดใหม่จะมีคุณค่าทางโภชนาที่มากกว่า หลวงพ่อมักกล่าวเสมอว่ากรรมขึ้นอยู่กับเจตนา เมื่อจะทำกรรมดีทั้งทีก็ความมีเจตนาที่ดีงามให้ครบถว้นบริบูรณ์    ทั้งสองสาวมัวแต่คุย มัวแต่พูดเย้ากันเพลินจนทำให้อิงฟ้าเกือบจะเดินชนกับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลัง เดินสวนผ่านมา หญิงสาวหันไปส่งยิ้มและกล่าวขอโทษอย่างอ่อนหวาน ชายหนุ่มเพียงโค้งให้อย่างอ่อนโยนแสดงถึงการไม่ถือโทษต่างคนต่างเดินเลยผ่าน ไป เพราะมิได้รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อนแต่อย่างใด แต่กับสิตาอินทร์แม้ไม่ได้เป็นคู่กรณีแต่กลับรู้สึกประหลาดล้ำ    ราวสิ่งต่างๆ รวบๆ กายกำลังหมุนคว้างและหยุดลงในฉับพลัน เมื่อสัมผัสหนึ่งดั่งคุ้นเคยเนินนานเริ่มแผ่กำซาบไปทั่วสารภางค์กาย ธุลีหนึ่งในห้วงแห่งดวงฤดีผุดขึ้นเป็นพูลทวีท่วมท้น เธอหมุนกายเหลียวมองประดุจพอเจอสิ่งที่โหยหาโดยมิรู้ตัว และในนาทีนั้นเอง สตาอินทร์ก็รู้สึกว่าร่างของเธอเอียงวูบ! และหมดสติลงไปในที่สุด แว่วเพียงเสียงเรียกขานนามของเพื่อนรักที่ร้องขึ้นอย่างตกใจ    “ว้าย!!  อิน ”    ตูม     เสียงน้ำแตกกระจายเป็นวงกว้างเมื่อคนทั้งคนตกลงไป สายน้ำเย็นเชียบกระทบร่างทำให้สิตาอินทร์รู้สึกตกใจและเริ่มตะเกียดตะกาย ไขว่ขว้าหาที่เกาะยึดเพื่อฉุดรั้งให้ตัวเองโผล่พ้นน้ำขึ้นมาให้ได้ หากแต่ไม่เจอสิ่งใดจึงทำให้ร่างของเธอยิ่งจมดิ่งลงไปใต้ผืนน้ำมากยิ่งขึ้นไป อีก ช่างน่าประหลาดใจเมื่อสายน้ำในคลองของกรุงเทพมหานครช่างใสสะอาดราวกับแก้ว เจียรไนจนทำให้เธอสามารถมองเห็นสายบัว และปูปลาได้อยางชัดเจน     ความอึดอันทรมานทำให้เธอไม่มีเวลาชื่นชมความงามใต้น้ำได้ต่อไป หญิงสาวสำลักจนรู้สึกแสบคอแสบจมูกไปหมด เธอต้องดิ้นรนด้วยความทุกข์ทรมานอยู่ใต้สายน้ำราวกับว่าเวลาจะเนินนานเป็น กัปล์กัลป์ นี่เธอต้องตายแน่แล้วใช่หรือไม่ สตาอินทร์คิดอย่างเริ่มหมดหวังพลังใจที่จางหายทำให้พลังกายเริ่มลดลง ร่างของเธอเริ่มแน่นิ่งมิไหวติง แต่แล้วกลับรู้สึกถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นทรงพลังมหาศาลเนี่ยวนำให้เธอโผล่ขึ้น มาจากสายน้ำจนได้ เธอสำลักน้ำอยู่อีกหลายครั้งเมื่อได้รับอากาศเป็นครั้งแรก ตัวของเธอสั่นเหมือนกับลูกนกไม่มีผิดแต่...    ภายใต้อ้อมแขนแข็งแกร่งนั่นทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจได้ อย่างประหลาด สิตาอินทร์ค่อยๆเงยหน้าขึ้นพยามยามมองใบหน้าของผู้มีพระคุณออย่างช้าๆ รับรู้ได้ว่าเขาตัวโตกว่าเธอมากเหลือเกิน มากจนเธอคิดว่าถ้าเขาไม่ใช่ชายร่างยักษ์เธอก็คงกลายเป็นเด็กตัวเล็กระจ่อย ร่อยไปเสียแล้ว    “พักตรองค์งามราวอินทราราช นี่เทวะบุตรจำเลงองค์ลงมารับข้าเยี่ยงนั้นฤา” ปากของสิตาอินทร์ขยับพูดออกไปเองเสียงแผ่วเบาโดยที่เธอเองไม่ได้เป็นคนพูด และเสียงนั้นก็เล็กราวกับเสียงของเด็กน้อย    “เจ้ายังมิตายดอกน้องหญิงน้อย เทวาองค์ใดฤาจักมารับเจ้า” รอยโอษฐ์หยักได้รูปยิ้มขัน สิตาอินทร์ชักเริ่มคล้อยตามคำพูดที่ลั่นวาจาออกไป ผู้ชายคนนี้เหมือนเทวดาจริงๆ นั่นแหละ ผิวเนื้อเนียนละเอียดราวกับผู้หญิญ หากใบหน้าที่เธอเห็นมิได้คร้ามคมเข้มเธอก็คงคิดว่าเขาเป็นนางฟ้าไปแล้ว แถมยังมีเครื่องแต่งตัวที่เหมือนกับหลุดออกมาจากละครแนวจักรๆ วงศ์ๆ นั่นอีก สิตาอินทร์มั่นใจว่าคนที่เธอเดินสวนทางมาไม่ได้แต่งตัวแบบนี้แน่    สิตาอินทร์พยายามขยับปากจะถามว่าเขาเป็นใครดั่งที่ใจนึกแต่เสียง ของเธอกลับไม่เปล่งออกมา พยายามจะขยับร่างกายดิ้นรนออกจากอ้อมแขนแข็งแรงนั้น แต่ตัวของเธอกับมีอาการเหมือนกับที่เรียกกันว่าผีอำไม่มีผิด ไม่ว่าจะตะโกนจะขยับร่างอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่มีทีท่าว่าร่างกายของเธอจะ ตอบสนองทำตามคำสั่ง ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยและทรมานจนบอกไม่ถูก ชายคนนั้นอุ้มเธอเดินขึ้นมาจากน้ำง่ายดายราวกับเป็นบริเวณที่ตื้นเขิน และเธอเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีหญิงสาวแต่งชุดโบราณนางหนึ่งยืนร้องไห้ค่ำครวญรอ รับร่างของเธออยู่บนตลิ่งอีกคนหนึ่งด้วย    “ศรีอุษาลูกแม่ เป็นเช่นไรหนอลูกหนอ ขอบพระทัยองค์รามราชเพคะ หากบ่ได้พระองค์ช่วย หม่อมฉันคงเสียศรีอุษาเม่นแท้” หญิงสาวที่เธอเห็นรีบถลันมารับร่างของเธอไปอุ้มไว้ในอ้อมกอดแล้วฟูมฟาย ร้องไห้ไม่หยุด    แม่!! หญิงสาวแสนงามผู้นี้เป็น แม่ของเธอหรือ ใช่ที่ไหนกันแม่ของเธอไปอยู่บนสวรรค์ต่างหาก เอ...หรือเธอตายแล้ว แต่ผู้ชายคนนั้นก็บอกว่าเธอยังไม่ตายนี่นา สิตาอินทร์เริ่มคิดอย่างสับสนจนรู้สึกปวดศีรษะและตัวร้อนผ่าวราวกับกำลัง เป็นไข้ เธอพยายามมองหน้าคนโน่นทีคนนี้ทีเพราะอยากได้คำตอบให้กระจ่างสักครั้ง แต่ยิ่งสงสัยก็ยิ่งมีคนเดินมาเพิ่มอีก ผู้ชายคนหนึ่งดูมีอายุมากกว่าผู้ชายที่ช่วยเธอไว้มากสักหน่อย ‘องค์รามราช’ หญิงสาวที่บอกว่าเป็นแม่ของเธอเรียกชื่อของเขาเช่นนั้นซินะ ผู้ชายผู้มาใหม่แต่งตัวเหมือนพวกพราหมณ์อย่างเต็มยศดูสง่างาม ก้มลงทำความเคารพน้อบน้อมต่อผู้ชายที่มาช่วยชีวิตของเธอไว้     “ขอบพระทัยองค์รามราช เป็นพระมหากรุณายิ่งแลพระพุทธเจ้าข้า”    “มิได้ท่านจอมปราชญ์โกญจา น้องหญิงน้อยผู้นี้เป็นไผฤา”    “นางเป็นบุตรของข้าพองค์ อายุเพิ่งสิบขวบพระเจ้าข้า”    “อ้อ...นับเป็นวาสนา ข้ามีการณ์อีกมากต้องขอลา”    “รั้งอยู่ก่อน องค์รามราช”    “ท่านมีอันใดกับข้าฤา”    “พระองค์โปรดรับนางไปเป็นข้าของพระองค์ด้วยเถิด”    “เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้นเล่าท่านโกญจา เราฤาอุตส่าห์ช่วยนางให้รอดพ้นจากพยามัจจุราช”    “หม่อมฉันบ่อาจหมิ่นบารมีแห่งพระองค์ เพราะเหตุอย่างนี้ หากด้วยชีวิตบุตรของหม่อมฉันหมดสิ้นจากหม่อมฉันเสียแล้ว ฉะนั้นต่อแต่นี้ไปชีวิตของนางเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว”    สิตาอินทร์นิ่งฟังอยู่นานอยากจะคัดค้านใจแทบขาด เรื่องอะไรจะยกเธอให้ใครก็ไม่รู้ที่เพิ่งเคยเห็นหน้าไม่เอาเธอไม่ยอมหรอก แต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นเหมือนเช่นเดิมเธอพูดไม่ได้และขยับตัวไม่ได้ เห็นองค์รามราชกับจอมปราชญ์โกญจาจ้องตากันราวกับจะทะลุไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ แล้วรู้สึกอึกอัดใจแทนอย่างบอกไม่ถูก ความเงียบและความนิ่งเนิ่นนานราวกับว่าจะไม่มีใครได้หายใจ จนในที่สุดเธอก็ได้ยินการตัดสินใจขององค์รามราช    “ตกลงหากวันใดนางโตพอที่จะใส่แหวนของเราได้ เราจะมารับนาง หากแต่บ่แม้นไปเป็นทาสดอก เราจะรับนางไปเป็นชายา” เมื่อพระดำรัสเสร็จองค์รามราชก็ทรงเสด็จกลับจากไปอย่างรวดเร็ว สิตาอินทร์เดาไม่ถูกเลยว่าทรงกริ้วหรือไม่ที่ถูกพ่อและแม่ของเธอยัดเยียดตัว เธอให้ เอ่อหนอ..ลืมไปเลยเธอไม่ใช่ศรีอุษาเสียหน่อย    “ท่านพี่ องค์รามราชจะบ่ทรงกริ้วฤา”    “ฮึๆๆ องค์รามราช 16 ชันษา ยังทรงพระปัญญาเพียงนี้ เราเลือกถูกคนแท้แล้ว แม่จงกลณี เราจักเลี้ยงดูให้ศรีอุษาแข็งแกร่ง บ่ให้โดนรังแกจนตัวตายดั่ง กลิ่นอุบล อีก”    “โอ้...เร็วเถิดท่านพี่ ศรีอุษา ท่าจะได้ไข้เสียแล้ว”    ใครกันอีกล่ะ ‘กลิ่นอุบล’ สิตาอินทร์รู้สึกงงแล้วงงอีกฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่คน เหล่านั้นพูด และคงจะเป็นจริงดั่งที่ผู้หญิงที่ชื่อจงกลณีพูดเพราะสิตาอินทร์เริ่มปวด ศีรษะอย่างรุนแรงจนแทบอาเจียร และตามมาด้วยอาการตาพร่ามัวจนมองอะไรไม่เห็น เสียงเรียกขานนาม ‘ศรีอุษา’ ดังขึ้นด้วยความอาทรหากแต่สิตาอินทร์ได้สดับเสียงนั้นแผ่วเบาลงทุกทีทุกที    “อิน...อิน...ฟื้นซิ...อิน” อิงฟ้าเริ่มใจคอไม่ดีเพราะสิตาอินทร์หมดสติไปนานเหลือเกินจนเธอเริ่มร้อนใจ แทบทนไม่ไหว    “เบาๆ ซิครับคุณ เพื่อนคุณไม่สะบายอยู่นะครับ” ชายหนุ่มที่เพิ่มรู้จักกันตอนเดินสวนกันบนสะพานบอกเพื่อเตือนสติของอิงฟ้า เมื่อเห็นว่าหญิงสาวชักเริ่มจะฟูมฟายขึ้นมาอีกรอบ     อิงฟ้าหันกลับไปมองหลวงพ่อชวนอีกเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่ทราบ เห็นแต่ท่านนั่งหลับตานิ่งอยู่อยากจะร้องเรียกในแทบขาดแต่ก็ไม่กล้า แต่แล้วหญิงสาวก็สามารถยิ้มออกมาได้เมื่อหลวงพ่อลืมตาขึ้น    “หลวงพ่อค่ะ ทำอย่างไรดีค่ะ ฟ้าพาอินไปหาหมอก่อนดีไหมค่ะ” เสียงถามรัวเร็วด้วยความห่วงใยในตัวเพื่อนทำให้หลวงพ่อต้องตอบบอกอย่างมี เมตตา    “อย่าร้อนใจไปก่อนเลยโยมฟ้า โยมอินไม่เป็นอะไรมากหรอก” เสียงอันอ่อนโยนของหลวงพ่อดั่งธาราใสเย็นทำให้อิงฟ้าลดความร้อนรนลงมาได้ เมื่อเธอหันกลับไปมองเพื่อนอีกครั้งจึงพบว่าสิตาอินเริ่มขยับตัวลืมตาขึ้นมา อย่างช้าๆ    “อิน...อินฟื้นแล้ว” สิตาอินทร์กระพริบตาปริบๆ เพื่อขับไล่ความสับสนงุนงง อะไรคือภาพจริงกันแน่น     “ฟ้า...หลวงพ่อ...คุณ...องค์รามราช” เสียงเรียกขานนามสุดท้ายช่างแผ่วเบานัก หากแต่คนถูกเรียกขมวดคิ้วยุ่งแปลกแต่รู้สึกสะดุดหูราวกับว่าคุ้นเคย    “ยัยอิน คุณภูริชญ์งัย” อิงฟ้ากระซิบที่ข้างหูเพื่อนสาวเบาๆ และส่งยิ้งแหย่ๆ ให้คนที่ยืนอยู่อีกฝั่งด้วยรู้สึกว่า สิตาอินทร์คงฝันเห็นเรื่องย้อนยุคเข้าอีกแล้ว ส่วนสิตาอินทร์ที่เพิ่งฟื้นก็ได้สติเต็มที่ขึ้นมาทั้งที ภูริชญ์ไหน ใครกัน? แต่ช่างเถอะ เพราะสิ่งแรกที่เธออยากจะทำที่สุดคือการ ‘ถามหลวงพ่อให้กระจ่าง’ แต่เห็นหน้าอิงฟ้าแล้วคงต้องพับเก็บเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ก่อน    “ใครช่วยชั้นขึ้นมาจากน้ำหรือ” คำถามที่สิตาอินทร์โพล่งออกมาสร้างความประหลาดใจให้กับอิงฟ้าและภูริชญ์ จนทั้งคู่หันมาสบตากันด้วยความงงงวย    “อินไม่ได้ตกน้ำนี่จ๊ะ”    “อ้าว..หรอ” สิตาอินทร์หลับตาลงอย่างช้าๆ ลำดับเหตุการณ์ที่ดูสับสนอลหม่านอยู่ในหัวสมองอีกครั้ง    “คุณภูริชญ์ บังเอิญช่วยจับอินเอาไว้ทัน ก็เลยไม่ตกน้ำ อินคงเห็นน้ำก่อนจะเป็นลมไปมั้งจ๊ะ”    “อ้อ..เอ่อ..ขอบคุณค่ะ”     “ไม่เป็นไรครับ ไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวกลับก่อนจะครับ” ชายหนุ่มยิ้มรับคำของคุณจากหญิงสาวแล้วหันไปกราบลาหลวงพ่ออีกครั้งแล้วเดิน จากไป สิตาอินทร์รู้สึกคล้ายจะน้อยใจอย่างไรบอกไม่ถูก เพราะดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด แต่ก็นั่นแหละเธอและเขาก็เป็นแค่เพียงคนแปลกหน้าเท่าน้น    “ใครหรือยัยฟ้า”    “อ้าว...เพื่อน...ก็พระเอกคนดัง นี่แถมจะเล่นละครที่เธอไปเป็นสะตั้นแมนตัวนะจำไม่ได้หรือ”    “หรอ..บังเอิญจัง” สิตาอินทร์อดที่จะยินดีขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้อย่างไรเสียก็คงได้พบ กันอีก    “แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ล่ะ”    “สนใจขึ้นแล้วละซิ” อิงฟ้าส่งเสียงและสายตาล้อเลียนเพื่อน จนสิตาอินทร์ได้แต่ปฏิเสธเป็นพลันละวัน    “ไม่ใช่ ยังฟ้านี่ ชั้นแค่สงสัย”    “จ้าๆ เค้าเรียนวิชาของหลวงพ่อจบ ก็ต้องมากราบเป็นธรรมดา”    “หา เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กับชั้นด้วยหรือเนี่ย” สิตาอินทร์ใช้มือชี้ที่ตัวเองทำหน้าทำตาตื่นตกใจจนอิงฟ้าอดขำไม่ได้    “ใช่ ดูเหมือนจะเก่งกว่าอินเสียด้วยนะ จริงไหมค่ะหลวงพ่อ” อยู่อิงฟ้าก็โยนลูกไปให้หลวงพ่อชวนที่นั่งยิ้มละไมอยู่บนอาสนะ หลวงพ่อเปิดสอนวิชากระบี่กระบองและมวดไทย ให้กับเด็กๆ ข้างๆ วัดนี้มานามนม และสติอินทร์ก็คือลูกศิษย์หญิงคนแรกของท่าน แม้ท่านจะให้แต่คำแนะนำโดยที่มิได้ลงมือสอนเองก็ตาม    “ความบังเอิญไม่มีหรอกโยม มีแต่ อิทัปปัจจยตา ก็คือมีเหตุและปัจจัยเป็นต้น จึงมีความเกิดดับตามมา” หลวงพ่อชวนกล่าวเสียนุ่มลึกมองมาทางสิตาอินทร์ ทำให้หญิงสาวรู้ว่ามีความนัยบางอย่างแฝงอยู่ในคำของหลวงพ่ออย่างแน่นอน  *********************** จบตอน**********************

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา