เงา

เงา

แว็บหนึ่งในมโนภาพ ปรากฏภาพเงาของใบหน้าที่ซึดเผือดผุดขึ้นมา ใบหน้านั้นเลือนลาง จนไม่สามารถจะบอกได้ชัดว่าเป็นใบหน้าของใคร ชายหรือหญิง มีแต่แววตาเท่านั้นที่คมวาว มีอำนาจเร้นลับจนทำให้รู้สึกหนาวเยือกจับหัวใจในฉับพลัน ใบหน้านั้นเป็นใครกัน..? ทำไมจู่ ๆ จึงมา

ผู้เขียน กิ่งไผ่ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

กระท่อมเชิงดอย

                                                              ( ขอบคุณภาพจาก google )

 

ตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าลงไปทุกขณะ  แสงสีส้มทอประกายเจิดจ้าฉาบฉายไปทั่ว ฟ้า คล้ายจะบอกลาสรรพสิ่งบนพื้นโลก  พ้นจากดงไม้เบื้องหน้า ก็จะถึงที่พักที่ เชิงดอยอันเป็นที่หมายของพวกเรา    ฉัน    ต้น   สิงขร   และ  อิทธิ์  จึงรีบสาว เท้าให้เร็วขึ้น         " พ้นดงไม้ข้างหน้านี่ก็จะถึงบ้านลุงแก้วแล้ว"  สิงขรบอกทุกคน ฉันเคยมาที่นี่กับสิงขรครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อครั้งที่มาช่วยลุงเผือกเข็นไม้ไผ่ที่บ้าน     ลุงแก้วเมื่อสองปีก่อน  แต่ครั้งนั้นลุงเผือกขับเกวียนมาบรรทุกไม้ไผ่ ไม่ได้มา รถยนต์เหมือนกับที่ฉันมาครั้งนี้           " นี่ถ้าโฉมยงของผมไม่ทรยศเสียก่อน  ป่านนี้พวกเราถึงบ้านลุงแก้วนาน แล้ว"   สิงขรพูดถึงรถจี๊ปรุ่นคุณปู่ของเขา ที่เป็นพาหนะพาทุก ๆ คนมาจากบ้าน แต่เกิดเกเรก่อนจะถึงทางแยกเข้ามาที่เชิงเขานี้เสียก่อน จึงต้องทิ้งไว้ แล้วพากัน เดินเท้าต่อเข้ามา ระยะทางร่วมสามกิโลเมตรทีเดียว          " ลุงแก้ว คงรอพวกเราแย่แล้ว "  ฉันกังวลถึงลุงแก้ว เกรงว่าลุงแก้วคงจะ กังวลใจ เป็นห่วงพวกเราที่เย็นแล้วยังไปไม่ถึง   ตะวันลับเหลี่ยมเขาแล้ว  แต่หน้าร้อนจึงยังคงสว่างอยู่อีกสักชั่วโมง  พวกเราเร่ง ฝีเท้าเร็วขึ้น  แม้จะรู้สึกเหนื่อย และเมื่อยขา  แต่ก็ไม่มีใครบ่น  ไม่ช้าก็เห็น หลังคากระท่อมของลุงแก้วรำไรอยู่ในดงไม้เบื้องหน้า           " โน่น ! เห็นหลังคากระท่อมของลุงแก้วแล้ว " สิงขรชี้ให้ทุกคนดู  สีหน้า ของทุกคนแช่มชื่นขึ้น ด้วยเมื่อถึงกระท่อมจะได้พักขาเสียที กระท่อมไม้ไผ่ ที่หลังคามุงด้วยหญ้าคา ใต้ถุนสูง มีนอกชานยื่นออกมาด้านหน้า ของลุงแก้วปรากฏอยู่ตรงหน้าของสี่หนุ่ม ท่ามกลางแสงสลัวและเงาไม้ยามย่ำค่ำ ดูสงบเงียบและออกจะวังเวง ประตูกระท่อมปิดสนิท เหมือนไม่มีใครอยู่            "ลุงแก้ว...ลุงแก้ว พวกเรามาถึงแล้วครับ"  สิงขรตะโกนเรียก  แต่ไม่มีเสียงขานตอบจากลุงแก้ว  สิงขรหันมามองหน้าฉัน             " ลุงแก้วครับ  ลุงแก้ว อยู่ไหมครับ "  ฉันตะโกนเรียกบ้าง  แต่ก็ยังไม่มี วี่แววของลุงแก้วแต่อย่างใด           " หรือว่าลุงแกไม่อยู่"  ต้นตั้งข้อสังเกตหลังจากที่ทุกคนช่วยกันเดินหา   ลุงแก้ว รอบ ๆ บ้านแล้วไม่พบ          " หรือว่าลุงแก้วไม่ได้รับข่าวจากผมที่บอกว่าพวกเราจะมาวันนี้ "  ฉันพูด ขึ้นเมื่อทุกคนกลับมารวมกันที่หน้ากระท่อมลุงแก้วอีกครั้ง  และฟ้าก็มืดพอดี          " ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ  แล้วนี่พวกเราจะเอาไงดี  จะเดินกลับไปที่รถก็คงไม่ไหวนะ  ตั้งสามกิโล  มืดแล้วด้วย"  สิงขรหันมาถามทุกคน          " เดินกลับไป ก็ต้องนอนกันในรถน่ะแหละ  กลับเข้าเมืองได้ที่ไหน คุณ โฉมยงเธอป่วยหนักออกอย่างนั้น " อิทธิ์พูดเิชิงเย้าเพื่อน แต่ทุกคนก็ยิ้มขันในคำ พูดของเขา  สิงขรถอนใจเฮือกทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้หน้ากระท่อม ทุก ๆ คนจึง นั่งตาม         " ก็ทำไงได้ล่ะครับคุี๊ณอิทธิ์  มรดกเจ้าคุณปู่น่ะครับ จะทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ก็ไม่ได้   ไม่มีเบี้ยพอจะซื้อใหม่ด้วย  อันนี้แหละเหตุผลหลัก"  สิงขรพูดอย่างอารมณ์ดี เขามองไปยังกระท่อมของลุงแก้วที่ยังปิดเงียบก่้อนพูดขึ้น          " คืนนี้พวกเราก็คงต้องพักค้างคืนที่กระท่อมลุงแก้วนี่แหละ เผื่อลุงแก้วจะ กลับมาด้วย"             ทุกคนเห็นด้วย  สิงขรจึงเดินนำหน้าหน้าไปยังกระท่อมของลุงแก้ว ขึ้น บันไดไม้ห้าขั้นไปยืนอยู่บนนอกชานไม้ไผ่ที่กว้างขวางพอควร  กระท่อมของลุง แก้ว เป็นกระท่อมไม้ไผ่ ที่มีความกว้างขวางพอที่คนสัก 7 - 8 คน จะนั่งนอนได้ สบาย  หลังคามุงด้วยหญ้าคาที่แน่นหนา  ฝาไม้ไผ่ มีหน้าต่างแบบ "หับเผย" สามด้าน  พื้นเป็นฟากไม้ไผ่ มีครัวที่ต่อยื่นออกไปคนละส่วนกับส่วนที่เป็นห้อง นอน  เสาไม้ทั้งต้นที่หาได้จากบนภูเขา ดูมั่นคง แน่นหนา ประตูกระท่อมปิดไว้เฉย ๆ ไม่ได้ใส่กุญแจ แสดงว่าลุงแก้วไม่ได้ออกไปไกลจาก กระท่อม  เมื่อฉันเปิดประตูเข้าไป ภายใสกระท่อมค่อนข้างมืด  ต้น กับ อิทธิ์หา ไฟฉายจากกระเป๋าสัมภาระ เมื่อได้แล้วก็กดสวิตซ์เปิดไฟส่องไปในกระท่อม  เสื่อ เก่า ๆ  หมอน ผ้าห่มพับวางไว้ชิดฝามุมในสุดของกระท่อม หูมุ้งผูกติดฝาไว้สอง หู ตลบชายไว้   ด้านตรงข้ามเป็นครัวแบบชาวป่า  เตาไฟเป็นก้อนเส้า  มีหม้อ ข้าวตั้งอยู่  อิทธิ์ตรงไปเปิดหม้อข้าว แล้วมองมายังทุกคน            " มีข้าวอยู่เต็มหม้อ ยังอุ่น ๆ อยู่เลยพวกเรา"            " แสดงว่าลุงแก้วคงหุงข้าวไว้เตรียมต้อนรับพวกเรา แล้วแกก็เพิ่งออกจาก กระท่อมไปก่อนหน้าที่พวกเราจะมาถึงนี่เอง "  สิงขรตั้งข้อสังเกต          " คงใช่ แล้วลุงแก้วไปไหนของแกกันนะ "  ฉันรู้สึกกังวล และเป็นห่วง     ลุงแก้ว  เพราะเวลาผ่านไปทุกขณะ  คืนนี้เป็นข้างแรม เดืิอนก็มืดเสียด้วย          " แกไม่ได้ใส่กุญแจประตู แสดงว่าคงไปไม่ไกลนัก "  ต้นพูด พร้อมกับ ปลดเป้สัมภาระจากหลังวางลงกับพื้น            " เดี๋ยวแกคงกลับมา  หาตะเกียงจุดไฟก่อนเถอะ  อยู่กันมืด ๆ ยังงี้ วังเวง ยังไงไม่รู้"  อิทธิ์ ทำเสียงหวาด ๆ พร้อมกับฉายไฟไปรอบ ๆ มองหาตะเกียงหรือ เทียนไขสำหรับจุดไฟ  และเจอตะเกียงกระป๋องวางอยู่ข้างเสามุมห้องด้านหนึ่ง   แล้วจัดการจุดตะเกียงนั้น  แสงตะเกียงขับไล่ความมืดออกไป  แต่ยามที่เปลวไฟ ไหวไปตามลมที่ลอดช่องฝาไม้ไผ่เข้ามาในกระท่อม เกิดเงาดำประหลาดไหว วูบวาบ ทำให้คนเมืองที่ยังไม่คุ้นเคยกับแสงตะเกียงอย่าง อิทธิ์ และ ต้น เกิด ความรู้สึกหวาด ๆ อยู่ไม่น้อย  

 

 

......................................................................................................................................................................................................................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา