บันทึกมือใหม่ หัดไปวิปัสสนา

บันทึกมือใหม่  หัดไปวิปัสสนา

วรรณกรรมเยาวชน ที่จะพาคุณไปสัมผัสถึงชีวิตเด็กสาวที่ไปเข้าวิปัสสนา ผึ้งจะสามารถแก้ปัญหาชีวิตของเธอได้ไหม ต้องเอาใจช่วยกันหน่อยล่ะ

ผู้เขียน ขนมผิง ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 บทนำ

บทนำ

 

 

เรื่องของเรื่อง มันเกิดขึ้นก็เพราะหนังสือเล่มบางเล่มหนึ่ง ลอยละล่องมาตกปุลงตรงหน้าของผึ้ง

“รับไปอ่านสิหนู หลวงพ่อท่านเมตตาแจกให้” 

นั่นคือเสียงของคุณลุงชุดขาวหน้าตาคุ้นๆ  ผึ้งเห็นลุงเป็นประจำที่วัดทับทิมแดง ได้แต่ไหว้ยังไม่เคยคุยกันสักที แม่เพ็ญศรีของผึ้งพยักหน้าให้ผึ้งกราบหลวงพ่อ ท่านอมยิ้มนิดหนึ่งก่อนไปคุยต่อกับคุณลุงคนนั้น แต่ผึ้งไม่ได้สนใจฟัง

แม่พาผึ้งมาวัดนี้บ่อยๆ เพราะใกล้บ้าน  เราอยู่คลองหนึ่ง วัดอยู่คลองสองตรงถนนคลองหลวงปทุมธานี  ในบ้านก็มีแค่ผึ้ง ป้าราตรีและก็แม่ ไม่มีคนอื่น ผึ้งไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักในตอนเด็กๆที่แม้มีพ่อก็เหมือนไม่มี  พ่อจักรินเลือกที่จะทิ้งแม่กับผึ้งไปมีภรรยาใหม่ตั้งแต่ผึ้งยังไม่เต็มสองขวบ เท่าที่จับคำพูดของแม่กับป้าได้ตอนโตขึ้นมา ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นรุ่นน้องที่ทำงานในบริษัทที่พ่อทำอยู่ ส่วนแม่ของผึ้งเป็นครูภาษาไทยเด็กมัธยมต้น กว่าแม่จะรู้เรื่องผู้หญิงคนนั้นก็ท้องป่องใกล้คลอดแล้ว

และพ่อก็ไม่เลือกแม่กับผึ้ง....

มันเจ็บจี๊ดๆที่ใจนิดหน่อยตอนผึ้งเริ่มเข้าใจว่าพ่อมาเยี่ยมผึ้งไม่ได้บ่อยเพราะผู้หญิงคนนั้นไม่ยอม แต่จะเอาอะไรมากมายกับเด็กสองสามขวบ แป๊บเดียวก็ลืม ผึ้งจำได้เลือนรางสลับกันระหว่างภาพแม่นั่งร้องไห้ กับภาพแม่จูงมือผึ้งไปวัดโน้นบ้างวัดนี้บ้างตามที่ป้าราตรี พี่สาวคนโตของแม่แนะนำ  คำพูดติดปากของป้าคือ มันเป็นเวรกรรมของเราหรอกนะเพ็ญ แล้วหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นกิจกรรมของบ้านเรา เข้าวัด ทำบุญ ใส่บาตร แม่ค่อยๆหายเศร้าลง จนปัจจุบันแม่ให้อภัยพ่อได้แล้ว และแม่ก็เคยเปรยให้ผึ้งได้ยินว่า ธรรมะเป็นยาแก้ทุกข์

แต่สำหรับผึ้งพอโตขึ้น ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมพ่อต้องทำแบบนั้น เราสองแม่ลูกผิดอะไรพ่อจึงทิ้งเราไป แม้จะยอมออกเงินส่งเสียผึ้งตามหน้าที่ก็เถอะ แต่ผึ้งก็ยังรู้สึกลึกๆว่าพ่อเป็นคนอื่น ไม่ใช่พ่อ แล้วยิ่งเปิดเทอมนี้เด็กผู้หญิงคนนั้น ลูกสาวอีกคนของพ่อ จะเข้ามาอยู่ชั้นมัธยมปีที่สี่โรงเรียนเดียวกับผึ้ง ซึ่งกำลังขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก เธอชื่ออะไรน้า อ้อ นภาเพ็ญ นี่พ่อนึกตลกอย่างไรกัน ตั้งชื่อลูกสาวคนโตว่าเพ็ญนี แล้วตั้งคนรองแต่ต่างแม่ว่านภาเพ็ญ  พ่อคงจะชอบพระจันทร์เต็มดวงมากเอาเสียจริงๆ

อากาศช่วงสายของต้นเดือนพฤษภาน่ารำคาญ  ถ้าลมไม่พัดมันจะร้อนแบบเหนียวตัวเหนอะหนะไปหมด สมาธิของการฟังหลวงพ่อเจ้าอาวาสเทศน์นอกรอบหมดลง ก็พอดีเป็นเวลาแปดโมงครึ่ง จากที่เรานั่งกันอยู่ตรงศาลาไทยเล็กๆ ก็จะต้องย้ายไปนั่งสมาธิที่อาคารสองชั้น ซึ่งทางวัดใช้ด้านล่างต่างศาลา พระในจีวรสีกรัก หรือน้ำตาลเข้มเปลือกไม้ตามแบบฉบับวัดป่าทยอยลงมานั่งที่อาสนะกันแล้ว  เดี๋ยวจะต้องสวดมนต์ นั่งสมาธิ  และหลวงพ่อก็จะเทศน์รวมอีกรอบหนึ่ง บรรยากาศรอบๆศาลาเป็นสวนป่า มีต้นไม้เขียวครึ้ม  เช้านี้ผึ้งไม่อยากฟังเทศน์เลยใจมันยังไม่พร้อมบอกไม่ถูก  ป้าราตรีเห็นผึ้งนั่งขยุกขยิกจึงหันมาส่งซิกไม่ให้กวนคนอื่น  ผึ้งนึกได้ ยกหนังสือเล่มบางปกสีเหลืองขึ้นทำปากขมุมขมิบว่า “หนูอยากอ่านหนังสือ” ป้าพยักหน้า ผึ้งจึงค่อยถัดออกมาหาม้าหินอ่อนนั่งใต้ร่มไม้

ชีวิตนี้น้อยนัก พระนิพนธ์โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

ว่าไปแล้วน่าจะยากสำหรับเด็กอายุสิบหกอย่างผึ้ง แต่เมื่อพลิกเนื้อหาส่วนต้น ลองอ่านดู มีหลายครั้งที่มันกระตุกความคิดของผึ้งให้ฉุกคิดบางอย่างได้

‘การเขียนหนังสือด้วยปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น เขียนลงครั้งแรกก็ย่อมอ่านออกง่าย อ่านเข้าใจง่าย แต่ยิ่งเขียนทับเขียนซ้ำลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวกันนั้น ตัวหนังสือย่อมจะทับกันยิ่งขึ้นทุกทีจนถึงอ่านไม่ออกเลย ไม่เห็นเลยว่าเป็นตัวหนังสือ จะเห็นแต่รอยหมึกหรือรอยดินสอทับกันไปกันมาเป็นสีสันเท่านั้น ให้เพียงรู้เท่านั้นว่าได้มีการเขียนลงบนกระดาษแผ่นนั้น  หาอ่านรู้เรื่องไม่และอาจหารู้ได้ไม่ว่าเขียนอะไรก่อน เขียนอะไรหลัง นี้ฉันใด การทำกรรมหรือการทำดีทำชั่วก็ฉันนั้น  ต่างได้ทำกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ทับถมกันมายิ่งกว่าตัวหนังสือที่อ่านไม่ออก  หารู้ได้ไม่ว่าเขียนอะไรก่อน เขียนอะไรหลัง ทำกรรมใดไว้ก็ไม่รู้ไม่เห็น แยกไม่ออกว่าทำกรรมใดก่อนทำกรรมใดหลัง ทำดีอะไรไว้บ้าง ทำไม่ดีอะไรไว้บ้าง มากน้อยหนักเบากว่ากันอย่างไร มาถึงชาตินี้ไม่รู้ด้วยกันทั้งสิ้น เป็นความซับซ้อนของกรรมที่แยกไม่ออก เช่นเดียวกับความซับซ้อนของตัวหนังสือที่ทับกันไปกันมา’

ทำไมวัฏฏสงสารมันช่างยาวนาน และเรื่องเวรกรรมจึงซับซ้อนขนาดนั้นนะ ในเมื่อเราก็จำไม่ได้ แล้วจะทำใจให้ยอมเชื่อเรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน ผึ้งอยากเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ให้เข้าใจมากขึ้นจังเลย

ผึ้งได้ยินเสียงบทกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับ อีกไม่นานก็น่าจะเสร็จพิธี ผึ้งอ่านหน้าถัดไป ถัดไปอย่างสนใจใคร่รู้จนรู้สึกถึงมือมาสะกิด

“วันนี้เกเรนะเรา” นั่นเสียงแม่เพ็ญ ผึ้งเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ก่อนตัดสินใจแน่วแน่แล้วเอ่ยออกไป

“แม่คะ  ผึ้งอยากจะไปฝึกกรรมฐานก่อนเปิดเทอมค่ะ”

 

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา