เจ้าหัวใจแดนเถื่อน (ฉบับปรับปรุงทำมือ)

เจ้าหัวใจแดนเถื่อน (ฉบับปรับปรุงทำมือ)

เพราะเงื่อนไขของบุพการี ‘ทรรศิกา’ จำต้องไปใช้ชีวิตที่บ้านนอกคอกนา เป็นเวลาหนึ่งเดือน และที่นั่นเองเธอก็ได้พบกับ ‘เขา’ หนุ่มหล่อคมเข้ม ที่มีทั้งความเถื่อนและอ่อนโยนจนเริ่มทำให้หัวใจของเธอหวั่นไหว

ผู้เขียน ไหมขวัญ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

พูดคุย+ตอนที่ 1

คุยก่อนอ่านค่ะ ^^           เรื่อง เจ้าหัวใจแดนเถื่อน เคยตีพิมพ์แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยสำนักพิมพ์เลิฟออฟดรีมเมอร์ ในชื่อเรื่อง จ้าวหัวใจแดนเถื่อน นามปากกา เกศมณี และเป็นนิยายแนวอิโรติก 20+ (ยังหาซื้อได้ค่ะ ^^)               และตอนนี้เรื่องนี้ได้หมดสัญญาลงแล้ว อี๊ดเลยจะเอามาตีพิมพ์ใหม่ในชื่อเรื่อง เจ้าหัวใจแดนเถื่อน ภายใต้นามปากกา ไหมขวัญ และจะเป็นแนวรักโรแมนติก ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเดิมก่อนที่จะถูกสำนักพิมพ์สั่งให้เพิ่มเลิฟซีน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมีการรีไรท์ปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน               และวันนี้ก็เปิดจองอย่างเป็นทางการแล้วนะคะ   เปิดจองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2557 - 1 สิงหาคม 2557   ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดสามารถจัดส่งได้ประมาณปลายเดือนสิงหาคมนะคะ

เจ้าหัวใจแดนเถื่อน โดย ไหมขวัญ   ราคาปก 279 บาท ขาย 249 บาท (ฟรีค่าส่ง+ปกพลาสติก)   จำนวนหน้า 280 หน้าโดยประมาณ (หนังสือขนาด A5 คือขนาดเท่านิยายทั่วไป)   เนื้อในกระดาษกรีนรีด ขาว-ดำ   ปกใช้กระดาษ Combination Diamond (กระดาษเป็นมุกมีประกายวิ้งๆ นิดๆ)   เรื่องนี้อี๊ดสั่งพิมพ์ตามยอดจองไม่มีเผื่อนะคะ   สนใจสั่งจองได้ที่ kesmani1@hotmail.com   * มีพิเศษนิดหนึ่งค่ะถ้าสั่งจอง หัวใจบ่มรัก+เจ้าหัวใจแดนเถื่อน สั่งจองได้ในราคา 540 บาทนะคะ   ** เรื่องอีบุ๊คอันนี้พิเศษมากๆ เอาใจทั้งคนแนวชอบอิโรติกและคนชอบแนวโรแมนติก คืออี๊ดจะลงทั้งสองเวอร์ชั่นเลยนะคะ และเพื่อป้องกันการสับสนและโดนด่า555  คือซื้อ 1 ได้ถึง 2 เวอร์ชั่นในราคาปกติ จะลงให้ดาวโหลดประมาณกลางเดือนนะคะ (รีบๆ ดาวโหลดนะคะเพราะนานไปอี๊ดจะปรับขายในราคาปกนะคะ ^^)       ปล.เรื่องนี้อี๊ดอัพให้อ่านจนจบนะคะ แต่ลงครบ 50% แล้วอี๊ดจะทยอยลบตอนแรกๆ ออกนะคะ และตอนจบลงครบ 24 ชั่วโมงจะลบทันทีค่ะ ^^                   1       คฤหาสน์หลังใหญ่ราคาร่วมสิบล้านตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางเนื้อที่หลายสิบไร่ ภายนอกถูกล้อมด้วยรั้วอัลลอยราคาแพง ส่วนภายในบริเวณสวนหน้าบ้านและรอบๆ ถูกปกคลุมด้วยผืนหญ้าเขียวขจีที่ตัดตกแต่งไว้อย่างดี ต้นไม้ดอกไม้สวยงามนานาพันธุ์ ที่ปลูกไว้แข่งกันเบ่งบานรับแสงรุ่งอรุณของยามเช้า สร้างความร่มรื่นและบรรยากาศที่สดชื่นให้กับผู้อาศัยได้ไม่น้อย        ถึงภายนอกคฤหาสน์หลังงามนี้จะมีบรรยากาศดีสักเพียงไหน แต่ภายในกลับมีบรรยากาศที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เมื่อนายทัดเทพคนเป็นพ่อยังทำการตกลงกับลูกสาวสุดที่รักอย่างทรรศิกาไม่ได้           “คุณพ่อคะ ทำไมคุณพ่อต้องห้ามศิด้วย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ศิโตแล้วนะคะไม่ใช่เด็กๆ” ทรรศิกาบอกเสียงเง้างอดพลางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างไม่พอใจ       บิดามักจะเคารพในการตัดสินใจของเธอเสมอ ไม่ถึงกับตามใจแต่จะดูที่เหตุและผลมากกว่าว่าสมควรหรือไม่ ทุกครั้งก็เหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่คราวนี้กลับไม่เหมือนที่ผ่านมา       เมื่อเธอจะขอไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ บิดากลับไม่เห็นด้วยและค้านหัวชนฝา ทั้งที่คิดว่าเหตุผลที่เธอมีให้นั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะได้รับการอนุญาต          “ทำไมเรียนที่เมืองไทยกับเมืองนอกมันต่างกันตรงไหน หรือเป็นเพราะไอ้...ไอ้หมอนั่น มันมาเกลี้ยกล่อมศิให้ไปกับมันใช่ไหม” นายทัดเทพเอ่ยถึงเพื่อนชายคนปัจจุบันของลูกสาวอย่างไม่ชอบใจ          “คุณพ่อ! ศิบอกกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่ธร ศิอยากไปเอง อยากไปหาประสบการณ์และฝึกภาษาให้เก่งกว่านี้ มันไม่เกี่ยวกับพี่ธรอย่างที่พ่อว่าสักหน่อย” หญิงสาวทำหน้าเบื่อหน่าย เมื่อต้องมาอธิบายเรื่องเดิมซ้ำๆ ซากๆ       “ศิ...ฟังนะลูก ลูกยังไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ดีพอ การไปเรียนต่อครั้งนี้อาจมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้ พ่อไม่เชื่อหรอกว่าเสือผู้หญิงอย่างนายธรจะยอมถอดเขี้ยวเล็บเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว”       นายทัดเทพพยายามสกัดกั้นอารมณ์ที่กำลังเดือดดาลให้เย็นลง พร้อมกับยกเหตุผลต่างๆ นานา มาอ้าง เผื่อจะทำให้ลูกสาวตาสว่างขึ้นมาบ้าง แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อทรรศิกาพูดแก้ต่างให้แฟนหนุ่มทุกข้อกล่าวหา          “พ่อคะ พี่ธรเขาทั้งหล่อและรวย มันก็มีบ้างที่ผู้หญิงวิ่งเข้ามาหา แต่เชื่อเถอะค่ะว่าพี่ธรเขาไม่ได้สนใจ เพราะศิคบกับพี่เขามานาน รู้จักนิสัยพี่เขาดี”          “เฮ้อ...ยัยศิเอ๊ย ลูกจะรู้ไหมว่าเสือมันกำลังล่อลูกกวางน้อยเข้าถ้ำ ทุกอย่างที่แสดงออกมาล้วนเป็นการสร้างภาพทั้งนั้น ถ้าไปอยู่ที่โน่นไม่มีใครคอยดูแล เสือร้ายตัวนั้นก็จะเผยธาตุแท้ออกมา” คำคาดการณ์ของบิดาทำให้ทรรศิกาถึงกับนิ่งเงียบ       เธอเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเป็นอย่างดี และที่พ่อของเธอพูดมาก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง เพราะเมื่อหลายวันก่อนเธอได้พูดคุยเรื่องที่พักกับแฟนหนุ่ม ว่าเธอต้องการแยกกันอยู่คนละที่ แต่เดชาธรกลับไม่คิดอย่างนั้นเขาต้องการพักที่เดียวกัน และซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือต้องเป็นห้องพักเดียวกันด้วย ซึ่งเธอก็ได้ตอบปฏิเสธไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ชายหนุ่มดูจะไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับ แต่เธอก็เชื่อว่าเดชาธรคงมีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอ ที่จะไม่ทำอะไรเกินเลยหากเธอไม่เต็มใจ          “พ่อคะ ศิโตแล้วดูแลตัวเองได้ ศิสัญญานะคะว่าจะไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ อันเป็นที่รักของลูกคนนี้เสียใจ และจะไม่ทำให้วงศ์ตระกูลของเราต้องเสื่อมเสีย” หญิงสาวย้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะหันไปหากองหนุน ที่เชื่อว่าถ้าคนคนนี้ได้เอ่ยปากขึ้น ไม่มีใครในบ้านกล้าขัด แม้แต่คนที่เป็นประมุขของบ้านอย่างพ่อของเธอ          “คุณแม่ขา...ช่วยพูดกับคุณพ่อให้ศิหน่อยสิคะ นะๆ ศิอยากไปจริงๆ ด้วยเกียรติหัวหน้าเนตรนารีคนนี้ ขอสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี อยู่ในกฎในระเบียบไม่นอกลู่นอกทางโดยเด็ดขาด และจะหอบใบปริญญามาฝากคุณพ่อกับคุณแม่ให้ได้ภายในสองปี” ได้ฟังคำออดอ้อนของลูกสาว นางศวิตาจึงวางหนังสือในมือลง ก่อนจะหันมายิ้ม ยกมือขึ้นลูบศีรษะมนได้รูปที่ปกคลุมไปด้วยผมดำยาวสลวยของลูกสาวอย่างเอ็นดู นางนั่งฟังสองพ่อลูกเถียงกันไปมานานนับชั่วโมง ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเองหักล้างกันไม่ลง นางซึ่งเป็นคนกลางจึงลำบากใจอยู่ไม่น้อย คนหนึ่งก็สามี ส่วนอีกคนก็ลูกสาว          “ว่ายังไงพ่อ ยัยศิเขาให้คำมั่นสัญญาหนักแน่นเสียขนาดนี้ พ่อจะเอาไง ถ้าเป็นห่วงมาก ก็หาใครสักคนตามไปคุมซะสิ” นางศวิตาแนะนำพร้อมกับส่งสายตามีความนัยให้กับสามี ตอนแรกนายทัดเทพก็ทำหน้างงๆ แต่พอภรรยาทำหน้าหงุดหงิดแล้วทำปากขมุบขมิบเป็นใครชื่อคนบางคนช้าๆ นั่นทำให้นายทัดเทพเบิกตากว้างแล้วฉีกยิ้มพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก          “ก็ได้ แต่...” ร่างสมส่วนที่กำลังจะโผเข้ากอดบิดาด้วยความดีใจ ต้องหยุดชะงักทันที เมื่อได้ยินคำว่า แต่ ต่อจากคำว่า ก็ได้ นายทัดเทพมองลูกสาว ที่นั่งงอนแก้มป่องนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ “ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก พ่ออยากให้ศิลองไปใช้ชีวิตที่บ้านนอกสักเดือนก่อนเป็นไง ถ้าศิสามารถพิสูจน์ให้พ่อเห็นได้ว่าสามารถใช้ชีวิตลำบากได้ พ่อก็จะอนุญาตให้ไปเรียนต่อที่อังกฤษได้ ศิจะไปกับใครพ่อก็จะไม่ห้ามอีกต่อไป”          “บ้านนนอก!” ทรรศิกาลุกพรวดอุทานออกมาอย่างตกใจ หันไปมองบิดาทีมารดาที เหมือนจะย้ำถามว่าเธอฟังไม่ผิดใช่ไหม เมื่อท่านทั้งสองพยักหน้า เธอถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง       บ้านนอกในความคิดของเธอมันคือที่ที่ห่างไกลคำว่าสะดวกสบายเสียเหลือเกิน ไม่ใช่ว่ารังเกียจ แต่เธอต้องไปคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดายจะพบเจออะไรบ้างก็ไม่รู้ แล้วเธอจะอดทนอยู่จนครบเดือนไหมนี่          “ว่าไงยัยศิ บอกไว้ก่อนนะว่าห้ามมีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น”          “คุณแม่...” หญิงสาวคราง มองมารดาตาละห้อย          “ว่าไงลูก กล้าพิสูจน์ความตั้งใจให้พ่อเขาเห็นหรือเปล่า” แทนที่นางศวิตาจะพูดปลอบหรือให้กำลังใจลูกสาวเหมือนทุกครั้ง กลับกลายเป็นว่านางพูดเหมือนท้าทาย นั่นทำให้ไฟในใจของทรรศิกาที่กำลังจะมอดดับโหมลุกขึ้นมาอีกครั้ง          “กล้าค่ะ! ศิจะพิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกสาวคนนี้แข็งแกร่งแค่ไหน” ท่าทางฮึกเหิมของหญิงสาวทำให้สองสามีภรรยาหันมาสบตากัน แล้วอมยิ้ม คนไม่ชอบให้ใครมาท้าอย่างทรรศิกาต้องใช้ไม้นี้ถึงจะสำเร็จ          “ให้มันได้อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าลูกสาวพ่อ ถูกใจจริงๆ มาขอพ่อกอดที” ใบหน้าสวยยิ้มแฉ่ง ก่อนจะโถมเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้เป็นพ่อ นายทัดเทพจูบลงกลางกระหม่อมของหญิงสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู พลางโยกตัวไปมาราวกับว่ากำลังเด็กน้อย ก่อนจะส่งสายตาแย้มยิ้มไปให้ภรรยาที่นั่งถัดออกไป          “แล้วศิต้องเดินทางวันไหนล่ะคะ” ทรรศิกาถามเสียงอู้อี้กับอกกว้างของบิดา          “อีกสองวัน” ร่างสมส่วนผละออกจากวงแขนของบิดาแทบจะทันที          “ห๊า! ทำไมมันรวดเร็วอย่างนี้ล่ะคะ ศิยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย”          “เอ้า จะได้รีบไปรีบกลับไงละ” ริมฝีปากบางยื่นออกมาอย่างขัดใจ ก่อนจะชม้ายชายตาไปมองมารดา นางศวิตาจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับสามี ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ถือเป็นเอกฉันท์ว่าเธอต้องเดินทางในอีกสองวันข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้          “แล้วจะให้ศิไปอยู่กับใครล่ะคะ”          “เอกกับรดาเพื่อนสนิทของพ่อกับแม่เองแหละ”          “หรือคะ แล้วเพื่อนของคุณพ่อคุณแม่คนนี้ศิเคยเห็นหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างสนใจใคร่รู้          “เคยสิ แต่หนูคงจะจำไม่ได้หรอก เพราะตอนนั้นเราน่ะยังเด็กมาก และล่าสุดที่ทั้งคู่มาที่นี่ คงจะเป็นเมื่อหลายปีก่อน ช่วงที่ตาดินลูกชายของทั้งสองรับปริญญาโท แต่วันนั้นศิไปเรียนเลยไม่ได้เจอกัน”          “อืม...ถ้าเป็นเพื่อนกับคุณพ่อคุณแม่ ศิก็สบายใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง หวังว่าท่านทั้งสองคงจะใจดีเหมือนคุณพ่อคุณแม่ของศินะคะ” หญิงสาวยิ้มจนตาหยีหันไปกอดประจบมารดาทีบิดาที ก่อนจะเอ่ยย้ำสัญญาที่ท่านได้ให้ไว้กับเธออีกครั้ง          “แต่คุณพ่ออย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับศินะคะ”          “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น”          “เว้นแต่หนูจะเป็นคนเปลี่ยนใจซะเอง” นางศวิตาพูดสำทับขึ้น ทำให้ทรรศิกาหันไปหรี่ตามองผู้เป็นแม่อย่างสงสัย          “อะไรทำให้คุณแม่คิดอย่างนั้นล่ะคะ”          “สัจธรรมของชีวิตไงจ๊ะ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน”          “สาธุ...” สองพ่อลูกพนมมือขึ้นเหนือหัว แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน นั่นทำให้นางศวิตาหันมาส่งค้อนให้สองพ่อวงใหญ่ ตีแขนคนละเพี้ยะสองเพี้ยะข้อหาล้อเลียนคนใหญ่ที่สุดในบ้าน          “เดี๋ยวเถอะ เมื่อกี้ยังเถียงกันคอเป็นเอ็น ทีอย่างนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ”          “ก็คนใหญ่ที่สุดในบ้านลงมติแล้ว เราสองคนก็ต้องสมานฉันท์กันนะสิคะ ใครจะกล้าขัด”          “ดีมากจ้ะ แล้วตกลงวันนี้ไม่มีใครไปไหนใช่ไหมเนี่ย” นางศวิตาถามขึ้น          “พ่อขออยู่บ้านหนึ่งวันจ้ะ”          “ตอนแรกว่าจะไม่ไปไหน แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว ศิขอออกไปหาเพื่อนๆ นะคะ” หญิงสาวพูดเสียงอ้อนเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่อย่างประจบ          “ไปเถอะจ้ะ แต่อย่ากลับดึกนักละ”          “ค่ะ งั้นศิขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วกันนะคะ” พูดจบร่างสมส่วนก็วิ่งขึ้นบนห้อง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและโทรนัดเพื่อนสนิทอย่างรุจิกาและพิมพ์ดาว รวมไปถึงคนรักอย่างเดชาธรให้ออกไปเจอกันที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ          นายทัดเทพกับนางศวิตามองตามหลังของลูกสาวไปจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมาหนักๆ          “หวังว่าสิ่งที่พวกเราลงทุนทำไปมันจะได้ผลนะแม่”          “เรื่องนั้นเรายังฟันธงไม่ได้หรอก เรามีหน้าที่ทำให้คนสองคนมาพบกัน แต่เมื่อพบกันแล้วมันจะเป็นไปตามที่เรามุ่งหวังหรือเปล่านั้นมันก็สุดแท้แต่เวรแต่กรรมก็แล้วกันนะคะ” คำเอ่ยเหมือนกับไม่อยากหวังอะไรมากของภรรยา ทำให้นายทัดเทพยื่นมือไปบีบมือบางของภรรยาเอาไว้คล้ายให้กำลังใจ ส่วนตัวเขาเองนั้นอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่หวัง ทรรศิกาจะได้หลุดพ้นจากคนเลวๆ นี้เสียที               ทรรศิกาออกจากบ้านมานั่งรอเพื่อน ตามที่ได้นัดกันเอาไว้ เวลาผ่านไปไม่นานคนตรงต่อเวลาที่สุดในกลุ่มอย่างรุจิราก็โผล่มาเป็นคนแรกตามคาด       “ยัยแพมทางนี้ ทางนี้” รุจิกาหันไปตามเสียงเรียกแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะทันที       “เฮ้อ...ร้อนๆ ขอน้ำดื่มหน่อยได้เปล่า” คนขอไม่ได้คิดจะรอคนถูกขออนุญาต ยื่นมือไปยกแก้วน้ำหวานของทรรศิกาขึ้นดื่มอย่างกระหาย       “ชื่นใจ…เธอสั่งมาไว้อีกแก้วเลยนะ ฉันว่าพอยัยดาวมาถึงมันต้องร้องหาน้ำเหมือนกับฉันแน่ๆ” ทรรศิกาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเรียกพนักงานมาสั่งน้ำหวานและขนมมารอ เพราะคนที่จะมาคนต่อไปคงไม่ร้องหาแค่น้ำแน่        “ว่าแต่แกมีเรื่องอะไรถึงนัดพวกฉันมากะทันหันอย่างนี้” รุจิราถามพลางขยับตัวนั่งให้เข้าที่       “เอาไว้มาครบกันทุกคนก่อนฉันจะบอกทีเดียว ขี้เกียจเล่าหลายรอบ เมื่อย”       “แล้วเธอได้นัดอีตาพี่ธรมาด้วยหรือเปล่า”       “ก็แหงละ เพราะเรื่องนี้มันปัจจุบันทันด่วนจริงๆ แม้แต่ฉันยังเพิ่งรู้ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเอง ว่าแต่ถามถึงนี่อยากเจอหรือว่าไม่อยากเจอล่ะ” ทรรศิกาถามพลางอมยิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนกินยาขมของรุจิรา       เธอเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเพื่อนของเธอคนนี้ไปจงเกลียดจงชังเดชาธรอะไรนักหนา เจอหน้ากันทีไรเป็นต้องหน้าบึ้งใส่ราวกับโกรธกันมาเป็นชาติทุกที       “ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะเจอนักหรอก แต่ก็เอาเถอะไหนๆ ก็นัดมาแล้ว คิดซะว่าจะได้เจอหน้าเพื่อนเก่า หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน...แต่คนที่ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้เห็นหน้านายนั่น คงจะหนีไม่พ้นยัยพิมพ์ดาวหรอก”       “นินทาอะไรฉันยะยัยรุจิรา”       “ว๊าย! ตาเถรหกตกเก้าอี้ตาย” เสียงกระซิบที่ดังขึ้นข้างหู ทำให้รุจิราถึงกับอุทานออกมาอย่างตกใจ ส่วนคนที่ได้แกล้งอย่างพิมพ์ดาวและทรรศิกาถึงกับหัวเราะชอบใจ กับท่าพิลึกพิลั่นของรุจิรา        “ฮ่าๆๆ คนที่จะตกเก้าอี้ตาย โทษฐานที่นินทาคนอื่นก็คือเธอนั่นแหละยัยแพม เอ๊ย” พิมพ์ดาวสาปแช่งเสียงกลั้วหัวเราะอย่างถูกใจ ก่อนจะพาร่างอวบๆ ของตัวเองนั่งลงข้างๆ ทรรศิกา และไม่ต้องรอให้ใครอนุญาตหรือขออนุญาตใคร พิมพ์ดาวก็จัดการดื่มน้ำหวานแล้วหยิบขนมที่เพิ่งมาวางตรงหน้ามาทานอย่างเอร็ดอร่อย       “ไม่มีมารยาทเลยแกนี่ มาถึงก็กินเอากินเอา เคยอ่านไหมหนังสือมารยาทผู้ดีน่ะ ถ้าไม่เคยฉันจะซื้อให้อ่าน”       “ถ้าจะซื้อจริงๆ ขอสักลังนะ เพราะฉันซื้อต้มกินไปสามเล่มแล้ว ยังไม่รู้สึกว่ามารยาทของฉันมันจะดีขึ้นสักกะติ๊ด”       “ยัยบ้า เขาให้อ่านไม่ได้เอาไว้ต้มกิน” รุจิราบอกกลั้วหัวเราะ       “กินไปเถอะ ศิสั่งมาเพื่อดาวอยู่แล้ว”       “กินป๊ะ ยัยแพมไม่ต้องนั่งเก๊กกลืนน้ำลายหรอก เอาฉันยกให้” ว่าแล้วพิมพ์ดาวก็ยื่นขนมที่กัดไปแล้วคำหนึ่งให้รุจิรา       “ยัยบ้า ไม่เอา” รุจิกาผลักมือของพิมพ์ดาวหนี แล้วแกล้งแย่งจานขนมมาครอบครองซะเลย พิมพ์ดาวย่นจมูกใส่ไม่สนใจเพราะในมือยังมี ก่อนจะหันไปถามทรรศิกา “ว่าแต่นัดออกมานี่มีธุระอะไร”       “รอพ่อเทพบุตรสุดหล่อของเธอก่อนจ้ะยัยดาว แล้วยัยศิจะบอกรอบเดียวเลย” รุจิราตอบแทน       “โอ้ว...ว้าว! จริงหรือกำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย ไม่ได้เจอหน้าตั้งนาน หล่อขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่านะ” พิมพ์ดาวทำตาเหม่อลอยอย่างเพ้อฝันเมื่อเอ่ยถึงรุ่นพี่ร่วมมหาวิทยาลัยอย่างเดชาธรที่แม้จะต่างคนต่างเรียนจบไปแล้ว แต่ยังคบกับเพื่อนของเธอ สร้างความขบขันให้กับรุจิราและทรรศิกาเป็นอย่างมาก        “หล่อเหมือนเดิมหรือเปล่าก็ดูเอาเอง เดินมาโน้นแล้ว” รุจิราพยักพเยิดไปที่ร่างสูงของเดชาธร ที่กำลังเดินตรงมาที่โต๊ะ       “ขอโทษทุกคนด้วยนะครับที่มาช้า พอดีติดธุระนิดหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยคำขอโทษมาแต่ไกล ก่อนจะเดินมานั่งลงตรงเก้าอี้ที่ว่างข้างๆ รุจิรา       “ไม่เป็นไรคะ ทุกคนก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน...เอาละก็มาครบองค์ประชุมกันแล้ว เดี๋ยวสั่งอะไรทานกันก่อน...ใครอยากกินอะไรก็สั่งได้เต็มที่วันนี้ฉันเลี้ยง” สิ้นเสียงทรรศิกา สองสาวก็แย่งกันสั่งเครื่องดื่มและขนมชนิดไม่บันยะบันยัง มีหันมาถามเดชาธรกับทรรศิกาเป็นครั้งคราว       “แค่นี้แหละค่ะ” พิมพ์ดาวยื่นเมนูคืนให้พนักงาน แล้วหันมาถามเจ้ามือใจป้ำอย่างทรรศิกาต่อ “เอาต่อไปก็เรื่องของเธอยัยศิพูดมาซิ นัดพวกฉันมานี่มีเรื่องด่วนอะไรมิทราบ”       “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อีกสองวันฉันจะต้องเดินทางไปทำงานแทนคุณพ่อที่ต่างจังหวัดแถวภาคอีสานเดือนหนึ่งน่ะ มันกะทันหันฉันก็เลยนัดทุกคนมาบอกให้รู้และจะได้เจอกันด้วย เพราะหลังจากวันนี้ฉันก็คงจะยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวเดินทาง” ทรรศิกาเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุผลที่แท้จริงในการเดินทางครั้งนี้ เพราะคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่คนนอกครอบครัวจะต้องรู้       “น่าอิจฉาจังเลย นี่ถ้าฉันไม่ได้ทำงานเหมือนยัยแพมนะ จะขอติดสอยห้อยตามไปด้วยคน” พิมพ์ดาวผู้หลงใหลกับบรรยากาศลูกทุ่ง บ่นออกมาอย่างเสียดาย       “นี่เธอกำลังจะบอกว่าฉันควรไปอยู่บ้านนอกกับยัยศิงั้นหรือ ไม่เอาหรอกฉันมันพวกชอบแสงสี ไม่ได้หลงกลิ่นโคลนสาบควายเหมือนแกนี่” รุจิราพูดพลางเบ้ปากใส่เพื่อนสนิทอย่างพิมพ์ดาว ซึ่งมีความชอบที่ตรงข้ามกันเกือบทุกอย่าง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ตั้งแต่คบเป็นเพื่อนกันมา ทั้งสองไม่เคยผิดใจกันเลยสักครั้ง เพราะต่างคนต่างชอบเลยไม่เคยแย่งกัน ไม่ว่าจะเป็นความชอบของสไตล์เสื้อผ้า เครื่องประดับ และที่สำคัญคือผู้ชาย       “ทำไมมันกะทันหันอย่างนี้ล่ะครับ ถ้าไปช้ากว่านี้สักหน่อยพี่จะได้เคลียร์งานไปส่งศิถึงที่เลย” นั่งฟังอยู่นานเดชาธรก็พูดเอาใจแฟนสาวขึ้นมาบ้าง ทั้งที่ภายในใจมันลิงโลดตั้งแต่ได้ยินว่าเธอจะไปอยู่ต่างจังหวัดเดือนหนึ่งแล้ว       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ศิไปเองได้”       “นี่ยัยศิถ้าไปเจอหนุ่มหล่อๆ ที่โน้นเอามาฝากฉันสักคนนะเธอ หรือถ้าแกเปลี่ยนใจจะไปชอบคนทางโน้น ก็ยกคนทางนี้ให้ฉันก็ได้นะ รับได้ทุกอย่าง” พิมพ์ดาวจีบปากจีบคอพูดพร้อมกับชม้ายชายตามองเดชาธรหวานหยาดเยิ้ม อย่างไม่คิดจะปิดบังจนรุจิราอดหมั่นไส้ไม่ได้       “ขอหน้าด้านๆ เลยนะหล่อน ถามผู้ชายเขาบ้างหรือเปล่า ว่าเขาอยากไปได้แกไหม”       “ทำไมจะไม่อยากได้ ขาวหมวยสวยอึ๋มขนาดนี้ ใช่ไหมคะพี่ธรขา…” พิมพ์ดาวพยายามอ่อยชายหนุ่มเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหรือสายตา แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ทรรศิกาหึงหวง เพราะนี่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่พิมพ์ดาวทำอย่างนี้ แต่เพื่อนสนิทของเธอคนนี้ทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ตั้งแต่เธอเริ่มคบกับเดชาธรใหม่ๆ และบ่อยครั้งถ้าคนไม่รู้จักกันจริงๆ จะเข้าใจผิดว่าพิมพ์ดาวเป็นแฟนกับเดชาธรเสียด้วยซ้ำ       “อ้าวๆ หยุดเถียงกันได้แล้วจ้าสองสาว ขนมที่พวกคุณๆ สั่งมาแล้วนะคะ...วันนี้เจ้ามือคนสวยอย่างคุณหนูทรรศิกาใจดีเป็นพิเศษ หลังจากทานข้าวเสร็จจะเลี้ยงหนังต่ออีกหนึ่งรอบ โอเค๊”       “โอเค!” สองสาวขานรับหน้าบาน ก่อนจะลงมือตักขนมใส่ปากทานอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งต่างกับเดชาธรที่ชักสีหน้าส่งสายตาให้แฟนสาวรู้ว่าเขาอยากอยู่กับเธอตามลำพัง แต่ดูเหมือนทรรศิกาจะแกล้งไม่ใส่ใจยังคงนั่งพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับเพื่อนทั้งสองอย่างสนุก                            หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จอคิราภ์ก็ถูกบิดาเรียกให้ไปพบที่สวน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก และที่นั่นมีกระท่อมหลังเล็กสร้างเอาไว้หลบแดดหลบฝนเอาไว้หลบแดดหลบฝน บิดาของเขามักจะหลบมานอนกลางวันที่นั่นประจำ เพราะอากาศจะปลอดโปร่งมีลมพัดเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งดีกว่าในหมู่บ้าน          “พ่อมีธุระอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” เมื่อไปถึงอคิราภ์ก็ถามบิดาที่นอนตีพุงสบายใจเฉิบ อยู่ภายในกระท่อมทันที          “นั่งก่อนสิ ใจคอแกจะยืนคุยกับพ่ออยู่อย่างนั้นหรือไง” นายเอกภพลุกขึ้นนั่งกวักมือเรียกเจ้าของร่างสูงที่ยืนเอามือจับคานกระท่อม          “พ่อก็รีบพูดมาสิครับ ผมจะได้ไปทำงานต่อ”          “อุบ๊ะ! ไอ้ลูกคนนี้นี่มันจะขยันอะไรนักหนาวะ งานก็งานของเราเองไม่ต้องรีบมากก็ได้ มาๆ มานั่งคุยกับพ่อก่อน” อคิราภ์ถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะยอมเดินเข้าไปนั่งในกระท่อม          “ว่ามาสิครับ”          “จำน้าเทพเพื่อนของพ่อได้ไหมลูก”          “น้าเทพ...” ชายหนุ่มทวนชื่อเพื่อนของบิดาพลางขมวดคิ้วมุ่น พยามยามทบทวนความจำ          “ใช่คนที่ไปงานรับปริญญาผมหรือเปล่าครับ”          “นั่นแหละ ทั้งสองมีลูกสาวคนหนึ่งและอยากให้มาอยู่ที่นี่สักเดือน เผื่อน้องเขาจะนึกชอบหรือหลงเสน่ห์คนแถวนี้ เอ้ย! บรรยากาศบ้านนอกแบบนี้บ้าง” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน  อย่างใช้ความคิด ไม่ได้เอะใจหรือติดใจกับคำพูดของบิดาเลยสักนิด          “จะไหวหรือครับพ่อ คุณหนูเมืองกรุงจะมาใช้ชีวิตระกำลำบากที่บ้านนอก”          “เอาน่า ไหวไม่ไหวก็ให้น้องเขาลองดูก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ เขาก็คงหนีกลับไปเองนะแหละน่า” นายเอกภพพูดพลางตบไหล่กว้างของลูกชายเบาๆ          “ตามใจพ่อแล้วกัน พ่อว่าไงผมก็ว่าตามนั้นละ ว่าแต่พ่อเรียกผมมาเพื่อพูดเรื่องแค่นี้หรือครับ เสียเวลาทำมาหากินจริงๆ เลย”          “นี่พ่อควรดีใจหรือเสียใจดีนี่ ที่มีลูกชายขยันอย่างแก” นายเอกภพหัวเราะร่วนพร้อมกับส่ายหัว          “ไม่ดีหรือไงครับ หรือพ่อชอบแบบกินเหล้าเมายาแล้วสีหญิงไปวันๆ” อคิราภ์ถามยิ้มๆ          “อันนั้นยิ่งไม่ชอบใหญ่เลย...และที่พ่อเรียกมาคุยเพราะว่ามะรืนนี้พ่อจะวานให้ดินไปรับหนูศิลูกสาวน้าเทพหน่อยนะ”          “เฮ้อ...ที่ไหนครับ อย่าบอกนะว่าที่สนามบินไกลตายชัก” อคิราภ์บ่นงึมงำไปตามเรื่อง          “ไม่ใช่หรอก ที่สถานีรถไฟนี่แหละ เดี๋ยวน้าเทพเขาจะโทรมาบอกอีกทีว่าน้องเขาจะมารถเที่ยวไหน จะมาถึงที่นี่กี่โมง”          “ถ้าเป็นที่สถานีรถไฟให้ใครไปรับก็ได้นี่ครับ ให้ไอ้วีก็ได้ ผมไม่ค่อยชอบยุ่งกับผู้หญิงเท่าไหร่และยิ่งพวกคุณหนูด้วยล่ะก็ผมขอบาย”          “ไม่ได้พ่อไม่ไว้ใจคนอื่น ต้องเป็นแกเท่านั้น แค่ให้ไปรับแค่นี้มันจะลงแดงตายหรือไง ถือว่าพ่อขอร้องแกแล้วกันนะช่วยพ่อหน่อย”          “เฮ่อ...ก็ได้ๆ ครับ แต่ผมไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลย แล้วผมจะทราบได้อย่างไรว่าลูกสาวน้าเทพคนไหน”          “ไม่เป็นไรเดี๋ยวเย็นนี้น้าเทพจะส่งรูปหนูศิมาให้ทางอีเมล์น่ะ” นายเอกภพตอบลูกชายอย่างสบายใจ ถึงแม้จะอยู่ต่างจังหวัดแต่หมู่บ้านแห่งนี้มีเทคโนโลยีเข้าถึงเกือบจะทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คลื่นมือถือที่ชัดแจ๋วทุกระบบ เพราะทางบริษัทเจ้าของสัญญาณได้มาขอเช่าพื้นที่ของชาวบ้านติดตั้งเสารับสัญญาณ การดำรงชีวิตของคนที่นี่จึงไม่ได้ลำบากหรือกันดารเหมือนสมัยก่อน       แต่ที่ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนก็คือการทำไร่ทำนาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและคงจะสืบเนื่องต่อๆ กันไปเรื่อยๆ แต่วิธีการทำนั้นอาจจะแตกต่างไปตามยุคตามสมัย ที่สมัยนี้ส่วนใหญ่นำเอาเครื่องทุ่นแรงอย่างรถไถนา มาแทนแรงวัวแรงควายที่นับวันจะน้อยลง เพราะปัจจุบันนี้คนจะเลี้ยงไว้เพื่อการค้าอย่างเดียว ไม่ได้เลี้ยงเพื่อทำไร่ไถนาเหมือนแต่ก่อน          “งั้นพรุ่งนี้พ่อเอารูปน้องศิอะไรนั่นมาให้ผมดูด้วยแล้วกันนะครับ ว่าแต่ธุระที่จะคุยกับผมมีเท่านี้ใช่ไหมครับ ผมจะได้ไปทำงานต่อให้เสร็จ” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินก้มศีรษะให้พ้นจากหลังคาเตี้ยๆ ของกระท่อมออกมายืดตัวเต็มความสูงที่ด้านนอก          “แค่นี้แหละจะไปไหนก็ไปเถอะ พ่อจะนอนพักอีกสักหน่อยก็จะกลับเข้าบ้านเหมือนกัน” นายเอกภพสะบัดมือไล่ลูกชายพร้อมกับเอนตัวลงกลับไปนอนที่เดิม          “งั้นผมไปละ” พูดจบร่างสูงก็ก้าวขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คู่กาย ก่อนจะสตาร์ทแล้วบิดออกไปทิ้งเพียงเสียงและควันจากท่อไอเสียไว้ให้ผู้เป็นพ่อมองตาม          “จะรอดไหมวะเนี่ย” นายเอกภพนอนบ่นพลางส่ายหัว   ********************************************************************************************   ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะอัพให้อ่านกันอาทิตย์ละกี่ตอนนะคะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาว่าจะรีไรท์ตอนนั้นๆ เสร็จหรือว่างจากเจ้าตัวเล็กตอนไหน และการอัพจะอัพ 5 เวบเหมือนเดิมนะคะ   เวบเด็กดีและสิรินดาจะลงเวอร์ชั่นโรแมนติกเพื่อไม่ให้ขัดกับนโยบายของเวบนะคะ   ส่วนอีกสามเวบที่เหลือจะลงอิโรติกนะคะ   * บางคนอาจสงสัยว่าสองเวอร์ชั่นเนื้อเรื่องต่างกันไหม ตอบว่าโดยรวมไม่ต่างคะต่าง   ยังไงก็ฝากติดตามและฝากรูปเล่มที่เปิดจองด้วยนะคะ   ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ (^_/\_^)  

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา