เจ้าหัวใจแดนเถื่อน (ฉบับปรับปรุงทำมือ)

เจ้าหัวใจแดนเถื่อน (ฉบับปรับปรุงทำมือ)

เพราะเงื่อนไขของบุพการี ‘ทรรศิกา’ จำต้องไปใช้ชีวิตที่บ้านนอกคอกนา เป็นเวลาหนึ่งเดือน และที่นั่นเองเธอก็ได้พบกับ ‘เขา’ หนุ่มหล่อคมเข้ม ที่มีทั้งความเถื่อนและอ่อนโยนจนเริ่มทำให้หัวใจของเธอหวั่นไหว

ผู้เขียน ไหมขวัญ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ตอนที่ 6.2

 

ตอนที่ 6 (ครึ่งหลัง)

หลังจากขับรถวนหาที่จอดอยู่นาน รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ของอคิราภ์ก็วิ่งไปเสียบแทนที่รถอีกคันที่เพิ่งวิ่งออกไป ชายหนุ่มขยับรถจนเข้าที่แล้วดับเครื่องเตรียมจะลง แต่ก่อนลงก็ไม่ลืมที่จะปลุกที่นอนหลับสบายมาตลอดทาง

“คุณ...คุณตื่นได้แล้ว ถึงแล้วนะ”

เงียบไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงการการขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถเล็กน้อยของคนที่ถูกเรียก หลังจากนั้นก็นอนนิ่งหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ แสดงให้รู้ว่าหญิงสาวหลับลึกจริงๆ

“เจ้าหญิงขี้เซาสงสัยต้องให้เจ้าชายปลุกด้วยจุมพิตซะละมั้งถึงจะตื่น ถ้าปลุกอีกครั้งไม่ตื่นจะทำจริงๆ เลยเอ้า”

อคิราภ์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมกับเขย่าร่างสมส่วนนั้นอีกครั้ง

“คุณๆ ตื่นๆ หลับลึกขนาดนี้คิดว่านอนอยู่ที่บ้านหรือไงกัน...ตื่นสิคุณ ถ้าไม่ตื่นจะจูบละนะ”

ไม่ขู่เปล่าชายหนุ่มยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอม ที่เขาเคยได้ลิ้มลองมันมาแล้วครั้งหนึ่ง จนติดใจอยากจะลองอีกสักครั้ง และในจังหวะที่เขากำลังสูดกลิ่นหอมนั้นอย่างเพลินๆ เปลือกตาที่ปิดของทรรศิกาก็เปิดขึ้น

“กรี๊ดดด! / เฮ้ย!”

เสียงทุ้มกับเสียงแหลมร้องขึ้นมาพร้อมกัน ขณะที่มือบางก็ตบตีไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าหรืออกกว้าง โดยคนที่ถูกทำร้ายอย่างอคิราภ์ไม่ทันตั้งตัวจึงโดนไปหลายดอก

“ไอ้บ้า คุณกำลังจะทำอะไรฉัน! หรือว่า...หรือว่าคุณกำลังจะลักหลับฉัน...ไอ้คนลามกจกเปรต แม้แต่ในรถก็ไม่เว้น ไม่รู้จักอาย”

“โอ๊ย! คุณหยุดบ้าได้แล้ว ใครจะไปทำอะไร ผมแค่ปลุกคุณให้ตื่นเฉยๆ และที่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แค่จะพิสูจน์ดูว่ายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็เท่านั้นเอง”

มือหนารวบมือบางเอาไว้ แล้วดึงร่างสมส่วนมาชิดอก ก่อนจะตะคอกเสียงดัง เพื่อระงับอาการคลุ้มคลั่งคิดเองเออเองฝ่ายเดียวของหญิงสาว

“กะ...ก็ใครจะไปรู้ละ ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นหน้าคุณอยู่แค่คืบ ก็นึกว่าคุณกำลังจะทำมิดีมิร้ายฉัน”

ใบหน้าสวยที่แดงก่ำเพราะความอายผสมความโกรธ สะบัดเชิดขึ้นอย่างถือดีความง่วงงัวเงียไม่มีให้เห็น เพราะมันหายไปตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาก็เจอใบหน้าเข้มๆ เถื่อนๆ ลอยอยู่ใกล้แค่คืบ และมันก็ใกล้ซะจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา ที่เป่ารดบริเวณพวงแก้ม พานทำให้เธอใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ

“ช่างมันเถอะ ตอนนี้เราเสียเวลามากแล้ว นี่ดูสิออกจากบ้านมาตั้งแต่ตีสี่กว่าตอนนี้จะตีห้าอยู่แล้วยังไม่ได้ลงจากรถเลย”

“เพราะคุณนั่นแหละ” เธอโยนความผิดให้กับอีกฝ่าย สะบัดมือให้หลุดออกจากเกาะกุม แล้วผลักเข้าที่อกกว้างนั้นเต็มแรง ก่อนจะรีบเปิดประตูลงจากรถทันที

“ยัยบ้าเอ๊ย มาโทษเราได้เพราะตัวเองนั่นแหละนอนขี้เซา”

อคิราภ์บ่นงึมงำตามหลังคนที่ชิงลงรถไปก่อน ขณะที่ตัวเองยังง่วนหาโพยจดรายการของที่จะต้องซื้อ เขาจำได้ว่า เมื่อเช้ารีบมากเลยโยนมันใส่ลิ้นชักหน้ารถพร้อมกับกระเป๋าเงินนี่นา แต่ทำไมมันเจอแต่กระเป๋าเงินละเนี่ย

ผ่านไปพักใหญ่ทรรศิกาที่ลงมายืนรอนอกรถ ก็ได้แต่รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอๆๆๆ ก็ยังไม่เห็นร่างสูงของชายหนุ่มโผล่ลงมาจากรถเสียที เมื่อเห็นว่ามันนานมากเธอจึงตัดสินใจกลับไปกระชากประตูรถให้เปิดออก แล้วชะโงกหน้าเข้าไปเรียกเขาอย่างหงุดหงิด

“นี่คุณจะซื้อไหมของน่ะ หรือจะรอให้ตลาดวายก่อน เร็วๆ”

“เออๆ เจอแล้วๆ”

อคิราภ์รีบพับเก็บโพยกระดาษที่ตัวเองเป็นคนยัดมันใส่กระเป๋าเงินเอาไว้เองแล้วลืมกลับเข้าไปที่เดิม ก่อนจะลงจากรถไปอย่างเร่งรีบ

“เอาคุณ ไปกันได้แล้ว”

เรียกเสร็จร่างสูงก็เดินดุ่มๆ ไปโดยไม่คิดจะรอคนถูกเรียกแม้แต่น้อย ปล่อยให้เธอต้องวิ่งตามอย่างกลัวหลง

“นี่คุณรอฉันด้วยสิ จะรีบไปไหน ควายหายหรือไง ห๊า!”

“อ้าว...ก็นึกว่าเดินตามหลังมา ใครจะรู้ว่าคุณตามไม่ทันล่ะ...กลัวหลงใช่ไหม มา”

อคิราภ์หมุนตัวกลับมาคว้ามือบางไปจับไว้ หวังจะเดินจูงมือเธอไว้กันหลงทาง แต่ก็ได้รับการประท้วงจากเจ้าตัว โดยการยื้อไว้ไม่ยอมเดินตามและพยายามจะชักมือกลับ

“นี่ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะ จะได้มาเดินจูงมือกับผู้ชายในที่คนเยอะๆ อย่างนี้”

“งั้นก็ตามใจ ถ้าเกิดหลงกันขึ้นมาจริงๆ คุณก็หาวิธีกลับบ้านเองก็แล้วกันนะ”

อคิราภ์ปล่อยมือบางของหญิงสาวแทบจะทันที แล้วเดินผ่าเข้าไปในกลุ่มคน ที่ต่างพากันมาจับจ่ายหาซื้อของในช่วงเช้ามืด โดยไม่สนใจคนที่ยืนหน้าเหวอปนซีด อย่างตกใจ เธอไม่คิดว่าเขาจะกล้าทิ้งเธอไว้จริงๆ

“เดี๋ยวสิคุณ...รอด้วย”

ทรรศิกาตะโกนเรียกแล้วรีบวิ่งตามร่างสูง ที่เกือบจะหายไปกับกลุ่มคน แต่โชคดีตรงที่เขาตัวสูงจึงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน เมื่อไปถึงเธอก็ไม่รอช้ารีบคว้ามือหนาที่ตัวเองเคยปฏิเสธมาจับเอาไว้แน่น อย่างรู้สึกอาย แต่ก็ต้องทำเพราะกลัวหลง

ส่วนอคิราภ์เมื่อเห็นหญิงสาววิ่งเข้ามาคว้ามือตัวเองไปกุมไว้แน่น ก็แกล้งตีหน้าขรึมหันมามองใบหน้าตื่นกลัวนั้นเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร ก่อนรีบหันกลับอย่างไวเพราะกลัวจะเผลอยิ้มออกมา พร้อมกันนั้นมือหนาก็กระชับมือบางนุ่มเอาไว้ในอุ้งมือใหญ่อย่างสมใจ โดยที่ทรรศิกาไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และไม่รู้เลยว่าที่เขาทำไปทั้งหมดแค่ต้องการแกล้งให้เธอกลัวนิดหน่อย เพื่อที่ความปรารถนาของตัวเองจะได้สมหวังเท่านั้นเอง

ทรรศิกาเดินดูของสองฝั่งถนนแคบๆ ในตลาดอย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวหลง อาการเกร็งในตอนแรกดูเหมือนจะลดลงแทบจะไม่หลงเหลือ มีความวางใจและคุ้นเคยเข้ามาแทนที่ เมื่อเจอสิ่งที่สงสัย เธอจึงถามเขาไปตลอดทาง จนบางครั้งชายหนุ่มต้องหยุดแล้วหันมามองหน้าเธอด้วยสายตาดุๆ ก่อนจะส่ายศีรษะ เมื่อเจอสีหน้าแกล้งไม่รู้ไม่ชี้ของเธอ

เดินมาได้พักหนึ่งอคิราภ์ก็มาหยุดที่หน้าร้านขายของร้านหนึ่ง เขาพูดกับแม่ค้าสองสามประโยคก่อนจะยื่นรายการที่จะต้องซื้อให้กับแม่ค้า แล้วหันมาถามหญิงสาวที่ยืนรอเขาอยู่ข้างๆ

“จะซื้ออะไรหรือเปล่าคุณ”

“ยังไม่รู้เลยค่ะ คุณพาฉันเดินดูก่อนได้ไหม”

“ก็ได้ไปสิ แต่จะบอกไว้ก่อนนะว่าเช้าๆ อย่างนี้ของที่ขายส่วนมากก็จะเป็นของกินและของสดจำพวกผัก ผลไม้”

“นั่นแหละที่ฉันต้องการ งั้นฉันว่าเราไปกันเลยดีกว่านะ”

หญิงสาวพูดพร้อมกับเป็นฝ่ายลากชายหนุ่มให้เดินตาม

ทรรศิกาแวะดูโน่นดูนี่ตลอดทางจนเขาตามแทบไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวมือข้างที่ว่างก็เต็มไปด้วยของกินที่เจ้าหล่อนแวะซื้อมันทุกร้าน

“นี่คุณฉันอยากซื้อของหวานไปฝากคุณน้าแล้วก็ทุกคนด้วย”

เธอหันมาบอกเขาเสียงอ้อน เมื่อมาหยุดอยู่หน้าร้านขายขนมหวาน

“แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ”

เขายกถุงน้ำเต้าหูปลาท่องโก๋ หมูปิ้งและอื่นๆ อีกสองสามอย่างที่ถืออยู่ให้เธอดู

“โห่ คุณมันไม่เยอะหรอก ฉันว่ามันน้อยไปด้วยซ้ำ กินแต่ข้าวทุกวันมีอย่างอื่นไปเสริมบ้างมันก็ดีนะ”

เธอยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง

“เฮ้อ...ตามใจคุณแล้วกัน”

สุดท้ายเขาก็รับของหวานเกือบสิบถุงมาถือไว้ในมือตามระเบียบ

“นี่คุณจะซื้ออะไรอีกหรือเปล่า ฉันไม่เห็นคุณซื้ออะไรเลย ส่วนของฉัน ฉันพอแล้วนะ”

เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าจะเอาเวลาไหนไปซื้อก็เธอเล่นลากเขาไปแวะนู่นแวะนี่ตลอดแทบจะไม่มีเวลาพักหายใจ เพิ่งจะได้หยุดก็ตอนนี้แหละ

“เดี๋ยวผมขอไปซื้อเนื้อหมูก่อนก็แล้วกัน คุณจะไปด้วยกันไหม”

ทรรศิกาส่ายหน้าหวือ เพราะตอนนี้เธอพบเป้าหมายใหม่อีกแล้ว

“ไม่ล่ะ ฉันขอไปดูผักร้านยายคนนั้นได้หรือเปล่า”

หญิงสาวชี้ไปที่ยายแก่ๆ คนหนึ่ง ที่อายุอานามน่าจะขึ้นเลขหกแล้ว นั่งขายผักสดอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เธอกับชายหนุ่มยืนมากนัก

“ได้ แต่ห้ามไปไหนนะรอผมอยู่ตรงนั้นแหละ”

ชายหนุ่มกำชับราวกับว่าเธอเป็นเด็กห้าหกขวบ

“รับทราบค่ะ”

เมื่ออคิราภ์เดินแยกออกไปซื้อของ ทรรศิกาจึงเดินเข้ามานั่งยองๆ หน้าร้านขายผักของยายแก่ๆ คนที่เธอได้บอกกับชายหนุ่มไปก่อนหน้านั้น

“ผักพวกนี้ขายยังไงคะยาย”

เธอชี้ไปที่กองผักสองสามอย่าง ที่กองอยู่ตรงหน้า บ้างก็ถูกแบ่งเป็นถุงบ้างก็ถูกแบ่งเป็นมัดเอาไว้ เพื่อความสะดวกในการซื้อขาย

“เป็นกำๆ ละห้าบาท แต่ถ่าเป็นถุงล่ะสิบบาทอีหล่า”

แม่ค้าวัยไม้ใกล้ฝั่งตอบกลับด้วยภาษาท้องถิ่น พลางส่งยิ้มหวานโชว์เหงือก ที่เหลือฟันเพียงไม่กี่ซี่ อย่างเป็นกันเองและมองหน้าลูกค้าสาวอย่างรู้สึกชื่นชมในความสวย

“ห้าบาทกับสิบบาทหรือคะ ถูกจัง งั้นหนูเอาทุกอย่างๆ ละห้ากำก็แล้วกันนะคะ”

ยายถึงกับยิ้มหน้าบาน เมื่อลูกค้าสาวสวยอย่างทรรศิกาสั่งผักของแกไปเยอะ คุณยายจึงไม่รอช้ารีบหยิบถั่วฝักยาว มะเขือ พริก และใบกะเพราใส่ถุง พร้อมกับพูดชมหญิงสาวไม่ขาดปาก

“อู๊ย...ผู้ฮู่ผู้งามใจกะดี ยายขอบใจหลายๆ เด้อหล่า มันสิถือไหวบ่ล่ะ หลายกะด้อ เดี๋ยวๆ ยายสิหาถุงใหญ่ๆ ใส่ให่”

คราวนี้ทรรศิกาเริ่มทำหน้างง กับสำเนียงที่ราบสูงทั้งรัวและเร็ว จนจับใจความแทบไม่ได้ ถ้าเป็นประโยคสั้นอย่างตอนแรกละพอได้ ดังนั้นสิง่ที่เธอทำกลบเกลื่อนก็คือยิ้มหวานๆ 

“ซื้ออะไรคุณ”

“ฉันซื้อผักค่ะ นี่คุณเมื่อกี้ฉันฟังยายแกพูดไม่รู้เรื่อง คุณช่วยถามหน่อยสิว่าแกพูดอะไร”

เธอบอกเขาหน้าเจื่อนๆ ชายหนุ่มจึงพยักหน้ายอมรับหน้าที่ๆ จะสื่อสารกับคุณยายเอง เพราะรู้ดีว่าคนแก่อายุมากๆ ภาษากลางจะไม่ค่อยแข็งแรง ขืนปล่อยให้พูดกันเองวันนี้ทั้งวันสงสัยจะไม่ได้กลับบ้าน

“ยายครับ ยายเว้าอิหยังกับเผิ่นๆ ฟังบ่ฮู้เรื่อง เผิ่นกะเลยให้ผมมาถามให่อีกเทื่อ”

“บ่มีหยังดอกพอดีเมียบักหล่าเผิ่นมาซื้อผักกับยาย ยายเลยถามเผิ่นว่าถือได้บ่มันหลายถุงเด้ ว่าแต่เมียบักหล่าผู้งามน๊อ สมกันหลายบักหล่ากะหล่ออีนางกะงาม”

อคิราภ์ถึงกับทำหน้าไม่ถูก เมื่อจู่ๆ ตัวเองก็มีเมียแบบไม่ทันตั้งตัว

“บ่แมนเมียผมดอกยาย เผิ่นเป็นลูกสาวของหมู่พ่อผม เผิ่นมาเทียวสื่อๆ”

“ตี้...ยายกะเข้าใจผิดเห็นผู้งามสมกัน เอานี่ผัก”

ยายรูปร่างผอมกะหร่องยกถุงผัก ที่ดูน่าจะหนักพอสมควรอย่างทะมัดทะแมงมายื่นให้อคิราภ์ และตอนเห็นจำนวนผักนั้นเองชายหนุ่มถึงกับอุทานอย่างตกใจ

“เฮ้ย! นี่คุณจะซื้อไปทำไมเยอะแยะ ผักที่คุณซื้อบางอย่างที่สวนก็มี แล้วจะกินทันไหมเนี่ย...บางอย่างผมเองก็สั่งไปบ้างแล้วเหมือนกันนะ”

ชายหนุ่มโอดครวญแล้วหันไปมอง เจ้าแม่นักช็อป นี่ขนาดตลาดสดแม่คุณยังซื้อกระจาย ถ้าเป็นตามห้างดังๆ ในกรุงเทพเขาเองก็ไม่อยากจะคิดว่าคุณเธอจะช็อปขนาดไหน

“นี่ค่ะคุณยายเงิน...เอาน่าคุณถือว่าช่วยยายแกซื้อ มาฉันช่วยถือ”

ทรรศิกาจ่ายเงินให้คุณยายเสร็จ ก็หันมาแบ่งถุงของกินที่เต็มมือของชายหนุ่มมาถือไว้บางส่วน เพื่อนที่เขาจะได้ถือถุงผักหนักๆ ของเธอได้สะดวก

“เอ้อ ว่าแต่ยายเขาพูดอะไรหรือทำไมคุณหน้าแดงๆ ฮั่นแน่...ยายเขาบอกว่าฉันเป็นเมียคุณใช่ไหมล่ะ” อคิราภ์หันควับ “ฉันล้อเล่นน่า”

ทรรศิกาบอกเสียงกลั้วหัวเราะ เธอแค่เดาเล่นขำๆ ไม่ได้คิดจริงจัง ทว่า...

“ไม่เป็นไร เพราะยายแกพูดอย่างนั้นจริงๆ คุณนี่ก็เก่งนะมาอยู่ไม่เท่าไหร่ก็ฟังรู้เรื่องแล้ว”

ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเดินนำออกมา ปล่อยให้คนที่เพิ่งรับรู้อย่างทรรศิกายืนหน้าเหวอก่อนจะเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ

“นี่คุณรอฉันด้วยสิ ที่พูดมาเมื่อกี้โกหกใช่ไหม”

“เปล่า ไม่เชื่อก็กลับไปถาม คุณยายคนเมื่อกี้ดูก็ได้” ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น

“เอ่อ...แล้วคุณว่าไงล่ะ”

หญิงสาวถามพานใจเต้น ว่าคำตอบที่ได้ยินจะเป็นอะไร

“ผมก็เลยถามกลับไปว่าสวยไหม แกก็บอกว่าสวยเหมาะสมกันดี...ฮ่าๆๆ ผมล้อเล่น บอกแกไปแล้วล่ะว่าเข้าใจผิด คุณเป็นแค่ลูกสาวของเพื่อนคุณพ่อ มาเที่ยวเฉยๆ ไม่ได้เป็นเมียผมอย่างที่แกเข้าใจ”

ได้ยินคำอธิบายจากปากของชายหนุ่มแล้วเธอรู้สึกอายนิดๆ ยายคนเมื่อกี้เห็นเธอกับชายหนุ่มมาด้วยกันเฉยๆ ยังคิดเป็นตุเป็นตะว่าเป็นสามีภรรยากัน แล้วที่เธอเดินจูงมือกับเขาทั่วตลาดล่ะคนเขาจะมองแล้วคิดยังไง คิดมาถึงตอนนี้แล้วแก้มเนียนใสก็แดงจัดขึ้นกว่าเดิม

“นี่คุณ...คุณ”

“อะ...อะไรคะ”

“เป็นอะไรหรือเปล่า....เอาของมาผมจะเอาขึ้นรถ...เสร็จแล้วคุณรออยู่ที่นี่นะ ผมจะไปเอาของที่ซื้อไว้ก่อน”

เธอพยักหน้าแล้วเดินมานั่งห้อยขาเล่นตรงกระบะท้ายที่เปิดค้างเอาไว้

อคิราภ์ไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับของสดของแห้งตามรายการของมารดาที่จดมาให้ ชายหนุ่มวางของลงแล้วหันไปรับส่วนที่เหลือจากเด็กในร้านที่ช่วยขนมา

“ขอบใจนะไอ้น้อง”

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันมาจัดของตรงท้ายรถให้เข้าที่เข้าทาง

“เรียบร้อยแล้ว คุณจะเอาอะไรอีกหรือเปล่าจะซื้ออะไรก็รีบซื้อนะเพราะเราไม่ได้มาทุกวัน...ร้อนหรือเหงื่อตกเชียว”

ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยกแขนเสื้อของตัวเองซับเหงื่อบริเวณไรผมของหญิงสาวให้อย่างลืมตัว ซึ่งการกระทำนั้นก็ทำให้ทรรศิกาเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ

“อะ...เอ่อ ขอบคุณนะคะ...ฉันว่าเรากลับกันเถอะแดดเริ่มแรงแล้ว”

ทรรศิกาถอยห่างออกมายืนก้มหน้า อย่างอายๆ ก่อนจะเดินแยกออกมาขึ้นรถด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ซึ่งไม่ต่างกันกับอคิราภ์ที่ยืนยิ้มมองตามร่างสมส่วนไปอย่างเก้อเขิน ก่อนจะส่ายหัวกับการกระทำของตัวเอง ทำไปได้ไงวะไอ้ดิน!

            **********************************************     เปิดจองมาได้ครึ่งเดือนแย้วววว ใครยังไม่ได้จับจองรีบจับจองกันนะคะ อิอิอิ นับยอดตามจำนวนคนโอนเงินนะคะ แบบบอกว่าจองแต่ยังไม่โอนเงินไม่นับนะคะ เพราะบอกอยางไม่อายเลยว่าเอาเงินค่าจองที่แฟนๆ โอนให้นี่แหละค่ะไปจ่ายค่าพิมพ์  นักเขียนไส้แห้งของแท้จริงๆ 555

          ใครสนใจสามารถสั่งจองได้ที่ kesmani1@hotmail.com

ราคา 249 บาท สั่งจองแพ็คคู่ เจ้าหัวใจแดนเถื่อน+หัวใจบ่มรัก 540 บาทเท่านั้นค่า

 สำหรับคนที่ไม่สะดวกในการสั่งจองรูปเล่มก็สามารถโหลดในรูปแบบ Ebook ได้แล้วนะคะ อี๊ดลงทั้งหมด 5 เวบ ได้แก่

1.   Ebooks : www.ebooks.in.th/search/cat/0/เกศมณี

2.   Meb : http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiMTgyNTMyIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMTQ2OTgiO30

3.   Hytexts : http://www.hytexts.com/results.php?top_search=เกศมณี

4.   Ookbee : รออนุมัติ

5.   อมรินทร์ (นายอินท์) : รออนุมัติ

ยังไงก็ฝากโหลดสมทบค่าพิมพ์ให้นักเขียนไส้แห้งคนนี้ด้วยนะคะ ><

          ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ (^_/\_^)

          ไหมขวัญ       

16/07/57

www.lovebooksforyou.com

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา