นางพญาปิศาจจิ้งจอก

นางพญาปิศาจจิ้งจอก

เป็นเรื่องราวของนางจิ้งจอกตัวหนึ่ง ที่เป็นปีศาจตัวแรกและ(น่าจะ)ตัวเดียวที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อสร้างความลำบากให้มวลมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มต้น ยันจบชีวิต ต้องขอบอกว่า เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีตัวละครที่มีอยู่จริง แต่อาศัยโครงเรื่องจากเรื

ผู้เขียน จิ้งจอกมายา ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

ตอนที่ 1 นางจิ้งจอกหนีตาย

 

ตอนที่ 1 นางจิ้งจอกหนีตาย

 

“ทำอะไรน่ะ เจ้างูเขียว”

สิ้นเสียงของข้า เจ้าตัวที่แอบเลื้อยเข้ามาใต้ เทวสถานสะดุ้งเกล็ดแทบหลุด ก่อนจะหันหัวของมันมองหาต้นเสียงอย่างตกใจ ข้าอดขำไม่ได้เลยปล่อยเสียงหัวเราะไปเล็กน้อย

“นึกว่าใคร ที่แท้ก็เจ้านี่เอง ยัยจิ้งจอกหินเอ้ย” ว้ายๆๆๆๆ ดูถูก กันนะยะ

“ข้าเป็นเทพคอยปกปัก เทวสถานแห่งนี้ย่ะ”

“ก็แค่นั้นแหละ”

ว่าแล้วมันก็เริ่ม ส่ายลำตัวเลื้อยเข้ามาในเทวสถานอีกครั้ง หน็อย ดูถูกเราดีนัก หาว่าข้าเป็นจิ้งจอกขาหินเรอะ ข้าเริ่มสำรวมจิตก่อนจะแปรงร่าง อ้อมไปด้านหลังของเจ้างูเขียว แล้วเหยียบหางของมัน

“อุ๊ย” ข้าส่งเสียงสูง ก่อนรอยยิ้มจะเหยียดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ฮิ ฮิ

“โอ้ย!! ปล่อยข้านะโว้ย” เจ้างูเขียวขู่ฟ่อ โถ..... น่าสงสาร ดิ้นพราดๆเชียว ฮิ ฮิ แน่ะ พยายามฉกข้าอีก

“ทำไมฉกไม่เข้าวะเนี่ย” ก็ข้าเป็น หินนี่ยะ ฉกเข้าก็แปลกล่ะ

“ได้ ได้ ข้ายอมแล้ว” เจ้างูเขียวคลายตัวจากขาของข้าที่มันพยายามรัดอย่างไร้ผล

“เจ้าจะเข้าไปทำอะไรที่เทวสถานนี้ยะ เจ้างูเขียว”

“ข้าเป็นถึงลูกหลานของ พญาอนันตนาคราชนะโว้ย อย่ามาดูถูกกันสิ”

อู้ววววว ชาติตระกลูสูง มิน่าล่ะ ทำเป็นกร่าง

“แล้วมาทำอะไร ที่เทวสถานส่วนพระองค์ ของพระเจ้า สันติฯ นี่มิทราบยะ”

“จุ๊ จุ๊” เจ้านาค ส่งเสียงอย่างรู้ทัน แล้วหันหางของมันมาดู เพื่อสำรวจความเสียหาย

“ข้ารู้ว่า เมืองครั้งก่อน เจ้าเคยเป็นหมาเลี้ยงของพระเจ้าสันติอะไรนั่น เมื่อเจ้าตาย พระองค์ก็สั่งให้ปั้นรูปเหมือน แล้วใส่กระดูกเจ้าไว้ เพื่อปกปักรักษาเทวสถานส่วนพระองค์ใช่ไหมล่ะ” อะไรของเจ้างูน้อยนี่เนี่ย มาถึงก็ฝอยไปเรื่อยรำคาญนะยะ ถึงแม้ตัวข้าจะมีหน้าที่รักษาเทวสถานแห่งนี้ก็จริง แต่ข้าไม่เคยจำได้ว่า ข้าเคยเป็นหมาเลี้ยงใครนี่ยะ

“พล่ามอะไรของเจ้ายะ ตั้งแต่ข้าจำความได้ ข้าก็อยู่ตรงนี้แล้วย่ะ”

ว่าแล้วข้าก็ใช้หางเป็นพวงชี้ไปยังหุ่นจิ้งจอก ที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าเทวสถาน เจ้างูมีสีหน้าไม่เชื่อ

“อะไร ก็ข้าบำเพ็จตบะมาหลายร้อยปี ก็เห็นว่า พระเจ้าสันติวิสุทธิสน สั่งคนปั้นรูปเจ้ากันวุ่นวาย”

“พูดชื่อ พระเจ้าสันติฯ ถูกนี่ยะ” ขนาดข้ายังจำไม่ค่อยได้เลย

“แสดงว่าเจ้าไม่ได้เกิดจาก วิญญาณหมานั่น หรือเจ้าเกิดจากวิญญาณเทพที่สิงสถิตหน้ารูปปั้น”

“ใครจะไปรู้ยะ” ถึงรู้ก็ไม่สนย่ะ ข้าหันมอง รูปปั้นหมาน้อยของตัวเอง รู้สึกมันจะเอียงหัวแปลกๆ แถมหน้าตาก็เหมือนจะเอ๋อๆอีก ว้าย นี่ข้าสถิตอยู่ในรูปปั้นนี้เหรอเนี่ย ทำไมช่างปั้นไม่ปั้นให้มันน่ารักๆกว่านี้เนี่ย

เจ้างูเงียบไป ก่อนจะมองข้า หัวจรดพวงหาง แล้วแลบลิ้นสองแฉกหลายรอบ......

อย่าทำอะไรน่าเกลียดต่อหน้า สาวน้อยได้ไหมยะ

“คำพูดคำจา ก็เหมือนมนุษย์นะเจ้าน่ะ หรือว่าเจ้า.......”

“โอ้ย น่ารำคาญย่ะ เจ้ามีธุระอะไรที่นี่ว่ามาไวไว” ข้าเริ่มหงุดหงิด อยากกลับไปนอนเต็มที เดี๋ยวขนร่วง

“เออ ช่างเถอะ” เจ้างูเลิกสนใจ ก่อนจะเริ่มเลื้อยเข้าไปในเทวสถานอีกครั้ง

เอ๊ะ อีตางูบ้านี่ อย่าทำเป็นไม่สนใจนะยะ นี่แน่ะ เขี่ยเกล็ด ที่หางหนึ่งที ฮิ ฮิ

“โว้ย ข้าจะเข้ามากราบลา องค์ศิวะ โว้ย มีอะไรมั้ย” เจ้างูเขียวหันมาขู่ฟ่อ แหม หยอกเล่น ทำเป็นโกรธนะยะ

“ทำไมล่ะ เลิกบำเพ็ญตบะแล้วเหรอ”

“เออ ข้าบำเพ็ญจนมี เจ็ดเศียรแล้ว จะมากราบ องศิวะ ลาไปเที่ยวโว้ย”    มีพักร้อน นะยะ

“อ้ะๆ เข้าไปได้ ให้เวลา ครึ่งชั่วยาม” ข้าเดินสะบัดหางพวงดุ๊กดิ๊กๆ กลับเข้ารูปสถิต หมาน้อยหน้าเอ๋อ

เจ้างูทำหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์ แค่เวลาภาวนาก็กว่าครึ่งชั่วยามแล้ว อ๊ะ อ๊ะ หยอกนิดหยอกหน่อย ฮิ ฮิ

 

เช้าวันต่อมา ชาวเมือง ต่างตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อทราบข่าวร้าย

พระเจ้าสันติสุทธิสน ทรงสวรรคตแล้ว.......

 

มหาดเล็กพบพระศพของพระองค์ในเทวสถานส่วนพระองค์ ในสภาพเครื่องในหายเกลี้ยง

ทางราชวัง เห็นสมควรจัดพิธีที่ เทวสถาน ก่อนที่จะทำการอัญเชิญ องศิวะไปยังเทวสถานใหม่ และรื้อถอนเทวสถานส่วนพระองค์ทิ้งไป ชาวเมืองนับพัน นับหมื่น หลั่งไหลกันมาน้ำตานองหน้า

นางจิ้งจอก นอนไม่หลับตั้งแต่ตอนเช้า แปลกใจมากที่มีเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจตาย ทั้งๆที่ผู้ตาย มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับคนพวกนี้เลย

 

ว้าย ตายแล้ว มนุษย์ เยอะแยะๆเลย ร้องกันน้ำหูน้ำตาไหล อุ๊ย นั่น ตีอกชกตัวเอง โถ น่าสงสาร…..

อ๊ะ อีตาคนนั้น กำลัง ด่าฟ้าด่าเทพนี่นา ดูซิ เงยหน้าด่าฟ้าไฟแล่บ น้ำลายย้อนกลับมาเต็มหน้าเลย โถ โถ น่าสงสาร…..

นั่น ยืนล้อมวงกางแขนกันแบบนั้น ภาวนาอีกละ ต๊ายตาย หน้ามืดอีกคนแล้วนั่น โถ โถ โถ น่าสงสาร.....

 

สงสาร คือ อะไรนะ ฮิ ฮิ ฮิ

 

“เฮ้ย”

อุ๊ยตายว๊ายกรี๊ด อีตาหมาพราหมณ์ อุ๊ย มหาพราหมณ์ มาเมื่อไหร่นะ ฮิ ฮิ ฮิ

“เอ็ง นางจิ้งจอก เอ็งเฝ้าประตูเทวสถาน บอกมา เมื่อคืนเอ็งเห็นใครเข้าไปบ้าง”

อีตานี่ ท่าจะบ้านะยะ มาทำกร่างยืนคุยกับรูปปั้นหมาน้อย รูปปั้นที่ไหนจะพูดได้ล่ะยะ ฮิ ฮิ

“เอ็ง ไม่ต้องทำเป็นนิ่ง ข้ารู้ว่า เอ็งเข้าใจข้า ถ้าไม่บอกมาให้ไวข้าจะตีเอ็งให้”

อุ๊ยตาย ยังมีหน้ามาโชว์ไม้เท้านะยะ ข่มเหงรังแกกันเหลือเกินนะยะ

“เป็นถึงมหาพราหมณ์ ทำไมไม่นั่งทางในดูเอาล่ะยะ”

เกือบจะทันทีที่อีตาพราหมณ์ถาม ข้าก็ตอบไปด้วยเสียงแหบต่ำ หมุนคอหมาน้อย ดังครึ่กๆ ไปหาอีตาพราหมณ์ แล้วก็ทำตาลุกวาวสีแดงก่ำ หลายๆคนในที่นั้น ร้องผวาเมื่อเห็นข้า บ้างก็หวีดร้องแล้ววิ่งหนี ว๊าย ตายจริง ข้าไม่ได้ตั้งใจนะเนี่ย ขวัญอ่อนกันจริง ฮิ ฮิ ฮิ

ผัวะ

ว้าย เจ็บนะยะ อีตาพราหมณ์นี่ล่ะก็ หยอกนิดหยอกหน่อยก็ไม่ได้นะยะ แต่ข้าก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆออกไป เดี๋ยวถ้ามันรู้ว่าข้าเจ็บมันก็จะตีข้าเอาๆ แหม มนุษย์เนี่ย ชอบการทารุณเหลือเกินนะยะ

“เอ็งอย่ามาทำโง่ ข้านั่งแล้ว แต่มองไม่เห็น มันต้องเป็นผู้ที่มีบารมีแก่กล้า อาคมมันถึงบังไม่ให้ข้าเห็นมันได้”

เกี่ยวอะไรกับข้าล่ะยะ ฝีมือไม่ถึงเอง เลยต้องมาลงที่ข้ารึไงยะ

“ตัวข้านั่งเฝ้าอยู่นี่ ก็เห็นมันอยู่นี่ยะ ไม่เห็นมันจะมี อาคง อาคมอะไรเลย” เหน็บเล็กน้อย ฮิ ฮิ

“เอ็งเห็นใคร” แน่ะ ถลึงตามอง

เท่าที่คิดดูก็มีอยู่ตัวเดียวนะยะเนี่ย ที่บำเพ็ญจนบารมีแก่กล้า ข้าคิดไปพลางแกว่งหางดุ๊กดิ๊กไปพลาง

“ลูกหลานของ พญาอนันตนาคราช กราบ องศิวะ หนึ่งตัว”

“นาครึ กี่เศียร” แน่ะ ถลึงตา ใส่ข้าอีกละ ไม่เคยเห็นหมาน้อยน่ารักอย่างข้าล่ะสิ

“เจ็ดเศียร” ข้าตอบแบบไม่ใส่ใจเท่าใดนัก ก็พูดๆไปตามนึกออก

“เอ็ง โกหก!!” อุ๊ย ว้าย ตกใจหมดเลยนะยะ ตะโกนใส่ข้าทำไมยะเนี่ย

“นาคเจ็ดเศียร เป็นนาคที่บำเพ็ญตบะหลายร้อยปี ไม่มีทางที่มันจะ ทำผิดศีล ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หนำซ้ำยังเป็นลูกหลานของ พญาอนันตนาคราชอีก ยิ่งไม่มีทางโว้ย”

เอ้าๆ โวยวายยังกะ พวกลักเพศนะยะ พวกที่ข้าหยอกให้กลัวแรกๆก็เริ่มหันมามองข้าหมดแล้ว

“ข้าก็พูดตามข้าเห็น” หลายคนหยุดร้องไห้ แล้วหันมามองข้า

“เอ็งเฝ้าอยู่ที่นี่คนเดียว” พวกที่สวดมนต์ก็หันมามองข้าแล้ว

“คำพูดคำจาเอ็ง ไม่เห็นเหมือนเทพพิทักษ์.......” ข้าตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนแล้ว

“.......เหมือนมนุษย์” อุ๊ยตาย จริงเหรอ ข้าเพิ่งสังเกต

“เอ็งโกหกได้..... ราวกับ....” ราวกับมนุษย์เหรอไงยะ ไม่อยากถูกเปรียบกับพวกนี้เลยนะยะ

“....... ปิศาจจำแลง”

.......................................................................

........................................................................

 

หา...... อะไรนะยะ............

“ข้าจะจับเอ็งมาบูชายัญ”

หนีดีกว่า ฮิ ฮิ

 

ฝูงชนกรูเข้าไปช่วยกันจับ นางจิ้งจอกที่วิ่งออกมาจากรูปปั้น แต่ด้วยความไวของสัตว์ นางวิ่งลัดเลาะ หลายขาต่อหลายขา หลายมือต่อหลายมือ มือแล้วมือเล่า ขาแล้วขาเล่า ท่ามกลางความโกลาหลที่นางจิ้งจอกควรจะหลบหนีด้วยความหวาดกลัว

ความหวาดกลัวจากความผิดที่ตนเองไม่ได้สร้าง

ความหวาดกลัวจากความที่ไม่มีใครเชื่อใครคำพูดและหน้าที่ของนาง

ความหวาดกลัวต่อการบูชายัญ

ไม่มีความหวาดกลัวอยู่ในตัวของนางจิ้งจอกขนสีเทานี้

ตอนนี้นางกำลังยิ้ม

ไม่รู้เพราะเหตุผลกลใด แต่นางกำลังยิ้ม

ยิ้มเพราะเหตุโกลาหล

ยิ้มเพราะกำลังสนุก ที่ได้เห็นมนุษย์ที่โฉดเขลา กำลังสามัคคีกันทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์

ท่ามกลาง เสียงด่า เสียงร้องตะโกน เสียงร่ำไห้ เสียงบงการจาก มหาพราหมณ์ผู้โกรธขึ้ง

มีเสียงหนึ่ง กำลังหัวเราะ

มาจากนางจิ้งจอก ที่หลบแล้วหลบอีก ยังไม่มีใครสามารถจับนางได้สักที

 

กรี๊ด อีตานี่ ขนหน้าแข้งหยุบหยับเลย เลี้ยวดีกว่า

ว้าย ใครมาทึ้งขนหางฉันยะ เดี๋ยวเสียสวยหมดจะทำไง

อุ๊ย กระทั่งคนท้องยังจะมาเหรอ ท้าว สันติเนี่ยเนื้อหอมนะยะ อ๊ะ อย่ากระโจนเข้ามาสิ

ยี้ อีตาพุงปลิ้นนี่มาอีกละ กระโดดข้ามหัวไปเลยดีกว่า

ฮิ ฮิ อีกก้าวเดียวก็ถึงกำแพงแล้ว ลาล่ะยะ เจ้าพวกมนุษย์

 

นางจิ้งจอกกระโดดข้ามกำแพงพร้อมกับเสียงหัวเราะ แล้วหายไป ผู้คนตามไปอย่างไม่ลดละ.......

.......แต่ตามหาจนถึงเช้าอีกวันก็ไม่พบแม้แต่เงา........

 

หล่นมาที่ไหนล่ะยะเนี่ย แคบจริง มืดด้วย อืม ลองขยับตัวก็ลำบาก

ชิ ช่างเถอะ หลบอยู่ตรงนี้สักหน่อยก็ดีย่ะ รู้สึกง่วงขึ้นมาซะงั้น นอนพักเอาแรงดีกว่า

ฮ้าววววววว ราตรีสวัสดิ์นะยะ

 

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา