The last Devil ทายาทปีศาจคนสุดท้าย

The last Devil ทายาทปีศาจคนสุดท้าย

เมลันทิออส ลูเชียสเด็กหนุ่มนิสัยร่าเริงแจ่มใส และเป็นมิตรกับทุกคน ภายใต้เบื้องหลังนั้น เขากลับมีเรื่องราวสุดอันตรายซ่อนอยู่ ซึ่งนั่นจะนำมาสู่อันตราย คราบน้ำตา และคำว่า 'มิตรภาพ'

ผู้เขียน Vradiná Rose ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 จุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้น

                                                                                      ตอนที่ 1

                                                                                      จุดเริ่มต้น

        บันทึกส่วนตัวของเมลันทิออส ลูเชียส

        วันที่ 15 เดือน มิถุนายน

      ชื่อของผมคือเมลันทิออส ลูเชียส เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีเด็กหนุ่มผู้แสนจะหล่อเหลาและอารมณ์ดีที่สุดในบริเวณนี้ หล่อชนิดหมามันยังเห่าไล่ จนผมต้องคว้าถังน้ำมาไล่สาดมันไปให้ไกลจากหน้าบ้านของผมเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ผมออกจะหน้าตาดีถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังโดนใครหลายคนทักว่าผมหน้าหวานเหมือนผู้หญิงซะได้ ด้วยความสงสัยผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปส่องกระจกในห้องตัวเองดูสักครั้ง

      และแล้วผมก็ได้เห็นภาพที่สะท้อนออกมาให้เห็นจากกระจก มันคือภาพของผมผู้มีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนประกายทองประดับใบหน้าขาวผ่อง ถึงแม้มันดูจะเรียบเนียนผิดธรรมชาติเกินผู้ชายไปหน่อย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องหน้าหวานหรอกนะครับ ไม่เชื่อก็ดูดวงตาทั้งสองของผมสิครับ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายสดใสที่รับกับริมฝีปากเรียวมีเสน่ห์ในแบบฉบับของความเป็นชายแท้แบบนี้!

      อีกทั้งยังมีกล้ามเนื้อช่วงตัวและช่วงแขนแบบที่ผู้ชายทั่วไปควรจะมี แถมยังความสูงราว ๆ ร้อยหกสิบกว่าเกือบร้อยเจ็ดสิบนี่ มันคงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าผมเป็นผู้ชายทั้งแท่งนะครับ!

      ' ดึกจนป่านนี้แล้วยังไม่ปิดไฟอีกเรอะ เมลัน! 'เสียงตะโกนดังลั่นแบบไม่สนใจคนรอบข้างที่พวกคุณได้ยินนั่นคือลุงของผมเองครับ ชื่อของเขาคือ บาร์ลิน ลูเชียส ตาลุงหัวล้านวัยห้าสิบ ชายวัยกลางคนผู้อ้วนจนมีพุงพลุ้ยและหย่อนยานเสียยิ่งกว่าหญิงท้องแก่ครับ

      ' อีกแป๊บเดียวครับลุง 'ผมตะโกนรับกลับไป อึดใจต่อมาเสียงฝีเท้าปริศนาก็ดังขึ้น คาดว่าเขาคงจะเดินตรงมาทางห้องผมแน่ ๆ ซวยล่ะสิครับ ท่าทางแบบนี้แสดงว่าลุงผมกำลังโมโหอยู่ งานนี้ผมต้องรีบมุดเข้าผ้าห่มเตรียมนอนเดี๋ยวนี้เลย!

      ' นี่ถ้าฉันไม่ขึ้นมาบนห้องแกก็คงจะยืนส่องกระจกจนเช้าเลยสินะ เมลัน 'น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่กลับเต็มไปด้วยความกดดันทำเอาผมที่กำลังจะวิ่งกลับไปนอนบนเตียงหันมามองหน้าเขาแล้วยิ้มแหยให้พลางรีบหมุนตัวถอยหลังกระโดดลงนั่งบนเตียงฟูกฟางข้าวโพดอย่างไว ผมหันมามองลุงบาร์ลินจอมดุแล้วทำหน้ามุ่ย

      ' ก็แค่ยืนดูหน่อยเดียวเอง ทำเป็นบ่นไปได้ 'ผมบ่นอุบอิบด้วยสีหน้าหงุดหงิดก่อนจะสะดุ้งเพราะเขาเดินตรงมาตรงยืนข้าง ๆ ผมและตอนนี้เขาก็กำลังยืนจ้องผมเขม็งเลยครับ

      ' พรุ่งนี้แกก็จะสอบแล้ว ยังจะมาทำหน้าระรื่นสบายใจอีก รีบนอนไปได้แล้ว! 'แค่นอนดึกนิดเดียวมันไม่ทำให้ผมสอบตกหรอกครับ ถึงจะบอกว่าข้อสอบของที่โรงเรียนเวทมนตร์โฟทิออสมันยากจริง ๆ แต่ผมก็เตรียมตัวอ่านหนังสือมาดีแล้ว

      ...ถึงจะมีบางครั้งที่ผมแอบหลับไปบ้างก็เถอะ....แต่ผมรับประกันเลยว่าผมน่ะตั้งใจอ่านหนังสือมาก รับประกันได้เลยว่าผมสอบผ่านแน่นอน...ล่ะมั้งนะ...

      ' นั่งเอ๋อทำไม รีบนอนไปได้แล้ว 'เป็นอีกครั้งที่ลุงเร่งรัดผม ทีแรกผมก็อยากจะประชดนั่งนิ่ง ๆ สักหน่อยแต่ด้วยความเป็นเด็กดีเชื่อฟังคำพูดของบุพการี ผมจึงจำต้องข่มตามหลับบังคับตัวเองให้นอนอย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ผมแกล้งหลับตานอน รู้ตัวอีกทีไฟในห้องก็ถูกปิดไปแล้ว เป็นเช่นนั้นผมจึงได้รีบลืมตาขึ้นมองบรรยากาศโดยรอบทันที

      แล้วผมก็ต้องสะดุดกับภาพตรงหน้าที่ได้เห็น ภาพของดวงดาวนับร้อยดวงที่เปล่งประกายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี...

      ' สวยจัง... 'ผมพึมพำกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปข้างหน้าของตน มือข้างหนึ่งกำดาวในจินตนาการของผมแล้ววางแขนลงปล่อยให้มันวางแนบกับเตียง

      ' หวังว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีนะ 'ผมพูดพลางยิ้มให้กับตนเองอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมไปปิดโคมไฟโบราณรุ่นจะพังแหล่มิพังแหล่นั่น แล้วหยิบสมุดไดอารี่บนโต๊ะบนหัวเตียงพลางวางปากกาที่ผมใช้เขียนตอนแรกไว้ข้าง ๆ กันแล้วปิดตาลงจนผลอยหลับไปในที่สุด...

จบการบันทึก

เมลันทิออส ลูเชียส ผู้ชายที่หล่อที่สุดในจักรวาล...

        " เช้าแล้วนะเว้ย รีบ ๆ ไปอาบน้ำได้แล้ว ไอ้หลานขี้เซา "เสียงชายหนุ่มวัยห้าสิบต้น ๆ เอ่ยตะโกนเสียงดังลั่นก่อนจะผลักหลานชายตัวดีเบา ๆ แต่ก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง เขาจึงเริ่มผลักให้แรงขึ้นในครั้งต่อไปแต่เจ้าหลานชายตัวแสบก็ดันตะแคงตัวหลบจนเขาเสียหลักลงไปกองกับพื้นเสียได้ เป็นเช่นนั้นแล้วความอดทนที่สั่งสมมากว่าสิบนาทีก็แหลกกระจุย ชายวัยกลางคนยกเท้าข้างขวาของตนขึ้นมาก่อนจะเล็งที่แผ่นหลังของหลานชายแล้วถีบเต็มแรง

        " อุ้ก กำลังนอนหลับอยู่ดี ๆ ใครมาปลุกกันวะเนี่ย "เด็กหนุ่มบ่นพลางยันตัวที่กำลังนอนหน้าคว่ำอยู่ให้ลุกขึ้น หัวยุ่ง ๆ ของเขาหมุนไปหมุนมา สายตาสอดส่องมองหาผู้กระทำผิดก่อนจะต้องหัวเราะแห้ง ๆ ให้เมื่อพบว่าใครคือเจ้าของฝ่าเท้าพิฆาตนั้น

        " อรุณสวัสดิ์ครับ ลุง "เด็กหนุ่มรีบกล่าวสวัสดีตอนเช้ากลับไปพลางส่งรอยยิ้มแห้ง ๆ ให้ลุงของตน

        " มามัวแต่อรุณสวัสดิ์ใส่ฉันอยู่ได้รีบ ๆ ลุกไปอาบน้ำได้แล้ว เมลัน! "น้ำเสียงเกรี้ยวกราดถูกตะคอกออกมาจากปากหนาของลุงพุงพลุ้ยเรียกให้เมลันสะดุ้ง เด็กหนุ่มหันไปมองคุณลุงพลางหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืน เท้าทั้งสองรีบวิ่งปรี่ตรงไปคว้าผ้าขนหนูบนราวตากผ้าแล้ววิ่งลิ่ว ๆ หายเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่คิดจะรอคำสั่งย้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

        " อาบน้ำเสร็จก็รีบแต่งตัวมากินข้าวเช้าเลย เดี๋ยวข้าวต้มโอ๊ตเย็นก่อนแกจะอดกินของอร่อย "ชายวัยกลางคนพูดเสียงแหบพร่าก่อนที่เมลันจะตอบรับคำพูดนั้นกลับไป

        " ครับลุง! "พูดจบถึงตรงนั้นเด็กหนุ่มก็เริ่มอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ใช้เวลาได้ไม่นานเขาก็รีบออกจากห้องน้ำแล้วสาวเท้าเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าไม้เก่า ๆ หยิบชุดที่คิดว่าดีที่สุดจากในนั้นออกมาใส่จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขาเรียวยาวก็รีบลงบันไดลงไปรับประทานอาหารเช้าตามที่ตั้งใจไว้โดยไม่ลืมที่จะหยิบเอาไดอารี่ข้างหัวเตียงและกระเป๋าเป้คู่ใจของตนไปด้วยกัน

        " มาแล้วก็รีบกินซะให้เสร็จภายในห้านาที แล้วฉันจะรีบไปเตรียมเกวียนก่อนจะได้ออกเดินทางเลย ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาอีก "ชายแก่พูดกับเมลันก่อนที่เขาจะเดินจากโต๊ะอาหารไปทิ้งให้หลายชายตนนั่งกินข้าวต้มโอ๊ตเพียงลำพัง ซึ่งในตอนนี้เขากำลังบรรจงซดมันอย่างช้า ๆ ที่เขานั้นกินช้าไม่ใช่เพราะว่ามันอร่อยแต่เป็นเพราะว่าตอนนี้มันร้อนจนลิ้นเขาจะพองอยู่แล้วล่ะตอนนี้

        " ฟู่ว์ ร้อนชะมัด กว่าจะกินหมดเราคงได้ลิ้นพองก่อนแน่ สงสัยคงต้องนั่งเป่าอยู่แบบนี้ไปก่อนละนะ "เมลันคิดพลางถอนหายใจ มือข้างหนึ่งถือช้อนกระเบื้องคนชามข้าวต้มโอ๊ตตรงหน้าไปพลางเป่าพลาง ก่อนจะหยุดพักชั่วครู่แล้วเริ่มซดข้าวต้มต่อ ในหัวก็ดันพาลไปนึกถึงภาพอดีตในหัวที่ฉายซ้ำเข้ามาอีกครั้ง

        ' ปีศาจ ไอ้ปีศาจ แกทำให้พวกเราต้องตาย ทำให้ชีวิตพวกเราต้องเจอแต่ความหายนะ เพราะแกไอ้ตัวซวย 'เสียงคำพูดคำด่าทอที่ดังขึ้นในหัวเขานั้น เขายังคงจำมันได้ดี เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ร้ายที่สุดในช่วงสิบหกปีสำหรับเขา

บรรยากาศ...อันแสนเลวร้ายคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเลือดจากตัวเขาเอง ทั้งที่เจ็บตัวถึงขนาดนี้แล้วแท้ ๆ...พวกชาวบ้านก็ยังคงรุมล้อมเขา บ้างก็ด่าทอด้วยคำพูดที่หยาบคาย บ้างก็คว้าเอาเศษไม้ เศษหิน หรือแม้กระทั่งรองเท้าพวกเขาก็ทำ

        ' เจ็บนะ ผมเจ็บ...ฮึก อย่าทำผมเลย 'เขาร้องขอความเห็นใจทั้งน้ำตาด้วยเสียงที่แหบแห้งและสั่นเครือแต่ว่ามันก็ไม่มีผลกับชาวบ้านพวกนั้นเลย จนกระทั่ง...ผู้ใหญ่บ้านยอมก้าวเท้าออกมาเพื่อช่วยเหลือคนอย่างเขา

        ' ไป! รีบไปซะให้ไกล ๆ อย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง ไม่อย่างนั้นล่ะก็...พวกเราจะเปลี่ยนใจมาฆ่าแกซะ 'ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยด้วยสีหน้าเวทนา เขาพยักหน้าก่อนจะรีบออกตัววิ่งไปหาลุงกับพี่ชายของเขา ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวสำหรับเด็กกำพร้าอย่างเขา

        เพราะทุกครั้งที่เขาร้องไห้หรือมีบาดแผลกลับมา มืออุ่น ๆ นิ่ม ๆ ของพี่ชายก็จะคอยลูบหัว ทั้งปลอบประโลมให้เขาหยุดร้อง ทั้งยังคอยทำแผลให้เขาอย่างเบามือ นั่นทำให้เขารู้สึกว่า อย่างน้อยเขาก็ยังมีครอบครัวให้พักพิงจิตใจ คิดแล้วใบหน้าหวานนั้นก็อดอมยิ้มให้กับความคิดนั้นไม่ได้ เพราะนั่นก็เป็นแค่อดีต ตอนนี้เขากำลังมีความสุขกับปัจจุบันอยู่ คิดเรื่องเดิมก็ปวดหัวซะเปล่า

        เด็กหนุ่มคิดกับตนเองก่อนจะสะดุ้งเพราะเสียงเรียกลุงที่เตือนให้ตนได้รู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังจะสายแล้ว เด็กหนุ่มจึงได้รีบเป่าข้าวต้มโอ๊ตในถ้วยให้หายร้อนโดยไวก่อนจะรีบกินจนหมดถ้วยแล้วรีบวิ่งออกจากบ้านไปขึ้นเกวียนทันที

        ม้าเทียมเกวียนเล่มเล็กควบกุบกับเข้ามาในเขตโรงเรียนเวทมนตร์โฟทิออส โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาจักรเซคันดิสหรือที่ชาวเผ่าพันธุ์อื่นพากันเรียกว่าเผ่ามนุษย์ นอกจากนี้โรงเรียนนี้ยังเป็นโรงเรียนเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการขนานนามว่า 'เป็นสถานที่ที่มีข้อสอบที่โหดหินมากที่สุดในบรรดาทุกอาณาจักร'

        เนื่องด้วยที่นี่นั้นมีแต่คณะอาจารย์ที่มีฝีมือเป็นเลิศซึ่งซึ่งได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดีจากกษัตริย์ของแต่ละอาณาจักร ประกอบกับมีผู้คนจากเผ่าพันธุ์เทพและภูตปะปนมาด้วยในคราบคนสามัญธรรมดา การศึกษาที่นี่จึงต้องยกระดับเข้าไปอีกขั้น ข้อสอบจึงโหดตามไปเป็นธรรมดา

        " หาว~ถึงแล้วหรือครับเนี่ย เร็วจริง ๆ เลย "เมลันพูดขึ้นพลางบิดขี้เกียจสองสามทีแล้วเดินลงมาจากเกวียนช้า ๆ ด้วยท่าทางงัวเงีย แล้วอ้าปากหาวออกมาอย่างไม่เกรงใจจนโดนบาร์ลินเขม่นใส่

        " จะสอบอยู่แล้วยังจะมาง่วงอีก ไป ๆ รีบไปเดี๋ยวนี้เลย ขืนสายมันจะยุ่งอีก "เอ่ยจบประโยคเข้าก็ตบเข้าไปที่กระบาลเด็กหนุ่มอย่างแรงจนเขาหันมาทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย แต่ก็ยอมรีบเดินเข้าไปในโรงเรียนแต่โดยดี

        " คราวนี้ก็ถึงตาข้าออกโรงแล้วสินะ "เสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างเป็นกันเองเรียกให้บาร์ลินจำต้องหันไปมองตามต้นเสียงนั้นก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

        " กว่าจะโผล่หัวออกมาได้ เจ้าหายไปไหนมา "บาร์ลินตอบรับประโยคนั้นด้วยคำถามเรียกรอยยิ้มแห้ง ๆ และมือหยาบกร้านให้เกาหัวตัวเองด้วยท่าทีเกร็ง ๆ

        " จะยังไงก็ช่างเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้วก็อย่าลืมทำหน้าที่ท่านผู้นั้นได้มอบหมายไว้... "ยังไม่ทันจะได้พูดจบ ชายผู้มาใหม่ก็แทรกขึ้นขัดจังหวะท้ายประโยคนั้นเสียทันควันด้วยความรู้ทันว่าคนตรงหน้าจะตำหนิอะไรเขาต่อ ก็แน่ล่ะ ได้ฟังประโยคนี้จากบาร์ลินมาเกือบจะสิบจะร้อยรอบอยู่แล้ว ขืนให้มายืนฟังเข้าไปอีกรอบเขาคงได้เอียนจนอ้วกออกมาเป็นคำพูดนั้นแน่

        " นั่นคือการปกป้องและดูแลท่านเมลันตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงเรียนนี้จนกว่าจะถึงเวลานั้น เวลาที่เขาได้กลับคืนสู่ฐานันดรที่แท้จริง ประโยคนี้ท่านพูดกับข้าจนหูจะชาแล้ว ไม่ต้องย้งต้องย้ำบ่อย ๆ หรอกน่าท่านบาร์ลิน "ชายผู้มาใหม่พูดด้วยท่าทีเหนื่อยใจก่อนที่บาร์ลินจะส่ายหัวให้ด้วยความเอือมระอา อดไม่ได้ที่จะต้องเตือนคนตรงหน้าเมื่อเห็นท่าทีที่ดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่นัก

        " ดูเหมือนว่าข้าจะเสียเวลากับเจ้ามากพอแล้ว ข้าคงต้องกลับบ้านแล้ว หวังว่างานนี้เจ้าคงจะไม่ทำพลาดเหมือนอย่างเคยหรอกนะ เฟลมมิส "พูดย้ำเตือนทิ้งท้ายไว้ชายร้างท้วมก็เดินขึ้นเกวียนไป นัยน์ตาเฉียบคมมองมายังคนตรงหน้าด้วยสายตาทรงอำนาจก่อนจะขับเกวียนหายจากตรงนั้นไป

        " ครับ ๆ เรื่องของท่านเมลันน่ะ ข้าจะดูแลเขาอย่างดีชนิดที่ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยเชียว อืม...แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นข้าก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะครับว่าจะยังช่วยขับไล่ไปด้วยหรือเปล่าน่ะ "

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา