ผู้การเร่รัก

ผู้การเร่รัก

เรื่องราวของผู้บังคับการเรือหนุ่มแห่งราชนาวีไทย ร่วมติดตามภารกิจป้องกันชาติและภารกิจหัวใจไปพร้อมๆกัน

ผู้เขียน อักษรายุทธ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

คลื่นกลับเข้าฝั่ง

        ท้องทะเลสีครามยามต้องแสงแดดสนธยาส่องประกายระยิบระยับ ฟองคลื่นสีขาวแตกกระสานซ่านเซ็น เขาแหลมปู่เจ้าที่ชาวราชนาวีคุ้นเคยตั้งเด่นตระหง่านเบื้องหน้า

        ผมยืนมองทิวทัศน์ของอ่าวสัตหีบอันแสนคิดถึงที่ปีกนกข้างสะพานเดินเรือ อีกไม่กี่ชั่วโมงดวงอาทิตย์ก็จะลับขอบฟ้า ความมืดเข้าแทนที่ เช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายในวัฏสงสาร ไม่มีใครสามารถหยุดหรือเปลี่ยนความเป็นจริงข้อนี้ได้ ดังเช่นวัฏสงสารของผม หลังจากพากเพียรจนจบจากโรงเรียนนายเรือก็เวียนว่ายอยู่ในท้องทะเล เกลียวคลื่นและท้องฟ้าสีครามมาตลอด

        ผมชื่อ นาวาตรีภาดา ปราการนที ผู้บังคับการเรือหลวงกันตัง ขณะนี้กำลังจะเหยียบแผ่นดินสัตหีบอีกครั้งหลังจากไปสามเดือนเพื่อปฏิบัติราชการหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน

        เจ้าหน้าที่เรดาร์ขานระยะจากหน้าเครื่อง “ห่างทุ่นไฟปากร่องห้าร้อยหลา”

        ผมสั่งการทันที “หางเสือขวาสิบ ถือเข็มศูนย์แปดห้า”

        ต้นหนรับคำสั่ง จากนั้นสั่งพนักงานถือท้าย “หางเสือขวาสิบ ถือเข็มศูนย์แปดห้า”

        เมื่อหัวเรือหันเข็มตรงทิศทางเข้าฐานทัพเรือสัตหีบแล้ว กราบซ้ายเรือตรงกับเขาแหลมปู่เจ้า จ่าเวรประกาศผ่านระบบกระจายเสียงของเรือ

        “ถวายความเคารพ พระบรมราชานุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์”

        กำลังพลประจำเรือที่กำลังประจำสถานีเทียบเรือยืนตรง จากนั้นวันทยาหัตถ์ถวายความเคารพศาลขององค์บิดาทหารเรือไทยที่ตั้งอยู่บนยอดเขา

        เจ้าหน้าเรดาร์รายงานอบย่างต่อเนื่อง “ห่างจากพุกหมายเลขห้าสิบสี่ร้อยหลา”

        ผมบอกต้นหน “เดินหน้าหนึ่งทั้งสองเครื่อง”

        ต้นหนชะโงกหน้าไปในสะพานเดินเรือแล้วสั่งจ่ายามพรรคกลินที่คุมเครื่อง จ่ายามทวนคำสั่งพร้อมกับโยกคันบังคับรอบเครื่อง

        “เดินหน้าหนึ่งทั้งสองเครื่องแล้ว

        ต้นหนรายงานข้อมูลให้ทราบเป็นระยะ “ความเร็วหกนอต ห่างจากพุกหมายเลขห้าสิบสามร้อยหลา ลมพัดเข้าท่าครับ”

        ผมสั่งการต่อ “ถือเข็มศูนย์สองศูนย์”

        เรือเบนหัวเรือเข้าใกล้ฝั่งมากขึ้น แผนกการอาวุธที่มีต้นปืนเป็นหัวหน้าแผนกกระจายกันตามตำแหน่งทั้งหัวและท้ายเรือ

“ห่างจากพุกหมายเลขห้าสิบสองร้อยหลา”

        ผมสั่งการต่อ “หยุดเครื่องทั้งสองเครื่อง”

        เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์เงียบลง เรือไหลด้วยแรงโมเมนตัม เมื่อได้ระยะ ต้นเรือสั่งการทางวิทยุไปที่หัวเรือ

“โยนเชือกหัว”

        พลทหารโยนดิ่งไปบนฝั่ง เจ้าหน้าที่การท่าเรือสัตหีบรับแล้วดึงไปคล้องกับพุกเหล็ก จากนั้นเชือกต่างๆ อีกสามเส้นทั้งเชือกท้าย ไกหัว ไกท้ายถูกโยนขึ้นฝั่งตามลำดับ

        เมื่อเรือเข้าเทียบแนบสนิท ผมสั่งการขั้นตอนสุดท้าย “เลิกเครื่อง ประจำเรือทั้งหมดแถวหัวเรือ”

        จ่ายามเป่านกหวีดเรือแสดงสัญญาณเลิกประจำสถานี จากนั้นประจำเรือทั้งหมดเข้าแถวตามแผนกเพื่อรอรับคำสั่งต่อไป...

        

        นายทหารยามพรรคนาวินประจำวันตะโกนออกคำสั่งเมื่อเห็นผมเดินมาที่หัวเรือ “ทั้งหมดตรง”

        ผมยืนเบื้องหน้าประจำเรือ จากนั้นกล่าวว่า “ขอบคุณนายทหารและประจำเรือทุกนายที่ร่วมออกปฏิบัติภารกิจอย่างยาวนานในครั้งนี้ นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเล เพราะทะเลนำมาซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นการที่พวกเราได้ออกไปปกป้องผลประโยชน์ของชาติดังกล่าว ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงที่พี่น้องประชาชนไว้ใจพวกเรา ขอชื่นชมที่ตลอดสามเดือนไม่มีใครแสดงออกถึงความท้อถอยอ่อนแรงเลย จากนี้เมื่อถึงเวลาได้พัก ขอให้ทุกคนเก็บเกี่ยวความสุขให้เต็มที่ หลังจากนั้นเราจะปฏิบัติภารกิจใหม่ตามแต่ผู้บังคับบัญชามอบหมายต่อไป”

        เมื่อกล่าวจบ นายยามตะโกนออกคำสั่งแสดงความเคารพอีกครั้ง“ทั้งหมดตรง”

        เรือเอกไตรจักร สมณโรจน์ ต้นเรือ ออกมาหน้าแถวแล้วชี้แจงว่า “จากนโยบายของกองเรือตรวจอ่าว หลังจากนี้อนุญาตให้หยุดพักหนึ่งเดือน โดยแบ่งเป็นสองชุด ชุดหนึ่งกลับภูมิลำเนาและอีกหนึ่งชุดเฝ้าเรือเวียนกันไป หากมีปัญหาใดเกิดขึ้น สามารถโทรแจ้งผู้บังคับการเรือหรือผมได้ทันที ทุกคนทราบ”

        “ทราบ!!!”

        “ทั้งหมด...เลิกแถว”...

        ต้นตาลสูงใหญ่เรียงรายตลอดแนวหาดที่ทอดยาว เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังครืนๆ ใบสนยามถูกลมพัดส่งเสียงดังหวีดหวิว เห็นแสงไฟจากเรือประมงอยู่ในทะเลลิบๆ

        ผมกลับมาที่บ้านพัก ช่วงเวลานี้จะพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีภารกิจใดเร่งด่วนมาอีก แต่ผมไม่เคยบ่น เพราะการเป็นทหารไม่สามารถเลือกภารกิจหรือเวลาพักได้ ผู้บังคับบัญชาสั่งการมาอย่างใดก็ต้องทำตาม หน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีมีเท่านี้

        ที่ผ่านมาเคยมีหลายต่อหลายคนถามว่าทำไมจึงอยากเป็นทหารเรือ ทุกครั้งผมจะตอบอย่างภาคภูมิใจว่าผมรักชีวิตที่แสนสงบของลูกประดู่ รักแสงแดดและเกลียวคลื่น นั่นคือสาเหตุที่ผมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ

        ขณะที่เอนหลังคิดอะไรเพลินๆ โทรศัพท์มือถือก็มีสายเข้า

        <สวัสดีครับ ภาดาพูดครับ>

        <ไอ้คลื่น..กูอยู่ร้านชบา มาแดกเหล้ากับกูเดี๋ยวนี้>

        <อยู่กับกูมาตั้งแต่เตรียมทหาร ไม่เบื่อที่จะเจอกันอีกเหรอวะ วันนี้กูเพลียๆ ว่ะ ขี้เกียจไป>

        <อ่อ..เป็นผู้การแล้วเกิดจะเป็นคนดีขึ้นมาซะอย่างนั้น ไม่มาไม่ได้นะโว้ย พรุ่งนี้กูต้องลงไปหน่วยเฉพาะกิจที่นราธิวาสแล้ว ไม่ได้เจอกันอีกหลายเดือน>

        <อ้อนจังวะ ทำไมไม่จ้างเด็กไปนั่งอีกล่ะ มึงชอบแบบนั้นไม่ใช่รึ>

        <ไอ้ห่า..อย่าเรื่องมาก มาเร็วๆ กูอยากเจอมึง>

        ยามที่น้ำจากฝักบัวกระทบถูกร่างกาย ผมสั่นสะท้าน แต่ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิของน้ำ ใจของผมต่างหากที่เย็นยะเยือกสะท้านไปถึงทรวง หัวใจเต้นแรงเหมือนถูกบีบเมื่อนึกถึงหญิงอันเคยเป็นที่รัก

        ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายเรือแล้วที่ผมมีโอกาสได้คบหากับหญิงสาวหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็นแอนแฟนคนแรก ปุ๋มนักเรียนพยาบาลเหล่าทัพ โอ๋นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง หรือแม้กระทั่งสาวรุ่นพี่อย่างพี่กุ๊ก แอร์โฮสเตสสาวสวย แต่ทว่าทุกคนกลับมีคำพูดเมื่อตอนเลิกราเป็นคำพูดเดียวกัน ที่น่าแปลกคือผมจะโดนบอกเลิกหลังจากกลับมาจากทะเลทุกครั้ง

        “คลื่นคะ การมีแฟนสักคน ผู้หญิงต้องการเวลาค่ะ แต่ทหารเรืออย่างคลื่นไม่มีเวลาให้เลย เอ่อ..เราเลิกกันเถอะนะ”

        พวกเธอบอกกับผมง่ายๆ แบบนี้ เวลา? เวลาอะไร ต้องการอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลาหรือไร ทั้งๆ ที่สิ่งที่ผมทำก็เพื่ออนาคตทั้งนั้น บางครั้งก็ไม่เข้าใจผู้หญิงเหมือนกัน โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบที่การกลับมาจากทะเลครั้งนี้ ผมไม่มีคู่ ดังนั้นไม่ต้องได้ยินคำพูดที่บีบหัวใจอีกแล้ว...

        

        ผมจอดรถมอเตอร์ไซต์คันใหญ่ หรือกระแดะเรียกตามฝรั่งมังค่าว่าบิ๊กไบค์หน้าผับกึ่งบาร์กว้างใหญ่ซึ่ง ตกแต่งสไตล์ล็อฟต์โมเดิร์น โดยเน้นวัสดุจากไม้ เหล็กและปูนเปลือย

        ร้านชบาแบ่งเป็นสองโซนคือ Outdoor ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคู่รักที่ต้องการนั่งจ้องตาในดินเนอร์แสนหวาน ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก กับส่วน Indoor ที่เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนที่ต้องการโมเมนท์มันๆ เหวี่ยงๆ เสียงเพลงจังหวะสนุกสนาน ปลุกประสาทการรับรู้ให้กระตุ้นตื่นตัวไปกับบรรยากาศสนุก

        เดินขึ้นบันได้ไม้สามขั้นมาบนส่วนระเบียงด้านนอก นักท่องราตรีจับจองที่นั่งส่วนนี้จนเกือบเต็ม เสียงกีตาร์และเสียงเพลงเบาๆ กำลังขับกล่อม

        จู่ๆ มีสาวรูปร่างดี สวมเสื้อเปิดไหล่กับกางเกงยีนส์รัดรูป ผมยาวสลวย ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็นสันที่รับกับปากบางเฉียบ เข้ามาทักทายด้วยความตื่นเต้น “พี่คลื่น..พี่คลื่นจริงๆ ด้วย”

        ใคร? ทำไมเธอรู้จักผม จะว่าเป็นสาวที่เคยคบก็ไม่น่าใช่ เพราะผู้หญิงคนสุดท้ายที่ผมจีบก็คือพี่กุ๊ก ซึ่งเลิกรากันไปปีกว่าแล้ว

        ผมขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยว่า “เอ่อ..สวัสดีครับ เรารู้จักกันด้วยเหรอ”

        เธอเข้ามาใกล้แล้วบอกว่า “พี่จำหนูไม่ได้เหรอคะ แต่ช่างเถอะ หนูจำพี่ได้ก็พอ”

        “ขอโทษนะครับที่จำไม่ได้ พี่ออกทะเลไปตั้งสามเดือน เจอแต่ทะเลกับท้องฟ้า ก็เลยจำผู้คนไม่ค่อยได้”

        “พี่คลื่นมากับใครคะ”

        “เพื่อนนัดไว้น่ะครับ แล้วน้องล่ะ น้อง?”

        “พิ้ง ค่ะ หนูชื่อพิ้ง”

        เพื่อนรักของผมโบกมือแล้วตะโกนโหวกเหวกเรียกอยู่โต๊ะด้านซ้ายของเวที “วู้ว..คลื่นโว้ย มาหาเพื่อนก่อน สาวๆ เดี๋ยวค่อยคุย”

        ผมบอกเธอคนนั้นว่า “เดี๋ยวค่อยคุยกันนะครับ เพื่อนตัวแสบเรียกแล้ว น้องพิ้งแพนเตอร์”

        ผมเดินตัวปลิวเข้าไปหาเพื่อนตัวแสบ นาวาตรีจตุพร ทีมะกรณ์ หรือ อ๊อฟ นายทหารนาวิกโยธินร่างใหญ่ เพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนเตรียมทหาร ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับมันยิ่งแนบแน่น ถึงแม้ว่าจะอยู่คนละพรรคเหล่าก็ตาม

        ผู้พันอ๊อฟแซวทันทีว่า “มึงนี่ฉลามผู้หญิงจริงๆ เพิ่งเหยียบพื้นดินไม่ทันไรก็มีนักร้องสุดฮอตเข้ามาสนิทสนมแล้ว”

        “ใคร?”

        “อ้าว..เห็นสนิทสนมกันอย่างนั้นเสือกไม่รู้ คนที่มึงคุยด้วยเมื่อกี้ชื่อน้องพิ้ง นักร้องดังของที่นี่เลยนะ น่ารักมากแถมโสดสนิท”

        “มึงเพลาๆ เรื่องอย่างนี้บ้างเถอะวะ กามตั้งแต่เด็กยันสามสิบกว่าแล้วเนี่ย”

        “ตราบใดที่อาวุธประจำกายยังแข็งแกร่ง กูไม่มีวันเลิกกาม เอ้า..เลิกจิกกัด ขอต้อนรับกลับจากทะเล พร้อมกับส่งกูสู่สมรภูมิชายแดนใต้ ชนแก้ว!!!”

        ผมยื่นแก้วน้ำอมฤทชนกับมัน อวยพรว่า “ขอให้ปลอดภัยเพื่อนรัก และขอให้ด้ามขวานของเราสงบสุข”

        “ถึงกูจะเป็นคนเหี้ย แต่เรื่องประเทศชาติ กูก็รักไม่แพ้ใครเลย”

        “ฮ่าฮ่า กูรู้ๆ เพราะมึงมีอุดมการณ์เดียวกับกูยังไงล่ะ เราจึงเป็นเพื่อนกันมายาวนาน”

        นึกถึงสมัยเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ผู้พันอ๊อฟเป็นคนแรกที่ทักทายผมเมื่อวันรายงานตัว หลังจากนั้นเราเรียนห้องเดียวกันมาตลอด เป็นบัดดี้ตั้งแต่ปีหนึ่งเตรียมทหารจวบจนขึ้นโรงเรียนนายเรือ มันเป็นลูกนายทหารเรือ มีพี่ชายสองคนล้วนเป็นทหารเรือทั้งสิ้น สมกับเป็นครอบครัวราชนาวี

        ดื่มกับเพื่อนซี้ได้สองแก้ว เสียงใสบนเวทีดังขึ้นว่า “เพลงต่อไปขอมอบให้คนๆ หนึ่งที่ไม่ได้พบเจอเขามาเกือบครึ่งปี ถึงแม้ว่าเขาไม่รู้ว่าหนูคิดถึงก็ตาม”

        ทันทีที่เธอกรีดนิ้วเรียวยาวไปบนสายกีตาร์ พร้อมกับเสียงใสปานระฆังแก้ว ทุกคนถึงกับเคลิบเคลิ้ม น่าแปลกที่ก่อนออกเรือผมก็พารุ่นน้องมาเลี้ยงเหล้า แต่กลับจำเธอไม่ได้ อาจเป็นเพราะกำลังโดนต้นเรือกับต้นปืนมอมเหล้าอยู่

        “ขอวอน ดาวที่คอยส่อง ลมที่พัดโชยมา พาให้ฉันได้ยิน

        ว่าเสียงเพลง ที่หมู่นกได้กล่อมเกลา คืนที่ฉันช่างพร่างพราว อย่าจากไปโดยพลัน

        อยู่ด้วยกันให้นาน ให้เราอยู่ใกล้กัน ส่งสัมผัสถึงกัน จวบจนข้ามคืนนี้ ได้ร่วมสุขสักที

        ขอบคุณโลกนี้ ที่ได้ส่งคนในฝันให้กับฉัน ขอบคุณอีกครั้ง ที่ทำให้พบรักที่ยิ่งใหญ่

        ฉันไม่เคยพบเจอใคร ที่เข้ามาทั้งหัวใจ เธอคือคน คนนั้น ที่อยู่เคียงข้างกัน

        แค่มีเธอที่เข้าใจ ฉันไม่เคยต้องการใคร แค่เธอเท่านั้น”

        ทำไมเธอจึงรู้จักผม แถมยังแสดงทีท่าว่าประทับใจ?

        ทันทีที่ร้องจบ เสียงปรบมือดังลั่น ผู้พันอ๊อฟชนแก้วแล้วบอกว่า “น้องพิ้งโคตรน่ารักเลย ร้องเพลงก็เพราะ ผู้ชายมาจีบเพียบ รวมถึงกูด้วย แต่กินแห้วทุกราย”

        “มึงชอบคนอายุอ่อนกว่ามากๆ หรือวะ ดูหน้าตาแล้วอายุไม่น่าเกินยี่สิบสอง”

        “กระดูกอ่อนเคี้ยวง่ายโว้ย กูอ๊อฟเด็กแต่ละคนก็อายุราวๆ นี้ทั้งนั้น”

        “ฮ่าฮ่า แต่พรุ่งนี้มึงคงต้องไปอ๊อฟลูกระเบิดที่ชายแดนแล้วนะ”

        “มา..กี่ลูกก็มา กูพร้อมเสมอ แต่ก่อนไปกูต้องทิ้งทวนที่สัตหีบให้เต็มคราบก่อน”

        “ทิ้งทวนกับใครวะ”

        “อย่างกูก็ต้องหาเด็กมาอยู่แล้วโว้ย คืนนี้จะสุดเหวี่ยงไปเลย”

        ผู้พันอ๊อฟพูดจบ ลมพัดกลิ่นหอมโชยมาที่โต๊ะ พร้อมกับเสียงหวานร้องทักว่า “รอนานมั้ยคะป๋า”

        สาวรูปร่างอวบอัดสองคนในชุดที่มนุษย์ผู้ชายซึ่งไม่เบี่ยงเบนเห็นแล้วแทบลุกไปขย้ำให้แหลกคามือเข้ามากอดป๋าอ๊อฟแนบสนิททันที

        “นี่ไงล่ะเครื่องบำบัดความเหงาของกู เปิ้ลกับหวานสวัสดีเพื่อนพี่สิ..พี่คลื่น”

        สองสาวยกมือไหว้ เมื่อเห็นผมแล้วตาเป็นประกายทันที พูดพร้อมกันว่า “ป๋าอ๊อฟ..คืนนี้หนูไม่ว่างแล้ว ต้องไปกับพี่คลื่น เอ๊ะ..ยัยหวาน/เปิ้ล ชั้นจองก่อนนะ”

        ผู้พันอ๊อฟหลับตาปี๋ กระแอมแล้วปรามว่า “เอ่อ..จะแรดก็แอบๆ หน่อยครับ อย่ามูมมามออกนอกหน้า ลืมแล้วหรือจ๊ะว่าคืนนี้ป๋าเหมาหนูสองคน เอ๊ะ..รึว่าริบเงินคืนดี”

        “อ้อยเข้าปากช้างแล้วค่ะ ไม่มีคืน คืนนี้หนูสองคนจะบริการป๋าให้สุดเหวี่ยงเลย ว่าแต่คราวหน้าถ้าพี่คลื่นเหงา โทรหาหนูนะคะ ไม่คิดเงินสักบาทเดียว”

        ผู้พันอ๊อฟสะดุ้งโหยง รีบบอกว่า “อ้าวเฮ้ย..แล้วทำไมคิดเงินพี่วะ”

        หวานมองผมแล้วหันไปพูดกับมันว่า “ป๋าหน้าตารูปร่างอย่างนี้รึเปล่า เอ๊ะ..เรื่องมากเดี๋ยวเพิ่มค่าตัวนะ”

        “ใสเจีย เสียใจ เงินพี่ไม่ควักเพิ่มแล้ว สองคนล่อไปเกือบหมื่น เบี้ยล้งเบี้ยเลี้ยงหมดพอดี อีกอย่างไอ้คลื่นไม่ว่างให้พวกหนูหรอก นั่นไง แฟนมันเดินมาแล้ว”

        พิ้งเดินลิ่วมายืนข้างผม โน้มกายมาบอกว่า “พิ้งหมดรอบเล่นแล้ว เอ่อ..ขอนั่งกับพี่ได้ไหมคะ”

        ผู้พันอ๊อฟตอบแทน “ได้สิครับ รีบมานั่งเลย ก่อนที่แรดสองตัวจะกินไอ้คลื่นซะหมด”

        ผมกวักมือเรียกเด็กเสิร์ฟ จากนั้นสั่งอาหารและเครื่องดื่มเบาๆ ให้พิ้งและสองสาว ผู้พันอ๊อฟแขวะนักร้องสาวว่า “แหมน้องพิ้ง คนอื่นจีบทุกวันไม่ยอมใจอ่อน แต่พอเห็นไอ้คลื่นรูปหล่อเท่านั้นแหล่ะ รีบมานั่งเลยนะ ร้ายไม่เบา”

        พิ้งหัวเราะแล้วบอกว่า “หล่อกว่านี้ก็เคยมีมาจีบ ที่มานั่งด้วยไม่ใช่เพราะความหล่อหรอกค่ะ ปกติพี่อ๊อฟก็เห็นว่าหนูไม่เคยนั่งกับใคร”

        ผมถามว่า “พิ้งรู้จักพี่ได้ยังไง”

        “จำคนที่พี่ช่วยเข็นมอเตอร์ไซต์ได้มั๊ย ก่อนถึงค่ายเจษฯ น่ะค่ะ”

        ผมจ้องหน้าเธอ นึกสักพักก็โพล่งออกมา “น้องผมเปียนั่นเอง เจอกันวันนั้นเป็นเด็กใสๆ แต่เจอตอนกลางคืนแล้ว..อุ๊ปส!!!”

        พิ้งหัวเราะ “อะไรคะ รีบปิดปากทำไม เจอตอนกลางคืนแล้วทำไม ไม่ใสหรือคะ”

        ผู้พันอ๊อฟตอบแทนอีก “เมื่อกี้มันบอกพี่ว่าพิ้งโคตรน่ารักและหุ่นดีชะมัด ถ้าเป็นโลมา ฉลามอย่างมันจะกินทั้งตัวเลย”

        พิ้งทุบตีผมเบาๆ ด้วยความอาย “จริงเหรอ พูดอย่างนั้นเรอะ พี่นี่เซี้ยวไม่เบา”

        สาวเปิ้ลถามพิ้งว่า “พี่คลื่นช่วยน้องเข็นรถเหรอ”

        “วันนั้นรถของหนูน้ำมันหมด กำลังเซ็งเลยเพราะห่างจากปั๊มตั้งสามกิโลเมตร พอดีมีพี่คลื่นวิ่งออกกำลังกายมาพอดี ที่สำคัญพี่คลื่นให้หนูนั่งบนเบาะคอยบังคับรถ ส่วนแกวิ่งดันรถด้านหลัง โห..กว่าจะถึงปั๊มเหงื่อแกแตกซิกเลย”

        เปิ้ลแซวบ้าง “จากนั้นทั้งคู่ก็สบตากัน พี่คลื่นขอเบอร์แล้วก็ติดต่อกันเรื่อยมา”

        พิ้งหัวเราะแล้วบอกว่า “ตรงข้ามค่ะ พอถึงปั๊มแล้ว พี่คลื่นจะวิ่งต่อ หนูรีบจดเบอร์ให้แล้วยัดใส่มือ ปรากฏว่าหลังจากวันนั้นได้แต่รอ พี่คลื่นไม่เคยโทรมาเลย”

        ผู้พันอ๊อฟดุว่า “มึงนี่เล่นตัวว่ะ สาวน่ารักขนาดนี้ให้เบอร์ก็เสือกไม่โทร คิดอะไรอยู่วะ”

        คิดอะไร? ผมไม่มีอารมณ์คิดกับใครหรอก ตอนนั้นเพิ่งถูกแอร์โฮสเตสบอกเลิกหยกๆ กำลังเจ็บช้ำทรวงอกอย่างหนัก

        ผู้พันอ๊อฟยื่นแก้วมากลางวง ชักชวนว่า “ชนโว้ย ฉลองให้การรอคอยที่สมหวังของน้องพิ้ง”

        ดื่มเฮฮาสักพัก พิ้งขอตัวไปเล่นดนตรีอีกรอบ น้องเปิ้ลบอกว่า “เข้าใจความรู้สึกของน้องพิ้งเลยนะว่าการได้พบคนในฝันอีกครั้งน่าดีใจแค่ไหน”

        “พี่ไม่ใช่คนในฝันสำหรับใครหรอก ที่ผ่านมาพี่มีแฟนมาแล้วหลายคน แต่สุดท้ายพวกเธอก็เลือกจากไปด้วยเหตุจากเวลาที่ไม่มีให้ ดังนั้นพี่ไม่อยากให้ใครมารอแล้วบอกเลิกให้ช้ำอีก”

        “แต่สำหรับผู้หญิงบางคน เวลาหรือระยะทางไม่สำคัญเลย ขอแค่มีใจที่ส่งถึงกันก็พอ”

        พลันเสียงบนเวทีก็ดังขึ้นว่า “เพลงนี้ขอมอบให้พี่ๆ ทหารเรือ ลองฟังนะคะว่าคนรักส่งความคิดถึงกันอย่างไร”

        “ปลายฟ้า แค่หลับตาลง คงพบกัน โอบกอดดวงใจ สายสัมพันธ์ ท่ามกลางความฝัน ของเรา.

        ดาวน้อย โปรดลอยมาลงตรงหัวใจ เก็บเกี่ยวความคิดถึงฉันไป ให้เธอที่ปลายฟ้าไกล.

        คิดถึงเพียงเธอ ในใจฉันคิดถึงเพียงเธอ ไม่มีคำใดจะแทนจิตใจ มากมายเท่าคำนี้เลย...”

        ผมอุทานเบาๆ “เฮ้ย!!”

        เพลงนี้ผมฟังครั้งแรกเมื่อฝึกภาคปฏิบัติในทะเลตอนเป็นนักเรียนนายเรือปีสอง ตอนนั้นยังคบกับ นักเรียนพยาบาลทหารบก ความรู้สึกคิดถึงคนรักเป็นอย่างในเพลงจริงๆ ยิ่งได้เสียงของพี่วีระร้องด้วยแล้ว เพลงปลายฟ้าในตอนนั้นคือเพลงที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับผม

        ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ใช่เสียงของพี่วีระ แต่เป็นเสียงของสาวน้อยวัยใส ทว่าความรู้สึกที่เธอถ่ายทอดออกมาช่างได้อารมณ์เหงาและคิดถึงเหลือเกิน

        จนร้านเลิก ผู้พันอ๊อฟบอกว่าวันนี้โทรไปไถเงินพ่อมาได้เยอะ ดังนั้นมื้อนี้ขอเลี้ยงเอง แต่กำชับว่าพรุ่งนี้ตอนบ่ายให้ไปส่งมันที่สนามบินอู่ตะเภาด้วย จากนั้นก็โอบเอวสองสาวไปสวรรค์ฉิมพลี

        ผมถามพิ้งว่า “วันหน้าคงได้เจอกันอีกนะครับ เดี๋ยวพี่จะพาลูกน้องมาฟังเพลง”

        พิ้งก้มหน้างุด พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า ““หนูรู้ว่าผู้หญิงธรรมดาอย่างหนูไม่เหมาะสมกับนายทหารเรืออย่างพี่ ไม่ได้หวังถึงขั้นนั้น แค่ตอนนี้ได้พบอีกครั้งก็คือความสุขแล้ว เอ่อ..พี่อย่าว่าหนูอ่อยหรือเป็นผู้หญิงใจง่ายเลยนะคะ หนูไม่เคยพูดกับใครแบบนี้ แต่พี่ไปส่งหนูได้มั๊ย”...

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา