|
ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของวารสารสื่อพลัง และ วิชาการ.คอม
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx
ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยม ที่กำลังเร่งสร้างให้คนรู้สึกว่าตนขาดแคลน และหล่อหลอมให้การบริโภคกลายเป็นสาระสำคัญของชีวิต หลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็กำลังเพียรสร้างภูมิคุ้มกัน คุ้มใจให้คนไทยมีสำนึกและมีความสามมารถเพียงพอที่จะ “อยู่อย่างพอเพียง”
ปฐมบทของความพอเพียง
โรงเรียนบ้านคำน้อยเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ ต.คำแคน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ห่างไกลจากตัวอำเภอเมืองราว 60 กิโลเมตร รอบบริเวณโรงเรียนมีหนองน้ำขนาดใหญ่ ตัวโรงเรียนตั้งอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้ๆกับภูเขาภูเม็ง โดยมีการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนประมาณ 101 คน
ผอ.วุช กาวงษ์กลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคำน้อยเป็นแกนหลักที่น้อมนำหลักคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติจริง เนื่องจากเล็งเห็นหนทางการเพิ่มพูนทุนทางสังคม และนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหาต่างๆนำมาสู่การชักชวนคุณครูและนักเรียนมาช่วยกันคิด สร้างทำโครงการและโครงงานดีๆ ที่ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ และเป็นไปเพื่อแก้โจทย์เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ไปพร้อมๆกัน
โรงเรียนบ้านคำน้อยจึงเป็นโรงเรียนหนึ่งที่มีความโดดเด่นในด้านการพึ่งพาตัวเอง ด้วยการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความพออยู่พอกิน จากแนวคิด “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” ขยายผลไปสู่การพัฒนาโครงการอาหารกลางวัน จากที่เคยเริ่มต้นโดยการซื้อหามาจากแหล่งผลิตนอกโรงเรียน มาเป็นการผลิตให้เพียงพอต่อการบริโภค
ความสำเร็จดังกล่าวนี้เกิดมาจากโจทย์เรื่อง “จะทำอย่างไรให้เงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันที่ได้รับมาจากรัฐบาลเพียงพอต่อความต้องการ” คำถามต่อมาที่ผุดขึ้นในใจของผอ.วุช ก็คือ “เราจะมัวแตพึ่งภายนอกไปอีกนานเท่าใดทำไมเราไม่หันมาพึ่งตัวเองบ้าง เพราะฟื้นที่ของเราก็มีความเหมาะสมที่จะทำการเกษตรอยู่ไม่น้อย”
จากนั้นการประชุมปรึกษาหารือของคณะครูก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทุกคนในที่ประชุมเห็นด้วยที่จะนำเอาหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อลงมือปฏิบัติ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ วัตถุดิบในการปรุงอาหารสำหรับโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนคำน้อยได้ผลผลิตมาจากการเรียนรู้ในฐานงานเกษตรทั้งเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ ทำให้โรงเรียนมีแหล่งอาหารในปริมาณที่พอเพียง ทั้งยังสะอาดปลอกภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าที่เคยซื้อหามาจากภายนอก
ในช่วงเวลาพักกลางวัน ครูกับนักเรียนก็มาช่วยกันคนละไม้คนละมือในการประกอบอาหาร เกิดเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปบนการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก มาถึงวันนี้ทั้งครูนักเรียน และชุมชน จึงพึงพอใจที่นักเรียนทุกคนมีโภชนาการที่ดี ภาคปฏิบัติที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นได้จริงควบคู่ไปกับความภาคภูมิใจที่โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องหลักคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เบื้องหลังความสำเร็จ
โรงเรียนบ้านคำน้อยเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทรัพยากรที่ได้รับมาจากรัฐบาลจึงมีจำกัด ทำให้โรงเรียนต้องแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยเกื้อหนุนให้เป้าหมายของงานที่ตั้งไว้บรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยง่ายโชคดีที่โรงเรียนตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำขนาดใหญ่ ทำให้โรงเรียนบ้านคำน้อยมีแหล่งน้ำที่จะนำไปใช้ในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน
อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบในเบื้องต้นก็คือ โรงเรียนไม่สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพผอ.วุช จึงเสนอโครงการไปที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อของงบประมาณมาทำระบบประปาเพื่อดึงน้ำจากหนองน้ำเข้ามาใช้ทำการเกษตรในโรงเรียน
นอกจากนี้ทางโครงการ “รักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบลวิถีพอเพียง” ของ ปตท. ได้เข้ามาให้การสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนได้ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง เช่น การสร้างบ่อซีเมนต์เลี้ยงปลาดุกขนาด 3 x 15 เมตร จำนวน 3 บ่อ การทำเตาถ่านประสิทธิภาพสูงและการทำบ่อแก๊สชีวภาพ เป็นต้น
ที่โรงเรียนบ้านคำน้อย ปัญหาอุปสรรคไม่ใช่เครื่องขัดขวางแต่เป็นเครื่องเสริมสร้างให้เกิด “การเรียนรู้” เพราะปัญหามีไว้ให้แก้ ทางโรงเรียนจึงเน้นเรียนรู้เพื่อการปฏิบัติจริง ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้ สภาพปัญหาทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่จะทำก่อน เช่น เมื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่จะนำมาใช้ในการเกษตรของโรงเรียนได้แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงตามมาก็คือ ปัญหาเรื่องสภาพดินที่ไม่เหมาะสมกับการเพราะปลูก หนทางแก้ต่อไปคือ ต้องการทำการปรับสภาพดินให้ดีเสียก่อน หรือเมื่อทำโครงงานเลี้ยงหมูป่า เด็กนักเรียนก็จะต้องมาทำการศึกษาก่อนว่า เขาสนใจในประเด็นใดเมื่อเกิดความชัดเจนในเรื่องที่ต้องการจะทำแล้ว จึงลงมือเขียนหัวข้อ และที่มาของโครงงาน จากนั้นจึงเริ่มทดลองเลี้ยงหมูป่า เหตุที่เลือกเลี้ยงหมูป่าแทนที่จะเป็นหมูบ้านนั้นก็เนื่องมาจากที่โรงเรียนมีครูและนักการภารโรงที่เลี้ยงกันอยู่แล้วเมื่อมาหารือกันจึงมีผู้อาสาจะหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาให้จากหมูคู่แรกจึงขยายพันธุ์ต่อมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจที่ได้มาจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองจนกระทั่งเกิดผลสำเร็จ
ในระหว่างการทำโครงงานนี้ทั้งครูและนักเรียนเกิดการเรียนรู้ในหลายเรื่องด้วยกัน ที่สำคัญคือ ได้ทักษะในการเป็นนักเรียนรู้ที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา ทำให้ทุกวันนี้มีชุมชนและหน่วยงานภายนอกสนใจมาติดต่อขอซื้อลูกหมูป่าที่โรงเรียนมาก จนบางครั้งลูกหมูป่าโตไม่ทันขายก็มี

สร้างความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น
งานของโครงการ “รักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง” เน้นตัวกระบวนการถ่ายทอดความรู้ โดยเฉพาะการให้ความรู้ที่นำไปใช้งานได้จริงในชีวิต เพราะเป็นงานที่ลงลึกถึงการสร้างจิตสำนึก เพื่อพัฒนาคน พัฒนาชุมชนในทุกพื้นที่เป้าหมายทุกภูมิภาคทั่วประเทศให้เกิดเป็นชุมชนต้นแบบวิถีพอเพียง ที่สามารถขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆได้
ในปี 2552 ที่ทางโครงการฯได้เริ่มเข้ามาศึกษาทุนเดิมของพื้นที่ก็พบว่าตำบลคำแคนอยู่ติดภูเขาเม็ง บริเวณล้อมรอบจะมีป่าชุมชนกระจัดกระจายอยู่โดยรอบ และเป็นแหล่งต้นน้ำของอำเภอมัญจาคีรี ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำชีที่ไหลจากน้ำตกแม่เข ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ปลูกข้าว ทำไร่อ้อยเป็นอาชีพหลัก และมีบุคคลต้นแบบในท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และดำรงตนอยู่ในวิถีพอเพียงอยู่แล้ว
ดังนั้น ทางโครงการฯจึงได้จัด “กิจกรรมดำเนินกับคนต้นแบบวิถีพอเพียง” ขึ้นเพื่อสร้างกลไกลการเชื่อมโยงความรู้ระหว่างปราชญ์ชุมชนกับเยาวชนรุ่นใหม่ ให้รู้จัก รู้ใช้ รู้รักษา และรู้ที่จะเพิ่มพูนทรัพยากร ซึ่งเปรียบเสมือนทุนชีวิตของตน
ในระยะแรก เยาวชนที่เข้ามาร่วมโครงการฯได้ช่วยกันจัดทำหนังสือทำมือ “บุคคลต้นแบบ” เพื่อช่วยกันเก็บความรู้ที่ได้รับไว้เป็นทุนทาง ปัญญาในเบื้องต้น และในปี 2554 นี้ จะมีการพัฒนาต่อยอด ให้มีการจัดการผลิตชุดความรู้ต่างๆ ออกมาเป็นสื่อประจำฐานเรียนรู้แต่ละฐานของโรงเรียนต่างๆ ที่มาเข้าร่วมโครงการฯ
กิจกรรมสร้างทุนชีวิตให้ชุมชนอีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจได้แก่ “กิจกรรมอบรมสอนการเพาะปลูกป่า” ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานปฏิบัติการเป็นกิจกรรมที่มีคนในชุมชน เป็นคนถ่ายทอดวิธีการปลูกป่าที่ช่วยให้เห็นภาพจริงจากจุดสาธิตในพื้นที่หากไม่เข้าใจในเรื่องใดก็สามารถซักถามกันได้ทันทีและนำความรู้จากการปฏิบัติสามารถนำไปสอนคนอื่นๆให้เป็นประโยชน์ต่อไป
นอกจากนี้ยังมี “กิจกรรมซูเปอร์อั้งโล่” เป็นโครงการเกี่ยวกับการแสวงหาพลังงาน ด้วยการจัดกิจกรรมให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการจัดกิจกรรมให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการตัดไม้ใหญ่บนป่าภูเม็งมา ทำถ่านด้วยการอบรมชาวบ้านให้สามารถทำเตาประสิทธิภาพสูงที่สามารถใช้เศษไม้เล็กๆ ซึ่งแต่เดิมเคยเผาทิ้งไปเปล่าๆ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทน เป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีคิดและพฤติกรรมในการใช้พลังงานที่เห็นผลได้ทันตา

พลังของความเปลี่ยนแปลง
กระบวนการทำงานของโครงการฯ ผอ.วุช ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคำน้อย ได้เข้าไปเป็นตัวแทนสถานศึกษา และเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของโครงการ “รักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง” อีกทั้งยังเป็นผู้ประสานงานระหว่างโครงการฯ กับโรงเรียนในตำบลคำแคนทุกโรง ที่ต่างก็เข้ามาเป็นเครือข่าย จึงทำให้เกิดความคิดต่อยยอดออกไปอีกว่า หากมีกิจกรรมหรือโครงการใดในโครงการ ๘๔ ตำบลฯ ที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมเกิดขึ้นถ้าทางโครงการฯ จัดให้บุคลากรที่เป็นตัวแทนของสถานศึกษาแต่ละแห่งอย่างน้อย 1 คนต่อโรงเรียน ได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรม ครูเหล่านั้นก็จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลในโรงเรียนของตนได้
หากทำได้เช่นนี้ก็จะช่วยให้มีคนที่เรียนรู้จากการได้ลงมือปฏิบัติร่วมกันแล้วไปก่อประโยชน์เพิ่มพูนขึ้นอีกเป็นเท่าทวีเพราะทุกโรงเรียนที่เข้ามาเป็นเครือข่ายต่างก็มีความตั้งใจจริงที่จะน้อมนำเอาหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ ประกอบกับทาง ปตท. ก็พร้อมที่จะสนับสนุนทั้งในแง่ของงบประมาณและการชวนกันมาสรุปบทเรียนเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน นำไปสู่การก้าวต่อไปอย่างยั่งยืนของชุมชน
จากมุมมองของ ผอ.วุช ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ผู้เรียนมีความรักความภูมิใจในท้องถิ่นมากขึ้น พร้อมๆกับการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับท้องถิ่นของตนดีขึ้นกว่าเดิม ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆอย่างสนุกสนาน ส่งผลให้เรื่องราวของภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเรื่องที่น่าเบื่ออีกต่อไป
ในมุมของคนทำงาน ภาพการทำงานที่ “ต่างคนต่างทำ” ที่ใครกำลังทำอะไร ที่ไหน อย่างไรนั้น ค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อมีโครงการฯ เข้ามาช่วยสานเครือข่าย ช่วยให้คำแนะนำส่งเสริมและสนับสนุน คนในท้องถิ่นที่มีความเด่นชัดในการปฏิบัติตนตามหลักคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง การที่โครงการฯเข้ามาช่วยจัดการให้เกิดการเรียนรู้ดูงานซึ่งกันและกัน ทำให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน เกิดเป็นความสัมพันธ์ข้ามกลุ่มข้ามประสบการณ์ ช่วยสร้างความเข้าใจ อันเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาท้องถิ่นของตน เมื่อเป็นเช่นนี้ การรวมกลุ่มกันตามความสนใจจึงเกิดขึ้น นำไปสู่การทำงานเป็นทีมความมุ่งมั่นที่จะทำงานจึงเพิ่มมากกว่าที่เคย เพราะมีเพื่อนมาร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน ตำบลคำแคนจึงมี “พลังชุมชน” มาช่วยขับเคลื่อนให้ทุกคนสามารถน้อมนำเอาหลักคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติได้มากขึ้นก่อให้เกิดพลังและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดจากการได้ลงมือสร้างความสำเร็จร่วมกัน
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |