|
วันนี้พาทัวร์แบบย้อนอดีตค่ะ ไปเที่ยวดุสิตธานีกัน
เปล่าค่ะ ไม่ได้ไปโรงแรมใหญ่ในกรุงเทพฯ แต่ว่านั่งยานเวลากลับไป
พ.ศ. ๒๔๖๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ยุคที่เมืองหลวงยังมีสภาพแบบเมืองปนสวนอุดมสมบูรณ์
มีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา อากาศดีหายใจได้เต็มปอด
มีถนนไม่กี่สาย แต่ว่างจากยวดยานพาหนะ เราจะได้นั่งยานแล่นฉิวไปหยุดตรงประตูทางเข้าพระราชวังดุสิต
แล้วลงจากรถเดินเกาะกลุ่มกันเข้าไปด้วยกัน
โน่นค่ะ เดินไม่ทันเมื่อย ไปถึงอ่างหยกสระน้ำใหญ่ในบริเวณพระราชวัง
จะเห็นมีสนามหญ้าราบเรียบคั่นระหว่างอ่างหยกตรงนี้กับพระที่นั่งอุดร
ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัว สนามตรงนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส
มีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ครึ่ง เป็นที่ตั้งของเมืองเล็กๆคล้ายเมืองตุ๊กตาประกอบด้วย
พระราชวัง
ศาลารัฐบาล
วัดวาอาราม
อาคารกลุ่ม
บ้านใหญ่ และ
บ้านน้อย
ประมาณเกือบสองร้อยหลัง สร้างด้วยฝีมือประณีตบรรจงเห็นรายละเอียดปลีกย่อย
ทาสีสวยสด มีสวนดอกไม้และถนนสายยาวสายเล็กๆลัดเลี้ยวผ่านหน้าบ้านไปจนทั่วเมือง
ปลูกต้นไม้เล็กๆไว้ร่มรื่นข้างถนนสายสำคัญ
พอตกกลางคืน ไฟฟ้าที่ติดไว้ในบ้านก็เปิดสว่างแลระยิบระยับเมื่อมองจากที่ไกล
สวยงามราวกับเมืองในเทพนิยาย ถ้าหากว่ายังดูแลทะนุบำรุงไว้จนทุกวันนี้
ก็จะเป็นเมืองจำลอง ที่อวดนักท่องเที่ยวได้ไม่แพ้เมืองจำลองมาดูโรดัมในเนเธอร์แลนด์เลยทีเดียว
 |
พระราชวัง |
 |
ศาลารัฐบาล |
 |
วัดวาอาราม |
 |
อาคารกลุ่ม |
 |
บ้านใหญ่ |
 |
บ้านน้อย
|
เมืองจำลองนี่ละค่ะ ชื่อ "ดุสิตธานี"
ดุสิตธานีมีพลเมืองคือเจ้าของบ้านแต่ละหลัง
แต่การมีบ้านในนั้นไม่ใช่ของง่าย ผู้ปลูกจะต้องยื่นเรื่องราวขอซื้อที่ดินปลูกบ้าน
ณ ตำบลใดตำบลหนึ่งในเมืองก่อน เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วก็ต้องยื่นแปลนบ้านให้เจ้าหน้าที่โยธาธิการพิจารณา
ได้รับอนุมัติแล้วจึงไปสร้างบ้านมาจากภายนอก
แล้วยกเข้ามาตั้งไว้ในเมืองได้ ต่อจากนั้นต้องดูแลรักษาบ้านของแต่ละคนให้อยู่ในสภาพดี
ยื่นคำร้องของติดตั้งไฟฟ้า และน้ำประปาแล้วจ่ายค่าน้ำค่าไฟตามกำหนด
ถ้าหากว่าปล่อยบ้านให้รกรุงรังก็จะถูกคณะนคราภิบาลตักเตือนได้/
การดูแลบ้านเป็นของยากยิ่งกว่าปลูกบ้าน เจ้าของต้องเอาใจใส่ไปนั่งตัดเล็มหญ้าที่ขึ้นรกแค่ไม่กี่นิ้วก็ท่วมหลังคาบ้าน
ถ้าถอนก็ต้องค่อยๆถอนออกทีละต้น ถ้าหลอดไฟขาดก็ต้องเปิดหลังคาใส่หลอดใหม่
และต้องรบรากับผู้บุกรุกไม่รู้จบคือพวกคางคกอึ่งอ่างที่ชอบเข้าไปอาศัยในบ้าน
ถึงกับมีภาพวาดล้อเลียนอึ่งอ่างกระโดดเข้าจวนเทศา
ลงในหนังสือพิมพ์ "ดุสิตสมิต"

ภาพวาดล้อเลียนอึ่งอ่างกระโดดเข้าจวนเทศา
อย่างไรก็ตาม "ดุสิตธานี" ไม่ใช่เมืองตุ๊กตาเป็นของเล่นสนุกๆนะคะ
แต่เป็นแบบทดลองของการปกครองแบบตะวันตกที่คนไทยสมัยนั้นยังไม่รู้จักมาก่อน
รูปแบบการดำเนินงานดัดแปลงมาจากธรรมนูญการปกครองเทศบาลของอังกฤษ
เริ่มด้วยพลเมือง(เรียกว่านาคร) ลงเสียงเลือกตั้งผู้แทนในแต่ละอำเภอของดุสิตธานี
เรียกผู้แทนว่า เชษฐบุรุษ แล้วเชษฐบุรุษ
ก็ไปเลือกคณะ นคราภิบาลมาปกครองเมืองดุสิตธานีอีกที
มีการออก"ธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาลกันอย่างจริงจัง
มีการประชุมดำเนินงานกันแบบของจริง/
พระราชประสงค์ในการสร้าง"ดุสิตธานี"เห็นได้จากพระราชดำรัสในวันเปิดศาลารัฐบาลดุสิตธานี
ว่า
"
วิธีการดำเนินงานในธานีเล็กๆของเราเป็นเช่นไร
ก็ตั้งใจไว้ว่าจะให้สยามประเทศได้ทำเช่นเดียวกัน
แต่จะให้เป็นการสำเร็จรวดเร็วทันใจดังธานีเล็กนี้
ก็ยังทำไปทีเดียวยังไม่ได้ โดยมีอุปสรรคบางอย่าง
"
" เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอให้ราชการทั้งหลายตลอดจนทวยนาคร
จงตั้งใจกระทำกิจการของตนตามหน้าที่ให้สมกับธานีซึ่งได้จัดตั้งขึ้นนี้
ในไม่ช้าก็จะได้แลเห็นผลของประเทศสยามว่าจะเจริญไปได้เพียงไร
"
กิจกรรมในเมืองมีหลายอย่างล้วนแต่ทันสมัย
คือการออกหนังสือพิมพ์ ตั้งพรรคการเมือง
จัดตั้งธนาคารเรียกว่าดุสิตธนาคาร มีเช็คเล็กๆรับจ่ายเงินในเมืองนี้ได้
เมื่อนึกว่าในยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายเลือกตั้งในสยาม
ดุสิตธานีก็เป็นแบบแผนการปกครองแบบใหม่
มีมาก่อนระบอบประชาธิปไตย และระบบเทศบาลในเวลาต่อมา
ใครคือชาวเมืองดุสิตธานี?
บุคคลสำคัญคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
แต่ทรงอยู่ในฐานะชาวเมืองคนหนึ่งใช้ชื่อว่า
"นายราม ณ กรุงเทพ " เป็นเนติบัณฑิต อาชีพทนายความ
มีบ้าน ๓ หลังชื่อ บ้านผูกใจ บ้านหย่อนใจ
และบ้านโปร่งใจ ส่วนนาครคือข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ที่ทรงใช้สอยไว้วางพระราชหฤทัย
มีตั้งแต่มหาดเล็ก บุตรหลานขุนนางข้าราชการไปจนถึงหม่อมเจ้า
ทรงเลือกผู้คนเหล่านี้ ซึ่งยังไม่รู้จักระบอบการปกครองแบบตะวันตกมาแนะนำสั่งสอนให้รู้จักการเลือกตั้ง
นาครมีสิทธิ์เลือกคนที่ตนพอใจมาปกครองดุสิตธานี
คนไหนที่นาครไม่พอใจก็ไม่สามารถเป็นผู้บริหารได้นาน
นอกจากนี้การออกหนังสือพิมพ์ อย่าง ดุสิตสมิต
ดุสิตสมัย ดุสิตสักขี ก็เพื่อเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ร้องทุกข์ วิเคราะห์ วิจารณ์ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ไม่เคยมีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาก่อน/

บ้านผูกใจ
ในพ.ศ. ๒๔๖๒ ปีต่อมา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชนนีเสด็จสวรรคต
ณ พระราชวังพญาไท พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยอาลัยรักพระบรมราชชนนีมาก
จึงทรงแปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังพญาไท
แล้วย้ายดุสิตธานีไปสร้างใหม่มีบริเวณกว้างขวางกว่าเก่า
มีบ้านเรือนใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯขยายการอบรมเรื่องประชาธิปไตยไปถึงช้าราชการภายนอก
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สมุหเทศาภิบาล และนายอำเภอเข้าไปฝึกอบรมด้วย
น่าเสียดายที่พอสิ้นรัชกาล ดุสิตธานีไม่ได้รับการทะนุบำรุงต่อ
เมืองน้อยๆก็ทรุดโทรมลงไป สิ่งก่อสร้างกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ
บ้านจำลองบางหลังเจ้าของยกกลับไปไว้บ้านเป็นที่ระลึก
บางหลังก็ปรักหักพังไปตามเวลา หลงเหลือมาเป็นส่วนน้อยในปัจจุบันที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ทางเหนือ
เมืองดุสิตธานีทั้งเมืองจึงเหลือแต่ภาพถ่ายอย่างที่ลงในบทความนี้
และเรื่องราวเบื้องหลัง รวบรวมขึ้นด้วยความอุตสาหะของข้าราชบริพารบางท่าน
ที่ยังจดจำเรื่องนี้ไว้เป็นอนุสรณ์พระราชปณิธานในพระเจ้าอยู่หัว
|