|
วันนี้ขอชวนสมาชิกเรือนไทยยืดแข้งยืดขาออกกำลังกาย ลงจากเรือนไปเที่ยวศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกัน
เริ่มต้นที่สนามหลวงนะคะ เดินผ่านกระทรวงยุติธรรมไปเรื่อยๆ
มุ่งหน้าจะไปกระทรวงกลาโหม ข้ามถนนข้างๆ ข้างกระทรวงยุติธรรม
นั่นแหละค่ะจะเห็นศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ดูใหญ่โตโอ่อ่าไม่น้อยอยู่ริมถนนใหญ่
หยุดยืนกันหน้าศาลหลักเมือง อย่าเพิ่งเข้าไป มาทำความเข้าใจกันนิดนะคะ
ว่าศาลหลักเมืองคืออะไร? ทำไมต้องมีศาลหลักเมือง?
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้คำตอบไว้ว่า
" หลักเมืองเป็นประเพณีพราหมณ์ มีมาแต่อินเดีย
ไทยตั้งหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงจะเป็นด้วยประชาชนประชุมชนนั้นต่างกัน
ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มีหมู่บ้านหลายๆหมู่บ้านรวมกันเป็นตำบล
ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ อำเภอหลายๆอำเภอเรียกว่าเมือง เมืองหลายๆเมืองรวมกันเป็นเมืองใหญ่
เมืองใหญ่หลายๆเมืองเป็นมหานคร คือเมืองมหานคร"
ในเมื่อแตกต่างกันอย่างนี้ ก็ต้องมี "หลัก" เอาไว้เมื่อมีการสถาปนาเมืองมหานคร
หรือเมืองหลวงขึ้นไว้ให้เกิดความรู้สึกเป็นปึกแผ่นมั่นคง เมื่อไทยรับประเพณีหลายๆ
อย่างมาจากอินเดียก็ได้รับคติข้อนี้มาด้วย หลักเมืองจึงปรากฏอยู่ในตำนานการสร้างเมืองหลวงหลายแห่ง
บนดินแดนแหลมทองของเรา อย่างใน ตำนานสิงหนวัต
บอกไว้ว่าขุนลังสร้างเมืองใหม่ขึ้นหลังจากเมืองโยนกเกิดแผ่นดินไหว
จนเมืองถล่มจมกลายเป็นหนองน้ำ ได้ตั้งหลักเมืองขึ้นในวันอังคารเดือนแปดขึ้นเจ็ดค่ำ
ปีเถาะ พ.ศ. ๑๐๓๗ ส่วนใน ตำนานจามเทวีวงศ์
พระฤาษีเนรมิตเขลางค์นครให้เจ้าอนันตยศ พระราชโอรสของพระนางจามเทวี
แล้วเอาแผ่นผาศิลาบาตก้อนหนึ่งมาตั้งไว้กลางเมือง ศิลานี้ก็คือหลักเมือง
และเขลางค์นครก็คือเมืองลำปางในปัจจุบัน ส่วนสุโขทัยเองก็มีหลักเมืองเหมือนกัน
ศิลาก้อนนั้นคือที่มาของตำนานเรื่องพระร่วงและขอมดำดินนั่นเอง
หลักเมืองของกรุงเทพฯทำพิธียกเมื่อวันอาทิตย์เดือนหก
ขึ้นสิบค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งห้าสิบสี่นาที
นับเป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญอย่างหนึ่งของเมืองหลวงเมื่อแรกตั้งกรุง
พาย้อนอดีต ชวนลูกทัวร์กลับไปดูว่าเมืองหลวงของเราตอนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
จากคำบรรยายตอนชมเมืองในพระราชนิพนธ์ อิเหนา
| ท่ามกลางทางท้องสถลมาศ |
ลำดับดาดอิฐแผ่นแน่นหนา |
| บ้านช่องสองข้างมรรคา |
ล้วนเคหาหน้าถังนั่งร้าน |
| เหล่าพวกกรมท่าเจ้าภาษี |
มั่งมีสมบัติพัสถาน |
| เรือนริมรัถยาฝากระดาน |
ตึกกว้านบ้านขุนนางนองเนือง |
| สุเหร่าเรียงเคียงคั่นปั้นหยา |
ก่อผนังหลังคามุงกระเบื้อง |
| ศาลเทพารักษ์หลักเมือง |
นับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร |
เอาละค่ะ ได้เวลาเข้าไปดูข้างในศาลอันเป็นที่ก่อสร้างเพื่อเก็บรักษาหลักเมืองกันเสียที
ในศาลหลักเมือง มี "หลักเมือง" ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์สูง ๑๐๘ นิ้ว
เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๙. ๑/๒ นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนแท่นกว้าง ๖๙.๑/๒
นิ้ว ปลายเสาเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ข้างในเป็นช่องบรรจุเทวรูปเทพารักษ์พระหลักเมืองและพระสุพรรณบัตรจารึกดวงชะตาเมือง
ดังนั้น ที่ว่านับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร ก็คือการนับถือเทพารักษ์นี่เองค่ะ
ไม่ใช่นับถือตัวศาลหรือตัวเสาหลักเมือง
เทพารักษ์มาจากไหน ก็มาจากความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย
ก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามายังไงล่ะคะ คือลัทธิการนับถือผีสางเทวดา
เชื่อว่าทุกข์โศกโรคภัยและสิ่งพิบัติต่างๆ เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น
ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่มองไม่เห็นนี้ก็อาจบันดาลให้เกิดความสุขความเจริญได้เช่นกัน
ก็เพราะเหตุนี้เองคนไทยจึงมีพิธีกรรมบวงสรวง อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครองป้องกันภัย
และเกื้อกูลให้เจริญรุ่งเรืองเมื่อตั้งถิ่นที่อยู่
เทวดาที่ไทยถือว่ามีหน้าที่คุ้มครองบ้านเมืองมี ๔ องค์ใหญ่ๆด้วยกันคือ
พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง
พระทรงเมือง และ พระกาฬไชยศรี
ในรัชกาลที่ ๑ พระหลักเมืองอยู่ในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง องค์อื่นๆท่านก็มีศาลของท่านเองแยกไปต่างหาก
และยังมีเทพารักษ์อื่นๆนอกเหนือจากนี้ด้วย แต่ต่อมาบ้านเมืองมีสิ่งก่อสร้างทางราชการเพิ่มขึ้นทุกทีตามยุคสมัย
ก็จำต้องรื้อถอนศาลเทพารักษ์หลายศาลออกไป เทวรูปประจำศาลทั้งหลายจึงได้รับการอัญเชิญมาอยู่รวมกันที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
คือ เจ้าพ่อหอกลอง พระเสื้อเมือง
พระทรงเมือง
พระกาฬไชยศรี และ เจ้าพ่อเจตคุปต์
เจ้าพ่อหอกลอง ลักษณะเป็นรูปเทวดาสวมมงกุฎ
หล่อด้วยโลหะปิดทองสูง ๑๐๕ ซ.ม.ยกกรทั้งสองขึ้นสูง มีนาครัดอยู่
เดิมมีศาลอยู่ใกล้หอกลองหน้าว้ดโพ หรือวัดพระเชตุพน แต่รื้อลงเพื่อทำกรมทหารหรือกรมรักษาดินแดนในปัจจุบัน
พระเสื้อเมือง หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทอง
เป็นเทวดาทรงเครื่องประดับสังวาล ทับทรวง พาหุรัด ทองกร สวมมงกุฎ
พระหัตถ์ซ้ายกุมคทา พระหัตถ์ขวายกสูงเสมอพระนลาฏ เข้าใจว่าเดิมถืออาวุธแต่หักหายไป
พระทรงเมือง แต่งองค์แบบเดียวกับพระเสื้อเมืองแต่ต่างอิริยาบถออกไป
พระหัตถ์ซ้ายกุมพระขรรค์ยกขึ้นที่เอว พระหัตถ์ขวายกสูงเหมือนถืออาวุธแต่หักหายไปเช่นกัน
พระกาฬไชยศรี เป็นเทวรูปสี่กร
ประทับนั่งบนหลังนกแสก ถืออาวุธต่างๆแต่หักหายไปอีกเหมือนองค์อื่นๆ
ศาลเดิมอยู่ใกล้เจ้าพ่อหอกลองแต่ถูกรื้อลงในคราวเดียวกันค่ะ
เจ้าพ่อเจตคุปต์ ลักษณะคล้ายเจ้าพ่อหอกลอง
แต่กรหักหายไปทั้งสองข้าง เดิมอยู่ที่ศาลหน้าหับเผยข้างคุกมหันตโทษ
ชาวบ้านจึงเรียกเพี้ยนว่า "เจ้าพ่อเจตคุก"
พระกาฬไชยศรีและพระเจตคุปต์เดิมเป็นเทวดาอินเดียระดับกลางๆ
ไม่ใหญ่โตนัก เป็นบริวารของพระยม พระกาฬหรือพระกาลเป็นเทวทูตมีหน้าที่นำวิญญาณคนตายไปยมโลก
ส่วนพระเจตคุปต์เป็นนายทะเบียนคนตาย มีหน้าที่สำรวจว่าใครถึงที่ตาย
ก็จะส่งมรณบัตรให้พระกาฬมารับเอาตัวไป แต่เมื่อทั้งพระกาฬกลายมาเป็นเทวดาไทย
ก็ได้รับการยกย่องนับถือเป็นเทพชั้นปกครอง ผู้คนกลัวกันมาก
จนเกิดสำนวนใช้ในการสบถสาบานว่า "ให้พระแก้วพระกาฬหักคอซิเอ้า"
จบคำอธิบาย ถึงเวลาเข้าไปในศาล ไหว้เจ้าพ่อกันแล้วค่ะ ขอให้ท่านคุ้มครองบ้านเมือง
ให้รอดพ้นจากสงครามเศรษฐกิจเสียที
|