CafeMagazineAfterhourClass-ExamLinksCamp-Excursion

 

กระดานเสวนาเรือนไทย หน้าต่างโลก ศิลปะวัฒนธรรม เรือนไทย Main ภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ แต่งกลอน นิยายและเรื่องสั้น

 

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

เทาชมพู pinkandgrey@doramail.com

วันนี้ขอชวนสมาชิกเรือนไทยยืดแข้งยืดขาออกกำลังกาย ลงจากเรือนไปเที่ยวศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกัน    เริ่มต้นที่สนามหลวงนะคะ  เดินผ่านกระทรวงยุติธรรมไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าจะไปกระทรวงกลาโหม   ข้ามถนนข้างๆ ข้างกระทรวงยุติธรรม  นั่นแหละค่ะจะเห็นศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ดูใหญ่โตโอ่อ่าไม่น้อยอยู่ริมถนนใหญ่

หยุดยืนกันหน้าศาลหลักเมือง อย่าเพิ่งเข้าไป   มาทำความเข้าใจกันนิดนะคะ ว่าศาลหลักเมืองคืออะไร? ทำไมต้องมีศาลหลักเมือง?

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้คำตอบไว้ว่า

" หลักเมืองเป็นประเพณีพราหมณ์  มีมาแต่อินเดีย  ไทยตั้งหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์    ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงจะเป็นด้วยประชาชนประชุมชนนั้นต่างกัน   ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มีหมู่บ้านหลายๆหมู่บ้านรวมกันเป็นตำบล   ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ   อำเภอหลายๆอำเภอเรียกว่าเมือง   เมืองหลายๆเมืองรวมกันเป็นเมืองใหญ่   เมืองใหญ่หลายๆเมืองเป็นมหานคร  คือเมืองมหานคร"

ในเมื่อแตกต่างกันอย่างนี้ ก็ต้องมี "หลัก" เอาไว้เมื่อมีการสถาปนาเมืองมหานคร หรือเมืองหลวงขึ้นไว้ให้เกิดความรู้สึกเป็นปึกแผ่นมั่นคง   เมื่อไทยรับประเพณีหลายๆ อย่างมาจากอินเดียก็ได้รับคติข้อนี้มาด้วย  หลักเมืองจึงปรากฏอยู่ในตำนานการสร้างเมืองหลวงหลายแห่ง บนดินแดนแหลมทองของเรา  อย่างใน ตำนานสิงหนวัต บอกไว้ว่าขุนลังสร้างเมืองใหม่ขึ้นหลังจากเมืองโยนกเกิดแผ่นดินไหว จนเมืองถล่มจมกลายเป็นหนองน้ำ ได้ตั้งหลักเมืองขึ้นในวันอังคารเดือนแปดขึ้นเจ็ดค่ำ ปีเถาะ พ.ศ. ๑๐๓๗  ส่วนใน ตำนานจามเทวีวงศพระฤาษีเนรมิตเขลางค์นครให้เจ้าอนันตยศ พระราชโอรสของพระนางจามเทวี  แล้วเอาแผ่นผาศิลาบาตก้อนหนึ่งมาตั้งไว้กลางเมือง   ศิลานี้ก็คือหลักเมือง  และเขลางค์นครก็คือเมืองลำปางในปัจจุบัน   ส่วนสุโขทัยเองก็มีหลักเมืองเหมือนกัน  ศิลาก้อนนั้นคือที่มาของตำนานเรื่องพระร่วงและขอมดำดินนั่นเอง

หลักเมืองของกรุงเทพฯทำพิธียกเมื่อวันอาทิตย์เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งห้าสิบสี่นาที   นับเป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญอย่างหนึ่งของเมืองหลวงเมื่อแรกตั้งกรุง

พาย้อนอดีต ชวนลูกทัวร์กลับไปดูว่าเมืองหลวงของเราตอนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร จากคำบรรยายตอนชมเมืองในพระราชนิพนธ์ อิเหนา

ท่ามกลางทางท้องสถลมาศ  ลำดับดาดอิฐแผ่นแน่นหนา
บ้านช่องสองข้างมรรคา  ล้วนเคหาหน้าถังนั่งร้าน
เหล่าพวกกรมท่าเจ้าภาษี  มั่งมีสมบัติพัสถาน
เรือนริมรัถยาฝากระดาน ตึกกว้านบ้านขุนนางนองเนือง
สุเหร่าเรียงเคียงคั่นปั้นหยา ก่อผนังหลังคามุงกระเบื้อง
ศาลเทพารักษ์หลักเมือง นับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร

เอาละค่ะ ได้เวลาเข้าไปดูข้างในศาลอันเป็นที่ก่อสร้างเพื่อเก็บรักษาหลักเมืองกันเสียที

ในศาลหลักเมือง มี "หลักเมือง" ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์สูง ๑๐๘ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๙. ๑/๒ นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนแท่นกว้าง ๖๙.๑/๒ นิ้ว  ปลายเสาเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์  ข้างในเป็นช่องบรรจุเทวรูปเทพารักษ์พระหลักเมืองและพระสุพรรณบัตรจารึกดวงชะตาเมือง       ดังนั้น ที่ว่านับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร ก็คือการนับถือเทพารักษ์นี่เองค่ะ    ไม่ใช่นับถือตัวศาลหรือตัวเสาหลักเมือง

เทพารักษ์มาจากไหน  ก็มาจากความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย ก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามายังไงล่ะคะ  คือลัทธิการนับถือผีสางเทวดา   เชื่อว่าทุกข์โศกโรคภัยและสิ่งพิบัติต่างๆ เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น   ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่มองไม่เห็นนี้ก็อาจบันดาลให้เกิดความสุขความเจริญได้เช่นกัน    ก็เพราะเหตุนี้เองคนไทยจึงมีพิธีกรรมบวงสรวง อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครองป้องกันภัย และเกื้อกูลให้เจริญรุ่งเรืองเมื่อตั้งถิ่นที่อยู่

 เทวดาที่ไทยถือว่ามีหน้าที่คุ้มครองบ้านเมืองมี ๔ องค์ใหญ่ๆด้วยกันคือ พระหลักเมือง  พระเสื้อเมือง  พระทรงเมือง และ  พระกาฬไชยศรี 

ในรัชกาลที่ ๑  พระหลักเมืองอยู่ในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  องค์อื่นๆท่านก็มีศาลของท่านเองแยกไปต่างหาก และยังมีเทพารักษ์อื่นๆนอกเหนือจากนี้ด้วย  แต่ต่อมาบ้านเมืองมีสิ่งก่อสร้างทางราชการเพิ่มขึ้นทุกทีตามยุคสมัย  ก็จำต้องรื้อถอนศาลเทพารักษ์หลายศาลออกไป   เทวรูปประจำศาลทั้งหลายจึงได้รับการอัญเชิญมาอยู่รวมกันที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง   คือ เจ้าพ่อหอกลอง   พระเสื้อเมือง   พระทรงเมือง  พระกาฬไชยศรี และ  เจ้าพ่อเจตคุปต์

เจ้าพ่อหอกลอง ลักษณะเป็นรูปเทวดาสวมมงกุฎ หล่อด้วยโลหะปิดทองสูง ๑๐๕ ซ.ม.ยกกรทั้งสองขึ้นสูง มีนาครัดอยู่   เดิมมีศาลอยู่ใกล้หอกลองหน้าว้ดโพ หรือวัดพระเชตุพน  แต่รื้อลงเพื่อทำกรมทหารหรือกรมรักษาดินแดนในปัจจุบัน

พระเสื้อเมือง หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทอง  เป็นเทวดาทรงเครื่องประดับสังวาล  ทับทรวง พาหุรัด ทองกร สวมมงกุฎ  พระหัตถ์ซ้ายกุมคทา พระหัตถ์ขวายกสูงเสมอพระนลาฏ เข้าใจว่าเดิมถืออาวุธแต่หักหายไป

พระทรงเมือง  แต่งองค์แบบเดียวกับพระเสื้อเมืองแต่ต่างอิริยาบถออกไป  พระหัตถ์ซ้ายกุมพระขรรค์ยกขึ้นที่เอว  พระหัตถ์ขวายกสูงเหมือนถืออาวุธแต่หักหายไปเช่นกัน

พระกาฬไชยศรี เป็นเทวรูปสี่กร ประทับนั่งบนหลังนกแสก  ถืออาวุธต่างๆแต่หักหายไปอีกเหมือนองค์อื่นๆ   ศาลเดิมอยู่ใกล้เจ้าพ่อหอกลองแต่ถูกรื้อลงในคราวเดียวกันค่ะ

เจ้าพ่อเจตคุปต์   ลักษณะคล้ายเจ้าพ่อหอกลอง แต่กรหักหายไปทั้งสองข้าง  เดิมอยู่ที่ศาลหน้าหับเผยข้างคุกมหันตโทษ   ชาวบ้านจึงเรียกเพี้ยนว่า "เจ้าพ่อเจตคุก"

พระกาฬไชยศรีและพระเจตคุปต์เดิมเป็นเทวดาอินเดียระดับกลางๆ ไม่ใหญ่โตนัก เป็นบริวารของพระยม   พระกาฬหรือพระกาลเป็นเทวทูตมีหน้าที่นำวิญญาณคนตายไปยมโลก ส่วนพระเจตคุปต์เป็นนายทะเบียนคนตาย มีหน้าที่สำรวจว่าใครถึงที่ตาย ก็จะส่งมรณบัตรให้พระกาฬมารับเอาตัวไป   แต่เมื่อทั้งพระกาฬกลายมาเป็นเทวดาไทย ก็ได้รับการยกย่องนับถือเป็นเทพชั้นปกครอง  ผู้คนกลัวกันมาก   จนเกิดสำนวนใช้ในการสบถสาบานว่า "ให้พระแก้วพระกาฬหักคอซิเอ้า"

จบคำอธิบาย   ถึงเวลาเข้าไปในศาล ไหว้เจ้าพ่อกันแล้วค่ะ   ขอให้ท่านคุ้มครองบ้านเมือง ให้รอดพ้นจากสงครามเศรษฐกิจเสียที



สนับสนุน
โดย สสวท.
หน้าหลัก   V คาเฟ่   V แมกกาซีน    บทเรียนข้อสอบ   บันเทิง   วิชาการไกด์
เรือนไทย   ข่าววิชาการ   ข่าวประชาสัมพันธ์   ปรับปรุงใหม่ๆ   ทีมงาน

email: vcharkarn@vcharkarn.com

Copyright 2001, Vcharkarn.com. All rights reserved.

พสวท. เพื่อ
วิทยาศาสตร์ไทย